ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ลูกจ้างหรือผู้รับจ้างอิสระ ศาลวินิจฉัยจากอะไร สิทธิเงินทดแทนขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ที่แท้จริงในการทำงาน

คำพิพากษาศาลฎีกา 6067/2567, อำนาจฟ้องตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 52, สิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 53, การฟ้องคดีต่อศาลแรงงาน, ระยะเวลา 30 วัน นับแต่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย, นิติสัมพันธ์นายจ้าง-ลูกจ้างในคดีเงินทดแทน, วิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54, ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง, การวินิจฉัยอำนาจฟ้องแม้จำเลยไม่ยกขึ้นในคำให้การ, วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกา 6067/2567, แนวทางปฏิบัติสำหรับนายจ้างและลูกจ้างในคดีเงินทดแทน

บทนำ 

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิฟ้องคดีแรงงานในกรณีพิพาทเกี่ยวกับเงินทดแทน และการตีความสถานะความสัมพันธ์ทางกฎหมายระหว่างนายจ้างและลูกจ้างตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 แม้โจทก์จะมิได้เป็นผู้อุทธรณ์คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่โดยตรง แต่ศาลวินิจฉัยว่าได้รับผลกระทบจากคำวินิจฉัยของจำเลยโดยตรง จึงมีอำนาจฟ้อง พร้อมทั้งพิจารณาข้อเท็จจริงว่าเป็นการจ้างทำของ ไม่ใช่การจ้างแรงงาน ทำให้คำวินิจฉัยของจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

สรุปข้อเท็จจริง

•คู่ความในคดี: โจทก์เป็นผู้ประกอบการขนส่งสินค้า จำเลยคือคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน

•ข้อพิพาท: โจทก์ถูกคำวินิจฉัยของจำเลยกลับคำวินิจฉัยของสำนักงานประกันสังคมจังหวัด ให้ถือว่าผู้ตายมีนิติสัมพันธ์เป็นลูกจ้าง และประสบอันตรายจากการทำงาน จึงมีสิทธิรับเงินทดแทน

•ข้อเท็จจริงสำคัญ:

oโจทก์ว่าจ้างผู้ตายและคนขับรถรายอื่นเป็นรายเที่ยว ไม่มีกฎระเบียบวันหยุด วันลา หรือบทลงโทษ

oผู้รับจ้างมีสิทธิเลือกเวลาทำงาน ปฏิเสธงาน หรือมอบหมายให้คนอื่นขับแทนได้

oโจทก์ไม่มีการควบคุมการทำงานในลักษณะนายจ้าง–ลูกจ้าง

•การดำเนินคดี: ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลย จำเลยอุทธรณ์แต่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยกอุทธรณ์ ก่อนฎีกาต่อศาลฎีกา

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่การวินิจฉัย “อำนาจฟ้อง” ของโจทก์ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 โดยศาลฎีกาอธิบายการใช้บทบัญญัติมาตรา 52 และมาตรา 53 ของ พ.ร.บ.เงินทดแทน ร่วมกับมาตรา 31 และมาตรา 8 วรรคหนึ่ง (4) ของ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ และมาตรา 225 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เพื่อวินิจฉัยว่าโจทก์แม้มิใช่ผู้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่มีสิทธิฟ้องคดีได้เพราะเป็น “ผู้ถูกโต้แย้งสิทธิ” ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำวินิจฉัยของจำเลย

1. พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 52 และมาตรา 53

เป็นหัวใจของคดี เพราะกำหนดขั้นตอนการอุทธรณ์คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ และสิทธิของ “ผู้อุทธรณ์” ที่จะนำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายใน 30 วัน แต่กรณีนี้โจทก์มิใช่ผู้อุทธรณ์โดยตรง ศาลต้องพิจารณาว่าจะยังมีอำนาจฟ้องหรือไม่

2. พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง (4)

ศาลฎีกาใช้มาตรานี้เพื่อขยายความว่า แม้กฎหมายเฉพาะ (พ.ร.บ.เงินทดแทนฯ) ไม่ให้สิทธิฟ้องโดยตรง แต่เมื่อมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลตามกฎหมายแรงงาน ก็อาจนำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงานได้

3. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง

เป็นมาตราสำคัญที่ศาลใช้รับรองว่า “ปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง” ถือเป็นเรื่องความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะไม่ได้ยกขึ้นในคำให้การ ก็สามารถอ้างได้ในชั้นอุทธรณ์

4. พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 31 และมาตรา 55 แห่ง ป.วิ.พ.

ศาลนำหลัก “ผู้ถูกโต้แย้งสิทธิ” มาประยุกต์ใช้ โดยเห็นว่าโจทก์ได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำวินิจฉัยของจำเลย จึงถือว่าเป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิและมีอำนาจฟ้องต่อศาลแรงงานได้

5. พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 26

ศาลยืนยันว่า ศาลแรงงานมีอำนาจย่นหรือขยายระยะเวลาในการยื่นคำฟ้องได้ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ดังนั้นการที่โจทก์ยื่นคำฟ้องใหม่ภายในเวลาที่ศาลกำหนด ถือว่าไม่พ้นกำหนดเวลาและไม่เสียสิทธิฟ้อง

สรุปสาระสำคัญของคดีนี้

คดีนี้มีแก่นสำคัญที่การวินิจฉัย “อำนาจฟ้อง” ว่าแม้ผู้ฟ้องจะไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ตามขั้นตอนใน พ.ร.บ.เงินทดแทนฯ แต่หากเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำวินิจฉัยของหน่วยงานรัฐ ย่อมถือว่าเป็น “ผู้ถูกโต้แย้งสิทธิ” มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงานได้ตามหลักกฎหมายทั่วไป เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนให้เป็นธรรม

