
| เงินค่าชดเชยเลิกจ้างกับการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 302(ฎีกา 4468/2566)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาการบังคับคดีโดยการอายัดเงินค่าชดเชย ค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และเงินช่วยเหลือพิเศษที่ลูกจ้างได้รับจากการเลิกจ้าง ว่าเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีหรือไม่ โดยศาลฎีกาวางหลักการสำคัญเกี่ยวกับช่วงเวลาที่สิทธิเรียกร้องเกิดขึ้น การบังคับใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 302 และขอบเขตอำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการอายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ 1. เงินค่าชดเชยและค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าถือเป็นทรัพย์ที่อายัดได้ในการบังคับคดีหรือไม่ 2. การอายัดล่วงหน้าก่อนสิทธิเรียกร้องเกิดขึ้นมีผลผูกพันนายจ้างหรือไม่ 3. การใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ในชั้นบังคับคดีต้องพิจารณาจากช่วงเวลาใดเป็นสำคัญ ข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้สืบเนื่องจากการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอม ซึ่งจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงดำเนินการบังคับคดีโดยยึดทรัพย์จำนองและต่อมาได้อายัดเงินเดือนของจำเลยที่ 1 จากนายจ้างตั้งแต่ปี 2558 ต่อมานายจ้างเลิกกิจการในปี 2563 และจ่ายเงินค่าชดเชย ค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และเงินช่วยเหลือพิเศษ รวมเป็นเงิน 210,888 บาท โดยอ้างว่าถูกอายัดไว้ตามคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดี ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า เงินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีหรือไม่ และต้องใช้กฎหมายฉบับใดเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา โดยเฉพาะบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 302 (3) และ (4) ที่แก้ไขใหม่ หลักการวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สิทธิเรียกร้องเงินค่าชดเชยและเงินอื่นจากการเลิกจ้างยังไม่เกิดขึ้นในขณะที่มีคำสั่งอายัดเดิม เนื่องจากยังไม่มีการเลิกจ้าง เมื่อสิทธิเกิดขึ้นในปี 2563 จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ โดยกำหนดให้เงินค่าชดเชยไม่เกิน 300,000 บาท ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี การขยายความทางกฎหมาย คำพิพากษานี้สะท้อนหลักการคุ้มครองรายได้และความเป็นอยู่ขั้นต่ำของลูกจ้างอย่างชัดเจน โดยย้ำว่า การอายัดทรัพย์ต้องจำกัดเฉพาะทรัพย์ที่ลูกหนี้มีสิทธิเรียกร้องอยู่แล้ว และต้องตีความกฎหมายบังคับคดีโดยคำนึงถึงวัตถุประสงค์เชิงสังคม ไม่ใช่เพียงการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้เท่านั้น สรุปข้อคิดทางกฎหมาย การบังคับคดีไม่อาจล่วงละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของลูกหนี้ได้ และการใช้กฎหมายใหม่ต้องพิจารณาตามช่วงเวลาที่สิทธิเรียกร้องเกิดขึ้นเป็นสำคัญ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4468/2566 ถึงแม้ว่าการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงนายจ้างของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2558 เพื่อขออายัดเงินเดือน เงินค่าจ้าง เงินโบนัส เงินตอบแทนการทำงานเป็นครั้งคราวและเงินตอบแทนกรณีออกจากงานของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีสิทธิเรียกร้องเพียงเฉพาะส่วนที่เป็นเงินเดือนของจำเลยที่ 1 ที่ได้รับในแต่ละเดือนเท่านั้น ส่วนสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 จากเงินค่าชดเชย ค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เงินช่วยเหลือพิเศษยังไม่เกิดขึ้น เนื่องจากนายจ้างของจำเลยที่ 1 ยังไม่มีการเลิกจ้างจำเลยที่ 1 แม้ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีจะมีหนังสือขออายัดเงินดังกล่าวไว้ก่อนแล้ว แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ยังไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวในขณะนั้น นายจ้างของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องส่งเงินดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี นายจ้างของจำเลยที่ 1 เพิ่งเลิกกิจการเมื่อปี 2563 จึงทำให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องเงินค่าชดเชย ค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และเงินช่วยเหลือพิเศษ จึงถือว่ายังไม่มีการบังคับคดีในเงินส่วนนี้ ดังนั้นนายจ้างของจำเลยที่ 1 จะต้องส่งเงินดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีที่เคยมีคำสั่งอายัดไว้หรือไม่ จึงต้องพิจารณาจากบทบัญญัติของกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่เกิดสิทธิที่จำเลยที่ 1 จะได้รับเงินดังกล่าว ซึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 302 (3) (4) ที่แก้ไขโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2560 มาตรา 20 ที่ใช้อยู่ในเวลาที่มีการเลิกจ้างจำเลยที่ 1 ระบุไว้ว่า