
| (ฎีกาที่ 3680/2567) กรณีการตีความฐานะนายจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 11/1
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความฐานะ “นายจ้าง” ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 ในกรณีที่บริษัทมอบหมายงานให้ลูกจ้าง แต่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานเอง กลับไปว่าจ้างบุคคลอื่น (โจทก์) มาทำงานในสถานประกอบกิจการ โดยใช้เครื่องมือและทำงานในกระบวนการผลิตของบริษัท ศาลวินิจฉัยว่าผู้ประกอบกิจการยังคงถือเป็นนายจ้างตามกฎหมาย ต้องรับผิดชำระค่าจ้าง ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยตามมาตรา 70 วรรคสอง อันเป็นการตอกย้ำถึงเจตนารมณ์กฎหมายที่มุ่งคุ้มครองแรงงานอย่างทั่วถึง
สรุปข้อเท็จจริง 1. คู่ความในคดี o โจทก์: ช่างฝังเพชรพลอย รับงานผ่าน “นายบัวลา” o จำเลยที่ 1: บริษัทผู้ประกอบกิจการด้านอัญมณี o จำเลยที่ 2: บริษัทอีกแห่งซึ่งไม่มีนิติสัมพันธ์โดยตรง 2. ลักษณะการทำงาน o นายบัวลา เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ตำแหน่งช่างเจียระไน o จำเลยที่ 1 เสนอให้นายบัวลารับงานผลิตเพิ่มเติม คือ งานฝังเพชรพลอย o นายบัวลาไม่ได้ทำเอง แต่จ้างโจทก์มาทำงานแทนที่สถานประกอบการของจำเลยที่ 1 โดยใช้อุปกรณ์ของบริษัท 3. ข้อพิพาท o เมื่อมีการเลิกจ้าง โจทก์เรียกร้องค่าจ้าง ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า o จำเลยทั้งสองปฏิเสธความรับผิด โดยอ้างว่าโจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างโดยตรง
คำวินิจฉัยของศาล 1. ศาลแรงงานกลาง o พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าจ้าง 16,893 บาท ค่าชดเชย 48,000 บาท และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 30,400 บาท พร้อมดอกเบี้ย o ยกฟ้องจำเลยที่ 2 2. ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ o พิพากษายืนตามศาลแรงงานกลาง 3. ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงาน o วินิจฉัยว่า แม้โจทก์มิได้มีสัญญาจ้างตรงกับจำเลยที่ 1 แต่การที่โจทก์ทำงานในกระบวนการผลิตหลักของบริษัท โดยใช้อุปกรณ์และสถานประกอบการของจำเลยที่ 1 ทำให้ต้องถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 11/1 o จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดในการชำระค่าจ้าง ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า o แก้ไขเรื่องดอกเบี้ยให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2563 ตามมาตรา 70 วรรคสอง
วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย 1. ฐานะ “นายจ้าง” ตามมาตรา 11/1 • กฎหมายบัญญัติว่า หากผู้ประกอบกิจการมอบหมายให้บุคคลอื่นจัดหาคนทำงานที่เป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการผลิต จะถือว่าผู้ประกอบกิจการเป็นนายจ้างโดยตรง • ศาลตีความว่า การที่นายบัวลานำโจทก์เข้ามาทำงานในบริษัท ถือเป็นการจัดหาคนทำงานในธุรกิจหลักของจำเลยที่ 1 ดังนั้นจำเลยที่ 1 มีสถานะเป็นนายจ้างตามกฎหมาย 2. สิทธิแรงงานในการได้รับค่าจ้างและชดเชย • มาตรา 70 วรรคสอง กำหนดให้ต้องจ่ายค่าจ้างภายใน 3 วันนับแต่เลิกจ้าง • หากไม่ชำระ ต้องเสียดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 4 เป็นต้นไป • ศาลฎีกาจึงแก้ไขให้คิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2563 ซึ่งเป็นวันพ้นกำหนด 3 วัน 3. ขอบเขตความรับผิดของจำเลยที่ 2 • ศาลวินิจฉัยว่า ไม่มีนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 • ดังนั้นจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิด
สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 1. นายจ้างไม่อาจปฏิเสธความรับผิดเพียงเพราะไม่ได้ทำสัญญาจ้างโดยตรง หากงานนั้นอยู่ในกระบวนการผลิตของตน 2. พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 11/1 เป็นบทบัญญัติสำคัญที่ป้องกันการหลีกเลี่ยงการจ้างงานโดยผ่านคนกลาง 3. การเลิกจ้างต้องจ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าอย่างถูกต้องตามกำหนดเวลา ไม่เช่นนั้นจะต้องเสียดอกเบี้ยโดยอัตโนมัติ