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

•ประเด็นสิทธิฟ้อง: แม้โจทก์มิได้เป็นผู้อุทธรณ์คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่เมื่อได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำวินิจฉัยของจำเลย ถือเป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิตามกฎหมาย มีอำนาจฟ้อง

•การตีความนิติสัมพันธ์: พฤติการณ์แสดงว่าเป็นการจ้างทำของ ไม่ใช่การจ้างแรงงาน เพราะไม่มีการควบคุมการทำงานในลักษณะนายจ้าง–ลูกจ้าง

•ผลคำพิพากษา: พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 8 เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลย

วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย

•มาตราเกี่ยวข้อง: พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 52, 53, ป.วิ.พ. มาตรา 225, พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 8, 31, 54

•หลักสิทธิฟ้อง: แม้กฎหมายกำหนดให้เฉพาะ “ผู้อุทธรณ์” มีสิทธินำคดีสู่ศาลแรงงาน แต่ในกรณีที่มีผลกระทบโดยตรง ศาลตีความให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถฟ้องได้ เพื่อคุ้มครองสิทธิ

•การตีความนิติสัมพันธ์: ศาลเน้นพฤติการณ์จริงของการทำงาน มากกว่าชื่อเรียกในสัญญา การขาดการควบคุมและการทำงานตามความสะดวกของผู้รับจ้างชี้ว่าเป็นการจ้างทำของ

ข้อคิดทางกฎหมาย

1.การใช้สิทธิฟ้องคดีแรงงานไม่จำกัดเฉพาะผู้อุทธรณ์ หากสามารถพิสูจน์ว่ามีผลกระทบโดยตรง

2.การพิจารณาว่ามีความสัมพันธ์นายจ้าง–ลูกจ้างต้องดูข้อเท็จจริงการทำงานจริง ไม่ใช่เพียงเอกสารหรือการเรียกขาน

3.ผู้ประกอบการควรทำสัญญาให้ชัดเจนว่าจ้างแรงงานหรือจ้างทำของ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อพิพาทในอนาคต

IRAC Analysis

Issue (ปัญหาที่ต้องวินิจฉัย)

•โจทก์มีสิทธิฟ้องคดีแรงงานกรณีเงินทดแทนหรือไม่ แม้มิได้เป็นผู้อุทธรณ์คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่

•ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และผู้ตายเป็นการจ้างแรงงานหรือจ้างทำของ

Rule (กฎหมายที่ใช้บังคับ)

•พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 52, 53

•ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง

•พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 8, 31, 54

Application (การปรับใช้กฎหมาย)

•แม้โจทก์มิใช่ผู้อุทธรณ์โดยตรง แต่คำวินิจฉัยของจำเลยมีผลกระทบโดยตรงต่อสถานะและหน้าที่ของโจทก์ จึงถือเป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิและมีอำนาจฟ้อง

•ข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่าโจทก์ไม่ควบคุมการทำงานแบบนายจ้าง–ลูกจ้าง ผู้ตายมีอิสระในการทำงาน การจ้างจึงเป็นการจ้างทำของ

Conclusion (ข้อสรุป)

•โจทก์มีสิทธิฟ้องคดีแรงงานเพื่อเพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลย

•ความสัมพันธ์เป็นการจ้างทำของ ไม่ใช่การจ้างแรงงาน ทำให้คำวินิจฉัยของจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

สรุปภาษาอังกฤษ 

This Supreme Court judgment No. 6067/2567 concerns the right to sue in a labour compensation dispute and the legal interpretation of employer–employee relationships under the Workmen’s Compensation Act B.E. 2537. The Court held that even though the plaintiff was not the direct appellant against the labour officer’s order, the plaintiff was directly affected and thus had the right to file the case. Based on the actual working conditions, the Court found the relationship to be a contract for services, not an employment contract, rendering the defendant’s decision unlawful.

สรุปย่อฎีกา

โจทก์ยื่นฟ้องเพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยภายในกำหนด 30 วัน จึงมีอำนาจฟ้อง แม้จะมิใช่ผู้อุทธรณ์คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่โดยตรง แต่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำวินิจฉัย จึงถือเป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิตามกฎหมาย

ข้อเท็จจริงแสดงว่าโจทก์ว่าจ้างผู้ตายและคนขับรถรายอื่นเป็นรายเที่ยว ไม่มีการกำหนดวันเวลา ขาดการควบคุมการทำงานในลักษณะนายจ้าง–ลูกจ้าง สามารถปฏิเสธงานหรือมอบหมายให้ผู้อื่นทำแทนได้ การติดตั้งอุปกรณ์และการทำประกันภัยเป็นไปตามกฎหมายขนส่ง มิใช่การควบคุมงาน จึงเป็นการจ้างทำของ ไม่ใช่การจ้างแรงงาน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำวินิจฉัยของจำเลยที่ถือว่าผู้ตายเป็นลูกจ้างและมีสิทธิได้เงินทดแทนไม่ชอบด้วยกฎหมาย พิพากษากลับ ให้บังคับตามศาลแรงงานภาค 8 เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลย

     ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

         เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6067/2567

แม้คดีนี้จำเลยจะให้การต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้องไว้ในคำให้การเพียงประการเดียวว่า โจทก์ยื่นคำฟ้องเกินระยะเวลาที่ พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 กำหนดไว้ โดยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ด้วยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากโจทก์มิได้เป็นผู้ยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนและมิได้เป็นผู้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 52 จึงไม่มีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานตามมาตรา 53 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่เมื่อปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การก็สามารถยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 บัญญัติเกี่ยวกับการนำคดีมาฟ้องศาลแรงงานไว้เป็นการเฉพาะในกรณีที่นายจ้าง ลูกจ้าง หรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 ที่ไม่พอใจคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 และได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าวต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน เมื่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนมีคำวินิจฉัยอย่างใดแล้วผู้อุทธรณ์ยังไม่พอใจคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน ตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง เฉพาะผู้อุทธรณ์เท่านั้นที่มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงาน ตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 53 วรรคหนึ่ง โจทก์มิได้เป็นผู้อุทธรณ์คำสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนตามมาตรา 52 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่อาจฟ้องคดีต่อศาลแรงงานได้โดยอาศัยอำนาจของบทบัญญัติตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537

