
| (ฎีกาที่ 3114/2567) กรณีเกษียณอายุลูกจ้าง การเลิกจ้าง และสิทธิค่าชดเชย, สิทธิของลูกจ้าง, นายจ้าง
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิค่าชดเชยเมื่อครบเกษียณอายุของลูกจ้าง ตามคู่มือพนักงานที่กำหนดอายุเกษียณไว้ 55 ปี แต่เมื่อลูกจ้างและนายจ้างตกลงให้ทำงานต่อไปโดยไม่มีการจ่ายค่าชดเชย ถือว่าสัญญาจ้างเดิมยังไม่สิ้นสุด และมิใช่การทำสัญญาใหม่ เมื่อนายจ้างเลิกจ้างภายหลัง จึงต้องนับอายุงานต่อเนื่องตั้งแต่วันเริ่มทำงานถึงวันเลิกจ้าง และจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 118 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน
ข้อเท็จจริง • โจทก์เข้าทำงานกับจำเลยที่ 2 เมื่อปี 2553 ตำแหน่งผู้ควบคุมดูแลการเงิน ได้รับค่าจ้างเดือนละ 304,351 บาท พร้อมสวัสดิการหลายประการ • คู่มือพนักงานระบุอายุเกษียณ 55 ปี แต่บริษัทสามารถขยายอายุให้ทำงานต่อได้เป็นรายกรณี • โจทก์ครบ 55 ปีเมื่อ 14 ธันวาคม 2560 แต่ยังคงทำงานต่อโดยไม่มีการเลิกจ้างและไม่มีการจ่ายค่าชดเชย • ต่อมา 11 มิถุนายน 2563 จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโดยมีผล 1 กรกฎาคม 2563 และจ่ายค่าชดเชยตามอายุงาน 240 วัน พร้อมค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า • โจทก์อ้างว่ายังได้รับค่าชดเชยไม่ครบ จึงร้องเรียนต่อพนักงานตรวจแรงงาน และมีการฟ้องร้องต่อศาล
คำวินิจฉัยของศาล • ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยว่าสัญญาจ้างไม่สิ้นสุดเมื่อเกษียณ 55 ปี เพราะยังคงทำงานต่อเนื่อง • ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกลับคำพิพากษา เห็นว่าถือเป็นการทำสัญญาใหม่ และโจทก์มีสิทธิค่าชดเชยแยกเป็นสองช่วง • ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อครบเกษียณอายุแต่ยังคงทำงานต่อไปโดยนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย แสดงว่าสัญญาจ้างเดิมยังไม่สิ้นสุด ไม่ใช่การทำสัญญาใหม่ • ดังนั้น นายจ้างไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าชดเชยเมื่อครบอายุ 55 ปี แต่เมื่อเลิกจ้างภายหลัง ต้องจ่ายค่าชดเชยโดยนับอายุงานตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปี 2563
การวิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย 1. ความหมายของการเกษียณอายุ o มาตรา 118/1 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน กำหนดว่าการเกษียณอายุถือเป็นการเลิกจ้าง หากนายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อและไม่จ่ายค่าจ้าง o แต่หากนายจ้างให้ทำงานต่อโดยไม่จ่ายค่าชดเชย ถือว่ายังไม่มีการเลิกจ้าง 2. การนับอายุงาน o การเลิกจ้างในปี 2563 ต้องนับอายุงานตั้งแต่เริ่มทำงานปี 2553 จนถึงปี 2563 รวมกว่า 6 ปี o ลูกจ้างจึงมีสิทธิค่าชดเชยตามมาตรา 118 (4) ไม่น้อยกว่าค่าจ้าง 240 วัน 3. ข้อแตกต่างกับแนวศาลอุทธรณ์ o ศาลอุทธรณ์เห็นว่าเป็นสัญญาใหม่ แต่ศาลฎีกาชี้ว่าเป็นเพียงการขยายเกษียณ ไม่ใช่สัญญาใหม่
IRAC Analysis Issue (ประเด็นปัญหา) นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยเมื่อครบเกษียณอายุ 55 ปี หรือเมื่อตอนเลิกจ้างในภายหลัง? Rule (กฎหมายที่ใช้บังคับ) • พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118, 118/1 • ป.พ.พ. มาตรา 582 ว่าด้วยการเลิกสัญญาจ้าง Application (การประยุกต์ใช้) • คู่มือพนักงานกำหนดอายุเกษียณ 55 ปี แต่ยังให้ทำงานต่อโดยไม่จ่ายค่าชดเชย จึงถือว่าสัญญาเดิมยังคงอยู่ • การเลิกจ้างที่แท้จริงเกิดขึ้นวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 ต้องนับอายุงานต่อเนื่อง และจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 118 วรรคหนึ่ง (4) Conclusion (ข้อสรุป) นายจ้างไม่มีหน้าที่จ่ายค่าชดเชยเมื่อครบเกษียณ 55 ปี แต่ต้องจ่ายค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้างในปี 2563 โดยนับอายุงานต่อเนื่องตั้งแต่วันเริ่มงาน
