ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ค่าชดเชยเลิกจ้าง & ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า, ค่าชดเชย,(ฎีกา 3150/2568)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3150/2568, การเลิกจ้างลูกจ้างขับรถบรรทุก, เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน, การกำหนดค่าชดเชยเลิกจ้าง, ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า, ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม, การตีความ มาตรา 51 พ.ร.บ.ศาลแรงงาน, การใช้ดุลพินิจศาลแรงงานตาม มาตรา 49, การคำนวณค่าจ้างรวมค่าเที่ยว, หลักการเลิกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับเลิกจ้าง, คดีแรงงานเกี่ยวกับค่าชดเชย, การวินิจฉัยเรื่องอำนาจศาลแรงงาน, คดีแรงงานจังหวัดชลบุรี, มาตรา 17/1 และมาตรา 118 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน

    ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการเลิกจ้างลูกจ้างขับรถบรรทุกและการขอเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน โดยศาลฎีกายืนยันว่าศาลแรงงานต้องพิจารณาเฉพาะประเด็นว่ามีการเลิกจ้างหรือไม่ และไม่อาจนำเหตุทางวินัยมาวินิจฉัยเพิ่มเติมโดยไม่อยู่ในประเด็น ขณะเดียวกันศาลให้ย้อนคดีเพื่อพิจารณาวิธีคำนวณค่าชดเชยและค่าบอกกล่าวล่วงหน้าว่าต้องรวมค่าเที่ยวด้วยหรือไม่ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ส่งผลสำคัญต่อการใช้สิทธิฟ้องคดีแรงงานและวิธีคำนวณค่าชดเชยกรณีลูกจ้างได้รับค่าจ้างหลายรูปแบบ

✅ สรุปข้อเท็จจริงและคำวินิจฉัยสำคัญ

ข้อเท็จจริงโดยย่อ

ลูกจ้างทำงานเป็นพนักงานขับรถหัวลาก มีเงินเดือน + ค่าเที่ยว

ถูกแจ้งพ้นสภาพงานทันที ไม่ให้ทำงาน และแจ้งประกันสังคมให้จำหน่ายชื่อ

ลูกจ้างยื่นคำร้องขอค่าชดเชยและค่าบอกกล่าวล่วงหน้า

พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งว่า “ไม่ได้เลิกจ้าง”

ลูกจ้างฟ้องเพิกถอนคำสั่ง

ศาลแรงงานภาค 2 และศาลอุทธรณ์ยกคดีและเห็นว่าเลิกจ้างโดยมีเหตุอันควร

ลูกจ้างฎีกา

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้คือ ขอบเขตการวินิจฉัยของศาลแรงงานและสิทธิค่าชดเชยจากการเลิกจ้าง โดยมีกฎหมายหลักที่นำมาใช้คือ

1. พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง

ห้ามศาลวินิจฉัยเกินประเด็นแห่งคดี หากประเด็นในคดีคือให้พิจารณาว่ามีการเลิกจ้างหรือไม่ ศาลชั้นต้นไม่อาจนำเหตุวินัยของลูกจ้างมาวินิจฉัยเพิ่มเติมเอง

2. พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5, มาตรา 17/1 และมาตรา 118

ให้นิยาม "ค่าจ้าง" รวมถึงเงินที่คำนวณจากผลงาน เช่น ค่าเที่ยว และกำหนดเกณฑ์การคำนวณค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า

3. พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 49

ใช้กำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นดุลพินิจของศาลแรงงาน ศาลฎีกาไม่สามารถกำหนดแทนได้

4. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(3)(ข) และมาตรา 252

ให้ย้อนสำนวนเพื่อสืบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมและพิจารณาใหม่เมื่อจำเป็น

5. มาตรา 116 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (กรณีพักงาน)

ใช้ประกอบการพิจารณาว่านายจ้างไม่ได้มีคำสั่งพักงานเป็นหนังสือจึงถือว่าการไม่ให้ทำงานคือการเลิกจ้าง

ประเด็นที่เป็นแก่นของคดีนี้ 

1. เลิกจ้าง 

ประเด็นหลักคือมีการเลิกจ้างหรือไม่ ศาลย้ำว่าเมื่อนายจ้างไม่ให้ทำงานและไม่จ่ายค่าจ้าง ถือว่าเลิกจ้าง

2. วินิจฉัยนอกประเด็น

ศาลชั้นต้นใช้เหตุผลเรื่องวินัยลูกจ้างเอง ซึ่งไม่ใช่ประเด็นในคดี ทำให้คำพิพากษาไม่ชอบด้วยกฎหมาย

3. ค่าจ้างรวมค่าเที่ยว 

ศาลฎีกาให้พิจารณาว่าค่าเที่ยวเป็น “ค่าจ้าง” เพื่อใช้คำนวณค่าชดเชยและค่าบอกกล่าวล่วงหน้า

4. ค่าชดเชยและค่าบอกกล่าวล่วงหน้า 

เมื่อตรวจพบว่ามีการเลิกจ้าง นายจ้างต้องจ่ายตามกฎหมาย ไม่อาจยกเหตุภายหลังมาปฏิเสธ

5. ค่าเสียหายการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 

ศาลแรงงานต้องพิจารณาตามดุลพินิจ เช่น อายุงาน ความเดือดร้อน และพฤติการณ์

ประเด็นกฎหมายหลัก

ศาลอาจพิจารณาเหตุเลิกจ้างทางวินัยหรือไม่ ถ้าไม่ได้เป็นประเด็นในคดี

การคำนวณค่าชดเชยต้องพิจารณาค่าเที่ยวหรือไม่

คำวินิจฉัยศาลฎีกา

ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยเหตุทางวินัยเกินประเด็น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (ผิด ม.51)