ไม่ปรากฏว่า พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 กำหนดขั้นตอนและระยะเวลาให้โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยของจำเลยในกรณีดังกล่าวไว้ จึงเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนหรือวิธีการสำหรับการแก้ไขความเดือดร้อนหรือความเสียหายที่โจทก์ได้รับจากคำวินิจฉัยของจำเลยไว้โดยเฉพาะ แต่อย่างไรก็ดี การที่จำเลยมีคำวินิจฉัยกลับคำวินิจฉัยสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานีว่า ส. ผู้ตาย มีนิติสัมพันธ์เป็นลูกจ้างโจทก์ และประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง จึงมีสิทธิได้รับเงินทดแทน ตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 อันเป็นการใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 ที่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ทำให้สำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีหนังสือที่ สฎ 0030/10574 ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2564 เรื่อง แจ้งให้ไปขึ้นทะเบียนกองทุนประกันสังคม และกองทุนเงินทดแทน ซึ่งเป็นผลให้โจทก์มีฐานะเป็นนายจ้างและมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 และ พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 โจทก์จึงเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากคำวินิจฉัยของจำเลยโดยตรง ถือได้ว่าเป็นกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 โจทก์จึงเป็นผู้ที่ถูกโต้แย้งสิทธิแล้ว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31

การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยมีลักษณะเป็นคดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทนตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง (4) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 และเมื่อไม่ปรากฏว่า พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 กำหนดถึงขั้นตอนการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนในกรณีของโจทก์ดังกล่าวนี้ไว้เป็นการเฉพาะ จึงไม่ใช่กรณีตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 8 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า คดีตามวรรคหนึ่ง ในกรณีที่…กฎหมายว่าด้วยเงินทดแทนบัญญัติให้ร้องเรียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการที่กำหนดไว้ จะดำเนินการในศาลแรงงานได้ต่อเมื่อได้ปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายดังกล่าวบัญญัติไว้แล้ว ทั้งปรากฏตามหนังสือของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ สฎ 0030/10573 ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2564 เรื่อง แจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน ที่ระบุไว้ในย่อหน้าสุดท้ายว่า … หากท่านไม่เห็นด้วยมีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับนี้ ดังนั้น เมื่อโจทก์เป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิโดยได้รับผลกระทบจากหนังสือของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ สฎ 0030/10574 ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2564 ซึ่งเป็นผลมาจากคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 40/2564 และโจทก์เห็นว่าคำวินิจฉัยของจำเลยดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงานภาค 8 เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยภายใน 30 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานีดังกล่าว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ฎีกาย่อ

คดีนี้มีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการเพิกถอนคำวินิจฉัยของหน่วยงานรัฐในเรื่องสิทธิเงินทดแทน โดยโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยที่กำหนดให้ผู้เสียชีวิตมีสถานะเป็นลูกจ้าง และให้ทายาทมีสิทธิได้รับเงินทดแทนตามกฎหมายแรงงาน

ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้เสียชีวิตรับงานขับรถเป็นครั้งคราว ไม่มีเงินเดือนประจำ ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมบังคับบัญชา และสามารถเลือกว่าจะรับงานหรือไม่ก็ได้ อีกทั้งยังสามารถให้ผู้อื่นทำงานแทนได้ ลักษณะดังกล่าวแสดงถึงความเป็นอิสระในการทำงาน

ศาลพิจารณาว่า ความสัมพันธ์ดังกล่าวไม่เข้าลักษณะนายจ้าง–ลูกจ้าง แต่เป็นการจ้างทำของ จึงไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายเงินทดแทน

ในประเด็นอำนาจฟ้อง ศาลวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะไม่ได้เป็นผู้ยื่นอุทธรณ์คำวินิจฉัยในชั้นหน่วยงาน แต่เมื่อเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ย่อมมีสิทธิฟ้องต่อศาลแรงงานได้

ผลคือ ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยของหน่วยงานรัฐ และยืนยันหลักการสำคัญว่า การพิจารณาสถานะลูกจ้างต้องดูข้อเท็จจริงของการทำงานเป็นหลัก ไม่ใช่เพียงรูปแบบของสัญญา