ข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้สะท้อนให้เห็นว่า หากนายจ้างกำหนดอายุเกษียณไว้ แต่ยังคงให้ลูกจ้างทำงานต่อโดยไม่จ่ายค่าชดเชย จะถือว่าสัญญาจ้างเดิมยังไม่สิ้นสุด การเลิกจ้างที่เกิดขึ้นภายหลังต้องนับอายุงานต่อเนื่องทั้งหมด ส่งผลให้นายจ้างต้องระมัดระวังในการกำหนดนโยบายเกษียณและการจ่ายค่าชดเชย เพื่อป้องกันข้อพิพาททางกฎหมาย
English Summary The Supreme Court Decision No. 3114/2567 concerns retirement and severance pay under Thai labor law. The Court ruled that if an employee reaches the retirement age but continues working without receiving severance, the employment contract is considered extended, not terminated. Therefore, when the employer later terminates the employment, severance pay must be calculated based on continuous years of service until the actual termination date, according to Section 118 of the Labor Protection Act.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3114/2567
การที่คู่มือพนักงานของจำเลยที่ 2 หมวดที่ 12 ข้อ 4.3 ระบุว่า "เกษียณอายุ พนักงานที่อายุครบห้าสิบห้าปี จะพ้นสภาพจากการเป็นพนักงาน ณ วันสิ้นเดือนของเดือนที่ครบเกษียณอายุ บริษัทอาจขยายเวลาการเกษียณอายุให้แก่พนักงานผู้หนึ่งผู้ใดก็ได้ตามที่เห็นสมควร โดยจะทำความตกลงล่วงหน้ากับพนักงานผู้นั้นเป็นกรณีไปโดยรายละเอียดในสัญญาจะได้รับการพิจารณาแก้ไขเพื่อความเหมาะสมต่อปี" ถือเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างได้กำหนดเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างแรงงานหรือการสิ้นสุดการทำงานของลูกจ้างเนื่องจากการเกษียณอายุของลูกจ้างไว้ ดังนั้น เมื่อโจทก์มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ในวันที่ 14 ธันวาคม 2560 โจทก์จึงครบเกษียณอายุในวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ซึ่งการครบเกษียณอายุนี้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118/1 วรรคหนึ่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดให้การเกษียณอายุหรือการที่ลูกจ้างออกจากงานเนื่องจากมีอายุครบตามเวลาที่กำหนดไว้ ถือเป็นการเลิกจ้างตามความหมายของคำว่า "การเลิกจ้าง" ที่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 118 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ดังนั้น หากลูกจ้างครบเกษียณอายุตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันหรือตามที่นายจ้างกำหนดไว้และปรากฏว่านายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ จึงต้องถือว่านายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเพราะเหตุเกษียณอายุ นายจ้างจึงมีหน้าที่ที่จะต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างตามอัตราที่กำหนดไว้ในมาตรา 118 วรรคหนึ่ง และการนับอายุงานเพื่อจ่ายค่าชดเชยก็ต้องนับตั้งแต่วันเริ่มทำงานถึงวันครบเกษียณอายุ แต่หากเป็นกรณีที่ลูกจ้างครบเกษียณอายุแล้วนายจ้างยังให้ลูกจ้างทำงานต่อเนื่องไปโดยนายจ้างไม่ได้จ่ายค่าชดเชย จะถือว่านายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเพราะเหตุเกษียณอายุหาได้ไม่ เพราะมิใช่กรณีที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้อันถือเป็นการเลิกจ้างตามมาตรา 118 วรรคสอง นายจ้างจึงไม่มีหน้าที่ที่จะต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างในวันครบเกษียณอายุนั้น และหากต่อมานายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่เข้าข้อยกเว้นที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย การนับอายุงานของลูกจ้างเพื่อจ่ายค่าชดเชยในกรณีเช่นนี้ก็ต้องนับอายุงานต่อเนื่องกันไปจนถึงวันที่นายจ้างเลิกจ้าง
