ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




เงินค่าชดเชยเลิกจ้างกับการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 302(ฎีกา 4468/2566)

คำพิพากษาศาลฎีกา 4468/2566, เงินค่าชดเชยจากการเลิกจ้างอยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีหรือไม่, การอายัดเงินค่าชดเชยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 302, สิทธิเรียกร้องของลูกจ้างจากการเลิกจ้าง, หลักการคุ้มครองรายได้ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับเงินไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี, การใช้กฎหมายใหม่ในชั้นบังคับคดี, การคุ้มครองค่าชดเชยลูกจ้าง, อำนาจเจ้าพนักงานบังคับคดีในการอายัดเงิน, กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

      ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาการบังคับคดีโดยการอายัดเงินค่าชดเชย ค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และเงินช่วยเหลือพิเศษที่ลูกจ้างได้รับจากการเลิกจ้าง ว่าเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีหรือไม่ โดยศาลฎีกาวางหลักการสำคัญเกี่ยวกับช่วงเวลาที่สิทธิเรียกร้องเกิดขึ้น การบังคับใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 302 และขอบเขตอำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการอายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา

คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

1. เงินค่าชดเชยและค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าถือเป็นทรัพย์ที่อายัดได้ในการบังคับคดีหรือไม่

2. การอายัดล่วงหน้าก่อนสิทธิเรียกร้องเกิดขึ้นมีผลผูกพันนายจ้างหรือไม่

3. การใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ในชั้นบังคับคดีต้องพิจารณาจากช่วงเวลาใดเป็นสำคัญ

ข้อเท็จจริงของคดี

คดีนี้สืบเนื่องจากการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอม ซึ่งจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงดำเนินการบังคับคดีโดยยึดทรัพย์จำนองและต่อมาได้อายัดเงินเดือนของจำเลยที่ 1 จากนายจ้างตั้งแต่ปี 2558 ต่อมานายจ้างเลิกกิจการในปี 2563 และจ่ายเงินค่าชดเชย ค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และเงินช่วยเหลือพิเศษ รวมเป็นเงิน 210,888 บาท โดยอ้างว่าถูกอายัดไว้ตามคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดี

ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า เงินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีหรือไม่ และต้องใช้กฎหมายฉบับใดเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา โดยเฉพาะบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 302 (3) และ (4) ที่แก้ไขใหม่

หลักการวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สิทธิเรียกร้องเงินค่าชดเชยและเงินอื่นจากการเลิกจ้างยังไม่เกิดขึ้นในขณะที่มีคำสั่งอายัดเดิม เนื่องจากยังไม่มีการเลิกจ้าง เมื่อสิทธิเกิดขึ้นในปี 2563 จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ โดยกำหนดให้เงินค่าชดเชยไม่เกิน 300,000 บาท ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี

การขยายความทางกฎหมาย

คำพิพากษานี้สะท้อนหลักการคุ้มครองรายได้และความเป็นอยู่ขั้นต่ำของลูกจ้างอย่างชัดเจน โดยย้ำว่า การอายัดทรัพย์ต้องจำกัดเฉพาะทรัพย์ที่ลูกหนี้มีสิทธิเรียกร้องอยู่แล้ว และต้องตีความกฎหมายบังคับคดีโดยคำนึงถึงวัตถุประสงค์เชิงสังคม ไม่ใช่เพียงการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้เท่านั้น

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

การบังคับคดีไม่อาจล่วงละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของลูกหนี้ได้ และการใช้กฎหมายใหม่ต้องพิจารณาตามช่วงเวลาที่สิทธิเรียกร้องเกิดขึ้นเป็นสำคัญ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4468/2566 