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 40/2564 และมีคำสั่งว่านายสง่าไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ในฐานะนายจ้างลูกจ้าง โจทก์ไม่ต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคม และนางศิริพร ภรรยาผู้ตาย ไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษาว่า ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 40/2564 ลงวันที่ 28 เมษายน 2564 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า จำเลยมีคำวินิจฉัยที่ 40/2564 ลงวันที่ 28 เมษายน 2564 และโจทก์ทราบคำวินิจฉัยดังกล่าวเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2564 โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เพื่อให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2564 เป็นการนำคดีไปสู่ศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 53 (ที่ถูก มาตรา 53 วรรคหนึ่ง) ที่ศาลแรงงานภาค 8 มีคำสั่งให้โจทก์ไปทำคำฟ้องเข้ามาใหม่ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ทราบคำสั่งดังกล่าวของศาล และโจทก์ได้ยื่นคำฟ้องเข้ามาใหม่เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2564 ซึ่งอยู่ภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนดให้ และศาลมีอำนาจย่นหรือขยายได้ตามความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 26 จึงถือได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์ได้นำคดีไปสู่ศาลภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง โจทก์ว่าจ้างให้นายสง่า ผู้ตาย นายประสาน และนายอำนาจ ขับรถบรรทุกไปส่งสินค้าให้แก่ลูกค้า จ่ายค่าจ้างเป็นรายเที่ยวโดยไม่มีเงินเดือนประจำที่แน่นอน ทั้งนี้ ตามหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย จากเงินค่าจ้างของผู้ตาย นายประสาน และนายอำนาจในแต่ละเดือนไม่เท่ากัน ในการทำงานโจทก์ไม่ได้วางกฎเกณฑ์หรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ไม่ได้กำหนดเกี่ยวกับวันหยุด วันลา หรือบทลงโทษเมื่อมีการกระทำผิดอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อให้ผู้ตายและคนขับรถบรรทุกคนอื่นต้องถือปฏิบัติ และไม่ปรากฏว่าผู้ตาย นายประสาน และนายอำนาจ ขับรถบรรทุกไปส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าจะต้องมีการกำหนดวันเวลาที่ออกเดินทางหรือต้องไปส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าในวันเวลาใดในแต่ละเที่ยว แสดงว่าผู้ตายและคนขับรถบรรทุกคนอื่นสามารถที่จะกำหนดวันเวลาที่จะออกเดินทางหรือจะถึงจุดหมายปลายทางที่จะส่งสินค้าได้เองตามความเหมาะสมโดยโจทก์มุ่งถึงผลสำเร็จของงานเท่านั้น โดยเฉพาะผู้รับจ้างมีสิทธิปฏิเสธไม่รับงานตามที่โจทก์ว่าจ้างก็ได้ เมื่อผู้รับจ้างขับรถบรรทุกของโจทก์ออกไปแล้ว ผู้รับจ้างอาจจะให้บุคคลอื่นช่วยขับแทนก็ได้ และปกติผู้รับจ้างสามารถนำรถบรรทุกไปจอดไว้ที่บ้านของตนเองหรือที่อื่นก็ได้เนื่องจากผู้รับจ้างจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าน้ำมันด้วยตนเอง ย่อมแสดงให้เห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจในการบังคับบัญชาสั่งงานผู้ตายและคนขับรถบรรทุกคนอื่น การที่นายศรชัย หุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์ โทรศัพท์สั่งงานผู้ตายและคนขับรถบรรทุกคนอื่นเป็นเพียงการแจ้งให้ผู้ตายและคนขับรถบรรทุกคนอื่นทราบว่าต้องขับรถบรรทุกสินค้าไปส่งให้แก่ผู้ใดเท่านั้น เพราะผู้ตายและคนขับรถบรรทุกคนอื่นไม่ได้เข้าไปทำงานหรือพักอาศัยอยู่ที่สำนักงานของโจทก์ ย่อมจะไม่สามารถสั่งงานด้วยวาจาโดยตรงได้ และไม่ได้ใช้โทรศัพท์เพื่อควบคุมการทำงานของผู้ตายและคนขับรถบรรทุกคนอื่นเพราะไม่มีหน้าที่ต้องรายงานให้โจทก์ทราบ แม้รถบรรทุกที่ผู้ตายขับเป็นของโจทก์ แต่มีราคาสูงมากย่อมเป็นการยากที่ผู้ตายและคนขับรถบรรทุกคนอื่นจะสามารถจัดหาซื้อรถบรรทุกขนาดใหญ่มาเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองเพื่อนำมาขับรับจ้างได้ ลำพังโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถบรรทุกที่ผู้ตายขับมิใช่ปัจจัยหรือเหตุผลที่ชี้ขาดว่าสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับผู้ตายเป็นสัญญาจ้างแรงงาน การที่โจทก์ติดตั้งเครื่องบันทึกข้อมูลการเดินทางของรถและเอาประกันภัยรถบรรทุกที่ผู้ตายขับในขณะเกิดเหตุรวมทั้งรถบรรทุกคันอื่นของโจทก์ก็เนื่องจากต้องปฏิบัติตามที่พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 บัญญัติไว้ มิใช่เป็นการติดตั้งเครื่องบันทึกข้อมูลการเดินทางของรถบรรทุกคันที่ผู้ตายขับในขณะเกิดเหตุเพื่อควบคุมการทำงานของผู้ตายอย่างใกล้ชิด เพราะการที่ผู้ตายต้องขับรถบรรทุกไปส่งสินค้าตามที่รับจ้างจากโจทก์เป็นการรับจ้างโดยคิดค่าจ้างเป็นรายเที่ยวโดยมุ่งถึงผลสำเร็จของงานเป็นสำคัญ ไม่มีกำหนดเวลาการออกเดินทางหรือต้องไปถึงจุดหมายปลายทางเมื่อใด ขึ้นอยู่กับความสะดวกของผู้ตาย ตารางข้อมูลการเดินทางเป็นเพียงข้อมูลที่ต้องส่งให้แก่กรมการขนส่งทางบกเพื่อตรวจสอบการทำงานของผู้ตายซึ่งเป็นผู้ขับรถให้ปฏิบัติตามกฎหมายเท่านั้น แต่ไม่มีผลต่อการปฏิบัติงานของผู้ตายกับโจทก์ หากผู้ตายกระทำความผิดพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 ก็เป็นเรื่องที่กรมการขนส่งทางบกต้องเป็นผู้ดำเนินคดีกับผู้ตายเพราะโจทก์ไม่มีอำนาจลงโทษผู้ตาย นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ตายกับโจทก์จึงมิใช่เป็นการจ้างแรงงาน ผู้ตายมิใช่ลูกจ้างโจทก์ กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่าขณะเกิดเหตุผู้ตายถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงานให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างหรือไม่ คำสั่งของจำเลยที่ให้กลับคำวินิจฉัยของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีมติว่า ผู้ตายมีนิติสัมพันธ์เป็นนายจ้างลูกจ้างกับโจทก์ และประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง จึงมีสิทธิได้รับเงินทดแทนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่อ้างว่า ศาลแรงงานภาค 8 ไม่แจ้งข้อเท็จจริงให้จำเลยทราบจึงต้องถือข้อเท็จจริงตามวันที่ปรากฏในสำเนาคำฟ้องที่ส่งให้แก่จำเลยเป็นวันที่โจทก์ยื่นคำฟ้อง อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้มีลักษณะบิดเบือนและเพิ่มเติมข้อเท็จจริงโดยยกเรื่องที่ศาลแรงงานภาค 8 ไม่แจ้งข้อเท็จจริงแก่จำเลยเพื่อให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่า วันที่โจทก์ยื่นคำฟ้องต้องถือตามวันที่โจทก์นำคำฟ้องมายื่นใหม่ซึ่งล่วงเลยระยะเวลานับแต่วันที่โจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยจากจำเลยแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ทั้งที่ศาลแรงงานภาค 8 วินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทพร้อมเหตุผลชัดแจ้งแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง คดีนี้จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การโดยยกขึ้นต่อสู้อ้างเหตุเพียงว่า โจทก์นำคดีไปสู่ศาลแรงงานภาค 8 พ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย คำวินิจฉัยของจำเลยเป็นที่สุด โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง อุทธรณ์ของจำเลยที่อ้างว่าโจทก์มิใช่ผู้อุทธรณ์คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อจำเลย เป็นการยกข้อเท็จจริงที่จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ขึ้นอุทธรณ์ และเป็นข้อเท็จจริงที่ยังไม่ยุติโดยโจทก์นำสืบว่าโจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อจำเลย จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานภาค 8 ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ลักษณะการทำงานต้องทำงานตามคำสั่งของโจทก์ที่สั่งงานทางโทรศัพท์ มีการติดตั้งเครื่องบันทึกข้อมูลการเดินทางของรถที่เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในการทำงานที่โจทก์เป็นผู้จัดหาเพื่อควบคุมกำกับดูแลติดตามตัวคนขับรถ โจทก์ให้การครั้งแรกเรียกตนเองว่านายจ้างและเรียกผู้ตายว่าลูกจ้าง โจทก์จ่ายค่าจ้างตามจำนวนเที่ยวรถตามผลงานที่ทำได้ ผู้ตายต้องขับรถด้วยตนเอง ไม่อาจนำไปให้บุคคลอื่นขับแทนได้ กรณีเกิดอุบัติเหตุโจทก์เป็นผู้รับผิดชอบแก่บุคคลภายนอก