โจทก์ครบกำหนดเกษียณอายุ 55 ปี แล้วโจทก์และจำเลยที่ 2 มีการตกลงกันให้โจทก์ทำงานต่อเนื่องไปโดยไม่มีการจ่ายค่าชดเชย จึงไม่มีการกระทำใดของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างที่ไม่ให้โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้อันจะถือว่าจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ที่เป็นวันครบกำหนดเกษียณอายุของโจทก์ สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 จึงไม่ได้สิ้นสุดลง และมิใช่เป็นการตกลงทำสัญญาจ้างกันใหม่เพราะไม่ปรากฏพฤติการณ์ใดอันเป็นข้อบ่งชี้ได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 2 ประสงค์จะให้สัญญาจ้างเดิมสิ้นสุดลงและตกลงทำสัญญาจ้างฉบับใหม่ หากแต่เป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 ได้ตกลงขยายระยะเวลาเกษียณอายุสำหรับโจทก์ต่อไปเป็นการเฉพาะตามคู่มือพนักงานของจำเลยที่ 2 หมวดที่ 12 ข้อ 4.3 ดังนั้น ในวันที่โจทก์ครบเกษียณอายุ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์แต่อย่างใด วันที่ 11 มิถุนายน 2563 จำเลยที่ 2 มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีความผิดและให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 จำเลยที่ 2 จึงมีหน้าที่ที่จะต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์โดยนับอายุงานตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2553 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์เริ่มทำงานให้แก่จำเลยที่ 2 จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563 ซึ่งเป็นวันที่สัญญาจ้างสิ้นสุดลง รวมเป็นระยะเวลาที่โจทก์ทำงานให้จำเลยที่ 2 ติดต่อกันครบหกปีแต่ไม่ครบสิบปี จำเลยที่ 2 ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสองร้อยสี่สิบวัน ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง (4)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดระยอง ที่ 295/2563 ลงวันที่ 2 กันยายน 2563 และบังคับจำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าค้างจ่าย 2,782,155 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดระยอง ที่ 295/2563 ลงวันที่ 2 กันยายน 2563 ในส่วนค่าชดเชย โดยให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชยเพิ่มอีก 913,053 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันเลิกจ้างวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2
จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งและตามที่ศาลแรงงานภาค 2 รับฟังมาได้ความว่า เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2553 โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 ตำแหน่งผู้ควบคุมดูแลทางด้านการเงิน ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 304,351 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 30 ของเดือนหรือก่อนสิ้นเดือนหากวันที่ 30 ของเดือนเป็นวันหยุด จำเลยที่ 2 จ่ายค่าเช่าบ้าน ค่าครองชีพ ค่าอาหาร ค่าบำนาญ และค่าช่วยเหลือการศึกษาบุตร ให้แก่โจทก์เพื่อช่วยเหลือสวัสดิการ ไม่ใช่เป็นเงินที่จ่ายเพื่อเป็นการตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน จำเลยที่ 2 กำหนดเรื่องการเลิกจ้างลูกจ้างโดยได้รับค่าชดเชยในคู่มือพนักงาน หมวดที่ 12 ข้อ 4.3 โดยระบุว่า "เกษียณอายุ พนักงานที่อายุครบห้าสิบห้าปี จะพ้นสภาพจากการเป็นพนักงาน ณ วันสิ้นเดือนของเดือนที่ครบเกษียณอายุ บริษัทอาจขยายเวลาการเกษียณอายุให้แก่พนักงานผู้หนึ่งผู้ใดก็ได้ตามที่เห็นสมควร