ยืนยันว่าจำเลยที่ 2 เลิกจ้างจริง

นายจ้างไม่อาจอ้างเหตุภายหลังเพื่อตัดสิทธิค่าชดเชยได้

ให้ย้อนสำนวนไปคำนวณใหม่ว่าค่าเที่ยวต้องรวมเป็น “ค่าจ้าง” ตาม ม.17/1 และ ม.118 หรือไม่

ให้ชำระค่าชดเชย ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

✅ วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมายสำคัญ

1) ขอบเขตการพิจารณาของศาลแรงงาน

ตาม พ.ร.บ.ศาลแรงงานฯ มาตรา 51

ศาลต้องวินิจฉัยตามประเด็นในคำฟ้อง ไม่ขยายเรื่องไปนอกข้อกล่าวหา

คดีนี้ โจทก์ฟ้องเพียงว่า “มีการเลิกจ้างหรือไม่”

แต่ศาลชั้นต้นไปวินิจฉัยว่า “เลิกจ้างเพราะลูกจ้างผิดหรือไม่”

ถือเป็นวินิจฉัยนอกประเด็น จึงไม่ชอบ

2) การอ้างเหตุเลิกจ้างย้อนหลังไม่สามารถทำได้

หลักแรงงานคุ้มครองลูกจ้าง

หากนายจ้างเลิกจ้างแล้ว จะไปหยิบยกเหตุภายหลังมาเพื่อตัดสิทธิค่าชดเชยไม่ได้

3) การคำนวณค่าชดเชยต้องรวมค่าจ้างจากผลงาน

มาตรา 5 และมาตรา 17/1 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน

ค่าเที่ยวเป็น “ค่าจ้าง” หากจ่ายตามผลประกอบงานในเวลาปกติ

จึงต้องพิสูจน์และนำมาคำนวณค่าชดเชยและค่าบอกกล่าวล่วงหน้า

4) การกำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

มาตรา 49 พ.ร.บ.ศาลแรงงาน

เป็นดุลพินิจศาลชั้นต้น ศาลฎีกากำหนดแทนไม่ได้

✅ IRAC วิเคราะห์คดี

Issue – ประเด็น

การที่ศาลแรงงานภาค 2 พิจารณาเหตุเลิกจ้างทางวินัยถือเป็นวินิจฉัยนอกประเด็นหรือไม่

ค่าชดเชยและค่าบอกกล่าวล่วงหน้าต้องรวมค่าเที่ยวหรือไม่

Rule – บทกฎหมาย

มาตรา 51 พ.ร.บ.ศาลแรงงานฯ: ห้ามวินิจฉัยนอกประเด็น

มาตรา 5, 17/1, 118 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน: คำนิยามค่าจ้างและการคำนวณค่าชดเชย

มาตรา 49 พ.ร.บ.ศาลแรงงาน: การกำหนดค่าเสียหายเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

Application – การปรับใช้

โจทก์ฟ้องเพียงเรื่องเพิกถอนคำสั่งแรงงาน ไม่ได้ขอให้วินิจฉัยความผิดทางวินัย

ศาลชั้นต้นไปวินิจฉัยเรื่องความผิดลูกจ้างเกินขอบเขต

การเลิกจ้างชัดเจนจากพฤติการณ์ นายจ้างไม่ให้ทำงานและแจ้งประกันสังคม

ต้องตรวจสอบค่าเที่ยวว่าเป็นค่าจ้างตามกฎหมายหรือไม่ก่อนคำนวณใหม่

Conclusion – ข้อสรุป

เพิกถอนคำสั่งแรงงาน

ย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานคำนวณค่าชดเชย ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายใหม่ โดยรวมค่าเที่ยวตามข้อเท็จจริง

✅ ข้อคิดทางกฎหมาย

ศาลแรงงานต้องวินิจฉัยตามประเด็น ไม่ขยายประเด็นเอง

นายจ้างไม่อาจอ้างเหตุภายหลังเพื่อตัดสิทธิค่าชดเชย

รูปแบบค่าจ้าง เช่น “ค่าเที่ยว” มีผลต่อการคำนวณสิทธิแรงงาน

ลูกจ้างควรเก็บหลักฐานเกี่ยวกับลักษณะการจ่ายค่าจ้างทุกประเภท

คดีแรงงานให้ความสำคัญต่อความเป็นธรรมและการคุ้มครองลูกจ้างเป็นหลัก

📌 ข้อสรุป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3150/2568 เป็นคดีสำคัญเกี่ยวกับการเลิกจ้างและการเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน โดยชี้ชัดว่าศาลแรงงานต้องวินิจฉัยตามประเด็นในคำฟ้อง และหากพิสูจน์ได้ว่ามีการเลิกจ้างแล้ว นายจ้างไม่อาจอ้างเหตุภายหลังเพื่อปฏิเสธค่าชดเชยและค่าบอกกล่าวล่วงหน้า อีกทั้งการคำนวณสิทธิแรงงานต้องพิจารณา “ค่าเที่ยว” ว่าเป็นค่าจ้างตามกฎหมายหรือไม่ สร้างบรรทัดฐานสำคัญในคดีแรงงานเกี่ยวกับลูกจ้างขับรถบรรทุกที่ได้รับค่าจ้างหลายรูปแบบ