ถึงแม้ว่าการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงนายจ้างของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2558 เพื่อขออายัดเงินเดือน เงินค่าจ้าง เงินโบนัส เงินตอบแทนการทำงานเป็นครั้งคราวและเงินตอบแทนกรณีออกจากงานของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีสิทธิเรียกร้องเพียงเฉพาะส่วนที่เป็นเงินเดือนของจำเลยที่ 1 ที่ได้รับในแต่ละเดือนเท่านั้น ส่วนสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 จากเงินค่าชดเชย ค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เงินช่วยเหลือพิเศษยังไม่เกิดขึ้น เนื่องจากนายจ้างของจำเลยที่ 1 ยังไม่มีการเลิกจ้างจำเลยที่ 1 แม้ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีจะมีหนังสือขออายัดเงินดังกล่าวไว้ก่อนแล้ว แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ยังไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวในขณะนั้น นายจ้างของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องส่งเงินดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี นายจ้างของจำเลยที่ 1 เพิ่งเลิกกิจการเมื่อปี 2563 จึงทำให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องเงินค่าชดเชย ค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และเงินช่วยเหลือพิเศษ จึงถือว่ายังไม่มีการบังคับคดีในเงินส่วนนี้ ดังนั้นนายจ้างของจำเลยที่ 1 จะต้องส่งเงินดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีที่เคยมีคำสั่งอายัดไว้หรือไม่ จึงต้องพิจารณาจากบทบัญญัติของกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่เกิดสิทธิที่จำเลยที่ 1 จะได้รับเงินดังกล่าว ซึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 302 (3) (4) ที่แก้ไขโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2560 มาตรา 20 ที่ใช้อยู่ในเวลาที่มีการเลิกจ้างจำเลยที่ 1 ระบุไว้ว่า เงินหรือสิทธิเรียกร้องเป็นเงินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อไปนี้ ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี... (3) เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ ค่าชดใช้ เงินสงเคราะห์ หรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันของพนักงาน ลูกจ้าง หรือคนงาน เดือนละ 20,000 บาท หรือตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร (4) บำเหน็จหรือค่าชดเชยหรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันของบุคคลตาม (3) เป็นจำนวนไม่เกิน 300,000 บาท หรือตามจำนวนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร เมื่อไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีการประเมินตามจำนวนที่เห็นสมควรตามบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ เนื่องจากขณะเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดยังไม่มีกฎหมายบัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการในส่วนนี้ จึงต้องใช้จำนวนไม่เกิน 300,000 บาท ดังที่กำหนดไว้ในมาตรา 302 (4) ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะที่มีการเลิกจ้างจำเลยที่ 1 ดังนั้น เมื่อเงินค่าชดเชย ค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เงินช่วยเหลือพิเศษที่จำเลยที่ 1 ได้รับรวมกันแล้วไม่เกิน 300,000 บาท จึงเป็นเงินที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 302 (4) ที่แก้ไขใหม่ โจทก์ไม่อาจขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องในเงินค่าชดเชย ค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และเงินช่วยเหลือพิเศษ ที่จำเลยที่ 1 มีต่อนายจ้างของจำเลยที่ 1 ได้ นายจ้างของจำเลยที่ 1 ไม่จำต้องส่งเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องของจำเลยที่ 1 โดยเห็นว่าเงินค่าชดเชยและเงินอื่นสามารถอายัดได้

2. ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ เห็นว่าเงินดังกล่าวไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี และให้เพิกถอนคำสั่งอายัด

3. ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ วินิจฉัยว่าเงินค่าชดเชย ค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และเงินช่วยเหลือพิเศษ รวมไม่เกิน 300,000 บาท ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี โจทก์ไม่อาจขออายัดได้


คดีสืบเนื่องจากเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดเงินค่าชดเชย ค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และเงินช่วยเหลือพิเศษที่จำเลยที่ 1 จะได้รับจากนายจ้างเนื่องจากการเลิกจ้างในปี 2563 รวม 210,888 บาท จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเพิกถอนการอายัดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 302 (3) (4) (แก้ไขโดย พ.ร.บ.ฯ ฉบับที่ 30 พ.ศ. 2560) โจทก์คัดค้าน ศาลชั้นต้นยกคำร้อง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ เพิกถอนคำสั่งอายัดดังกล่าว และสั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 200 บาท พร้อมค่าส่งคำคู่ความ 1,050 บาท โดยให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ โจทก์ฎีกาและศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์กับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความและมีคำพิพากษาตามยอม ต่อมาจำเลยผิดนัด โจทก์บังคับคดีโดยขายทอดตลาดทรัพย์จำนองแล้ว ยังเหลือหนี้ 377,870 บาท ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงนายจ้างจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ 24 กุมภาพันธ์ 2558 ให้หักอายัดเงินเดือนเดือนละ 2,145 บาท กระทั่งวันที่ 27 พฤษภาคม 2563 นายจ้างเลิกจ้างและจ่ายเงินค่าชดเชย ค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และเงินช่วยเหลือพิเศษ รวม 210,888 บาท พร้อมแจ้งว่าจะนำส่งสำนักงานบังคับคดีเพราะเคยมีคำสั่งอายัดไว้

ปัญหาคือเงินดังกล่าวอยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีหรือไม่ ศาลเห็นว่า คำสั่งอายัดปี 2558 มีผลได้เพียงส่วนที่เป็นเงินเดือนซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นรายเดือน ส่วนค่าชดเชยและเงินอื่นจากการเลิกจ้างยังไม่เกิดสิทธิในขณะนั้น เพราะยังไม่มีการเลิกจ้าง นายจ้างจึงไม่ต้องส่งเงินดังกล่าวตามคำสั่งอายัดเดิม เมื่อสิทธิเรียกร้องเกิดขึ้นในปี 2563 ต้องใช้กฎหมายที่ใช้บังคับขณะเกิดสิทธิ คือ ป.วิ.พ. มาตรา 302 (3) (4) ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งกำหนดให้บำเหน็จหรือค่าชดเชยหรือรายได้ในลักษณะเดียวกัน “ไม่เกิน 300,000 บาท” ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี และเมื่อเงินที่จำเลยที่ 1 ได้รับรวมกัน 210,888 บาท ไม่เกิน 300,000 บาท จึงไม่อาจอายัดได้ นายจ้างไม่จำต้องนำส่งเงินดังกล่าวให้เจ้าพนักงานบังคับคดี คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่เพิกถอนคำสั่งอายัดจึงชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น ศาลฎีกาพิพากษายืน โดยให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ




เกี่ยวกับกฎหมายแรงงาน

สิทธินายจ้างฟ้องไล่เบี้ยลูกจ้างและทายาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 426(ฎีกา 3373/2545)
ค่าชดเชยเลิกจ้าง & ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า, ค่าชดเชย,(ฎีกา 3150/2568)
นับอายุงานต่อเนื่องกรณีโอนย้ายลูกจ้าง,เลิกจ้าง, ค่าชดเชย,(ฎีกา 3151/2568)
พักงานโดยจ่ายค่าจ้าง, เลิกจ้างลูกจ้างไม่ชอบด้วยกฎหมาย(ฎีกา 1902-1904/2556)
พักงานโดยจ่ายค่าจ้าง ไม่ใช่การลงโทษทางวินัย และการเลิกจ้างลูกจ้างที่ละทิ้งหน้าที่ (ฎีกาที่ 1902-1904/2556)
(ฎีกา2658-2663/2568)คดีสัญญาจ้างบริการ vs. จ้างทำของ & เลิกสัญญา
(ฎีกา1396-1481/2568) – คดีเลิกจ้างพนักงานจัดเรียงสินค้า (เลิกจ้างไม่เป็นธรรม?)
(ฎีกาที่ 3006-3081/2567) เรื่องอายุงานต่อเนื่องและสิทธิค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน
(ฎีกาที่ 3106 - 3109/2567): การหยุดกิจการชั่วคราว โควิด-19 ไม่ใช่เหตุสุดวิสัย นายจ้างยังต้องจ่ายค่าจ้าง 75%
(ฎีกาที่ 3110-3113/2567) การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ค่าชดเชย และสิทธิเรียกร้องตามกฎหมายแรงงาน, พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน, พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์, สิทธิของลูกจ้าง
(ฎีกาที่ 3114/2567) กรณีเกษียณอายุลูกจ้าง การเลิกจ้าง และสิทธิค่าชดเชย, สิทธิของลูกจ้าง, นายจ้าง
(ฎีกาที่ 3116/2567) คดีแรงงาน สถาบันอุดมศึกษาเอกชน เลือกใช้สิทธิอุทธรณ์หรือฟ้องศาลแรงงานได้เพียงทางเดียว
(ฎีกาที่ 3119 - 3135/2567): คดีเลิกจ้างไม่เป็นธรรมกับการขาดทุนต่อเนื่องของฝ่ายผลิตในช่วงโควิด-19, คดีแรงงาน, มาตรา 49,
(ฎีกาที่ 3306/2567) การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ค่าชดเชย และสิทธิวันหยุดพักผ่อน
(ฎีกาที่ 3680/2567) กรณีการตีความฐานะนายจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 11/1
(ฎีกาที่ 3969-3975/2567): การคำนวณค่าชดเชย-สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และการตีความเวลาทำงานปกติ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1966-2406/2546: การหยุดกิจการชั่วคราวและสิทธิจ่ายค่าจ้างตามมาตรา 75 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5307/2567: เวลาพักในรถบรรทุกไม่ใช่เวลาทำงานตามกฎหมายแรงงาน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6067/2567: คดีแรงงาน สิทธิฟ้องในคดีเงินทดแทน และการวินิจฉัยนิติสัมพันธ์นายจ้าง–ลูกจ้าง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 587/2563: เลิกจ้างโดยสุจริตหรือไม่? ศาลฎีกาวินิจฉัยใหม่
การจำกัดความรับผิดของผู้ค้ำประกัน, การค้ำประกันของพนักงานรัฐวิสาหกิจ, คดีละเมิดของพนักงานรัฐวิสาหกิจ
คำเตือนให้ชำระหนี้โดยชอบตามมาตรา 204 วรรคหนึ่ง, การเรียกร้องเงินทดแทนค่ารักษาพยาบาล ประกันสังคม
ผู้รับเหมาชั้นต้นมีสิทธิไล่เบี้ยเงินค่าจ้างที่ได้จ่ายแทนนายจ้างไปแล้ว
ตัวแทนทำสัญญาแทนตัวการซึ่งอยู่และมีภูมิลำเนาต่างประเทศ
ลูกจ้างส่งภาพโป๊ลามกอนาจารในเวลาทำงาน
ลูกจ้างจะต้องเลือกใช้สิทธิทางใดทางหนึ่ง
หน้าที่นายจ้างวางเงินก่อนฟ้องคดี
ฝ่าฝืนข้อบังคับการทำงานร้ายแรง
เลิกจ้างไม่เป็นธรรม-สินจ้างแทนการบอกกล่าว
ลูกจ้างชั่วคราวของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาฝ่ายเดียวต้องดำเนินการภายใน 7 วัน
เล่นอินเตอร์เน็ตในเวลาทำงานเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรมแล้ว
ค่าจ้างค้างจ้ายกับดอกเบี้ยผิดนัดที่ลูกจ้างมีสิทธิคิดเอากับนายจ้าง
เลิกจ้างได้โดยไม่ต้องตักเตือนเป็นหนังสือ
นายจ้างมอบอำนาจบังคับบัญชาให้ผู้อื่น
คำนวณจ่ายค่าชดเชย-ค่าครองชีพเป็นค่าจ้างหรือไม่
ถือไม่ได้ว่าลูกจ้างจงใจขัดคำสั่งนายจ้าง
บำเหน็จดำรงชีพกับบำเหน็จตกทอด
อ้างเหตุเลิกจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย
การจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาจะกระทำได้แต่จ้างงานในโครงการเฉพาะ
การจงใจฝ่าฝืนคำสั่งนายจ้าง คำสั่งให้ลูกจ้างไปทำงานในตำแหน่งใหม่
การเลิกจ้างเพราะเกษียณอายุไม่อาจถอนได้
เรียกค่าเสียหายกรณีเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม
ฝ่าฝืนระเบียบนายจ้างมิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม
เลิกจ้างโดยไม่ได้ตักเตือนก่อนเป็นหนังสือต้องจ่ายค่าชดเชย
ทุจริตต่อหน้าที่และฝ่าฝืนข้อบังคับในกรณีร้ายแรง
สิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษ | ย้ายสถานประกอบกิจการ
คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุด
ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเพื่อคำนวณจ่ายค่าชดเชย
ตำแหน่งพนักงานขับรถ-สัญญาจ้างแรงงาน หรือสัญญาจ้างทำของ?
ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงเมื่อสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง
แม่บ้านทำงานบ้านฟ้องเลิกจ้างไม่เป็นธรรม
นายจ้างให้ลูกจ้างขับรถขนส่งทำงานติดต่อกันถึงวันละ 24 ชั่วโมงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
การโยกย้ายหน้าที่ลูกจ้างเป็นอำนาจบริหารจัดการของนายจ้าง
นายจ้างประกอบกิจการขนส่งย้ายที่ลงเวลาทำงานไปตั้งอยู่ที่อื่น
สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า
ลูกจ้างทุจริตต่อหน้าที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย
โจทก์ฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานฝ่ายลูกจ้างไม่คัดค้าน
ดอกเบี้ยผิดนัดหนี้ค่าจ้างและค่าชดเชย 15% ต่อปีไม่ใช่ 7.5%
สัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดทำให้สิทธิรับค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเที่ยวระงับด้วย
ลูกจ้างฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน
สัญญาจ้างทดลองงาน | สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า
บทความเกี่ยวกับกฎหมายแรงงาน