โดยจะทำความตกลงล่วงหน้ากับพนักงานผู้นั้นเป็นกรณีไปโดยรายละเอียดในสัญญาจะได้รับการพิจารณาแก้ไขเพื่อความเหมาะสมต่อปี" โจทก์มีอายุครบ 55 ปี เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2560 โจทก์และจำเลยที่ 2 ได้ตกลงกันให้โจทก์ทำงานต่อไปแม้โจทก์อายุครบ 55 ปี แล้ว โดยไม่มีการเลิกจ้างด้วยเหตุเกษียณอายุ ต่อมาเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2563 จำเลยที่ 2 มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากเกษียณอายุโดยให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 โจทก์ได้รับค่าชดเชย 240 วัน เป็นเงิน 2,430,808 บาท กับค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 3 เดือน เป็นเงิน 911,553 บาท จากจำเลยที่ 2 แล้ว ต่อมาวันที่ 8 กรกฎาคม 2563 โจทก์ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าไม่ครบถ้วน วันที่ 2 กันยายน 2563 จำเลยที่ 1 มีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดระยอง ที่ 295/2563 ลงวันที่ 2 กันยายน 2563 ให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชยที่จ่ายไม่ครบเฉพาะในส่วนค่าครองชีพที่เป็นค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้จ่ายเงินให้แก่โจทก์ตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 แล้ว เป็นเงิน 4,174.25 บาท ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยว่า การที่โจทก์อายุครบ 55 ปีบริบูรณ์แล้วแต่ยังคงทำงานให้แก่จำเลยที่ 2 ต่อไป น่าเชื่อว่าโจทก์กับจำเลยที่ 2 ได้มีการตกลงกันให้โจทก์ทำงานต่อไปเรื่อยมาจนมีการบอกเลิกการจ้างในภายหลัง ดังนั้น การนับอายุงานเพื่อคำนวณค่าชดเชยจึงต้องนับอายุงานตั้งแต่วันที่เข้าทำงานจนถึงวันที่สัญญาจ้างสิ้นผลในวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 เมื่อโจทก์ทำงานติดต่อกันครบหกปี แต่ไม่ครบสิบปี โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสองร้อยสี่สิบวันในส่วนที่ขาดเฉพาะในส่วนของค่าครองชีพเท่านั้น และเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2560 จำเลยที่ 2 ไม่ได้บอกเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุเกษียณอายุ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า แต่การที่จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2563 โดยให้มีผลในวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 จำเลยที่ 2 ไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย จำเลยที่ 2 ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์เป็นเวลา 30 วัน เป็นเงิน 304,351 บาท เมื่อจำเลยที่ 2 จ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ 911,553 บาท แล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์อีก ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ จึงต้องเกษียณอายุตามที่นายจ้างกับลูกจ้างตกลงกันและนายจ้างกำหนดการเกษียณอายุของลูกจ้างไว้แน่นอนแล้ว ถือว่าเป็นการเลิกจ้างตามมาตรา 118 วรรคสอง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118/1 วรรคหนึ่ง สัญญาจ้างเดิมจึงสิ้นสุดลงโดยไม่ต้องบอกกล่าว การที่โจทก์ยังคงทำงานให้แก่จำเลยที่ 2 ต่อมา เป็นการทำสัญญาจ้างขึ้นใหม่ ไม่มีผลกระทบต่อสิทธิได้รับค่าชดเชยของโจทก์ที่มีอยู่ตามสัญญาจ้างเดิม โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเมื่อเกษียณอายุครบ 55 ปี แต่ไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ต่อมาเมื่อถึงวันที่ 11 มิถุนายน 2563 จำเลยที่ 2 มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ตามสัญญาจ้างที่ทำขึ้นใหม่ ให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 โดยมิได้บอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใด เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสอง โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า แต่เมื่อจำเลยที่ 2 จ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าอีก เมื่อจำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสองร้อยสี่สิบวันแล้ว โจทก์จึงได้รับค่าชดเชยสำหรับระยะเวลาการทำงานตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2553 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ครบถ้วนแล้ว ส่วนที่โจทก์ทำงานให้จำเลยที่ 2 ภายหลังครบเกษียณอายุถึงวันเลิกจ้างตั้งแต่เดือนมกราคม 2561 ถึงเดือนมิถุนายน 2563 เป็นกรณีที่โจทก์ทำงานติดต่อกับครบหนึ่งปี แต่ไม่ครบสามปี ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 (2) จำเลยที่ 2 ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายเก้าสิบวัน เมื่อโจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 304,351 บาท จำเลยที่ 2 ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์อีก 913,053 บาท
คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ได้รับอนุญาตว่า กรณีมีเหตุเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดระยอง ที่ 295/2563 ลงวันที่ 2 กันยายน 2563 ในส่วนค่าชดเชย และจำเลยที่ 2 ต้องจ่ายค่าชดเชยเพิ่มพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์อีกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหรือไม่ เห็นว่า การที่คู่มือพนักงานของจำเลยที่ 2 หมวดที่ 12 ข้อ 4.3 ระบุว่า "เกษียณอายุ พนักงานที่อายุครบห้าสิบห้าปี จะพ้นสภาพจากการเป็นพนักงาน ณ วันสิ้นเดือนของเดือนที่ครบเกษียณอายุ บริษัทอาจขยายเวลาการเกษียณอายุให้แก่พนักงานผู้หนึ่งผู้ใดก็ได้ตามที่เห็นสมควร โดยจะทำความตกลงล่วงหน้ากับพนักงานผู้นั้นเป็นกรณีไปโดยรายละเอียดในสัญญาจะได้รับการพิจารณาแก้ไขเพื่อความเหมาะสมต่อปี" จึงถือเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างได้กำหนดเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างแรงงานหรือการสิ้นสุดการทำงานของลูกจ้างเนื่องจากการเกษียณอายุของลูกจ้างไว้ ดังนั้น เมื่อโจทก์มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ในวันที่ 14 ธันวาคม 2560 โจทก์จึงครบเกษียณอายุในวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ซึ่งการครบเกษียณอายุนี้ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2560 มาตรา 6 ได้บัญญัติเพิ่มเติมมาตรา 118/1 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ไว้ว่า "การเกษียณอายุตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันหรือตามที่นายจ้างกำหนดไว้ ให้ถือว่าเป็นการเลิกจ้างตามมาตรา 118 วรรคสอง" มาตรา 118/1 วรรคหนึ่ง นี้เป็นบทบัญญัติที่มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดให้การเกษียณอายุหรือการที่ลูกจ้างออกจากงานเนื่องจากมีอายุครบตามเวลาที่กำหนดไว้ ถือเป็นการเลิกจ้างตามความหมายของคำว่า "การเลิกจ้าง" ที่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 118 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ดังนั้น หากลูกจ้างครบเกษียณอายุตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันหรือตามที่นายจ้างกำหนดไว้และปรากฏว่านายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ จึงต้องถือว่านายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเพราะเหตุเกษียณอายุ นายจ้างจึงมีหน้าที่ที่จะต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างตามอัตราที่กำหนดไว้ในมาตรา 118 วรรคหนึ่ง และการนับอายุงานเพื่อจ่ายค่าชดเชยก็ต้องนับตั้งแต่วันเริ่มทำงานถึงวันครบเกษียณอายุ แต่หากเป็นกรณีที่ลูกจ้างครบเกษียณอายุแล้ว