คดีนี้ช่วยตอกย้ำหลักกฎหมายแรงงานเกี่ยวกับสิทธิในการได้รับค่าชดเชย ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม และอำนาจหน้าที่ของศาลแรงงานในการตรวจสอบคำสั่งของเจ้าพนักงานให้เป็นไปตามประเด็นในคดีและสอดคล้องกับเจตนาคุ้มครองแรงงานตามกฎหมาย

แนวคำถาม - ธงคำตอบ

ข้อ 1 คำถาม

ในกรณีที่ลูกจ้างทำงานเป็นพนักงานขับรถบรรทุกหัวลากและได้รับค่าจ้างทั้งแบบรายเดือนและแบบค่าเที่ยวในการส่งตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ เมื่อเกิดข้อพิพาทว่าลูกจ้างถูกเลิกจ้างหรือไม่ นายจ้างไม่ออกหนังสือเลิกจ้าง แต่แจ้งให้ลูกจ้างหยุดทำงานทันที ไม่ให้เข้าสถานที่ทำงาน และแจ้งสำนักงานประกันสังคมให้จำหน่ายชื่อของลูกจ้างออกจากระบบในวันเดียวกัน ต่อมาพนักงานตรวจแรงงานวินิจฉัยว่าลูกจ้างไม่ได้ถูกเลิกจ้าง ลูกจ้างจึงฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ในกรณีนี้ให้วินิจฉัยว่า การไม่ให้ลูกจ้างทำงานและแจ้งประกันสังคมให้จำหน่ายชื่อเท่ากับเป็นการเลิกจ้างหรือไม่ และหากเป็นการเลิกจ้าง ลูกจ้างมีสิทธิเรียกร้องอะไรได้บ้าง ตามหลักกฎหมายแรงงานและแนวคำพิพากษาศาลฎีกา

คำตอบ

การที่นายจ้างแจ้งให้ลูกจ้างหยุดงานทันที ไม่อนุญาตให้กลับเข้าทำงาน และแจ้งสำนักงานประกันสังคมให้จำหน่ายชื่อของลูกจ้างออกในวันเดียวกัน ถือเป็นพฤติการณ์ที่แสดงเจตนาเลิกจ้างโดยชัดแจ้ง แม้ไม่มีหนังสือเลิกจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรก็ตาม ตามหลักกฎหมายแรงงาน การเลิกจ้างไม่จำเป็นต้องมีหนังสือเป็นข้อกำหนด แต่ย่อมพิจารณาจากพฤติการณ์และเจตนาของนายจ้าง การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการเลิกจ้างโดยสมบูรณ์ เมื่อเป็นการเลิกจ้างโดยไม่ได้มีการจ่ายค่าชดเชยและค่าบอกกล่าวล่วงหน้า ลูกจ้างย่อมมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามมาตรา 118 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และมีสิทธิได้รับค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรา 17/1 โดยนำองค์ประกอบค่าจ้างทั้งเงินเดือนและค่าเที่ยวมาพิจารณา รวมถึงอาจเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ เพราะนายจ้างไม่แสดงเหตุอันสมควรในการเลิกจ้างและยังแจ้งข้อมูลไม่ถูกต้องต่อประกันสังคม คำพิพากษาฎีกาที่ 3150/2568 จึงมีผลรับรองสิทธิของลูกจ้างและเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ขัดต่อข้อเท็จจริงและหลักกฎหมายแรงงาน

ข้อ 2 คำถาม

หากลูกจ้างฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานโดยมีประเด็นข้อพิพาทเฉพาะว่า นายจ้างได้เลิกจ้างตนหรือไม่ แต่ศาลแรงงานชั้นต้นกลับวินิจฉัยว่าลูกจ้างกระทำผิดตามหนังสือเตือนของนายจ้าง และจึงมีสิทธิเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ทั้งที่เรื่องพฤติกรรมหรือความผิดของลูกจ้างไม่ใช่ประเด็นที่คู่ความนำสืบ เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นหรือไม่ และมีผลอย่างไรตามกฎหมายและตามหลักวิธีพิจารณาคดีแรงงาน

คำตอบ

เมื่อประเด็นในคดีจำกัดอยู่เพียงว่า “นายจ้างได้เลิกจ้างลูกจ้างหรือไม่” ศาลแรงงานย่อมต้องวินิจฉัยภายในกรอบนี้เท่านั้น การที่ศาลแรงงานภาค 2 นำพฤติการณ์ตามหนังสือเตือนของนายจ้างมาเป็นเหตุวินิจฉัยว่าลูกจ้างกระทำผิด และนายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย ถือเป็นการวินิจฉัยที่ก้าวล่วงออกนอกประเด็นแห่งคดี ซึ่งขัดต่อมาตรา 51 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 เพราะศาลต้องยึดตามข้อเท็จจริงที่คู่ความหยิบยกและข้อพิพาทที่ฟ้องร้องต่อกันเท่านั้น การดำเนินการของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาจึงเพิกถอนคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2 และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษในส่วนนี้ พร้อมวินิจฉัยชัดว่านายจ้างไม่อาจนำเหตุทางวินัยมาอ้างภายหลังเพื่อตัดสิทธิค่าชดเชยและค่าบอกกล่าวล่วงหน้าได้ และให้ย้อนสำนวนลงศาลแรงงานเพื่อพิจารณาเฉพาะประเด็นค่าชดเชย ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม การพิพากษาฎีกาที่ 3150/2568 จึงยืนยันหลักสำคัญว่าศาลต้องเคารพขอบเขตแห่งประเด็นคดี และไม่อาจขยายหรือเพิ่มเหตุผลที่คู่ความไม่ได้กล่าวอ้างหรืออ้างอิงต่อศาลได้

