
| ค่าชดเชยเลิกจ้าง & ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า, ค่าชดเชย,(ฎีกา 3150/2568)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการเลิกจ้างลูกจ้างขับรถบรรทุกและการขอเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน โดยศาลฎีกายืนยันว่าศาลแรงงานต้องพิจารณาเฉพาะประเด็นว่ามีการเลิกจ้างหรือไม่ และไม่อาจนำเหตุทางวินัยมาวินิจฉัยเพิ่มเติมโดยไม่อยู่ในประเด็น ขณะเดียวกันศาลให้ย้อนคดีเพื่อพิจารณาวิธีคำนวณค่าชดเชยและค่าบอกกล่าวล่วงหน้าว่าต้องรวมค่าเที่ยวด้วยหรือไม่ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ส่งผลสำคัญต่อการใช้สิทธิฟ้องคดีแรงงานและวิธีคำนวณค่าชดเชยกรณีลูกจ้างได้รับค่าจ้างหลายรูปแบบ ✅ สรุปข้อเท็จจริงและคำวินิจฉัยสำคัญ ข้อเท็จจริงโดยย่อ • ลูกจ้างทำงานเป็นพนักงานขับรถหัวลาก มีเงินเดือน + ค่าเที่ยว • ถูกแจ้งพ้นสภาพงานทันที ไม่ให้ทำงาน และแจ้งประกันสังคมให้จำหน่ายชื่อ • ลูกจ้างยื่นคำร้องขอค่าชดเชยและค่าบอกกล่าวล่วงหน้า • พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งว่า “ไม่ได้เลิกจ้าง” • ลูกจ้างฟ้องเพิกถอนคำสั่ง • ศาลแรงงานภาค 2 และศาลอุทธรณ์ยกคดีและเห็นว่าเลิกจ้างโดยมีเหตุอันควร • ลูกจ้างฎีกา ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้คือ ขอบเขตการวินิจฉัยของศาลแรงงานและสิทธิค่าชดเชยจากการเลิกจ้าง โดยมีกฎหมายหลักที่นำมาใช้คือ 1. พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ห้ามศาลวินิจฉัยเกินประเด็นแห่งคดี หากประเด็นในคดีคือให้พิจารณาว่ามีการเลิกจ้างหรือไม่ ศาลชั้นต้นไม่อาจนำเหตุวินัยของลูกจ้างมาวินิจฉัยเพิ่มเติมเอง 2. พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5, มาตรา 17/1 และมาตรา 118 ให้นิยาม "ค่าจ้าง" รวมถึงเงินที่คำนวณจากผลงาน เช่น ค่าเที่ยว และกำหนดเกณฑ์การคำนวณค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 3. พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 49 ใช้กำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นดุลพินิจของศาลแรงงาน ศาลฎีกาไม่สามารถกำหนดแทนได้ 4. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(3)(ข) และมาตรา 252 ให้ย้อนสำนวนเพื่อสืบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมและพิจารณาใหม่เมื่อจำเป็น 5. มาตรา 116 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (กรณีพักงาน) ใช้ประกอบการพิจารณาว่านายจ้างไม่ได้มีคำสั่งพักงานเป็นหนังสือจึงถือว่าการไม่ให้ทำงานคือการเลิกจ้าง ประเด็นที่เป็นแก่นของคดีนี้ 1. เลิกจ้าง ประเด็นหลักคือมีการเลิกจ้างหรือไม่ ศาลย้ำว่าเมื่อนายจ้างไม่ให้ทำงานและไม่จ่ายค่าจ้าง ถือว่าเลิกจ้าง 2. วินิจฉัยนอกประเด็น ศาลชั้นต้นใช้เหตุผลเรื่องวินัยลูกจ้างเอง ซึ่งไม่ใช่ประเด็นในคดี ทำให้คำพิพากษาไม่ชอบด้วยกฎหมาย 3. ค่าจ้างรวมค่าเที่ยว ศาลฎีกาให้พิจารณาว่าค่าเที่ยวเป็น “ค่าจ้าง” เพื่อใช้คำนวณค่าชดเชยและค่าบอกกล่าวล่วงหน้า 4. ค่าชดเชยและค่าบอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อตรวจพบว่ามีการเลิกจ้าง นายจ้างต้องจ่ายตามกฎหมาย ไม่อาจยกเหตุภายหลังมาปฏิเสธ 5. ค่าเสียหายการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ศาลแรงงานต้องพิจารณาตามดุลพินิจ เช่น อายุงาน ความเดือดร้อน และพฤติการณ์ ประเด็นกฎหมายหลัก • ศาลอาจพิจารณาเหตุเลิกจ้างทางวินัยหรือไม่ ถ้าไม่ได้เป็นประเด็นในคดี • การคำนวณค่าชดเชยต้องพิจารณาค่าเที่ยวหรือไม่ คำวินิจฉัยศาลฎีกา • ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยเหตุทางวินัยเกินประเด็น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (ผิด ม.51) • ยืนยันว่าจำเลยที่ 2 เลิกจ้างจริง • นายจ้างไม่อาจอ้างเหตุภายหลังเพื่อตัดสิทธิค่าชดเชยได้ • ให้ย้อนสำนวนไปคำนวณใหม่ว่าค่าเที่ยวต้องรวมเป็น “ค่าจ้าง” ตาม ม.17/1 และ ม.118 หรือไม่ • ให้ชำระค่าชดเชย ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ✅ วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมายสำคัญ 1) ขอบเขตการพิจารณาของศาลแรงงาน ตาม พ.