ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ลูกจ้างองค์การมหาชนเกษียณแล้วไม่มีสิทธิค่าชดเชยจริงหรือ ศาลฎีกาชี้ชัดสิทธิเงินตอบแทนและผลของมติคณะรัฐมนตรีที่ไม่ลบล้างระเบียบหน่วยงาน

สิทธิเงินตอบแทนลูกจ้างองค์การมหาชนเมื่อเกษียณ, มติคณะรัฐมนตรีกับสิทธิแรงงานองค์การมหาชน, การเลิกจ้างเพราะอายุครบหกสิบปีมีสิทธิเงินหรือไม่, ระเบียบองค์การมหาชนกับกฎหมายแรงงาน, การใช้กฎหมายย้อนหลังในคดีแรงงาน, สิทธิประโยชน์ลูกจ้างองค์การมหาชน, เงินตอบแทนแทนค่าชดเชยแรงงาน, ข้อพิพาทสิทธิแรงงานองค์การมหาชน, การตีความมาตรา 38 องค์การมหาชน, อำนาจออกระเบียบของคณะกรรมการองค์การมหาชน, การเลิกจ้างกับสิทธิเงินตอบแทน, เรียกเงินหลังเกษียณ,  

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิของลูกจ้างในองค์การมหาชนเมื่อพ้นสภาพจากการทำงานเนื่องจากอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ โดยมีประเด็นสำคัญว่าลูกจ้างยังคงมีสิทธิได้รับเงินตอบแทนตามระเบียบของหน่วยงานหรือไม่ แม้จะมีมติคณะรัฐมนตรีกำหนดแนวทางไม่ให้จ่ายค่าชดเชยในกรณีสิ้นสุดสัญญาจ้าง อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับปัญหาการใช้กฎหมายหรือระเบียบย้อนหลัง และขอบเขตอำนาจของคณะกรรมการองค์การมหาชนในการกำหนดสิทธิประโยชน์ของลูกจ้าง ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในทางกฎหมายแรงงานภาครัฐกึ่งเอกชนที่ต้องพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างนโยบายรัฐกับกฎหมายและระเบียบที่มีผลผูกพันโดยตรง

ข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์เป็นลูกจ้างขององค์การมหาชน โดยเริ่มทำงานตั้งแต่ปี 2549 และทำงานต่อเนื่องจนถึงปี 2558 รวมระยะเวลาประมาณ 8 ปีเศษ โดยได้รับเงินเดือนสุดท้ายเดือนละ 64,210 บาท ต่อมาโจทก์พ้นสภาพการเป็นลูกจ้างเนื่องจากมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ ซึ่งทำให้ขาดคุณสมบัติตามกฎหมายขององค์การมหาชน ในระหว่างนั้นจำเลยซึ่งเป็นองค์การมหาชนได้ออกระเบียบว่าด้วยเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกเลิกจ้าง พ.ศ.2555 กำหนดให้ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างเพราะอายุครบหกสิบปีมีสิทธิได้รับเงินตอบแทน โดยในกรณีทำงานครบหกปีแต่ไม่ถึงสิบปี ให้ได้รับเงินเท่ากับเงินเดือนสุดท้ายแปดเดือน อย่างไรก็ตามก่อนหน้านั้นมีมติคณะรัฐมนตรีกำหนดแนวทางว่าไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยในกรณีสิ้นสุดสัญญาจ้าง ต่อมาภายหลังจากโจทก์พ้นสภาพการเป็นลูกจ้างแล้ว จำเลยได้แก้ไขระเบียบใหม่ในปี 2559 ให้ไม่ต้องจ่ายเงินตอบแทนในกรณีเกษียณอายุ โจทก์จึงฟ้องเรียกเงินตอบแทนตามระเบียบเดิม

คำวินิจฉัยของศาลในแต่ละประเด็น

ประเด็นแรก ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ระเบียบขององค์การมหาชนที่กำหนดเงินตอบแทนแก่ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างนั้น เป็นระเบียบที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายโดยชอบ เนื่องจากพระราชบัญญัติองค์การมหาชนให้อำนาจคณะกรรมการในการกำหนดสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างได้

ประเด็นที่สอง มติคณะรัฐมนตรีที่กำหนดแนวทางไม่ให้จ่ายค่าชดเชย เป็นเพียงนโยบายในการบริหารจัดการ มิใช่กฎหมายที่มีผลลบล้างหรือยกเลิกระเบียบที่ออกโดยชอบด้วยกฎหมาย

ประเด็นที่สาม เงินตอบแทนตามระเบียบขององค์การมหาชนไม่ใช่ค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน แต่เป็นสิทธิประโยชน์ที่กำหนดขึ้นโดยเฉพาะ จึงไม่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดเดียวกัน

ประเด็นที่สี่ ระเบียบที่แก้ไขภายหลังไม่สามารถนำมาใช้ย้อนหลังให้เกิดผลเสียแก่โจทก์ได้ เพราะขัดต่อหลักกฎหมายทั่วไปเรื่องการใช้กฎหมายย้อนหลัง

ประเด็นที่ห้า เมื่อโจทก์ทำงานครบระยะเวลาที่กำหนด จึงมีสิทธิได้รับเงินตอบแทนตามระเบียบเดิม และจำเลยต้องรับผิดชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย

วิเคราะห์หลักกฎหมาย

คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับลำดับศักดิ์ของกฎหมายและอำนาจของหน่วยงานรัฐ กล่าวคือ แม้มติคณะรัฐมนตรีจะมีผลเป็นแนวนโยบาย แต่ไม่อาจมีผลเป็นกฎหมายที่ไปลบล้างสิทธิที่เกิดขึ้นตามระเบียบซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายได้ นอกจากนี้ยังเป็นการยืนยันหลักว่าองค์การมหาชนมีสถานะพิเศษ ไม่อยู่ภายใต้กฎหมายแรงงานโดยตรง แต่ต้องจัดให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์ไม่น้อยกว่ามาตรฐานขั้นต่ำตามกฎหมายแรงงาน การกำหนดเงินตอบแทนจึงถือเป็นสิทธิประโยชน์เฉพาะที่ชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งยังยืนยันหลักห้ามใช้กฎหมายย้อนหลังในทางเสียหายแก่บุคคล ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานของกฎหมายมหาชนและเอกชนร่วมกัน