นายจ้างยังให้ลูกจ้างทำงานต่อเนื่องไปโดยนายจ้างไม่ได้จ่ายค่าชดเชย จะถือว่านายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเพราะเหตุเกษียณอายุหาได้ไม่ เพราะมิใช่กรณีที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้อันถือเป็นการเลิกจ้างตามมาตรา 118 วรรคสอง นายจ้างจึงไม่มีหน้าที่ที่จะต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างในวันครบเกษียณอายุนั้น และหากต่อมานายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่เข้าข้อยกเว้นที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย การนับอายุงานของลูกจ้างเพื่อจ่ายค่าชดเชยในกรณีเช่นนี้ก็ต้องนับอายุงานต่อเนื่องกันไปจนถึงวันที่นายจ้างเลิกจ้าง เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ศาลแรงงานภาค 2 รับฟังมาได้ความว่า เมื่อโจทก์ครบกำหนดเกษียณอายุ 55 ปีแล้ว โจทก์และจำเลยที่ 2 มีการตกลงกันให้โจทก์ทำงานต่อเนื่องไป โดยไม่มีการจ่ายค่าชดเชย จึงไม่มีการกระทำใดของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างที่ไม่ให้โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้อันจะถือว่าจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ที่เป็นวันครบกำหนดเกษียณอายุของโจทก์ สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 จึงไม่ได้สิ้นสุดลง และมิใช่เป็นการตกลงทำสัญญาจ้างกันใหม่ เพราะไม่ปรากฏพฤติการณ์ใดอันเป็นข้อบ่งชี้ได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 2 ประสงค์จะให้สัญญาจ้างเดิมสิ้นสุดลงและตกลงทำสัญญาจ้างฉบับใหม่ หากแต่เป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 ได้ตกลงขยายระยะเวลาเกษียณอายุสำหรับโจทก์ต่อไปเป็นการเฉพาะ ตามคู่มือพนักงานของจำเลยที่ 2 หมวดที่ 12 ข้อ 4.3 ดังนั้น ในวันที่โจทก์ครบเกษียณอายุ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์แต่อย่างใด ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 2 ฟังเป็นยุติได้ความต่อมาว่า วันที่ 11 มิถุนายน 2563 จำเลยที่ 2 มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีความผิดและให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 จำเลยที่ 2 จึงมีหน้าที่ที่จะต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์โดยนับอายุงานตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2553 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์เริ่มทำงานให้แก่จำเลยที่ 2 จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563 ซึ่งเป็นวันที่สัญญาจ้างสิ้นสุดลง รวมเป็นระยะเวลาที่โจทก์ทำงานให้จำเลยที่ 2 ติดต่อกันครบหกปีแต่ไม่ครบสิบปี จำเลยที่ 2 ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสองร้อยสี่สิบวัน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง (4) เมื่อได้ความว่าจำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์เป็นจำนวนไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสองร้อยสี่สิบวันแก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์อีก ที่จำเลยที่ 1 มีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดระยอง ที่ 295/2563 ลงวันที่ 2 กันยายน 2563 ในส่วนของค่าชดเชยจึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวในส่วนของค่าชดเชยและให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชยเพิ่มพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น
พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดระยอง ที่ 295/2563 ลงวันที่ 2 กันยายน 2563 ในส่วนของค่าชดเชย และจำเลยที่ 2 ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเพิ่มพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
|





.jpg)
.jpg)