งานขนส่งไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอนเพราะขึ้นอยู่กับการว่าจ้างของลูกค้า หากคนขับรถต้องการนำรถกลับบ้านต้องได้รับอนุญาตจากโจทก์ก่อน ข้อเท็จจริงดังกล่าวเพียงพอที่จะรับฟังว่าเป็นการจ้างแรงงาน หาใช่จ้างทำของไม่ นั้น อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค 8 เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมายดังที่จำเลยอ้าง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเฉพาะฎีกาของจำเลยที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เนื่องจากเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานภาค 8 นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้คดีนี้จำเลยจะให้การต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้องไว้ในคำให้การเพียงประการเดียวว่า โจทก์ยื่นคำฟ้องเกินระยะเวลาที่พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 กำหนดไว้ โดยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ด้วยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากโจทก์มิได้เป็นผู้ยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนและมิได้เป็นผู้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 52 จึงไม่มีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานตามมาตรา 53 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่เมื่อปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การก็สามารถยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยให้นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้วและข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 8 ฟังมาเพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยในปัญหาตามอุทธรณ์ข้อนี้ได้ เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปโดยรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยเสียก่อน ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า คดีนี้นางศิริพร ภรรยาผู้ตาย เป็นผู้ยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนและอุทธรณ์คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อจำเลย โจทก์มิได้เป็นผู้อุทธรณ์คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าวต่อจำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธินำคดีไปฟ้องศาลแรงงาน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในกรณีที่นายจ้าง ลูกจ้าง หรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 ซึ่งได้รับคำสั่ง คำวินิจฉัย หรือการประเมินเงินสมทบของพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งสั่งการตามพระราชบัญญัตินี้แล้วไม่พอใจคำสั่ง คำวินิจฉัย หรือการประเมินเงินสมทบนั้น ให้ผู้นั้นมีสิทธิอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อคณะกรรมการได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง คำวินิจฉัย หรือการประเมินเงินสมทบ ทั้งนี้ เว้นแต่เป็นคำสั่งตามมาตรา 47 และวรรคสอง บัญญัติว่า เมื่อคณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว ให้แจ้งคำวินิจฉัยเป็นหนังสือให้ผู้อุทธรณ์ทราบ มาตรา 53 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในกรณีที่ผู้อุทธรณ์ไม่พอใจคำวินิจฉัยของคณะกรรมการให้มีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย ถ้าไม่นำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเป็นที่สุด แสดงให้เห็นได้ว่า ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 บัญญัติเกี่ยวกับการนำคดีมาฟ้องศาลแรงงานไว้เป็นการเฉพาะในกรณีที่นายจ้าง ลูกจ้าง หรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 ที่ไม่พอใจคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 และได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าวต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน เมื่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนมีคำวินิจฉัยอย่างใดแล้วผู้อุทธรณ์ยังไม่พอใจคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 52 วรรคหนึ่ง เฉพาะผู้อุทธรณ์เท่านั้นที่มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงานตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 53 วรรคหนึ่ง โจทก์มิได้เป็นผู้อุทธรณ์คำสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนตามมาตรา 52 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่อาจฟ้องคดีต่อศาลแรงงานได้โดยอาศัยอำนาจของบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 อีกทั้งไม่ปรากฏว่าพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 กำหนดขั้นตอนและระยะเวลาให้โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยของจำเลยในกรณีดังกล่าวไว้เช่นกัน จึงเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนหรือวิธีการสำหรับการแก้ไขความเดือดร้อนหรือความเสียหายที่โจทก์ได้รับจากคำวินิจฉัยของจำเลยไว้โดยเฉพาะ แต่อย่างไรก็ดี การที่จำเลยมีคำวินิจฉัยกลับคำวินิจฉัยสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานีว่า นายสง่า ผู้ตาย มีนิติสัมพันธ์เป็นลูกจ้างโจทก์ และประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้างจึงมีสิทธิได้รับเงินทดแทนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 อันเป็นการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 ที่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ทำให้สำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีหนังสือที่ สฎ 0030/10574 ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2564 เรื่อง แจ้งให้ไปขึ้นทะเบียนกองทุนประกันสังคม และกองทุนเงินทดแทน ซึ่งเป็นผลให้โจทก์มีฐานะเป็นนายจ้างและมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 และพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 โจทก์จึงเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากคำวินิจฉัยของจำเลยโดยตรง ถือได้ว่าเป็นกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 โจทก์จึงเป็นผู้ที่ถูกโต้แย้งสิทธิแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นคดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน ตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 และเมื่อไม่ปรากฏว่าพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 กำหนดถึงขั้นตอนการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนในกรณีของโจทก์ดังกล่าวนี้ไว้เป็นการเฉพาะ จึงไม่ใช่กรณีตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 8 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า คดีตามวรรคหนึ่ง ในกรณีที่…กฎหมายว่าด้วยเงินทดแทนบัญญัติให้ร้องเรียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการที่กำหนดไว้จะดำเนินการในศาลแรงงานได้ต่อเมื่อได้ปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายดังกล่าวบัญญัติไว้แล้วดังที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นอีกด้วย ทั้งปรากฏตามหนังสือของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ สฎ 0030/10573 ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2564 เรื่อง แจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน ที่ระบุไว้ในย่อหน้าสุดท้ายว่า … หากท่านไม่เห็นด้วยมีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับนี้ ดังนั้น เมื่อโจทก์เป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิโดยได้รับผลกระทบจากหนังสือของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ สฎ 0030/10574 ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2564 ซึ่งเป็นผลมาจากคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 40/2564 และโจทก์เห็นว่าคำวินิจฉัยของจำเลยดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงานภาค 8 เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยภายใน 30 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานีดังกล่าว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ให้ยกอุทธรณ์ของจำเลย และบังคับตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 8

แนวคำถาม - ธงคำตอบ

ข้อ 1.

โจทก์ซึ่งเป็นบริษัทขนส่งได้รับหนังสือจากสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานี แจ้งให้ขึ้นทะเบียนกองทุนประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทน เนื่องจากจำเลยวินิจฉัยว่า นายสง่า ผู้ตาย มีนิติสัมพันธ์เป็นลูกจ้างของโจทก์ และประสบอันตรายเนื่องจากการทำงาน โจทก์เห็นว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะนายสง่าเป็นเพียงผู้รับจ้างอิสระ มิใช่ลูกจ้าง จึงฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลย คำถามคือ โจทก์มีอำนาจฟ้องต่อศาลแรงงานภายใต้ พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 หรือไม่

ธงคำตอบ

ตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 52 และมาตรา 53 การฟ้องต่อศาลแรงงานทำได้เฉพาะกรณีที่ “ผู้อุทธรณ์” ต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนไม่พอใจคำวินิจฉัยเท่านั้น แต่ในคดีนี้ โจทก์มิได้เป็นผู้ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการกองทุนฯ ทว่าศาลฎีกาเห็นว่า คำวินิจฉัยของจำเลยมีผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิของโจทก์ในฐานะนายจ้าง จึงถือว่าโจทก์เป็น “ผู้ถูกโต้แย้งสิทธิ” ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 31 และมีอำนาจฟ้องได้ การที่โจทก์ยื่นฟ้องภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือของสำนักงานประกันสังคมจึงเป็นการใช้สิทธิโดยชอบ

ข้อ 2.

จำเลยให้การเพียงว่า โจทก์ยื่นฟ้องเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด มิได้โต้แย้งว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะมิได้เป็นผู้อุทธรณ์คำสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ ศาลอุทธรณ์จึงไม่รับวินิจฉัยประเด็นนี้ แต่จำเลยฎีกายกขึ้นใหม่ในชั้นฎีกาว่าเป็นประเด็นอำนาจฟ้อง จะอ้างได้หรือไม่

ธงคำตอบ

แม้จำเลยจะไม่ได้ยกประเด็นอำนาจฟ้องไว้ในคำให้การ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ “ความสงบเรียบร้อยของประชาชน” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติให้สามารถยกขึ้นอ้างได้ในชั้นอุทธรณ์หรือชั้นฎีกาได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าศาลอุทธรณ์ที่ไม่รับวินิจฉัยในเรื่องอำนาจฟ้องนั้นไม่ชอบ เพราะประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ศาลต้องพิจารณาโดยไม่จำกัดด้วยคำให้การของจำเลย

ข้อ 3.

ในคดีนี้โจทก์มิได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน แต่ได้รับหนังสือแจ้งผลคำวินิจฉัยจากสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีผลให้โจทก์ต้องขึ้นทะเบียนเป็นนายจ้างตามกฎหมาย ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างไรว่าโจทก์ยังมีสิทธินำคดีมาฟ้อง

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาเห็นว่าคำวินิจฉัยของจำเลยส่งผลกระทบโดยตรงต่อสถานะทางกฎหมายของโจทก์ ทำให้โจทก์มีหน้าที่ตามกฎหมายที่ตนมิได้สมัครใจ ถือว่าเป็น “ผู้ถูกโต้แย้งสิทธิ” ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 31 การฟ้องของโจทก์จึงมีลักษณะเป็นคดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง (4) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ แม้กฎหมายเงินทดแทนจะมิได้บัญญัติสิทธิฟ้องโดยตรงไว้ก็ตาม

ข้อ 4.

ประเด็นว่าการยื่นฟ้องของโจทก์ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือจากสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสุราษฎร์ธานี ถือว่าภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายหรือไม่ เมื่อศาลแรงงานภาค 8 ได้ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องใหม่ภายใน 15 วัน

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2564 และยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2564 ซึ่งอยู่ในระยะเวลา 30 วันตามที่มาตรา 53 วรรคหนึ่ง กำหนดไว้ อีกทั้งเมื่อศาลแรงงานภาค 8 มีคำสั่งให้โจทก์ยื่นคำฟ้องใหม่ภายใน 15 วัน และโจทก์ได้ยื่นภายในกำหนด ศาลมีอำนาจย่นหรือขยายระยะเวลาได้ตามมาตรา 26 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ ดังนั้นการยื่นฟ้องของโจทก์จึงถือว่าอยู่ในกำหนดเวลาและไม่เสียสิทธิตามกฎหมาย

ข้อ 5.

การที่ศาลฎีกาพิพากษาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องและเพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลย มีนัยสำคัญต่อการตีความสิทธิของบุคคลในกระบวนการเงินทดแทนอย่างไร

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาได้ขยายขอบเขตการตีความคำว่า “ผู้มีสิทธิฟ้อง” ให้ครอบคลุมถึงบุคคลที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำวินิจฉัยของหน่วยงานรัฐ แม้จะมิได้เป็นผู้ยื่นอุทธรณ์ตามมาตรา 52 ของ พ.ร.บ.เงินทดแทนก็ตาม เป็นการวางแนวทางคุ้มครองสิทธิของประชาชนในทางปกครองและแรงงาน โดยถือว่าบุคคลที่ถูกกระทบสิทธิมีสิทธิเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ ถือเป็นหลักนิติธรรมที่ช่วยให้การตีความกฎหมายมีความยืดหยุ่นและเป็นธรรมต่อคู่กรณีมากขึ้น ทั้งยังสะท้อนหลักการว่าศาลแรงงานมีหน้าที่ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการใช้อำนาจทางปกครองในเรื่องสิทธิเงินทดแทนอย่างรอบคอบและยุติธรรม

 

ทนาย ลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ ปรึกษากฎหมายทางแชทไลน์



1.ลโก้สำนักงานพีสิริ ทนายความ พร้อมข้อมูลติดต่อ เบอร์โทร 085-960-4258 ให้บริการปรึกษากฎหมายและคดีความ 2. หัวบทความคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6067/2567 คดีแรงงาน สิทธิฟ้องคดีเงินทดแทน และการวินิจฉัยนิติสัมพันธ์นายจ้าง–ลูกจ้าง 3.บทนำคดีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6067/2567 อธิบายปัญหาสิทธิฟ้องคดีแรงงาน เงินทดแทน และการตีความความสัมพันธ์นายจ้าง–ลูกจ้าง ตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 4.สรุปข้อเท็จจริงคดีแรงงาน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6067/2567 ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิฟ้องและลักษณะการจ้างงาน 5.ประเด็นสำคัญคดีแรงงาน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6067/2567 การว่าจ้างแบบจ้างทำของ ไม่ใช่จ้างแรงงาน ผลต่อสิทธิฟ้องและการรับเงินทดแทน

 




เกี่ยวกับกฎหมายแรงงาน

ลูกจ้างต่างด้าวมีสิทธิรับเงินสงเคราะห์หรือไม่ เมื่อหน่วยงานรัฐใช้นโยบายภายในมาตัดสิทธิที่กฎหมายไม่ได้ห้าม
การทำความเข้าใจ “กฎหมายแรงงานสัมพันธ์” แบบครบทุกมิติ: ข้อตกลงสภาพการจ้าง
สิทธินายจ้างฟ้องไล่เบี้ยลูกจ้างและทายาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 426(ฎีกา 3373/2545)
เงินค่าชดเชยเลิกจ้างกับการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 302(ฎีกา 4468/2566)
ค่าชดเชยเลิกจ้าง & ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า, ค่าชดเชย,(ฎีกา 3150/2568)
นับอายุงานต่อเนื่องกรณีโอนย้ายลูกจ้าง,เลิกจ้าง, ค่าชดเชย,(ฎีกา 3151/2568)
พักงานโดยจ่ายค่าจ้าง, เลิกจ้างลูกจ้างไม่ชอบด้วยกฎหมาย(ฎีกา 1902-1904/2556)
พักงานโดยจ่ายค่าจ้าง ไม่ใช่การลงโทษทางวินัย และการเลิกจ้างลูกจ้างที่ละทิ้งหน้าที่ (ฎีกาที่ 1902-1904/2556)
(ฎีกา2658-2663/2568)คดีสัญญาจ้างบริการ vs. จ้างทำของ & เลิกสัญญา
(ฎีกา1396-1481/2568) – คดีเลิกจ้างพนักงานจัดเรียงสินค้า (เลิกจ้างไม่เป็นธรรม?)
(ฎีกาที่ 3006-3081/2567) เรื่องอายุงานต่อเนื่องและสิทธิค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน
(ฎีกาที่ 3106 - 3109/2567): การหยุดกิจการชั่วคราว โควิด-19 ไม่ใช่เหตุสุดวิสัย นายจ้างยังต้องจ่ายค่าจ้าง 75%
(ฎีกาที่ 3110-3113/2567) การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ค่าชดเชย และสิทธิเรียกร้องตามกฎหมายแรงงาน, พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน, พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์, สิทธิของลูกจ้าง
(ฎีกาที่ 3114/2567) กรณีเกษียณอายุลูกจ้าง การเลิกจ้าง และสิทธิค่าชดเชย, สิทธิของลูกจ้าง, นายจ้าง
(ฎีกาที่ 3116/2567) คดีแรงงาน สถาบันอุดมศึกษาเอกชน เลือกใช้สิทธิอุทธรณ์หรือฟ้องศาลแรงงานได้เพียงทางเดียว
(ฎีกาที่ 3119 - 3135/2567): คดีเลิกจ้างไม่เป็นธรรมกับการขาดทุนต่อเนื่องของฝ่ายผลิตในช่วงโควิด-19, คดีแรงงาน, มาตรา 49,
(ฎีกาที่ 3306/2567) การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ค่าชดเชย และสิทธิวันหยุดพักผ่อน
(ฎีกาที่ 3680/2567) กรณีการตีความฐานะนายจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 11/1
(ฎีกาที่ 3969-3975/2567): การคำนวณค่าชดเชย-สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และการตีความเวลาทำงานปกติ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1966-2406/2546: การหยุดกิจการชั่วคราวและสิทธิจ่ายค่าจ้างตามมาตรา 75 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน
เวลาพักในรถบรรทุกถือเป็นเวลาทำงานหรือไม่? ศาลฎีกาชี้ขาดค่าล่วงเวลาและค่าจ้างในงานขนส่งต้องคำนวณอย่างไร article
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 587/2563: เลิกจ้างโดยสุจริตหรือไม่? ศาลฎีกาวินิจฉัยใหม่
การจำกัดความรับผิดของผู้ค้ำประกัน, การค้ำประกันของพนักงานรัฐวิสาหกิจ, คดีละเมิดของพนักงานรัฐวิสาหกิจ
คำเตือนให้ชำระหนี้โดยชอบตามมาตรา 204 วรรคหนึ่ง, การเรียกร้องเงินทดแทนค่ารักษาพยาบาล ประกันสังคม
ผู้รับเหมาชั้นต้นมีสิทธิไล่เบี้ยเงินค่าจ้างที่ได้จ่ายแทนนายจ้างไปแล้ว
ตัวแทนทำสัญญาแทนตัวการซึ่งอยู่และมีภูมิลำเนาต่างประเทศ
ลูกจ้างส่งภาพโป๊ลามกอนาจารในเวลาทำงาน
ลูกจ้างจะต้องเลือกใช้สิทธิทางใดทางหนึ่ง
หน้าที่นายจ้างวางเงินก่อนฟ้องคดี
ฝ่าฝืนข้อบังคับการทำงานร้ายแรง
เลิกจ้างไม่เป็นธรรม-สินจ้างแทนการบอกกล่าว
ลูกจ้างชั่วคราวของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาฝ่ายเดียวต้องดำเนินการภายใน 7 วัน
เล่นอินเตอร์เน็ตในเวลาทำงานเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรมแล้ว
ค่าจ้างค้างจ้ายกับดอกเบี้ยผิดนัดที่ลูกจ้างมีสิทธิคิดเอากับนายจ้าง
เลิกจ้างได้โดยไม่ต้องตักเตือนเป็นหนังสือ
นายจ้างมอบอำนาจบังคับบัญชาให้ผู้อื่น
คำนวณจ่ายค่าชดเชย-ค่าครองชีพเป็นค่าจ้างหรือไม่
ถือไม่ได้ว่าลูกจ้างจงใจขัดคำสั่งนายจ้าง
บำเหน็จดำรงชีพกับบำเหน็จตกทอด
อ้างเหตุเลิกจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย
การจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาจะกระทำได้แต่จ้างงานในโครงการเฉพาะ
การจงใจฝ่าฝืนคำสั่งนายจ้าง คำสั่งให้ลูกจ้างไปทำงานในตำแหน่งใหม่
การเลิกจ้างเพราะเกษียณอายุไม่อาจถอนได้
เรียกค่าเสียหายกรณีเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม
ฝ่าฝืนระเบียบนายจ้างมิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม
เลิกจ้างโดยไม่ได้ตักเตือนก่อนเป็นหนังสือต้องจ่ายค่าชดเชย
ทุจริตต่อหน้าที่และฝ่าฝืนข้อบังคับในกรณีร้ายแรง
สิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษ | ย้ายสถานประกอบกิจการ
คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุด
ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเพื่อคำนวณจ่ายค่าชดเชย
ตำแหน่งพนักงานขับรถ-สัญญาจ้างแรงงาน หรือสัญญาจ้างทำของ?
ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงเมื่อสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง
แม่บ้านทำงานบ้านฟ้องเลิกจ้างไม่เป็นธรรม
นายจ้างให้ลูกจ้างขับรถขนส่งทำงานติดต่อกันถึงวันละ 24 ชั่วโมงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
การโยกย้ายหน้าที่ลูกจ้างเป็นอำนาจบริหารจัดการของนายจ้าง
นายจ้างประกอบกิจการขนส่งย้ายที่ลงเวลาทำงานไปตั้งอยู่ที่อื่น
สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า
ลูกจ้างทุจริตต่อหน้าที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย
โจทก์ฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานฝ่ายลูกจ้างไม่คัดค้าน
ดอกเบี้ยผิดนัดหนี้ค่าจ้างและค่าชดเชย 15% ต่อปีไม่ใช่ 7.5%
สัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดทำให้สิทธิรับค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเที่ยวระงับด้วย
ลูกจ้างฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน
สัญญาจ้างทดลองงาน | สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า