เจตนารมณ์ของกฎหมายและแนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง

เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติองค์การมหาชนมุ่งให้หน่วยงานมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการบุคลากร โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของกฎหมายแรงงานทั่วไป แต่ยังต้องคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของลูกจ้างไว้ ขณะเดียวกันแนวคำพิพากษาศาลฎีกาโดยทั่วไปยึดหลักว่า ระเบียบหรือข้อบังคับที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายย่อมมีผลผูกพันคู่กรณี หากยังไม่ถูกยกเลิกหรือเพิกถอน การแก้ไขภายหลังไม่อาจกระทบสิทธิที่เกิดขึ้นแล้วได้ รวมทั้งยังยึดหลักแยกแยะระหว่างนโยบายของรัฐกับกฎหมายที่มีผลบังคับโดยตรงอย่างชัดเจน

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1 ศาลชั้นต้น

พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตอบแทนแก่โจทก์จำนวน 513,680 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยจำกัดดอกเบี้ยก่อนฟ้องไม่เกินจำนวนที่กฎหมายกำหนด เห็นว่าโจทก์มีสิทธิได้รับเงินตอบแทนตามระเบียบของหน่วยงานที่ใช้บังคับในขณะเลิกจ้าง

2 ศาลอุทธรณ์

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โดยเห็นว่าระเบียบที่กำหนดสิทธิเงินตอบแทนอาจขัดต่อมติคณะรัฐมนตรีที่กำหนดแนวทางไม่ให้จ่ายค่าชดเชยในกรณีสิ้นสุดสัญญาจ้าง จึงเห็นว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว

3 ศาลฎีกา

พิพากษากลับให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตอบแทนแก่โจทก์จำนวน 513,680 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยวินิจฉัยว่าระเบียบขององค์การมหาชนออกโดยชอบด้วยกฎหมาย มติคณะรัฐมนตรีเป็นเพียงแนวนโยบายไม่อาจลบล้างสิทธิของโจทก์ และไม่อาจนำระเบียบที่แก้ไขภายหลังมาใช้ย้อนหลังให้เป็นผลเสียแก่โจทก์ได้

ข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้ตอกย้ำหลักสำคัญในทางกฎหมายมหาชนและแรงงานว่า การใช้อำนาจของฝ่ายบริหารผ่านมติคณะรัฐมนตรีเป็นเพียงการกำหนดนโยบายหรือกรอบการบริหาร มิใช่กฎหมายที่มีผลใช้บังคับโดยตรงต่อสิทธิของเอกชน เว้นแต่จะมีบทบัญญัติกฎหมายรองรับอย่างชัดแจ้ง ดังนั้น หากหน่วยงานของรัฐหรือองค์การมหาชนได้ออกระเบียบโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายแล้ว ระเบียบนั้นย่อมมีผลผูกพันและก่อให้เกิดสิทธิแก่บุคคลภายนอกได้ อีกทั้งยังสะท้อนหลักการห้ามใช้กฎหมายย้อนหลังในทางที่เป็นโทษหรือทำให้สิทธิที่เกิดขึ้นแล้วต้องเสื่อมเสีย ซึ่งเป็นหลักประกันความมั่นคงแห่งสิทธิในระบบกฎหมาย นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงการแยกแยะระหว่าง “ค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน” กับ “เงินตอบแทนตามระเบียบหน่วยงาน” ซึ่งมีฐานทางกฎหมายต่างกันและต้องพิจารณาแยกกันอย่างเคร่งครัด

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า สิทธิของลูกจ้างองค์การมหาชนในการได้รับเงินตอบแทนเมื่อพ้นสภาพจากการทำงานเพราะอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ จะต้องยึดตามระเบียบของหน่วยงานที่ออกโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือจะถูกลบล้างโดยมติคณะรัฐมนตรีหรือการแก้ไขระเบียบภายหลัง

สำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1 อำนาจออกระเบียบขององค์การมหาชนตามกฎหมาย

พระราชบัญญัติองค์การมหาชนกำหนดให้คณะกรรมการมีอำนาจออกระเบียบเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างได้โดยตรง ระเบียบดังกล่าวจึงมีผลเป็นกฎหมายภายในที่ผูกพันคู่กรณี หากออกโดยชอบและยังไม่ถูกยกเลิกย่อมก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องได้

2 หลักห้ามใช้กฎหมายย้อนหลังในทางเสียหาย

การแก้ไขระเบียบภายหลังไม่อาจนำมาใช้บังคับย้อนหลังเพื่อตัดสิทธิของลูกจ้างที่เกิดขึ้นแล้วได้ เนื่องจากขัดต่อหลักความมั่นคงแห่งสิทธิและความเป็นธรรมในระบบกฎหมาย

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1 คำถาม ลูกจ้างองค์การมหาชนมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานเหมือนลูกจ้างเอกชนหรือไม่

คำตอบ ลูกจ้างขององค์การมหาชนโดยหลักไม่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานโดยตรงตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติองค์การมหาชน อย่างไรก็ตาม กฎหมายกำหนดให้ต้องจัดให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์ไม่น้อยกว่ามาตรฐานขั้นต่ำตามกฎหมายแรงงาน ดังนั้น แม้จะไม่มีสิทธิในลักษณะค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานโดยตรง แต่หน่วยงานสามารถกำหนดสิทธิประโยชน์ในรูปแบบเงินตอบแทนหรือสวัสดิการอื่นขึ้นมาแทนได้ ซึ่งสิทธิดังกล่าวจะต้องพิจารณาจากระเบียบ ข้อบังคับ หรือสัญญาจ้างที่มีผลใช้บังคับในขณะนั้นเป็นสำคัญ และหากระเบียบดังกล่าวกำหนดสิทธิไว้อย่างชัดเจน ลูกจ้างย่อมมีสิทธิเรียกร้องได้ตามกฎหมาย 