IRAC Analysis Issue (ประเด็นปัญหา): จำเลยที่ 1 ต้องถือว่าเป็นนายจ้างของโจทก์ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 11/1 หรือไม่ และต้องรับผิดจ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย และดอกเบี้ยหรือไม่ Rule (กฎหมายที่ใช้บังคับ): • พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 • มาตรา 70 วรรคสอง (กำหนดการจ่ายค่าจ้างหลังเลิกจ้าง) • ป.พ.พ. มาตรา 575 (สัญญาจ้างแรงงาน) • ป.วิ.พ. มาตรา 142, 246, 252 (ศาลฎีกาแก้ไขเพื่อความสงบเรียบร้อย) Application (การประยุกต์ใช้): • การที่โจทก์ทำงานในสถานประกอบการของจำเลยที่ 1 ใช้อุปกรณ์และทำงานในธุรกิจหลัก ถือว่าเป็นการทำงานในกระบวนการผลิตของจำเลยที่ 1 • แม้นายบัวลาจะเป็นผู้ว่าจ้างโดยตรง แต่กฎหมายถือว่าผู้ประกอบกิจการ (จำเลยที่ 1) มีฐานะเป็นนายจ้างตามมาตรา 11/1 • จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2563 Conclusion (ข้อสรุป): จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นนายจ้างของโจทก์ตามกฎหมาย ต้องรับผิดตามคำฟ้อง ศาลฎีกาพิพากษาแก้ไขเพียงเรื่องวันเริ่มนับดอกเบี้ย แต่ยืนยันหลักการคุ้มครองแรงงานอย่างเข้มงวด
English Summary The Supreme Court Decision No. 3680/2567 concerns labor protection under Section 11/1 of the Labor Protection Act. The Court held that an employer remains legally responsible as an “employer” even when work is subcontracted through another employee, as long as the work is part of the company’s main production process. The employer must pay wages, severance, and compensation in lieu of notice, with interest calculated from the statutory deadline.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3680/2567
บ. เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ตำแหน่งช่างเจียระไน โดยมีข้อเสนอนอกเหนือจากงานในตำแหน่งช่างเจียระไน ว่า จำเลยที่ 1 เสนอให้ บ. รับผลิตงานเพิ่มเติม ตามสัญญาการทำงาน ข้อ 2 แต่การรับผลิตงานเพิ่มเติมดังกล่าวจะถือว่าเป็นการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 575 และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ได้ นั้น ต้องเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างมอบงานผลิตเพิ่มเติมให้ บ. ในฐานะลูกจ้างทำงานเพิ่มเติมนั้นด้วยตนเองอันเป็นสาระสำคัญของสัญญาจ้างแรงงาน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 เสนองานผลิตเพิ่มเติม คือ งานฝังเพชรพลอย ให้แก่ บ. โดย บ. มิได้รับงานผลิตเพิ่มเติมนั้นไปทำด้วยตนเอง แต่นำงานผลิตเพิ่มเติมที่ได้รับจากจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไปจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างให้ทำงานเป็นช่างฝังเพชรพลอย และให้โจทก์ทำงานที่สถานประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 กับใช้อุปกรณ์ที่อยู่ในที่ทำงานของจำเลยที่ 1 เพื่อทำงานฝังเพชรพลอย ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 มอบงานฝังเพชรพลอยให้แก่ บ. ในคดีนี้ จึงมิใช่กรณีที่จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างเสนอให้ บ. ในฐานะลูกจ้างรับผลิตงานเพิ่มเติมตามสัญญาการทำงาน ข้อ 2 แต่เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการได้มอบหมายให้ บ. เป็นผู้จัดหาคนมาทำงานให้แก่จำเลยที่ 1 อันมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางาน เมื่อการทำงานของโจทก์คืองานฝังเพชรพลอยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 โดยมี บ. เป็นผู้ควบคุมดูแลการทำงานและรับผิดชอบในการจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ที่เป็นคนมาทำงาน จำเลยที่ 1 จึงมีฐานะเป็นนายจ้างของโจทก์ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 วรรคหนึ่ง และมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์
ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 70 วรรคสอง กำหนดว่า ในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างภายในสามวันนับแต่วันที่เลิกจ้าง ดังนั้น เมื่อ บ. เลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 5 สิงหาคม 2563 บ. จึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 8 สิงหาคม 2563 บ. ไม่จ่ายค่าจ้างภายในเวลาดังกล่าว จึงต้องเสียดอกเบี้ยจากต้นเงินค่าจ้างนับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไป และเมื่อจำเลยที่ 1 ถือว่าเป็นนายจ้างของโจทก์ด้วย จำเลยที่ 1 จึงต้องเสียดอกเบี้ยจากต้นเงินค่าจ้างนับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไปแก่โจทก์เช่นเดียวกัน โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายค่าจ้าง 16,893 บาท ค่าชดเชย 48,000 บาท และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 30,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้าง 16,893 บาท ค่าชดเชย 48,000 บาท และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 30,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของยอดเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2563 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และยกฟ้องจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสองเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการส่งออก จำหน่ายอัญมณี จำเลยที่ 2 ประกอบกิจการผลิต ส่งออก ขายส่ง ขายปลีกเครื่องประดับ นายบัวลาเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ตำแหน่งช่างเจียระไน ค่าจ้างอัตราเดือนละ 22,000 บาท ค่าผลิตงานเพิ่ม งานฝังไร้หนาม 24,000 บาท ต่อเดือน และงานฝังทั่วไป 18,000 บาท ต่อเดือน แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ทำงานช่างฝังเพชรพลอย สถานที่ทำงานคือสถานที่ตั้งบริษัทจำเลยทั้งสอง โจทก์รับมอบงานและเงินเดือนจากนายบัวลา โจทก์ไม่ได้เป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยทั้งสอง นายบัวลาเป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ 1 นายบัวลาได้รับอนุญาตให้พาโจทก์กับพวกเข้าไปทำงานที่บริษัทจำเลยที่ 1 โจทก์จึงเป็นลูกจ้างรับเหมาค่าแรงที่เข้าทำงานผลิตชิ้นงานฝังเพชรพลอยทั่วไปซึ่งเป็นงานหลักของจำเลยที่ 1 จึงอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 ให้ถือว่าจำเลยที่ 1 ผู้ประกอบกิจการเป็นนายจ้างของโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์จึงมิใช่นายจ้างของโจทก์ และเมื่อมาตรา 11/1 วรรคสอง บัญญัติให้ผู้ประกอบกิจการต้องดำเนินการให้โจทก์ได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ เมื่อโจทก์ถูกเลิกจ้างเพราะโจทก์ไม่ยินยอมลงชื่อในสัญญาการทำงาน เนื่องจากนายบัวลาปรับลดค่าจ้างโจทก์ และจำเลยทั้งสองมิได้ให้การต่อสู้ไว้ชัดเจน จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระเงินตามฟ้องแก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในกรณีที่ผู้ประกอบกิจการมอบหมายให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นผู้จัดหาคนมาทำงานอันมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางาน โดยการทำงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการ และโดยบุคคลนั้นจะเป็นผู้ควบคุมดูแลการทำงานหรือรับผิดชอบในการจ่ายค่าจ้างให้แก่คนที่มาทำงานนั้นหรือไม่ก็ตาม ให้ถือว่าผู้ประกอบกิจการเป็นนายจ้างของคนที่มาทำงานดังกล่าว เมื่อศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 อนุญาตให้นายบัวลาพาโจทก์มาทำงาน ณ สถานประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์มีหน้าที่ฝังเพชรพลอย โดยการทำงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการผลิตเครื่องประดับของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นงานหลักของจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้เป็นนายจ้างโจทก์โดยตรงก็ตาม แต่ตามกฎหมายดังกล่าวให้ถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างโจทก์ด้วย และเมื่อตามคำให้การของจำเลยที่ 1 ให้การว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นนายจ้างโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ โดยไม่ได้ให้การต่อสู้โดยชัดแจ้งว่า ค่าจ้าง ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่โจทก์มีคำขอท้ายคำฟ้องไม่ถูกต้องอย่างไร คดีนี้จึงไม่มีประเด็นดังกล่าว จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ตามสิทธิของโจทก์ที่จะได้รับตามกฎหมาย
มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประการเดียวว่า โจทก์เป็นลูกจ้างรับเหมาค่าแรงของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 และจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดจ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า นายบัวลาเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ตำแหน่งช่างเจียระไน โดยมีข้อเสนอนอกเหนือจากงานในตำแหน่งช่างเจียระไนว่าจำเลยที่ 1 เสนอให้นายบัวลารับผลิตงานเพิ่มเติมตามสัญญาการทำงาน ข้อ 2 แต่การรับผลิตงานเพิ่มเติมดังกล่าวจะถือว่าเป็นการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ได้นั้น ต้องเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างมอบงานผลิตเพิ่มเติมให้นายบัวลาในฐานะลูกจ้างทำงานเพิ่มเติมนั้นด้วยตนเองอันเป็นสาระสำคัญของสัญญาจ้างแรงงาน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 เสนองานผลิตเพิ่มเติม คือ งานฝังเพชรพลอย ให้แก่นายบัวลาโดยนายบัวลามิได้รับงานผลิตเพิ่มเติมนั้นไปทำด้วยตนเอง แต่นำงานผลิตเพิ่มเติมที่ได้รับจากจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไปจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างให้ทำงานเป็นช่างฝังเพชรพลอย และให้โจทก์ทำงานที่สถานประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 กับใช้อุปกรณ์ที่อยู่ในที่ทำงานของจำเลยที่ 1 เพื่อทำงานฝังเพชรพลอย โดยจำเลยที่ 1 ยอมรับงานที่โจทก์รับจากนายบัวลาและไม่ได้โต้แย้ง พฤติการณ์ดังกล่าวจึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เสนองานเพิ่มเติมให้แก่นายบัวลาโดยรู้อยู่แล้วว่านายบัวลาไม่ได้รับผลิตงานเพิ่มเติมไปทำด้วยตนเอง ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 มอบงานฝังเพชรพลอยให้แก่นายบัวลาในคดีนี้จึงมิใช่กรณีที่จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างเสนอให้นายบัวลาในฐานะลูกจ้างรับผลิตงานเพิ่มเติมตามสัญญาการทำงาน ข้อ 2 แต่เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการได้มอบหมายให้นายบัวลาเป็นผู้จัดหาคนมาทำงานให้แก่จำเลยที่ 1 อันมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางาน เมื่อการทำงานของโจทก์คืองานฝังเพชรพลอยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 โดยมีนายบัวลาเป็นผู้ควบคุมดูแลการทำงานและรับผิดชอบในการจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ที่เป็นคนมาทำงาน จำเลยที่ 1 จึงมีฐานะเป็นนายจ้างของโจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 วรรคหนึ่ง และมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างโจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 วรรคหนึ่ง และจำเลยที่ 1 ต้องจ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น
อนึ่ง ในส่วนที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้คิดดอกเบี้ยของค่าจ้างนับแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2563 อันเป็นวันที่นายบัวลา นายจ้างเลิกจ้างโจทก์นั้น ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 70 วรรคสอง กำหนดว่า ในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างภายในสามวันนับแต่วันที่เลิกจ้าง ดังนั้น เมื่อนายบัวลาเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 5 สิงหาคม 2563 นายบัวลาจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 8 สิงหาคม 2563 นายบัวลาไม่จ่ายค่าจ้างภายในเวลาดังกล่าวจึงต้องเสียดอกเบี้ยจากต้นเงินค่าจ้างนับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไป และเมื่อจำเลยที่ 1 ถือว่าเป็นนายจ้างของโจทก์ด้วยตามที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น จำเลยที่ 1 จึงต้องเสียดอกเบี้ยจากต้นเงินค่าจ้างนับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไปแก่โจทก์เช่นเดียวกัน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาในปัญหานี้ แต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงสามารถหยิบยกแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57/1 วรรคสอง
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คิดดอกเบี้ยของค่าจ้างนับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
|





.jpg)