ข้อ 3 คำถาม

เมื่อลูกจ้างได้รับค่าจ้างเป็นสองส่วน ทั้งเงินเดือนประจำและค่าเที่ยวจากจำนวนเที่ยวรถที่วิ่งส่งตู้คอนเทนเนอร์ หากลูกจ้างถูกเลิกจ้างและต้องมีการคำนวณค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ให้วินิจฉัยว่า ค่าเที่ยวดังกล่าวเข้าข่ายเป็นค่าจ้างตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หรือไม่ และหากศาลแรงงานไม่ได้วินิจฉัยประเด็นนี้ ศาลฎีกามีอำนาจอย่างไรตามกฎหมาย

คำตอบ

ค่าเที่ยวที่ลูกจ้างได้รับตามจำนวนงานที่ทำในเวลาและลักษณะงานปกติ ถือเป็นค่าจ้างตามความหมายในมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งบัญญัติให้ค่าจ้าง หมายรวมถึงเงินที่คำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงาน ดังนั้นค่าเที่ยวต้องนำมาใช้เป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยตามมาตรา 118 และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรา 17/1 หากศาลแรงงานภาค 2 ยังมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าค่าเที่ยวดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างหรือไม่ ศาลฎีกามีอำนาจให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานพิจารณารับฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(3)(ข) และมาตรา 252 ประกอบมาตรา 57/1 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ เนื่องจากเป็นประเด็นสำคัญที่มีผลต่อการคำนวณสิทธิของลูกจ้างโดยตรง ดังที่ปรากฏในคำพิพากษาฎีกาที่ 3150/2568 ซึ่งศาลฎีกาสั่งให้แก้คำพิพากษาและให้ศาลแรงงานกำหนดจำนวนค่าชดเชยและค่าเสียหายใหม่โดยคำนึงถึงค่าเที่ยวด้วยเพื่อคุ้มครองสิทธิแรงงานอย่างครบถ้วน

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 “ในคดีที่ปรากฏว่าเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมหรือมีเหตุอันสมควรแก่การเลิกจ้าง ศาลแรงงานมีอำนาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานและให้จ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้างสำหรับระยะเวลาที่ถูกเลิกจ้างหรือสั่งให้นายจ้างจ่ายค่าเสียหายให้แก่ลูกจ้างเท่าที่เห็นสมควร” พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง “ศาลแรงงานต้องจำกัดการพิจารณาอยู่ในขอบเขตแห่งคำฟ้องและคำให้การ เว้นแต่กฎหมายจะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น” พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 (คำจำกัดความ “ค่าจ้าง”) “‘ค่าจ้าง’ หมายความว่า เงินที่นายจ้างจ่ายให้เป็นค่าตอบแทนการทำงานแก่ลูกจ้างตามสัญญาจ้างสำหรับเวลาทำงานปกติของวันทำงานซึ่งคำนวณเป็นหน่วยเวลา หรือตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้…”  พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17/1 “เมื่อนายจ้างประสงค์จะเลิกจ้างโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า ให้จ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่ลูกจ้างเท่ากับจำนวนค่าจ้างสำหรับระยะเวลาบอกกล่าวล่วงหน้า และให้ถือว่าการเลิกจ้างมีผลในวันที่จ่ายเงินดังกล่าว”  พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 116 “ในกรณีที่นายจ้างจะสั่งพักงานลูกจ้าง ให้นายจ้างออกคำสั่งเป็นหนังสือ ระบุความผิดและระยะเวลาพักงานให้ชัดเจน และต้องแจ้งให้ลูกจ้างทราบ… ห้ามสั่งพักงานเกินกว่าระยะเวลาที่จำเป็นแก่การสอบสวน”  พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 “เมื่อนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งได้ทำงานติดต่อกันเป็นเวลาต่าง ๆ กัน ให้ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามอัตราดังต่อไปนี้ …”

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3150/2568

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจากจำเลยที่ 2 เนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ โดยโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การยืนยันว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวเนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ และจำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 อย่างถูกต้อง จำเลยที่ 2 ไม่ได้มีการออกหนังสือเลิกจ้างให้แก่โจทก์ โจทก์เข้าใจผิดไปเองว่าจำเลยที่ 2 เลิกจ้าง โจทก์ไม่มาทำงานติดต่อกันหลายวัน ทำให้จำเลยที่ 2 ได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก คดีจึงมีประเด็นเพียงว่า มีเหตุให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์หรือไม่เท่านั้น ไม่มีประเด็นว่าจำเลยที่ 2 มีสิทธิเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์กระทำความผิดหรือไม่ ดังนั้น ที่ศาลแรงงานภาค 2 ยกเหตุแห่งการเลิกจ้างเกี่ยวกับพฤติการณ์ของโจทก์ตามหนังสือเตือนของจำเลยที่ 2 รวม 2 ฉบับ ที่ว่า โจทก์ไม่สามารถนำตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ไปส่งที่ท่าเรือได้ทันและไปรับตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ของบริษัทอื่นมา แล้ววินิจฉัยว่าโจทก์ได้กระทำความผิด ซึ่งจำเลยที่ 2 มีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ไม่ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นแห่งคดี ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี ที่ 490/2564 เรื่อง ค่าชดเชยและค่าบอกกล่าวล่วงหน้า ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2564 ให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชย 204,600 บาท ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 34,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 170,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 แจ้งสำนักงานประกันสังคมเพื่อแก้ไขเปลี่ยนแปลงเหตุเลิกจ้างเป็นว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีความผิด

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษายกฟ้อง คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี ที่ 490/2564 เรื่อง ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า (ที่ถูก ค่าชดเชย และค่าบอกกล่าวล่วงหน้า) ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2564 ว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2564 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่า วันที่ 10 กันยายน 2559 จำเลยที่ 2 จ้างโจทก์เข้าทำงาน ตำแหน่งสุดท้ายเป็นพนักงานขับรถบรรทุกหัวลาก มีหน้าที่ในการขับรถบรรทุกหัวลากตู้สินค้าคอนเทนเนอร์รับ - ส่งจากท่าเรือแหลมฉบังไปยังสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องเขตลาดกระบัง ได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน เดือนละ 10,100 บาท ค่าเที่ยว เที่ยวละ 250 บาท วันที่ 30 เมษายน 2564 จำเลยที่ 2 มีหนังสือเตือนโจทก์ 2 ฉบับ อ้างว่า ในวันที่ 26 เมษายน 2564 โจทก์ทำให้ตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ตกเรือ และในวันที่ 28 เมษายน 2564 โจทก์นำตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ของคนอื่นมา อันเป็นการขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา โจทก์ไม่ยอมลงลายมือชื่อในหนังสือเตือนดังกล่าว โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีคำสั่งพักงานโจทก์เป็นหนังสือ กำหนดระยะเวลาพักงานโจทก์ และแจ้งให้โจทก์ทราบ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 116 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใด ทั้งในวันที่ 30 เมษายน 2564 จำเลยที่ 2 แจ้งว่าโจทก์พ้นสภาพการเป็นพนักงานทันที ไม่ให้โจทก์ทำงานอีกต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 2 แจ้งต่อสำนักงานประกันสังคมให้จำหน่ายโจทก์ออกในวันดังกล่าว ต่อมาวันที่ 5 พฤษภาคม 2564 โจทก์ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยและไม่บอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยที่ 1 วินิจฉัยและมีคำสั่งที่ 490/2564 ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2564 ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า แล้วศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2564 แต่โจทก์เป็นพนักงานขับรถบรรทุกหัวลากของจำเลยที่ 2 ตั้งแต่ปี 2559 ย่อมทราบดีว่าโจทก์มีหน้าที่ต้องขับรถบรรทุกนำตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ไปส่งยังท่าเรือให้ทันและรับตู้สินค้าคอนเทนเนอร์เพื่อบรรทุกกลับมา ทั้งต้องทราบถึงวิธีปฏิบัติในการรับตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ของบริษัทอื่นเป็นอย่างดี การที่โจทก์ไม่สามารถนำตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ไปส่งที่ท่าเรือได้ทันและไปรับตู้สินค้าของบริษัทอื่นมา นอกจากไม่เป็นการปฏิบัติงานให้สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตแล้วยังเป็นการไม่นำพาต่อคำสั่งของจำเลยที่ 2 เป็นการจงใจทำให้จำเลยที่ 2 ได้รับความเสียหาย ซึ่งจำเลยที่ 2 มีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย และไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ถือเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร ไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยที่ 2 ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์และไม่ต้องแจ้งต่อสำนักงานประกันสังคมเพื่อแก้ไขเปลี่ยนแปลงเหตุเลิกจ้างตามที่โจทก์ขอ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์นำคดีมาสู่ศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 125 ย่อมหมายความว่าโจทก์ประสงค์จะให้ศาลแรงงานภาค 2 ทบทวนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ว่าถูกต้องหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์กระทำความผิดและจำเลยที่ 2 ได้รับความเสียหายเป็นอย่างมากกับลูกค้าของจำเลยที่ 2 และการที่โจทก์ไม่มาทำงานติดต่อกันหลายวันเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ได้รับความเสียหาย การที่ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ปฏิบัติงานให้สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต ไม่นำพาต่อคำสั่งของจำเลยที่ 2 เป็นการจงใจทำให้จำเลยที่ 2 ได้รับความเสียหาย โดยไม่จำต้องพิจารณาว่าการกระทำของโจทก์จะทำให้จำเลยที่ 2 ได้รับความเสียหายแล้วหรือไม่ เพียงใด เพราะมิใช่ข้อสาระสำคัญ ซึ่งจำเลยที่ 2 มีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย และไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ถือเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร ไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เป็นกรณีเกี่ยวเนื่องโดยตรงที่ศาลแรงงานภาค 2 จะวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นไปดังคำฟ้องหรือคำให้การว่าคำสั่งของจำเลยที่ 1 ถูกต้องหรือไม่ จึงไม่ใช่เป็นการวินิจฉัยเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง เนื่องจากศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 30 เมษายน 2564 แต่คำสั่งของจำเลยที่ 1 ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ในวันใด ศาลย่อมมีอำนาจแก้ไขคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ไม่ถูกต้องดังกล่าวได้ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่จำเลยที่ 1 วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 มิได้เลิกจ้างโจทก์แต่เป็นโจทก์ที่ไม่เข้ามาทำงานกับจำเลยที่ 2 เอง เป็นการวินิจฉัยที่ขัดกับข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์เนื่องจากไม่ได้ให้โจทก์ทำงานและไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์อีกต่อไป เป็นอุทธรณ์ไม่ชัดแจ้ง และที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่ได้ละทิ้งหน้าที่นั้น ศาลแรงงานภาค 2 ไม่ได้วินิจฉัยเรื่องการละทิ้งหน้าที่ตามที่โจทก์ยกขึ้นมาเป็นอุทธรณ์ เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานภาค 2