2 คำถาม มติคณะรัฐมนตรีสามารถยกเลิกสิทธิของลูกจ้างตามระเบียบหน่วยงานได้หรือไม่

คำตอบ มติคณะรัฐมนตรีโดยหลักเป็นเพียงเครื่องมือในการกำหนดนโยบายหรือแนวทางในการบริหารราชการแผ่นดิน มิใช่กฎหมายที่มีผลใช้บังคับโดยตรงต่อสิทธิของเอกชน เว้นแต่จะมีการตราเป็นกฎหมายหรือมีบทบัญญัติให้อำนาจโดยชัดแจ้ง ดังนั้น หากมีระเบียบของหน่วยงานที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายและมีผลใช้บังคับอยู่ มติคณะรัฐมนตรีไม่อาจลบล้างหรือยกเลิกสิทธิดังกล่าวได้โดยตรง เว้นแต่หน่วยงานจะดำเนินการแก้ไขระเบียบตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ซึ่งต้องไม่กระทบสิทธิที่เกิดขึ้นแล้วของบุคคล 

3 คำถาม เงินตอบแทนตามระเบียบองค์การมหาชนแตกต่างจากค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานอย่างไร

คำตอบ เงินตอบแทนตามระเบียบองค์การมหาชนเป็นสิทธิประโยชน์ที่กำหนดขึ้นโดยหน่วยงานตามอำนาจที่กฎหมายให้อำนาจไว้ มีลักษณะเป็นสิทธิพิเศษเฉพาะขององค์กรนั้น ขณะที่ค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานเป็นสิทธิขั้นต่ำที่กฎหมายบัญญัติคุ้มครองลูกจ้างโดยทั่วไป ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ฐานทางกฎหมายและแหล่งที่มาของสิทธิ โดยเงินตอบแทนตามระเบียบจะต้องพิจารณาตามข้อความในระเบียบเป็นหลัก ส่วนค่าชดเชยแรงงานเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายโดยตรง อย่างไรก็ตาม ทั้งสองกรณีมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองลูกจ้างเมื่อสิ้นสุดการจ้าง 

4 คำถาม หากมีการแก้ไขระเบียบภายหลังสามารถนำมาใช้กับลูกจ้างย้อนหลังได้หรือไม่

คำตอบ โดยหลักกฎหมายทั่วไป การใช้กฎหมายหรือระเบียบย้อนหลังในทางที่เป็นโทษหรือก่อให้เกิดผลเสียแก่บุคคลไม่สามารถกระทำได้ เว้นแต่จะมีบทบัญญัติให้กระทำได้อย่างชัดแจ้งและไม่ขัดต่อหลักความเป็นธรรม ดังนั้น หากลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินตอบแทนตามระเบียบที่ใช้บังคับในขณะพ้นสภาพการจ้าง การแก้ไขระเบียบภายหลังย่อมไม่อาจนำมาใช้ตัดสิทธิดังกล่าวได้ เพราะถือเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นแล้วและได้รับความคุ้มครองตามหลักความมั่นคงแห่งสิทธิ

5 คำถาม การเลิกจ้างเพราะอายุครบหกสิบปีถือเป็นการเลิกจ้างหรือไม่

คำตอบ การพ้นสภาพจากการเป็นลูกจ้างเนื่องจากอายุครบหกสิบปีในองค์การมหาชนตามกฎหมายเดิมถือเป็นการขาดคุณสมบัติและส่งผลให้ความเป็นลูกจ้างสิ้นสุดลง ซึ่งในทางปฏิบัติอาจตีความว่าเป็นการเลิกจ้างได้ หากระเบียบของหน่วยงานกำหนดให้มีสิทธิเงินตอบแทนในกรณีดังกล่าว อย่างไรก็ตาม กฎหมายที่แก้ไขภายหลังได้บัญญัติให้ถือเป็นการพ้นจากตำแหน่งตามกำหนดเวลาในสัญญา ซึ่งส่งผลต่อการตีความสิทธิในอนาคต แต่ไม่กระทบสิทธิที่เกิดขึ้นก่อนการแก้ไข 

6 คำถาม ลูกจ้างจะเรียกร้องดอกเบี้ยจากเงินตอบแทนได้หรือไม่

คำตอบ เมื่อเงินตอบแทนถือเป็นหนี้เงิน หากนายจ้างไม่ชำระภายในกำหนดเวลาที่สมควรหลังจากได้รับการทวงถาม ลูกจ้างย่อมมีสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยจากการผิดนัดได้ตามหลักกฎหมายแพ่ง โดยอัตราดอกเบี้ยจะเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดในกรณีที่ไม่มีอัตราพิเศษบัญญัติไว้ การเริ่มนับดอกเบี้ยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัด ซึ่งโดยทั่วไปคือภายหลังจากได้รับหนังสือทวงถามและพ้นกำหนดเวลาที่ให้ชำระแล้ว 

7 คำถาม ระเบียบของหน่วยงานมีสถานะทางกฎหมายอย่างไร

คำตอบ ระเบียบของหน่วยงานที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายมีลักษณะเป็นกฎหมายลำดับรองที่มีผลใช้บังคับภายในหน่วยงานและต่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง หากออกโดยชอบด้วยกฎหมายและไม่ขัดต่อกฎหมายแม่บท ระเบียบนั้นย่อมมีผลผูกพันและสามารถก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่แก่บุคคลได้ การตีความและบังคับใช้ระเบียบจึงต้องยึดตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ให้อำนาจในการออกระเบียบดังกล่าวเป็นสำคัญ 

8 คำถาม หากหน่วยงานไม่จ่ายเงินตอบแทนตามระเบียบ ลูกจ้างมีสิทธิฟ้องหรือไม่

คำตอบ หากลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินตอบแทนตามระเบียบที่มีผลใช้บังคับ และหน่วยงานไม่ปฏิบัติตาม ลูกจ้างย่อมมีสิทธิฟ้องร้องเรียกเงินดังกล่าวต่อศาลได้ โดยต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าตนอยู่ในเงื่อนไขที่ระเบียบกำหนดและสิทธิได้เกิดขึ้นแล้ว การที่หน่วยงานอ้างนโยบายหรือแนวทางจากภายนอก เช่น มติคณะรัฐมนตรี ไม่อาจใช้เป็นเหตุปฏิเสธความรับผิดได้ หากไม่มีกฎหมายรองรับโดยชัดแจ้ง 

หลักกฎหมาย

ข้อ 1 พระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ.2542 มาตรา 19 มาตรา 24 มาตรา 38