เงินหรือสิทธิเรียกร้องเป็นเงินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อไปนี้ ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี... (3) เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ ค่าชดใช้ เงินสงเคราะห์ หรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันของพนักงาน ลูกจ้าง หรือคนงาน เดือนละ 20,000 บาท หรือตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร (4) บำเหน็จหรือค่าชดเชยหรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันของบุคคลตาม (3) เป็นจำนวนไม่เกิน 300,000 บาท หรือตามจำนวนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร เมื่อไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีการประเมินตามจำนวนที่เห็นสมควรตามบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ เนื่องจากขณะเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดยังไม่มีกฎหมายบัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการในส่วนนี้ จึงต้องใช้จำนวนไม่เกิน 300,000 บาท ดังที่กำหนดไว้ในมาตรา 302 (4) ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะที่มีการเลิกจ้างจำเลยที่ 1 ดังนั้น เมื่อเงินค่าชดเชย ค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เงินช่วยเหลือพิเศษที่จำเลยที่ 1 ได้รับรวมกันแล้วไม่เกิน 300,000 บาท จึงเป็นเงินที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 302 (4) ที่แก้ไขใหม่ โจทก์ไม่อาจขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องในเงินค่าชดเชย ค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และเงินช่วยเหลือพิเศษ ที่จำเลยที่ 1 มีต่อนายจ้างของจำเลยที่ 1 ได้ นายจ้างของจำเลยที่ 1 ไม่จำต้องส่งเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องของจำเลยที่ 1 โดยเห็นว่าเงินค่าชดเชยและเงินอื่นสามารถอายัดได้ 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ เห็นว่าเงินดังกล่าวไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี และให้เพิกถอนคำสั่งอายัด 3. ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ วินิจฉัยว่าเงินค่าชดเชย ค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และเงินช่วยเหลือพิเศษ รวมไม่เกิน 300,000 บาท ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี โจทก์ไม่อาจขออายัดได้
คดีสืบเนื่องจากเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดเงินค่าชดเชย ค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และเงินช่วยเหลือพิเศษที่จำเลยที่ 1 จะได้รับจากนายจ้างเนื่องจากการเลิกจ้างในปี 2563 รวม 210,888 บาท จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเพิกถอนการอายัดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 302 (3) (4) (แก้ไขโดย พ.ร.บ.ฯ ฉบับที่ 30 พ.ศ. 2560) โจทก์คัดค้าน ศาลชั้นต้นยกคำร้อง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ เพิกถอนคำสั่งอายัดดังกล่าว และสั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 200 บาท พร้อมค่าส่งคำคู่ความ 1,050 บาท โดยให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ โจทก์ฎีกาและศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์กับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความและมีคำพิพากษาตามยอม ต่อมาจำเลยผิดนัด โจทก์บังคับคดีโดยขายทอดตลาดทรัพย์จำนองแล้ว ยังเหลือหนี้ 377,870 บาท ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงนายจ้างจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ 24 กุมภาพันธ์ 2558 ให้หักอายัดเงินเดือนเดือนละ 2,145 บาท กระทั่งวันที่ 27 พฤษภาคม 2563 นายจ้างเลิกจ้างและจ่ายเงินค่าชดเชย ค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และเงินช่วยเหลือพิเศษ รวม 210,888 บาท พร้อมแจ้งว่าจะนำส่งสำนักงานบังคับคดีเพราะเคยมีคำสั่งอายัดไว้ ปัญหาคือเงินดังกล่าวอยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีหรือไม่ ศาลเห็นว่า คำสั่งอายัดปี 2558 มีผลได้เพียงส่วนที่เป็นเงินเดือนซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นรายเดือน ส่วนค่าชดเชยและเงินอื่นจากการเลิกจ้างยังไม่เกิดสิทธิในขณะนั้น เพราะยังไม่มีการเลิกจ้าง นายจ้างจึงไม่ต้องส่งเงินดังกล่าวตามคำสั่งอายัดเดิม เมื่อสิทธิเรียกร้องเกิดขึ้นในปี 2563 ต้องใช้กฎหมายที่ใช้บังคับขณะเกิดสิทธิ คือ ป.วิ.พ. มาตรา 302 (3) (4) ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งกำหนดให้บำเหน็จหรือค่าชดเชยหรือรายได้ในลักษณะเดียวกัน “ไม่เกิน 300,000 บาท” ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี และเมื่อเงินที่จำเลยที่ 1 ได้รับรวมกัน 210,888 บาท ไม่เกิน 300,000 บาท จึงไม่อาจอายัดได้ นายจ้างไม่จำต้องนำส่งเงินดังกล่าวให้เจ้าพนักงานบังคับคดี คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่เพิกถอนคำสั่งอายัดจึงชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น ศาลฎีกาพิพากษายืน โดยให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ |