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า คำพิพากษาของศาลแรงงานภาค 2 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ 490/2564 ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2564 ที่วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจากจำเลยที่ 2 เนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ โดยโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2564 จำเลยที่ 1 ให้การยืนยันว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวเนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ และจำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 อย่างถูกต้อง จำเลยที่ 2 ไม่ได้มีการออกหนังสือเลิกจ้างให้แก่โจทก์ โจทก์เข้าใจผิดไปเองว่าจำเลยที่ 2 เลิกจ้าง โจทก์ไม่มาทำงานติดต่อกันหลายวันทำให้จำเลยที่ 2 ได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก คดีจึงมีประเด็นเพียงว่า มีเหตุให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ 490/2564 ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2564 เนื่องจากจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์หรือไม่เท่านั้น ไม่มีประเด็นว่า จำเลยที่ 2 มีสิทธิเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์กระทำความผิดหรือไม่ ดังนั้น ที่ศาลแรงงานภาค 2 ยกเหตุแห่งการเลิกจ้างเกี่ยวกับพฤติการณ์ของโจทก์ตามหนังสือเตือนของจำเลยที่ 2 รวม 2 ฉบับ ที่ว่า โจทก์ไม่สามารถนำตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ไปส่งที่ท่าเรือได้ทันและไปรับตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ของบริษัทอื่นมา แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ได้กระทำความผิดซึ่งจำเลยที่ 2 มีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ไม่ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นแห่งคดี ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อคดีได้ความว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 30 เมษายน 2564 โดยจำเลยที่ 2 ไม่อาจหยิบยกเหตุแห่งการเลิกจ้างเพื่อไม่จ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ และไม่อาจนำมาต่อสู้เพื่อให้รับฟังได้ว่าเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควรเพียงพอ อันจะไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมไปได้ จำเลยที่ 2 จึงต้องจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ที่จำเลยที่ 1 มีคำสั่งที่ 490/2564 ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2564 ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า โดยศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นด้วยกับศาลแรงงานภาค 2 ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว และเห็นว่าการเลิกจ้างของจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์ ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จึงไม่ถูกต้อง

สำหรับปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพียงใด เห็นว่า ในเรื่องการกำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ให้ศาลแรงงานกำหนดจำนวนค่าเสียหายโดยให้ศาลคำนึงถึงอายุ ระยะเวลาการทำงาน ความเดือดร้อนเมื่อถูกเลิกจ้างของโจทก์ กับมูลเหตุแห่งการเลิกจ้าง และค่าชดเชยที่โจทก์มีสิทธิได้รับ อันเป็นการใช้ดุลพินิจวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 2 ต้องพิจารณาและเป็นผู้กำหนด ศาลฎีกาไม่อาจกำหนดค่าเสียหายดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์ได้ นอกจากนี้ในส่วนของค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ได้บัญญัตินิยามของคำว่า "ค่าจ้าง" ให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงานด้วย ซึ่งจากข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 2 รับฟังมาได้ความว่า โจทก์ได้รับค่าจ้างจากจำเลยที่ 2 นอกจากค่าจ้างเป็นรายเดือน เดือนละ 10,100 บาท แล้ว โจทก์ยังได้รับค่าจ้างเป็นค่าเที่ยว เที่ยวละ 250 บาท โดยค่าเที่ยวนี้จะเป็นค่าจ้างตามผลงานที่โจทก์ได้ทำในเวลาทำงานปกติของวันทำงานหรือไม่ เพียงใด อันจะส่งผลให้ต้องนำมาเป็นเกณฑ์สำคัญที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17/1 และมาตรา 118 ให้ถูกต้องครบถ้วนต่อไปนั้น ศาลแรงงานภาค 2 ยังไม่ได้รับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวมา จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานภาค 2 รับฟังข้อเท็จจริงอันเกี่ยวกับการจ่ายค่าจ้างเป็นค่าเที่ยวข้างต้นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (3) (ข) และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57/1 วรรคสอง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในข้ออื่นอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี ที่ 490/2564 เรื่อง ค่าชดเชย และค่าบอกกล่าวล่วงหน้า ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2564 และให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2 และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษในส่วนของค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โดยให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานภาค 2 รับฟังข้อเท็จจริงอันเกี่ยวกับค่าจ้างซึ่งเป็นค่าเที่ยวและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามนัยข้างต้น แล้วให้ศาลแรงงานภาค 2 กำหนดค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 2 ต้องจ่ายให้แก่โจทก์ใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

1) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4625/2542

โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้าง ถูกนายจ้างมีหนังสือบอกกล่าวเลิกจ้าง โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 เดือนถัดไป โจทก์จึงฟ้องเรียกค่าชดเชยและค่าบอกกล่าวล่วงหน้า โดยอ้างว่าไม่เคยได้รับแจ้งเหตุเลิกจ้างอย่างถูกต้องตามกฎหมายแรงงาน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลูกจ้างได้รับค่าชดเชย และค่าบอกกล่าวล่วงหน้า แต่จำเลยอุทธรณ์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อมีหนังสือบอกกล่าวเลิกจ้างแล้ว และลูกจ้างได้รับเงินตามอัตราที่กฎหมายแรงงานกำหนด จึงถือว่าเลิกจ้างโดยชอบด้วยเหตุอันสมควร ไม่เป็น “เลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม” ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 49 และ มาตรา 51 วรรคหนึ่ง เพราะประเด็นในคำฟ้องคือเลิกจ้างหรือไม่ ไม่ใช่พิจารณาฐานความผิดของลูกจ้าง ดังนั้นจึงปฏิเสธคำร้องเงินค่าเสียหายจากเลิกจ้างไม่เป็นธรรมของโจทก์ 

จุดเปรียบเทียบ: เน้นบทวินิจฉัยว่า “มีเหตุอันสมควร” และไม่เป็น “เลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม” โดยศาลใช้บท มาตรา 49 พ.ร.บ.ศาลแรงงานฯ และกำหนดว่าหากหนังสือบอกกล่าวมีผลแล้ว ลูกจ้างอาจไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายเพิ่มเติม

2) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 587/2563

โจทก์ถูกเลิกจ้างโดยนายจ้างอ้างเหตุการณ์ว่าลูกจ้างกระทำผิด โดยนายจ้างไม่ได้จ่ายค่าชดเชย และลูกจ้างฟ้องว่าเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จ่ายค่าชดเชยและค่าบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์ยืน จำเลยฎีกาว่าเลิกจ้างชอบด้วยเหตุอันสมควร ศาลฎีกาวินิจฉัยดังนี้: เนื่องจากข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งได้ว่า โจทก์กระทำพฤติการณ์อันส่อไปในทางทุจริต (ยกกล่องสะแคร็ปที่มีม้วนสายโทรศัพท์) ซึ่งทำให้นายจ้างขาดความไว้วางใจ การเลิกจ้างจึงมีเหตุอันสมควร ไม่เป็นเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และการอุทธรณ์ของจำเลยถือเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย ศาลจึงวินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีหน้าที่จ่ายค่าเสียหายจากเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 

จุดเปรียบเทียบ: กรณีนี้ศาลเน้นว่าเหตุแห่งการเลิกจ้างต้อง “สมควร” และมีพฤติการณ์ที่นายจ้างขาดความไว้วางใจ ชัดเจน – เปิดมุมว่าไม่ใช่ทุกกรณีเลิกจ้างแล้วลูกจ้างได้ค่าชดเชยเสมอไป

3) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2347/2543

คดีนี้ขอเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 49 โจทก์เรียกร้องว่า นายจ้างเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเมื่อลูกจ้างฟ้องว่าเลิกจ้างไม่เป็นธรรม นายจ้างต้องพิสูจน์ว่าเลิกจ้างด้วยเหตุอันสมควรและเป็นธรรม มิฉะนั้นถือว่าเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและนายจ้างต้องรับผิดชดใช้ตามมาตรา 49 

จุดเปรียบเทียบ: เสนอหลักว่า “เหตุอันสมควรและเป็นธรรม” เป็นเงื่อนไขสำคัญในการเลิกจ้าง – เหมาะนำมาเปรียบกับคดี 3150/2568 ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเลิกจ้างมีผล และนายจ้างไม่สามารถอ้างเหตุภายหลังเพื่อตัดสิทธิค่าชดเชย 