มาตรา 19 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดโครงสร้างของคณะกรรมการองค์การมหาชน โดยกำหนดให้มีประธานกรรมการและกรรมการตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง และให้ผู้อำนวยการเป็นกรรมการและเลขานุการ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบการบริหารที่ผสมผสานระหว่างนโยบายและการปฏิบัติ กล่าวคือ คณะกรรมการทำหน้าที่กำหนดทิศทางและควบคุมดูแล ส่วนผู้อำนวยการเป็นผู้ดำเนินการตามนโยบาย โครงสร้างเช่นนี้มีผลทางกฎหมายสำคัญต่อความชอบด้วยอำนาจของการออกระเบียบหรือคำสั่งต่าง ๆ เพราะต้องเป็นการใช้อำนาจผ่านองค์กรที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างถูกต้อง หากการออกระเบียบไม่ผ่านกลไกดังกล่าวอาจมีปัญหาเรื่องความชอบด้วยกฎหมายได้

มาตรา 24 เป็นบทบัญญัติที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในคดีนี้ เนื่องจากเป็นบทที่กำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการองค์การมหาชนโดยตรง โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการควบคุมดูแลการดำเนินงานและการบริหารงานทั่วไป รวมถึงอำนาจในการออกระเบียบ ข้อบังคับ หรือข้อกำหนดเกี่ยวกับการกำหนดตำแหน่ง อัตราเงินเดือน ค่าจ้าง และสิทธิประโยชน์อื่นของเจ้าหน้าที่และลูกจ้าง บทบัญญัตินี้ทำให้เห็นว่า กฎหมายให้อำนาจแก่คณะกรรมการในการกำหนดสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างได้อย่างชัดเจนและกว้างขวาง ซึ่งครอบคลุมถึงเงินตอบแทนกรณีเลิกจ้างหรือเกษียณอายุ ดังนั้น ระเบียบที่ออกโดยอาศัยมาตรานี้จึงมีฐานทางกฎหมายที่มั่นคง และสามารถก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องแก่ลูกจ้างได้โดยตรง หากยังมีผลใช้บังคับอยู่

มาตรา 38 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดลักษณะพิเศษขององค์การมหาชน โดยระบุว่าไม่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและกฎหมายแรงงานอื่นบางประเภท แต่ในขณะเดียวกันก็กำหนดเงื่อนไขสำคัญว่า เจ้าหน้าที่และลูกจ้างต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กฎหมายแรงงานกำหนด บทบัญญัตินี้สะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้ความยืดหยุ่นแก่หน่วยงานในการบริหารบุคลากร แต่ยังคงรักษามาตรฐานการคุ้มครองสิทธิแรงงานขั้นต่ำไว้ กล่าวคือ แม้องค์การมหาชนจะไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานโดยตรง แต่ต้องจัดให้มีสิทธิประโยชน์ในระดับที่เทียบเท่าหรือดีกว่า ซึ่งเป็นเหตุผลที่รองรับการออกระเบียบกำหนดเงินตอบแทนแก่ลูกจ้าง และทำให้เงินตอบแทนดังกล่าวมีลักษณะเป็นสิทธิประโยชน์เฉพาะที่แยกต่างหากจากค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน

ข้อ 2 พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ องค์การมหาชน พ.ศ.2546 มาตรา 20 วงเล็บ 3

มาตรา 20 (3) เป็นบทบัญญัติที่ขยายอำนาจของคณะกรรมการองค์การมหาชนให้มีรายละเอียดชัดเจนยิ่งขึ้น โดยกำหนดให้คณะกรรมการมีอำนาจออกระเบียบ ข้อบังคับ หรือข้อกำหนดเกี่ยวกับการบริหารงานทั่วไป รวมถึงการกำหนดตำแหน่ง คุณสมบัติ อัตราเงินเดือน ค่าจ้าง และประโยชน์ตอบแทนอื่นของเจ้าหน้าที่และลูกจ้าง ตลอดจนเรื่องการบรรจุแต่งตั้ง วินัย การออกจากตำแหน่ง และสวัสดิการต่าง ๆ บทบัญญัตินี้มีความสำคัญในเชิงกฎหมายอย่างยิ่ง เพราะเป็นการยืนยันว่าอำนาจในการกำหนดสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างเป็นอำนาจโดยตรงที่กฎหมายมอบให้แก่คณะกรรมการ มิใช่อำนาจที่ต้องรอการกำหนดจากฝ่ายบริหารระดับนโยบาย เช่น คณะรัฐมนตรี

เมื่อพิจารณาร่วมกับมาตรา 24 ของพระราชบัญญัติองค์การมหาชน จะเห็นได้ว่าคณะกรรมการมีอำนาจครบถ้วนในการออกระเบียบเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ของลูกจ้าง ดังนั้น ระเบียบว่าด้วยเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกเลิกจ้างจึงเป็นการใช้อำนาจโดยชอบตามกฎหมาย และมีผลผูกพันทางกฎหมายโดยตรงต่อคู่กรณีในคดี การที่มีมติคณะรัฐมนตรีกำหนดแนวทางแตกต่างออกไปจึงไม่อาจมีผลลบล้างระเบียบดังกล่าวได้ เนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีไม่มีสถานะเป็นกฎหมายที่มีผลใช้บังคับโดยตรง เว้นแต่จะมีการตราเป็นกฎหมายหรือมีบทบัญญัติให้อำนาจรองรับอย่างชัดแจ้ง

นอกจากนี้ มาตรา 20 (3) ยังสะท้อนหลักการกระจายอำนาจทางการบริหารให้แก่หน่วยงานเฉพาะด้าน เพื่อให้สามารถกำหนดนโยบายบุคลากรได้สอดคล้องกับลักษณะภารกิจของตนเอง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบองค์การมหาชน การตีความบทบัญญัตินี้ในทางคดีจึงต้องให้ความสำคัญกับอำนาจของคณะกรรมการเป็นหลัก และต้องคุ้มครองสิทธิของลูกจ้างที่เกิดขึ้นตามระเบียบที่ออกโดยชอบแล้ว ไม่ให้ถูกกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายในภายหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีลักษณะเป็นการลดทอนสิทธิของลูกจ้างซึ่งขัดต่อหลักความเป็นธรรมและหลักความมั่นคงแห่งสิทธิในทางกฎหมาย

ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7485/2562 

แม้เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) จะมีหนังสือแจ้งจำเลยที่ 1 ว่า คณะรัฐมนตรีในคราวประชุมเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2555 มีมติเห็นชอบแนวทางการจ่ายค่าชดเชยให้แก่ผู้อำนวยการ เจ้าหน้าที่ และลูกจ้างขององค์การมหาชนว่า ในกรณีสิ้นสุดสัญญาจ้างนั้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยซึ่งสอดคล้องกับ พ.ร.บ.องค์การมหาชน พ.ศ.2542 มาตรา 38 ที่บัญญัติว่า "กิจการขององค์การมหาชนไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน... ทั้งนี้ ผู้อำนวยการ เจ้าหน้าที่ และลูกจ้างขององค์การมหาชนต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน..." และอัตราการจ่ายเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกเลิกจ้างตามระเบียบจำเลยที่ 1 ว่าด้วยเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกเลิกจ้าง พ.ศ.2555 ก็กำหนดไว้ในข้อ 5 ทำนองเดียวกับ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง ที่ใช้บังคับในขณะนั้นก็ตาม แต่เงินตอบแทนตามระเบียบจำเลยที่ 1 ดังกล่าวหาใช่ค่าชดเชยตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานไม่ ทั้งมติคณะรัฐมนตรีในกรณีนี้เป็นเพียงการกำหนดกรอบนโยบายหรือแนวทางในการบริหารจัดการขององค์การมหาชนเท่านั้น หามีผลไปลบล้างระเบียบจำเลยที่ 1 ดังกล่าว ซึ่งออกโดยชอบด้วยกฎหมายด้วยไม่ เมื่อคดีนี้ขณะโจทก์มีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ และถูกเลิกจ้างในปี 2558 โดยระเบียบจำเลยที่ 1 ดังกล่าวยังไม่ได้ถูกยกเลิกและยังมีผลใช้บังคับอยู่ จึงต้องใช้ระเบียบจำเลยที่ 1 ดังกล่าวบังคับแก่กรณีของโจทก์ ส่วนระเบียบจำเลยที่ 1 ว่าด้วยเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกเลิกจ้าง (ฉบับที่ 2) แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2559 ซึ่งมีผลใช้บังคับหลังจากโจทก์ถูกเลิกจ้างไปแล้วจะนำมาใช้บังคับย้อนหลังกับโจทก์และทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายหาได้ไม่

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระเงิน 541,110 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาต และให้จำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกจากสารบบความ

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกเลิกจ้างเพราะเหตุอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ ให้แก่โจทก์ 513,680 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 24 มกราคม 2559 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยก่อนฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 มิถุนายน 2559) ต้องไม่เกิน 27,430 บาท