ร.บ.ศาลแรงงานฯ มาตรา 51 ศาลต้องวินิจฉัยตามประเด็นในคำฟ้อง ไม่ขยายเรื่องไปนอกข้อกล่าวหา คดีนี้ โจทก์ฟ้องเพียงว่า “มีการเลิกจ้างหรือไม่” แต่ศาลชั้นต้นไปวินิจฉัยว่า “เลิกจ้างเพราะลูกจ้างผิดหรือไม่” ถือเป็นวินิจฉัยนอกประเด็น จึงไม่ชอบ 2) การอ้างเหตุเลิกจ้างย้อนหลังไม่สามารถทำได้ หลักแรงงานคุ้มครองลูกจ้าง หากนายจ้างเลิกจ้างแล้ว จะไปหยิบยกเหตุภายหลังมาเพื่อตัดสิทธิค่าชดเชยไม่ได้ 3) การคำนวณค่าชดเชยต้องรวมค่าจ้างจากผลงาน มาตรา 5 และมาตรา 17/1 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ค่าเที่ยวเป็น “ค่าจ้าง” หากจ่ายตามผลประกอบงานในเวลาปกติ จึงต้องพิสูจน์และนำมาคำนวณค่าชดเชยและค่าบอกกล่าวล่วงหน้า 4) การกำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม มาตรา 49 พ.ร.บ.ศาลแรงงาน เป็นดุลพินิจศาลชั้นต้น ศาลฎีกากำหนดแทนไม่ได้ ✅ IRAC วิเคราะห์คดี Issue – ประเด็น • การที่ศาลแรงงานภาค 2 พิจารณาเหตุเลิกจ้างทางวินัยถือเป็นวินิจฉัยนอกประเด็นหรือไม่ • ค่าชดเชยและค่าบอกกล่าวล่วงหน้าต้องรวมค่าเที่ยวหรือไม่ Rule – บทกฎหมาย • มาตรา 51 พ.ร.บ.ศาลแรงงานฯ: ห้ามวินิจฉัยนอกประเด็น • มาตรา 5, 17/1, 118 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน: คำนิยามค่าจ้างและการคำนวณค่าชดเชย • มาตรา 49 พ.ร.บ.ศาลแรงงาน: การกำหนดค่าเสียหายเลิกจ้างไม่เป็นธรรม Application – การปรับใช้ • โจทก์ฟ้องเพียงเรื่องเพิกถอนคำสั่งแรงงาน ไม่ได้ขอให้วินิจฉัยความผิดทางวินัย • ศาลชั้นต้นไปวินิจฉัยเรื่องความผิดลูกจ้างเกินขอบเขต • การเลิกจ้างชัดเจนจากพฤติการณ์ นายจ้างไม่ให้ทำงานและแจ้งประกันสังคม • ต้องตรวจสอบค่าเที่ยวว่าเป็นค่าจ้างตามกฎหมายหรือไม่ก่อนคำนวณใหม่ Conclusion – ข้อสรุป • เพิกถอนคำสั่งแรงงาน • ย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานคำนวณค่าชดเชย ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายใหม่ โดยรวมค่าเที่ยวตามข้อเท็จจริง ✅ ข้อคิดทางกฎหมาย • ศาลแรงงานต้องวินิจฉัยตามประเด็น ไม่ขยายประเด็นเอง • นายจ้างไม่อาจอ้างเหตุภายหลังเพื่อตัดสิทธิค่าชดเชย • รูปแบบค่าจ้าง เช่น “ค่าเที่ยว” มีผลต่อการคำนวณสิทธิแรงงาน • ลูกจ้างควรเก็บหลักฐานเกี่ยวกับลักษณะการจ่ายค่าจ้างทุกประเภท • คดีแรงงานให้ความสำคัญต่อความเป็นธรรมและการคุ้มครองลูกจ้างเป็นหลัก 📌 ข้อสรุป คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3150/2568 เป็นคดีสำคัญเกี่ยวกับการเลิกจ้างและการเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน โดยชี้ชัดว่าศาลแรงงานต้องวินิจฉัยตามประเด็นในคำฟ้อง และหากพิสูจน์ได้ว่ามีการเลิกจ้างแล้ว นายจ้างไม่อาจอ้างเหตุภายหลังเพื่อปฏิเสธค่าชดเชยและค่าบอกกล่าวล่วงหน้า อีกทั้งการคำนวณสิทธิแรงงานต้องพิจารณา “ค่าเที่ยว” ว่าเป็นค่าจ้างตามกฎหมายหรือไม่ สร้างบรรทัดฐานสำคัญในคดีแรงงานเกี่ยวกับลูกจ้างขับรถบรรทุกที่ได้รับค่าจ้างหลายรูปแบบ คดีนี้ช่วยตอกย้ำหลักกฎหมายแรงงานเกี่ยวกับสิทธิในการได้รับค่าชดเชย ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม และอำนาจหน้าที่ของศาลแรงงานในการตรวจสอบคำสั่งของเจ้าพนักงานให้เป็นไปตามประเด็นในคดีและสอดคล้องกับเจตนาคุ้มครองแรงงานตามกฎหมาย แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1 คำถาม ในกรณีที่ลูกจ้างทำงานเป็นพนักงานขับรถบรรทุกหัวลากและได้รับค่าจ้างทั้งแบบรายเดือนและแบบค่าเที่ยวในการส่งตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ เมื่อเกิดข้อพิพาทว่าลูกจ้างถูกเลิกจ้างหรือไม่ นายจ้างไม่ออกหนังสือเลิกจ้าง แต่แจ้งให้ลูกจ้างหยุดทำงานทันที ไม่ให้เข้าสถานที่ทำงาน และแจ้งสำนักงานประกันสังคมให้จำหน่ายชื่อของลูกจ้างออกจากระบบในวันเดียวกัน ต่อมาพนักงานตรวจแรงงานวินิจฉัยว่าลูกจ้างไม่ได้ถูกเลิกจ้าง ลูกจ้างจึงฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ในกรณีนี้ให้วินิจฉัยว่า การไม่ให้ลูกจ้างทำงานและแจ้งประกันสังคมให้จำหน่ายชื่อเท่ากับเป็นการเลิกจ้างหรือไม่ และหากเป็นการเลิกจ้าง ลูกจ้างมีสิทธิเรียกร้องอะไรได้บ้าง ตามหลักกฎหมายแรงงานและแนวคำพิพากษาศาลฎีกา คำตอบ การที่นายจ้างแจ้งให้ลูกจ้างหยุดงานทันที ไม่อนุญาตให้กลับเข้าทำงาน และแจ้งสำนักงานประกันสังคมให้จำหน่ายชื่อของลูกจ้างออกในวันเดียวกัน ถือเป็นพฤติการณ์ที่แสดงเจตนาเลิกจ้างโดยชัดแจ้ง แม้ไม่มีหนังสือเลิกจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรก็ตาม ตามหลักกฎหมายแรงงาน การเลิกจ้างไม่จำเป็นต้องมีหนังสือเป็นข้อกำหนด แต่ย่อมพิจารณาจากพฤติการณ์และเจตนาของนายจ้าง การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการเลิกจ้างโดยสมบูรณ์ เมื่อเป็นการเลิกจ้างโดยไม่ได้มีการจ่ายค่าชดเชยและค่าบอกกล่าวล่วงหน้า ลูกจ้างย่อมมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามมาตรา 118 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และมีสิทธิได้รับค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรา 17/1 โดยนำองค์ประกอบค่าจ้างทั้งเงินเดือนและค่าเที่ยวมาพิจารณา รวมถึงอาจเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ เพราะนายจ้างไม่แสดงเหตุอันสมควรในการเลิกจ้างและยังแจ้งข้อมูลไม่ถูกต้องต่อประกันสังคม คำพิพากษาฎีกาที่ 3150/2568 จึงมีผลรับรองสิทธิของลูกจ้างและเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ขัดต่อข้อเท็จจริงและหลักกฎหมายแรงงาน ข้อ 2 คำถาม หากลูกจ้างฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานโดยมีประเด็นข้อพิพาทเฉพาะว่า นายจ้างได้เลิกจ้างตนหรือไม่ แต่ศาลแรงงานชั้นต้นกลับวินิจฉัยว่าลูกจ้างกระทำผิดตามหนังสือเตือนของนายจ้าง และจึงมีสิทธิเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ทั้งที่เรื่องพฤติกรรมหรือความผิดของลูกจ้างไม่ใช่ประเด็นที่คู่ความนำสืบ เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นหรือไม่ และมีผลอย่างไรตามกฎหมายและตามหลักวิธีพิจารณาคดีแรงงาน คำตอบ เมื่อประเด็นในคดีจำกัดอยู่เพียงว่า “นายจ้างได้เลิกจ้างลูกจ้างหรือไม่” ศาลแรงงานย่อมต้องวินิจฉัยภายในกรอบนี้เท่านั้น การที่ศาลแรงงานภาค 2 นำพฤติการณ์ตามหนังสือเตือนของนายจ้างมาเป็นเหตุวินิจฉัยว่าลูกจ้างกระทำผิด และนายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย ถือเป็นการวินิจฉัยที่ก้าวล่วงออกนอกประเด็นแห่งคดี ซึ่งขัดต่อมาตรา 51 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 เพราะศาลต้องยึดตามข้อเท็จจริงที่คู่ความหยิบยกและข้อพิพาทที่ฟ้องร้องต่อกันเท่านั้น การดำเนินการของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาจึงเพิกถอนคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2 และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษในส่วนนี้ พร้อมวินิจฉัยชัดว่านายจ้างไม่อาจนำเหตุทางวินัยมาอ้างภายหลังเพื่อตัดสิทธิค่าชดเชยและค่าบอกกล่าวล่วงหน้าได้ และให้ย้อนสำนวนลงศาลแรงงานเพื่อพิจารณาเฉพาะประเด็นค่าชดเชย ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม การพิพากษาฎีกาที่ 3150/2568 จึงยืนยันหลักสำคัญว่าศาลต้องเคารพขอบเขตแห่งประเด็นคดี และไม่อาจขยายหรือเพิ่มเหตุผลที่คู่ความไม่ได้กล่าวอ้างหรืออ้างอิงต่อศาลได้ ข้อ 3 คำถาม เมื่อลูกจ้างได้รับค่าจ้างเป็นสองส่วน ทั้งเงินเดือนประจำและค่าเที่ยวจากจำนวนเที่ยวรถที่วิ่งส่งตู้คอนเทนเนอร์ หากลูกจ้างถูกเลิกจ้างและต้องมีการคำนวณค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ให้วินิจฉัยว่า ค่าเที่ยวดังกล่าวเข้าข่ายเป็นค่าจ้างตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หรือไม่ และหากศาลแรงงานไม่ได้วินิจฉัยประเด็นนี้ ศาลฎีกามีอำนาจอย่างไรตามกฎหมาย คำตอบ ค่าเที่ยวที่ลูกจ้างได้รับตามจำนวนงานที่ทำในเวลาและลักษณะงานปกติ ถือเป็นค่าจ้างตามความหมายในมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งบัญญัติให้ค่าจ้าง หมายรวมถึงเงินที่คำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงาน ดังนั้นค่าเที่ยวต้องนำมาใช้เป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยตามมาตรา 118 และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรา 17/1 หากศาลแรงงานภาค 2 ยังมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าค่าเที่ยวดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างหรือไม่ ศาลฎีกามีอำนาจให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานพิจารณารับฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(3)(ข) และมาตรา 252 ประกอบมาตรา 57/1 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ เนื่องจากเป็นประเด็นสำคัญที่มีผลต่อการคำนวณสิทธิของลูกจ้างโดยตรง ดังที่ปรากฏในคำพิพากษาฎีกาที่ 3150/2568 ซึ่งศาลฎีกาสั่งให้แก้คำพิพากษาและให้ศาลแรงงานกำหนดจำนวนค่าชดเชยและค่าเสียหายใหม่โดยคำนึงถึงค่าเที่ยวด้วยเพื่อคุ้มครองสิทธิแรงงานอย่างครบถ้วน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3150/2568 คดีนี้โจทก์ฟ้องขอเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจากจำเลยที่ 2 เนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ โดยโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การยืนยันว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวเนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ และจำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 อย่างถูกต้อง จำเลยที่ 2 ไม่ได้มีการออกหนังสือเลิกจ้างให้แก่โจทก์ โจทก์เข้าใจผิดไปเองว่าจำเลยที่ 2 เลิกจ้าง โจทก์ไม่มาทำงานติดต่อกันหลายวัน ทำให้จำเลยที่ 2 ได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก คดีจึงมีประเด็นเพียงว่า มีเหตุให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์หรือไม่เท่านั้น ไม่มีประเด็นว่าจำเลยที่ 2 มีสิทธิเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์กระทำความผิดหรือไม่ ดังนั้น ที่ศาลแรงงานภาค 2 ยกเหตุแห่งการเลิกจ้างเกี่ยวกับพฤติการณ์ของโจทก์ตามหนังสือเตือนของจำเลยที่ 2 รวม 2 ฉบับ ที่ว่า โจทก์ไม่สามารถนำตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ไปส่งที่ท่าเรือได้ทันและไปรับตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ของบริษัทอื่นมา แล้ววินิจฉัยว่าโจทก์ได้กระทำความผิด ซึ่งจำเลยที่ 2 มีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ไม่ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นแห่งคดี ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี ที่ 490/2564 เรื่อง ค่าชดเชยและค่าบอกกล่าวล่วงหน้า ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2564 ให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชย 204,600 บาท ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 34,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 170,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 แจ้งสำนักงานประกันสังคมเพื่อแก้ไขเปลี่ยนแปลงเหตุเลิกจ้างเป็นว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีความผิด จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษายกฟ้อง คำขออื่นให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี ที่ 490/2564 เรื่อง ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า (ที่ถูก ค่าชดเชย และค่าบอกกล่าวล่วงหน้า) ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2564 ว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2564 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2 โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่า วันที่ 10 กันยายน 2559 จำเลยที่ 2 จ้างโจทก์เข้าทำงาน ตำแหน่งสุดท้ายเป็นพนักงานขับรถบรรทุกหัวลาก มีหน้าที่ในการขับรถบรรทุกหัวลากตู้สินค้าคอนเทนเนอร์รับ - ส่งจากท่าเรือแหลมฉบังไปยังสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องเขตลาดกระบัง ได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน เดือนละ 10,100 บาท ค่าเที่ยว เที่ยวละ 250 บาท วันที่ 30 เมษายน 2564 จำเลยที่ 2 มีหนังสือเตือนโจทก์ 2 ฉบับ อ้างว่า ในวันที่ 26 เมษายน 2564 โจทก์ทำให้ตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ตกเรือ และในวันที่ 28 เมษายน 2564 โจทก์นำตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ของคนอื่นมา อันเป็นการขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา โจทก์ไม่ยอมลงลายมือชื่อในหนังสือเตือนดังกล่าว โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีคำสั่งพักงานโจทก์เป็นหนังสือ กำหนดระยะเวลาพักงานโจทก์ และแจ้งให้โจทก์ทราบ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 116 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใด ทั้งในวันที่ 30 เมษายน 2564 จำเลยที่ 2 แจ้งว่าโจทก์พ้นสภาพการเป็นพนักงานทันที ไม่ให้โจทก์ทำงานอีกต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 2 แจ้งต่อสำนักงานประกันสังคมให้จำหน่ายโจทก์ออกในวันดังกล่าว ต่อมาวันที่ 5 พฤษภาคม 2564 โจทก์ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยและไม่บอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยที่ 1 วินิจฉัยและมีคำสั่งที่ 490/2564 ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2564 ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า แล้วศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2564 แต่โจทก์เป็นพนักงานขับรถบรรทุกหัวลากของจำเลยที่ 2 ตั้งแต่ปี 2559 ย่อมทราบดีว่าโจทก์มีหน้าที่ต้องขับรถบรรทุกนำตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ไปส่งยังท่าเรือให้ทันและรับตู้สินค้าคอนเทนเนอร์เพื่อบรรทุกกลับมา ทั้งต้องทราบถึงวิธีปฏิบัติในการรับตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ของบริษัทอื่นเป็นอย่างดี การที่โจทก์ไม่สามารถนำตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ไปส่งที่ท่าเรือได้ทันและไปรับตู้สินค้าของบริษัทอื่นมา นอกจากไม่เป็นการปฏิบัติงานให้สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตแล้วยังเป็นการไม่นำพาต่อคำสั่งของจำเลยที่ 2 เป็นการจงใจทำให้จำเลยที่ 2 ได้รับความเสียหาย ซึ่งจำเลยที่ 2 มีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย และไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ถือเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร ไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยที่ 2 ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์และไม่ต้องแจ้งต่อสำนักงานประกันสังคมเพื่อแก้ไขเปลี่ยนแปลงเหตุเลิกจ้างตามที่โจทก์ขอ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์นำคดีมาสู่ศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 125 ย่อมหมายความว่าโจทก์ประสงค์จะให้ศาลแรงงานภาค 2 ทบทวนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ว่าถูกต้องหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์กระทำความผิดและจำเลยที่ 2 ได้รับความเสียหายเป็นอย่างมากกับลูกค้าของจำเลยที่ 2 และการที่โจทก์ไม่มาทำงานติดต่อกันหลายวันเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ได้รับความเสียหาย การที่ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ปฏิบัติงานให้สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต ไม่นำพาต่อคำสั่งของจำเลยที่ 2 เป็นการจงใจทำให้จำเลยที่ 2 ได้รับความเสียหาย โดยไม่จำต้องพิจารณาว่าการกระทำของโจทก์จะทำให้จำเลยที่ 2 ได้รับความเสียหายแล้วหรือไม่ เพียงใด เพราะมิใช่ข้อสาระสำคัญ ซึ่งจำเลยที่ 2 มีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย และไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ถือเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร ไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เป็นกรณีเกี่ยวเนื่องโดยตรงที่ศาลแรงงานภาค 2 จะวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นไปดังคำฟ้องหรือคำให้การว่าคำสั่งของจำเลยที่ 1 ถูกต้องหรือไม่ จึงไม่ใช่เป็นการวินิจฉัยเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง เนื่องจากศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 30 เมษายน 2564 แต่คำสั่งของจำเลยที่ 1 ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ในวันใด ศาลย่อมมีอำนาจแก้ไขคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ไม่ถูกต้องดังกล่าวได้ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่จำเลยที่ 1 วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 มิได้เลิกจ้างโจทก์แต่เป็นโจทก์ที่ไม่เข้ามาทำงานกับจำเลยที่ 2 เอง เป็นการวินิจฉัยที่ขัดกับข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์เนื่องจากไม่ได้ให้โจทก์ทำงานและไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์อีกต่อไป เป็นอุทธรณ์ไม่ชัดแจ้ง และที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่ได้ละทิ้งหน้าที่นั้น ศาลแรงงานภาค 2 ไม่ได้วินิจฉัยเรื่องการละทิ้งหน้าที่ตามที่โจทก์ยกขึ้นมาเป็นอุทธรณ์ เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานภาค 2 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า คำพิพากษาของศาลแรงงานภาค 2 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ 490/2564 ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2564 ที่วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจากจำเลยที่ 2 เนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ โดยโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2564 จำเลยที่ 1 ให้การยืนยันว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวเนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ และจำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 อย่างถูกต้อง จำเลยที่ 2 ไม่ได้มีการออกหนังสือเลิกจ้างให้แก่โจทก์ โจทก์เข้าใจผิดไปเองว่าจำเลยที่ 2 เลิกจ้าง โจทก์ไม่มาทำงานติดต่อกันหลายวันทำให้จำเลยที่ 2 ได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก คดีจึงมีประเด็นเพียงว่า มีเหตุให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ 490/2564 ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2564 เนื่องจากจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์หรือไม่เท่านั้น ไม่มีประเด็นว่า จำเลยที่ 2 มีสิทธิเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์กระทำความผิดหรือไม่ ดังนั้น ที่ศาลแรงงานภาค 2 ยกเหตุแห่งการเลิกจ้างเกี่ยวกับพฤติการณ์ของโจทก์ตามหนังสือเตือนของจำเลยที่ 2 รวม 2 ฉบับ ที่ว่า โจทก์ไม่สามารถนำตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ไปส่งที่ท่าเรือได้ทันและไปรับตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ของบริษัทอื่นมา แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ได้กระทำความผิดซึ่งจำเลยที่ 2 มีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ไม่ต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นแห่งคดี ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อคดีได้ความว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 30 เมษายน 2564 โดยจำเลยที่ 2 ไม่อาจหยิบยกเหตุแห่งการเลิกจ้างเพื่อไม่จ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ และไม่อาจนำมาต่อสู้เพื่อให้รับฟังได้ว่าเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควรเพียงพอ อันจะไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมไปได้ จำเลยที่ 2 จึงต้องจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ที่จำเลยที่ 1 มีคำสั่งที่ 490/2564 ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2564 ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า โดยศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นด้วยกับศาลแรงงานภาค 2 ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว และเห็นว่าการเลิกจ้างของจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์ ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จึงไม่ถูกต้อง สำหรับปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพียงใด เห็นว่า ในเรื่องการกำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ให้ศาลแรงงานกำหนดจำนวนค่าเสียหายโดยให้ศาลคำนึงถึงอายุ ระยะเวลาการทำงาน ความเดือดร้อนเมื่อถูกเลิกจ้างของโจทก์ กับมูลเหตุแห่งการเลิกจ้าง และค่าชดเชยที่โจทก์มีสิทธิได้รับ อันเป็นการใช้ดุลพินิจวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 2 ต้องพิจารณาและเป็นผู้กำหนด ศาลฎีกาไม่อาจกำหนดค่าเสียหายดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์ได้ นอกจากนี้ในส่วนของค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ได้บัญญัตินิยามของคำว่า "ค่าจ้าง" ให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงานด้วย ซึ่งจากข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 2 รับฟังมาได้ความว่า โจทก์ได้รับค่าจ้างจากจำเลยที่ 2 นอกจากค่าจ้างเป็นรายเดือน เดือนละ 10,100 บาท แล้ว โจทก์ยังได้รับค่าจ้างเป็นค่าเที่ยว เที่ยวละ 250 บาท โดยค่าเที่ยวนี้จะเป็นค่าจ้างตามผลงานที่โจทก์ได้ทำในเวลาทำงานปกติของวันทำงานหรือไม่ เพียงใด อันจะส่งผลให้ต้องนำมาเป็นเกณฑ์สำคัญที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17/1 และมาตรา 118 ให้ถูกต้องครบถ้วนต่อไปนั้น ศาลแรงงานภาค 2 ยังไม่ได้รับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวมา จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานภาค 2 รับฟังข้อเท็จจริงอันเกี่ยวกับการจ่ายค่าจ้างเป็นค่าเที่ยวข้างต้นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (3) (ข) และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57/1 วรรคสอง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในข้ออื่นอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี ที่ 490/2564 เรื่อง ค่าชดเชย และค่าบอกกล่าวล่วงหน้า ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2564 และให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2 และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษในส่วนของค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โดยให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานภาค 2 รับฟังข้อเท็จจริงอันเกี่ยวกับค่าจ้างซึ่งเป็นค่าเที่ยวและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามนัยข้างต้น แล้วให้ศาลแรงงานภาค 2 กำหนดค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 2 ต้องจ่ายให้แก่โจทก์ใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง 1) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4625/2542 โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้าง ถูกนายจ้างมีหนังสือบอกกล่าวเลิกจ้าง โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 เดือนถัดไป โจทก์จึงฟ้องเรียกค่าชดเชยและค่าบอกกล่าวล่วงหน้า โดยอ้างว่าไม่เคยได้รับแจ้งเหตุเลิกจ้างอย่างถูกต้องตามกฎหมายแรงงาน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลูกจ้างได้รับค่าชดเชย และค่าบอกกล่าวล่วงหน้า แต่จำเลยอุทธรณ์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อมีหนังสือบอกกล่าวเลิกจ้างแล้ว และลูกจ้างได้รับเงินตามอัตราที่กฎหมายแรงงานกำหนด จึงถือว่าเลิกจ้างโดยชอบด้วยเหตุอันสมควร ไม่เป็น “เลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม” ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 49 และ มาตรา 51 วรรคหนึ่ง เพราะประเด็นในคำฟ้องคือเลิกจ้างหรือไม่ ไม่ใช่พิจารณาฐานความผิดของลูกจ้าง ดังนั้นจึงปฏิเสธคำร้องเงินค่าเสียหายจากเลิกจ้างไม่เป็นธรรมของโจทก์ จุดเปรียบเทียบ: เน้นบทวินิจฉัยว่า “มีเหตุอันสมควร” และไม่เป็น “เลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม” โดยศาลใช้บท มาตรา 49 พ.ร.บ.ศาลแรงงานฯ และกำหนดว่าหากหนังสือบอกกล่าวมีผลแล้ว ลูกจ้างอาจไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายเพิ่มเติม 2) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 587/2563 โจทก์ถูกเลิกจ้างโดยนายจ้างอ้างเหตุการณ์ว่าลูกจ้างกระทำผิด โดยนายจ้างไม่ได้จ่ายค่าชดเชย และลูกจ้างฟ้องว่าเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จ่ายค่าชดเชยและค่าบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์ยืน จำเลยฎีกาว่าเลิกจ้างชอบด้วยเหตุอันสมควร ศาลฎีกาวินิจฉัยดังนี้: เนื่องจากข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งได้ว่า โจทก์กระทำพฤติการณ์อันส่อไปในทางทุจริต (ยกกล่องสะแคร็ปที่มีม้วนสายโทรศัพท์) ซึ่งทำให้นายจ้างขาดความไว้วางใจ การเลิกจ้างจึงมีเหตุอันสมควร ไม่เป็นเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และการอุทธรณ์ของจำเลยถือเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย ศาลจึงวินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีหน้าที่จ่ายค่าเสียหายจากเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จุดเปรียบเทียบ: กรณีนี้ศาลเน้นว่าเหตุแห่งการเลิกจ้างต้อง “สมควร” และมีพฤติการณ์ที่นายจ้างขาดความไว้วางใจ ชัดเจน – เปิดมุมว่าไม่ใช่ทุกกรณีเลิกจ้างแล้วลูกจ้างได้ค่าชดเชยเสมอไป 3) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2347/2543 คดีนี้ขอเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 49 โจทก์เรียกร้องว่า นายจ้างเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเมื่อลูกจ้างฟ้องว่าเลิกจ้างไม่เป็นธรรม นายจ้างต้องพิสูจน์ว่าเลิกจ้างด้วยเหตุอันสมควรและเป็นธรรม มิฉะนั้นถือว่าเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและนายจ้างต้องรับผิดชดใช้ตามมาตรา 49 จุดเปรียบเทียบ: เสนอหลักว่า “เหตุอันสมควรและเป็นธรรม” เป็นเงื่อนไขสำคัญในการเลิกจ้าง – เหมาะนำมาเปรียบกับคดี 3150/2568 ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเลิกจ้างมีผล และนายจ้างไม่สามารถอ้างเหตุภายหลังเพื่อตัดสิทธิค่าชดเชย |