เกี่ยวกับกฎหมายแรงงาน

นับอายุงานต่อเนื่องกรณีโอนย้ายลูกจ้าง,เลิกจ้าง, ค่าชดเชย,(ฎีกา 3151/2568)
พักงานโดยจ่ายค่าจ้าง, เลิกจ้างลูกจ้างไม่ชอบด้วยกฎหมาย(ฎีกา 1902-1904/2556)
พักงานโดยจ่ายค่าจ้าง ไม่ใช่การลงโทษทางวินัย และการเลิกจ้างลูกจ้างที่ละทิ้งหน้าที่ (ฎีกาที่ 1902-1904/2556)
(ฎีกา2658-2663/2568)คดีสัญญาจ้างบริการ vs. จ้างทำของ & เลิกสัญญา
(ฎีกา1396-1481/2568) – คดีเลิกจ้างพนักงานจัดเรียงสินค้า (เลิกจ้างไม่เป็นธรรม?)
(ฎีกาที่ 3006-3081/2567) เรื่องอายุงานต่อเนื่องและสิทธิค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน
(ฎีกาที่ 3106 - 3109/2567): การหยุดกิจการชั่วคราว โควิด-19 ไม่ใช่เหตุสุดวิสัย นายจ้างยังต้องจ่ายค่าจ้าง 75%
(ฎีกาที่ 3110-3113/2567) การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ค่าชดเชย และสิทธิเรียกร้องตามกฎหมายแรงงาน, พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน, พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์, สิทธิของลูกจ้าง
(ฎีกาที่ 3114/2567) กรณีเกษียณอายุลูกจ้าง การเลิกจ้าง และสิทธิค่าชดเชย, สิทธิของลูกจ้าง, นายจ้าง
(ฎีกาที่ 3116/2567) คดีแรงงาน สถาบันอุดมศึกษาเอกชน เลือกใช้สิทธิอุทธรณ์หรือฟ้องศาลแรงงานได้เพียงทางเดียว
(ฎีกาที่ 3119 - 3135/2567): คดีเลิกจ้างไม่เป็นธรรมกับการขาดทุนต่อเนื่องของฝ่ายผลิตในช่วงโควิด-19, คดีแรงงาน, มาตรา 49,
(ฎีกาที่ 3306/2567) การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ค่าชดเชย และสิทธิวันหยุดพักผ่อน
(ฎีกาที่ 3680/2567) กรณีการตีความฐานะนายจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 11/1
(ฎีกาที่ 3969-3975/2567): การคำนวณค่าชดเชย-สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และการตีความเวลาทำงานปกติ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1966-2406/2546: การหยุดกิจการชั่วคราวและสิทธิจ่ายค่าจ้างตามมาตรา 75 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5307/2567: เวลาพักในรถบรรทุกไม่ใช่เวลาทำงานตามกฎหมายแรงงาน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6067/2567: คดีแรงงาน สิทธิฟ้องในคดีเงินทดแทน และการวินิจฉัยนิติสัมพันธ์นายจ้าง–ลูกจ้าง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 587/2563: เลิกจ้างโดยสุจริตหรือไม่? ศาลฎีกาวินิจฉัยใหม่
การจำกัดความรับผิดของผู้ค้ำประกัน, การค้ำประกันของพนักงานรัฐวิสาหกิจ, คดีละเมิดของพนักงานรัฐวิสาหกิจ
คำเตือนให้ชำระหนี้โดยชอบตามมาตรา 204 วรรคหนึ่ง, การเรียกร้องเงินทดแทนค่ารักษาพยาบาล ประกันสังคม
ผู้รับเหมาชั้นต้นมีสิทธิไล่เบี้ยเงินค่าจ้างที่ได้จ่ายแทนนายจ้างไปแล้ว
ตัวแทนทำสัญญาแทนตัวการซึ่งอยู่และมีภูมิลำเนาต่างประเทศ
ลูกจ้างส่งภาพโป๊ลามกอนาจารในเวลาทำงาน
ลูกจ้างจะต้องเลือกใช้สิทธิทางใดทางหนึ่ง
หน้าที่นายจ้างวางเงินก่อนฟ้องคดี
ฝ่าฝืนข้อบังคับการทำงานร้ายแรง
เลิกจ้างไม่เป็นธรรม-สินจ้างแทนการบอกกล่าว
ลูกจ้างชั่วคราวของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาฝ่ายเดียวต้องดำเนินการภายใน 7 วัน
เล่นอินเตอร์เน็ตในเวลาทำงานเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรมแล้ว
ค่าจ้างค้างจ้ายกับดอกเบี้ยผิดนัดที่ลูกจ้างมีสิทธิคิดเอากับนายจ้าง
เลิกจ้างได้โดยไม่ต้องตักเตือนเป็นหนังสือ
นายจ้างมอบอำนาจบังคับบัญชาให้ผู้อื่น
คำนวณจ่ายค่าชดเชย-ค่าครองชีพเป็นค่าจ้างหรือไม่
ถือไม่ได้ว่าลูกจ้างจงใจขัดคำสั่งนายจ้าง
บำเหน็จดำรงชีพกับบำเหน็จตกทอด
อ้างเหตุเลิกจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย
การจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาจะกระทำได้แต่จ้างงานในโครงการเฉพาะ
การจงใจฝ่าฝืนคำสั่งนายจ้าง คำสั่งให้ลูกจ้างไปทำงานในตำแหน่งใหม่
การเลิกจ้างเพราะเกษียณอายุไม่อาจถอนได้
เรียกค่าเสียหายกรณีเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม
ฝ่าฝืนระเบียบนายจ้างมิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม
เลิกจ้างโดยไม่ได้ตักเตือนก่อนเป็นหนังสือต้องจ่ายค่าชดเชย
ทุจริตต่อหน้าที่และฝ่าฝืนข้อบังคับในกรณีร้ายแรง
สิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษ | ย้ายสถานประกอบกิจการ
คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุด
ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเพื่อคำนวณจ่ายค่าชดเชย
ตำแหน่งพนักงานขับรถ-สัญญาจ้างแรงงาน หรือสัญญาจ้างทำของ?
ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงเมื่อสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง
แม่บ้านทำงานบ้านฟ้องเลิกจ้างไม่เป็นธรรม
นายจ้างให้ลูกจ้างขับรถขนส่งทำงานติดต่อกันถึงวันละ 24 ชั่วโมงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
การโยกย้ายหน้าที่ลูกจ้างเป็นอำนาจบริหารจัดการของนายจ้าง
นายจ้างประกอบกิจการขนส่งย้ายที่ลงเวลาทำงานไปตั้งอยู่ที่อื่น
สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า
ลูกจ้างทุจริตต่อหน้าที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย
โจทก์ฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานฝ่ายลูกจ้างไม่คัดค้าน
ดอกเบี้ยผิดนัดหนี้ค่าจ้างและค่าชดเชย 15% ต่อปีไม่ใช่ 7.5%
สัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดทำให้สิทธิรับค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเที่ยวระงับด้วย
ลูกจ้างฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน
สัญญาจ้างทดลองงาน | สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า
บทความเกี่ยวกับกฎหมายแรงงาน
นายจ้างฟ้องไล่เบี้ยลูกจ้างให้รับผิดฐานละเมิดต่อบุคคลภายนอก