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นองค์การมหาชน ตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ.2542 จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) พ.ศ.2546 โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เริ่มปฏิบัติงานวันที่ 6 พฤศจิกายน 2549 ต่อมาเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2555 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างโจทก์ต่อจากสัญญาจ้างเดิมจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2558 และวันที่ 1 ตุลาคม 2558 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างโจทก์ต่ออีกครั้งหนึ่งมีกำหนดระยะเวลา 2 วัน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558 ถึงวันที่ 2 ตุลาคม 2558 โจทก์พ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เนื่องจากมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ ทำให้โจทก์ขาดคุณสมบัติเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ.2542 มาตรา 35 (2) รวมระยะเวลาที่โจทก์ทำงานติดต่อกัน 8 ปี 10 เดือน 23 วัน โจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 64,210 บาท เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2555 เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) มีหนังสือแจ้งต่อองค์การมหาชน 37 แห่ง รวมทั้งจำเลยที่ 1 ว่า คณะรัฐมนตรีในคราวประชุมเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2555 มีมติเห็นชอบแนวทางการจ่ายค่าชดเชยให้แก่ผู้อำนวยการ เจ้าหน้าที่ และลูกจ้างขององค์การมหาชน ตามมติคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการในการประชุมครั้งที่ 4/2555 เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2555 ว่า ในกรณีสิ้นสุดสัญญาจ้างนั้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ตามหนังสือสำนักงาน ก.พ.ร. วันที่ 11 กันยายน 2555 จำเลยที่ 1 ได้ออกระเบียบจำเลยที่ 1 ว่าด้วยเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกเลิกจ้าง พ.ศ.2555 ซึ่งระเบียบดังกล่าวข้อ 4 กำหนดว่า "ให้สำนักงานจ่ายเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกสำนักงานเลิกจ้างด้วยเหตุต่อไปนี้ (1) อายุครบหกสิบปีบริบูรณ์..." และ ข้อ 5 กำหนดว่า "การจ่ายเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกสำนักงานเลิกจ้างตามข้อ 4 ให้เป็นไปตามอัตราดังต่อไปนี้...(4) ผู้ปฏิบัติงานซึ่งทำงานติดต่อกันครบหกปี แต่ไม่ครบสิบปี ให้จ่ายเท่ากับอัตราเงินเดือนสุดท้ายแปดเดือน..." และหลังจากที่โจทก์ออกจากงานเพราะอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ประชุมเมื่อวันอังคารที่ 26 พฤษภาคม 2558 มีมติให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกเลิกจ้างกรณีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ 504,000 บาท ให้แก่โจทก์ เนื่องจากโจทก์พ้นสภาพจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เพราะถูกเลิกจ้าง ต่อมามีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติองค์การมหาชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2559 โดยมาตรา 35/1 บัญญัติว่า "การขาดคุณสมบัติตามมาตรา 35 (2) ให้ถือว่าเป็นการพ้นจากตำแหน่งตามกำหนดเวลาในสัญญาจ้าง" และวันที่ 25 ตุลาคม 2559 จำเลยที่ 1 ออกระเบียบจำเลยที่ 1 ว่าด้วยเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกเลิกจ้าง (ฉบับที่ 2) แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2559 โดยให้ยกเลิกความตามข้อ 4 ของระเบียบจำเลยที่ 1 ว่าด้วยเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกเลิกจ้าง พ.ศ.2555 และให้ใช้หลักเกณฑ์ใหม่แทนซึ่งกำหนดให้จำเลยที่ 1 ไม่ต้องจ่ายเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่เกษียณอายุโดยมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกจำเลยที่ 1 เลิกจ้างเพราะอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ ตามระเบียบจำเลยที่ 1 ว่าด้วยเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกเลิกจ้าง พ.ศ.2555 ข้อ 4 (1) (เดิม) ประกอบ ข้อ 5 (4) หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ.2542 มาตรา 19 ซึ่งใช้บังคับขณะเกิดเหตุคดีนี้ บัญญัติว่า "ให้มีคณะกรรมการของแต่ละองค์การมหาชนประกอบด้วยประธานกรรมการและกรรมการ โดยมีองค์ประกอบตามที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง และให้ผู้อำนวยการเป็นกรรมการและเลขานุการ..." มาตรา 24 บัญญัติว่า "คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลองค์การมหาชน ให้ดำเนินกิจการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ อำนาจหน้าที่เช่นว่านี้ให้รวมถึง (1)...(3) ควบคุมดูแลการดำเนินงานและการบริหารงานทั่วไป ตลอดจนออกระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือข้อกำหนดเกี่ยวกับองค์การมหาชนในเรื่องดังต่อไปนี้ (ก)...(ข) การกำหนดตำแหน่ง คุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง อัตราเงินเดือน ค่าจ้าง และเงินอื่นของเจ้าหน้าที่และลูกจ้างขององค์การมหาชน...(จ) การจัดสวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่นแก่เจ้าหน้าที่และลูกจ้างขององค์การมหาชน..." และพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) พ.ศ.2546 มาตรา 20 บัญญัติว่า "คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลสำนักงานให้ดำเนินกิจการตามที่กำหนดไว้ในวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 7 และมาตรา 8 และให้มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ด้วย (1)...(3) ควบคุมดูแลการดำเนินงานและการบริหารงานทั่วไป ตลอดจนออกระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือข้อกำหนดที่เกี่ยวกับการบริหารงานทั่วไปของสำนักงาน การจัดแบ่งส่วนงานของสำนักงานและขอบเขตหน้าที่ของส่วนงานดังกล่าว การกำหนดตำแหน่ง คุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง อัตราเงินเดือน ค่าจ้าง และประโยชน์ตอบแทนอื่นของเจ้าหน้าที่และลูกจ้าง การบรรจุ การแต่งตั้ง วินัยและการลงโทษทางวินัย การออกจากตำแหน่ง การร้องทุกข์ การอุทธรณ์การลงโทษของเจ้าหน้าที่และลูกจ้าง การเงิน การพัสดุ สวัสดิการ และการให้บริการข้อมูล การเผยแพร่ หรือการนำข้อมูลไปใช้..." ตามพระราชบัญญัติและพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวบัญญัติให้คณะกรรมการบริหารสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ มีอำนาจออกระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือข้อกำหนดใด ๆ เกี่ยวกับประโยชน์ตอบแทนอื่นแก่เจ้าหน้าที่และลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ได้ ซึ่งระเบียบของจำเลยที่ 1 ว่าด้วยเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกเลิกจ้าง พ.ศ.2555 นี้เป็นการกำหนดประโยชน์ตอบแทนอื่นของเจ้าหน้าที่และลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นองค์การมหาชนกรณีถูกเลิกจ้างเพราะมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ตามที่พระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ.2542 มาตรา 24 (3) (จ) และพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) พ.ศ.2546 มาตรา 20 (3) บัญญัติไว้ ดังนั้นคณะกรรมการจำเลยที่ 1 จึงออกระเบียบจำเลยที่ 1 ว่าด้วยเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกเลิกจ้าง พ.ศ.2555 โดยอาศัยอำนาจตามบทกฎหมายดังกล่าวได้ มีข้อพิจารณาต่อไปว่า ระเบียบจำเลยที่ 1 ว่าด้วยเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกเลิกจ้าง พ.ศ.2555 ออกโดยฝ่าฝืนมติคณะรัฐมนตรี ที่เลขาธิการ ก.พ.ร. มีหนังสือแจ้งองค์การมหาชน 37 แห่ง รวมทั้งจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2555 หรือไม่ เห็นว่า แม้เลขาธิการ ก.พ.ร. มีหนังสือแจ้งจำเลยที่ 1 ว่า คณะรัฐมนตรีในคราวประชุมเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2555 มีมติเห็นชอบตามแนวทางการจ่ายค่าชดเชยให้แก่ผู้อำนวยการ เจ้าหน้าที่ และลูกจ้างขององค์การมหาชน ตามมติคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการในการประชุมครั้งที่ 4/2555 เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2555 ว่า ในกรณีสิ้นสุดสัญญาจ้างนั้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยซึ่งสอดคล้องกับพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ.2542 มาตรา 38 ที่บัญญัติว่า "กิจการขององค์การมหาชนไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน ทั้งนี้ ผู้อำนวยการ เจ้าหน้าที่ และลูกจ้างขององค์การมหาชน ต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคมและกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน" และอัตราการจ่ายเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกเลิกจ้างตามระเบียบนี้กำหนดไว้ในข้อ 5 ทำนองเดียวกับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง ที่ใช้บังคับในขณะนั้นก็ตาม แต่เงินตอบแทนตามระเบียบจำเลยที่ 1 ว่าด้วยเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกเลิกจ้าง พ.ศ.2555 หาใช่ค่าชดเชยตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานไม่ ทั้งมติคณะรัฐมนตรีในกรณีนี้เป็นเพียงการกำหนดกรอบนโยบายหรือแนวทางในการบริหารจัดการขององค์การมหาชนเท่านั้น หามีผลบังคับไปลบล้างระเบียบจำเลยที่ 1 ว่าด้วยเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกเลิกจ้าง พ.ศ.2555 ซึ่งออกมาโดยชอบด้วยกฎหมายได้ไม่ ส่วนถ้าคณะกรรมการบริหารขององค์การมหาชนออกระเบียบฝ่าฝืนมติคณะรัฐมนตรีแล้วก่อให้เกิดความเสียหายแก่องค์การมหาชน ก็เป็นกรณีที่คณะกรรมการบริหารขององค์การมหาชนจะต้องรับผิดในด้านการบริหารจัดการต่อหน่วยงานที่ควบคุมกำกับดูแลเท่านั้น เมื่อคดีนี้ขณะโจทก์มีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ และถูกเลิกจ้างในปี 2558 โดยระเบียบจำเลยที่ 1 ว่าด้วยเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกเลิกจ้าง พ.ศ.2555 ยังไม่ได้ถูกยกเลิกและยังมีผลใช้บังคับอยู่ จึงต้องใช้ระเบียบดังกล่าวนี้บังคับแก่กรณีของโจทก์ ส่วนระเบียบจำเลยที่ 1 ว่าด้วยเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกเลิกจ้าง (ฉบับที่ 2) แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2559 ออกเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2559 อันมีผลใช้บังคับหลังจากโจทก์ถูกเลิกจ้างไปแล้วมาใช้บังคับย้อนหลังกับโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายหาได้ไม่ โจทก์ทำงานกับจำเลยเป็นระยะเวลาติดต่อกัน 8 ปี 10 เดือน 23 วัน จึงมีสิทธิได้รับเงินตอบแทนตามระเบียบจำเลยที่ 1 ว่าด้วยเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกเลิกจ้าง พ.ศ.2555 ข้อ 5 (4) (เดิม) คือโจทก์ซึ่งทำงานติดต่อกันครบหกปี แต่ไม่ครบสิบปี ให้จ่ายเงินตอบแทนเท่ากับอัตราเงินเดือนสุดท้ายแปดเดือน โจทก์ได้รับเงินเดือนสุดท้าย เดือนละ 64,210 บาท จึงมีสิทธิได้รับเงินตอบแทนจำนวน 513,680 บาท เมื่อปรากฏว่า โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2558 ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินดังกล่าวภายใน 1 เดือน แล้วจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ โดยจำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือบอกกล่าวเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2558 จึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 24 มกราคม 2559 เงินค่าตอบแทนนี้เป็นหนี้เงินไม่ได้มีกฎหมายกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้เป็นพิเศษ จำเลยที่ 1 จึงต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมาว่าระเบียบจำเลยที่ 1 ว่าด้วยเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกเลิกจ้าง พ.ศ.2555 ออกโดยฝ่าฝืนมติคณะรัฐมนตรีทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินตอบแทนนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินตอบแทน 513,680 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 24 มกราคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยก่อนฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 มิถุนายน 2559) ต้องไม่เกิน 27,430 บาท

เกษียณจากองค์การมหาชนแล้ว “ไม่มีสิทธิได้เงินเลยจริงหรือ” ศาลฎีกาวินิจฉัยชัดว่า แม้จะมีมติคณะรัฐมนตรีกำหนดแนวทางไม่ให้จ่ายค่าชดเชย แต่หากหน่วยงานได้ออกระเบียบกำหนดเงินตอบแทนไว้โดยชอบแล้ว ระเบียบนั้นยังคงมีผลใช้บังคับและก่อให้เกิดสิทธิแก่ลูกจ้างได้ เงินตอบแทนตามระเบียบไม่ใช่ค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน จึงไม่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดเดียวกัน และมติคณะรัฐมนตรีไม่อาจลบล้างระเบียบดังกล่าวได้ อีกทั้งการแก้ไขระเบียบภายหลังไม่สามารถนำมาใช้ย้อนหลังเพื่อตัดสิทธิของลูกจ้างที่พ้นสภาพไปแล้วได้ เมื่อโจทก์ทำงานครบตามเกณฑ์ จึงมีสิทธิได้รับเงินตอบแทนตามระเบียบเดิม และนายจ้างต้องชำระพร้อมดอกเบี้ยเมื่อผิดนัด




เกี่ยวกับกฎหมายแรงงาน

การชุมนุมแรงงานที่เกินขอบเขตการนัดหยุดงาน นายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้หรือไม่ และลูกจ้างยังได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานหรือไม่ article
แรงงานต่างด้าวได้รับผ่อนผันทำงานแล้วเดินทางออกนอกเขตโดยไม่ได้รับอนุญาต ผู้ขับรถนำพาอาจมีความผิดตามกฎหมายคนเข้าเมืองหรือไม่
แพทย์ใช้สถานที่โรงพยาบาลถือเป็นลูกจ้างหรือไม่ วิเคราะห์หลักกฎหมายแรงงานและนิติสัมพันธ์จากพฤติการณ์การทำงานจริง
การเลิกจ้างจากการควบรวมกิจการถือเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามกฎหมายแรงงานหรือไม่ ลูกจ้างมีสิทธิเรียกค่าเสียหายหรือไม่
ลูกจ้างต่างด้าวมีสิทธิรับเงินสงเคราะห์หรือไม่ เมื่อหน่วยงานรัฐใช้นโยบายภายในมาตัดสิทธิที่กฎหมายไม่ได้ห้าม
การทำความเข้าใจ “กฎหมายแรงงานสัมพันธ์” แบบครบทุกมิติ: ข้อตกลงสภาพการจ้าง
สิทธินายจ้างฟ้องไล่เบี้ยลูกจ้างและทายาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 426(ฎีกา 3373/2545)
เงินค่าชดเชยเลิกจ้างกับการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 302(ฎีกา 4468/2566)
ค่าชดเชยเลิกจ้าง & ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า, ค่าชดเชย,(ฎีกา 3150/2568)
นับอายุงานต่อเนื่องกรณีโอนย้ายลูกจ้าง,เลิกจ้าง, ค่าชดเชย,(ฎีกา 3151/2568)
พักงานโดยจ่ายค่าจ้าง, เลิกจ้างลูกจ้างไม่ชอบด้วยกฎหมาย(ฎีกา 1902-1904/2556)
พักงานโดยจ่ายค่าจ้าง ไม่ใช่การลงโทษทางวินัย และการเลิกจ้างลูกจ้างที่ละทิ้งหน้าที่ (ฎีกาที่ 1902-1904/2556)
(ฎีกา2658-2663/2568)คดีสัญญาจ้างบริการ vs. จ้างทำของ & เลิกสัญญา
(ฎีกา1396-1481/2568) – คดีเลิกจ้างพนักงานจัดเรียงสินค้า (เลิกจ้างไม่เป็นธรรม?)
(ฎีกาที่ 3006-3081/2567) เรื่องอายุงานต่อเนื่องและสิทธิค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน
(ฎีกาที่ 3106 - 3109/2567): การหยุดกิจการชั่วคราว โควิด-19 ไม่ใช่เหตุสุดวิสัย นายจ้างยังต้องจ่ายค่าจ้าง 75%
(ฎีกาที่ 3110-3113/2567) การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ค่าชดเชย และสิทธิเรียกร้องตามกฎหมายแรงงาน, พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน, พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์, สิทธิของลูกจ้าง
(ฎีกาที่ 3114/2567) กรณีเกษียณอายุลูกจ้าง การเลิกจ้าง และสิทธิค่าชดเชย, สิทธิของลูกจ้าง, นายจ้าง
(ฎีกาที่ 3116/2567) คดีแรงงาน สถาบันอุดมศึกษาเอกชน เลือกใช้สิทธิอุทธรณ์หรือฟ้องศาลแรงงานได้เพียงทางเดียว
(ฎีกาที่ 3119 - 3135/2567): คดีเลิกจ้างไม่เป็นธรรมกับการขาดทุนต่อเนื่องของฝ่ายผลิตในช่วงโควิด-19, คดีแรงงาน, มาตรา 49,
(ฎีกาที่ 3306/2567) การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ค่าชดเชย และสิทธิวันหยุดพักผ่อน
(ฎีกาที่ 3680/2567) กรณีการตีความฐานะนายจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 11/1
(ฎีกาที่ 3969-3975/2567): การคำนวณค่าชดเชย-สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และการตีความเวลาทำงานปกติ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1966-2406/2546: การหยุดกิจการชั่วคราวและสิทธิจ่ายค่าจ้างตามมาตรา 75 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน
เวลาพักในรถบรรทุกถือเป็นเวลาทำงานหรือไม่? ศาลฎีกาชี้ขาดค่าล่วงเวลาและค่าจ้างในงานขนส่งต้องคำนวณอย่างไร
ลูกจ้างหรือผู้รับจ้างอิสระ ศาลวินิจฉัยจากอะไร สิทธิเงินทดแทนขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ที่แท้จริงในการทำงาน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 587/2563: เลิกจ้างโดยสุจริตหรือไม่? ศาลฎีกาวินิจฉัยใหม่
การจำกัดความรับผิดของผู้ค้ำประกัน, การค้ำประกันของพนักงานรัฐวิสาหกิจ, คดีละเมิดของพนักงานรัฐวิสาหกิจ
คำเตือนให้ชำระหนี้โดยชอบตามมาตรา 204 วรรคหนึ่ง, การเรียกร้องเงินทดแทนค่ารักษาพยาบาล ประกันสังคม
ผู้รับเหมาชั้นต้นมีสิทธิไล่เบี้ยเงินค่าจ้างที่ได้จ่ายแทนนายจ้างไปแล้ว
ตัวแทนทำสัญญาแทนตัวการซึ่งอยู่และมีภูมิลำเนาต่างประเทศ
ลูกจ้างส่งภาพโป๊ลามกอนาจารในเวลาทำงาน
ลูกจ้างจะต้องเลือกใช้สิทธิทางใดทางหนึ่ง
หน้าที่นายจ้างวางเงินก่อนฟ้องคดี
ฝ่าฝืนข้อบังคับการทำงานร้ายแรง
เลิกจ้างไม่เป็นธรรม-สินจ้างแทนการบอกกล่าว
ลูกจ้างชั่วคราวของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาฝ่ายเดียวต้องดำเนินการภายใน 7 วัน
เล่นอินเตอร์เน็ตในเวลาทำงานเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรมแล้ว
ค่าจ้างค้างจ้ายกับดอกเบี้ยผิดนัดที่ลูกจ้างมีสิทธิคิดเอากับนายจ้าง
เลิกจ้างได้โดยไม่ต้องตักเตือนเป็นหนังสือ
นายจ้างมอบอำนาจบังคับบัญชาให้ผู้อื่น
คำนวณจ่ายค่าชดเชย-ค่าครองชีพเป็นค่าจ้างหรือไม่
ถือไม่ได้ว่าลูกจ้างจงใจขัดคำสั่งนายจ้าง
บำเหน็จดำรงชีพกับบำเหน็จตกทอด
อ้างเหตุเลิกจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย
การจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาจะกระทำได้แต่จ้างงานในโครงการเฉพาะ
การจงใจฝ่าฝืนคำสั่งนายจ้าง คำสั่งให้ลูกจ้างไปทำงานในตำแหน่งใหม่
การเลิกจ้างเพราะเกษียณอายุไม่อาจถอนได้
เรียกค่าเสียหายกรณีเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม
ฝ่าฝืนระเบียบนายจ้างมิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม
เลิกจ้างโดยไม่ได้ตักเตือนก่อนเป็นหนังสือต้องจ่ายค่าชดเชย
ทุจริตต่อหน้าที่และฝ่าฝืนข้อบังคับในกรณีร้ายแรง
สิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษ | ย้ายสถานประกอบกิจการ
คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุด
ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเพื่อคำนวณจ่ายค่าชดเชย
ตำแหน่งพนักงานขับรถ-สัญญาจ้างแรงงาน หรือสัญญาจ้างทำของ?
ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงเมื่อสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง
แม่บ้านทำงานบ้านฟ้องเลิกจ้างไม่เป็นธรรม
นายจ้างให้ลูกจ้างขับรถขนส่งทำงานติดต่อกันถึงวันละ 24 ชั่วโมงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
การโยกย้ายหน้าที่ลูกจ้างเป็นอำนาจบริหารจัดการของนายจ้าง
นายจ้างประกอบกิจการขนส่งย้ายที่ลงเวลาทำงานไปตั้งอยู่ที่อื่น
สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า
ลูกจ้างทุจริตต่อหน้าที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย
โจทก์ฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานฝ่ายลูกจ้างไม่คัดค้าน
ดอกเบี้ยผิดนัดหนี้ค่าจ้างและค่าชดเชย 15% ต่อปีไม่ใช่ 7.5%
สัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดทำให้สิทธิรับค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเที่ยวระงับด้วย
ลูกจ้างฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน
สัญญาจ้างทดลองงาน | สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า