
| ลูกจ้างองค์การมหาชนเกษียณแล้วไม่มีสิทธิค่าชดเชยจริงหรือ ศาลฎีกาชี้ชัดสิทธิเงินตอบแทนและผลของมติคณะรัฐมนตรีที่ไม่ลบล้างระเบียบหน่วยงาน
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิของลูกจ้างในองค์การมหาชนเมื่อพ้นสภาพจากการทำงานเนื่องจากอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ โดยมีประเด็นสำคัญว่าลูกจ้างยังคงมีสิทธิได้รับเงินตอบแทนตามระเบียบของหน่วยงานหรือไม่ แม้จะมีมติคณะรัฐมนตรีกำหนดแนวทางไม่ให้จ่ายค่าชดเชยในกรณีสิ้นสุดสัญญาจ้าง อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับปัญหาการใช้กฎหมายหรือระเบียบย้อนหลัง และขอบเขตอำนาจของคณะกรรมการองค์การมหาชนในการกำหนดสิทธิประโยชน์ของลูกจ้าง ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในทางกฎหมายแรงงานภาครัฐกึ่งเอกชนที่ต้องพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างนโยบายรัฐกับกฎหมายและระเบียบที่มีผลผูกพันโดยตรง ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์เป็นลูกจ้างขององค์การมหาชน โดยเริ่มทำงานตั้งแต่ปี 2549 และทำงานต่อเนื่องจนถึงปี 2558 รวมระยะเวลาประมาณ 8 ปีเศษ โดยได้รับเงินเดือนสุดท้ายเดือนละ 64,210 บาท ต่อมาโจทก์พ้นสภาพการเป็นลูกจ้างเนื่องจากมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ ซึ่งทำให้ขาดคุณสมบัติตามกฎหมายขององค์การมหาชน ในระหว่างนั้นจำเลยซึ่งเป็นองค์การมหาชนได้ออกระเบียบว่าด้วยเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกเลิกจ้าง พ.ศ.2555 กำหนดให้ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างเพราะอายุครบหกสิบปีมีสิทธิได้รับเงินตอบแทน โดยในกรณีทำงานครบหกปีแต่ไม่ถึงสิบปี ให้ได้รับเงินเท่ากับเงินเดือนสุดท้ายแปดเดือน อย่างไรก็ตามก่อนหน้านั้นมีมติคณะรัฐมนตรีกำหนดแนวทางว่าไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยในกรณีสิ้นสุดสัญญาจ้าง ต่อมาภายหลังจากโจทก์พ้นสภาพการเป็นลูกจ้างแล้ว จำเลยได้แก้ไขระเบียบใหม่ในปี 2559 ให้ไม่ต้องจ่ายเงินตอบแทนในกรณีเกษียณอายุ โจทก์จึงฟ้องเรียกเงินตอบแทนตามระเบียบเดิม คำวินิจฉัยของศาลในแต่ละประเด็น ประเด็นแรก ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ระเบียบขององค์การมหาชนที่กำหนดเงินตอบแทนแก่ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างนั้น เป็นระเบียบที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายโดยชอบ เนื่องจากพระราชบัญญัติองค์การมหาชนให้อำนาจคณะกรรมการในการกำหนดสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างได้ ประเด็นที่สอง มติคณะรัฐมนตรีที่กำหนดแนวทางไม่ให้จ่ายค่าชดเชย เป็นเพียงนโยบายในการบริหารจัดการ มิใช่กฎหมายที่มีผลลบล้างหรือยกเลิกระเบียบที่ออกโดยชอบด้วยกฎหมาย ประเด็นที่สาม เงินตอบแทนตามระเบียบขององค์การมหาชนไม่ใช่ค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน แต่เป็นสิทธิประโยชน์ที่กำหนดขึ้นโดยเฉพาะ จึงไม่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดเดียวกัน ประเด็นที่สี่ ระเบียบที่แก้ไขภายหลังไม่สามารถนำมาใช้ย้อนหลังให้เกิดผลเสียแก่โจทก์ได้ เพราะขัดต่อหลักกฎหมายทั่วไปเรื่องการใช้กฎหมายย้อนหลัง ประเด็นที่ห้า เมื่อโจทก์ทำงานครบระยะเวลาที่กำหนด จึงมีสิทธิได้รับเงินตอบแทนตามระเบียบเดิม และจำเลยต้องรับผิดชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย วิเคราะห์หลักกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับลำดับศักดิ์ของกฎหมายและอำนาจของหน่วยงานรัฐ กล่าวคือ แม้มติคณะรัฐมนตรีจะมีผลเป็นแนวนโยบาย แต่ไม่อาจมีผลเป็นกฎหมายที่ไปลบล้างสิทธิที่เกิดขึ้นตามระเบียบซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายได้ นอกจากนี้ยังเป็นการยืนยันหลักว่าองค์การมหาชนมีสถานะพิเศษ ไม่อยู่ภายใต้กฎหมายแรงงานโดยตรง แต่ต้องจัดให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์ไม่น้อยกว่ามาตรฐานขั้นต่ำตามกฎหมายแรงงาน การกำหนดเงินตอบแทนจึงถือเป็นสิทธิประโยชน์เฉพาะที่ชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งยังยืนยันหลักห้ามใช้กฎหมายย้อนหลังในทางเสียหายแก่บุคคล ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานของกฎหมายมหาชนและเอกชนร่วมกัน เจตนารมณ์ของกฎหมายและแนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติองค์การมหาชนมุ่งให้หน่วยงานมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการบุคลากร โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของกฎหมายแรงงานทั่วไป แต่ยังต้องคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของลูกจ้างไว้ ขณะเดียวกันแนวคำพิพากษาศาลฎีกาโดยทั่วไปยึดหลักว่า ระเบียบหรือข้อบังคับที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายย่อมมีผลผูกพันคู่กรณี หากยังไม่ถูกยกเลิกหรือเพิกถอน การแก้ไขภายหลังไม่อาจกระทบสิทธิที่เกิดขึ้นแล้วได้ รวมทั้งยังยึดหลักแยกแยะระหว่างนโยบายของรัฐกับกฎหมายที่มีผลบังคับโดยตรงอย่างชัดเจน สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1 ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตอบแทนแก่โจทก์จำนวน 513,680 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยจำกัดดอกเบี้ยก่อนฟ้องไม่เกินจำนวนที่กฎหมายกำหนด เห็นว่าโจทก์มีสิทธิได้รับเงินตอบแทนตามระเบียบของหน่วยงานที่ใช้บังคับในขณะเลิกจ้าง 2 ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โดยเห็นว่าระเบียบที่กำหนดสิทธิเงินตอบแทนอาจขัดต่อมติคณะรัฐมนตรีที่กำหนดแนวทางไม่ให้จ่ายค่าชดเชยในกรณีสิ้นสุดสัญญาจ้าง จึงเห็นว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว 3 ศาลฎีกา พิพากษากลับให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตอบแทนแก่โจทก์จำนวน 513,680 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยวินิจฉัยว่าระเบียบขององค์การมหาชนออกโดยชอบด้วยกฎหมาย มติคณะรัฐมนตรีเป็นเพียงแนวนโยบายไม่อาจลบล้างสิทธิของโจทก์ และไม่อาจนำระเบียบที่แก้ไขภายหลังมาใช้ย้อนหลังให้เป็นผลเสียแก่โจทก์ได้ ข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ตอกย้ำหลักสำคัญในทางกฎหมายมหาชนและแรงงานว่า การใช้อำนาจของฝ่ายบริหารผ่านมติคณะรัฐมนตรีเป็นเพียงการกำหนดนโยบายหรือกรอบการบริหาร มิใช่กฎหมายที่มีผลใช้บังคับโดยตรงต่อสิทธิของเอกชน เว้นแต่จะมีบทบัญญัติกฎหมายรองรับอย่างชัดแจ้ง ดังนั้น หากหน่วยงานของรัฐหรือองค์การมหาชนได้ออกระเบียบโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายแล้ว ระเบียบนั้นย่อมมีผลผูกพันและก่อให้เกิดสิทธิแก่บุคคลภายนอกได้ อีกทั้งยังสะท้อนหลักการห้ามใช้กฎหมายย้อนหลังในทางที่เป็นโทษหรือทำให้สิทธิที่เกิดขึ้นแล้วต้องเสื่อมเสีย ซึ่งเป็นหลักประกันความมั่นคงแห่งสิทธิในระบบกฎหมาย นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงการแยกแยะระหว่าง “ค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน” กับ “เงินตอบแทนตามระเบียบหน่วยงาน” ซึ่งมีฐานทางกฎหมายต่างกันและต้องพิจารณาแยกกันอย่างเคร่งครัด ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า สิทธิของลูกจ้างองค์การมหาชนในการได้รับเงินตอบแทนเมื่อพ้นสภาพจากการทำงานเพราะอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ จะต้องยึดตามระเบียบของหน่วยงานที่ออกโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือจะถูกลบล้างโดยมติคณะรัฐมนตรีหรือการแก้ไขระเบียบภายหลัง สำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1 อำนาจออกระเบียบขององค์การมหาชนตามกฎหมาย พระราชบัญญัติองค์การมหาชนกำหนดให้คณะกรรมการมีอำนาจออกระเบียบเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างได้โดยตรง ระเบียบดังกล่าวจึงมีผลเป็นกฎหมายภายในที่ผูกพันคู่กรณี หากออกโดยชอบและยังไม่ถูกยกเลิกย่อมก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องได้ 2 หลักห้ามใช้กฎหมายย้อนหลังในทางเสียหาย การแก้ไขระเบียบภายหลังไม่อาจนำมาใช้บังคับย้อนหลังเพื่อตัดสิทธิของลูกจ้างที่เกิดขึ้นแล้วได้ เนื่องจากขัดต่อหลักความมั่นคงแห่งสิทธิและความเป็นธรรมในระบบกฎหมาย คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1 คำถาม ลูกจ้างองค์การมหาชนมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานเหมือนลูกจ้างเอกชนหรือไม่ คำตอบ ลูกจ้างขององค์การมหาชนโดยหลักไม่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานโดยตรงตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติองค์การมหาชน อย่างไรก็ตาม กฎหมายกำหนดให้ต้องจัดให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์ไม่น้อยกว่ามาตรฐานขั้นต่ำตามกฎหมายแรงงาน ดังนั้น แม้จะไม่มีสิทธิในลักษณะค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานโดยตรง แต่หน่วยงานสามารถกำหนดสิทธิประโยชน์ในรูปแบบเงินตอบแทนหรือสวัสดิการอื่นขึ้นมาแทนได้ ซึ่งสิทธิดังกล่าวจะต้องพิจารณาจากระเบียบ ข้อบังคับ หรือสัญญาจ้างที่มีผลใช้บังคับในขณะนั้นเป็นสำคัญ และหากระเบียบดังกล่าวกำหนดสิทธิไว้อย่างชัดเจน ลูกจ้างย่อมมีสิทธิเรียกร้องได้ตามกฎหมาย 2 คำถาม มติคณะรัฐมนตรีสามารถยกเลิกสิทธิของลูกจ้างตามระเบียบหน่วยงานได้หรือไม่ คำตอบ มติคณะรัฐมนตรีโดยหลักเป็นเพียงเครื่องมือในการกำหนดนโยบายหรือแนวทางในการบริหารราชการแผ่นดิน มิใช่กฎหมายที่มีผลใช้บังคับโดยตรงต่อสิทธิของเอกชน เว้นแต่จะมีการตราเป็นกฎหมายหรือมีบทบัญญัติให้อำนาจโดยชัดแจ้ง ดังนั้น หากมีระเบียบของหน่วยงานที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายและมีผลใช้บังคับอยู่ มติคณะรัฐมนตรีไม่อาจลบล้างหรือยกเลิกสิทธิดังกล่าวได้โดยตรง เว้นแต่หน่วยงานจะดำเนินการแก้ไขระเบียบตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ซึ่งต้องไม่กระทบสิทธิที่เกิดขึ้นแล้วของบุคคล 3 คำถาม เงินตอบแทนตามระเบียบองค์การมหาชนแตกต่างจากค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานอย่างไร คำตอบ เงินตอบแทนตามระเบียบองค์การมหาชนเป็นสิทธิประโยชน์ที่กำหนดขึ้นโดยหน่วยงานตามอำนาจที่กฎหมายให้อำนาจไว้ มีลักษณะเป็นสิทธิพิเศษเฉพาะขององค์กรนั้น ขณะที่ค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานเป็นสิทธิขั้นต่ำที่กฎหมายบัญญัติคุ้มครองลูกจ้างโดยทั่วไป ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ฐานทางกฎหมายและแหล่งที่มาของสิทธิ โดยเงินตอบแทนตามระเบียบจะต้องพิจารณาตามข้อความในระเบียบเป็นหลัก ส่วนค่าชดเชยแรงงานเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายโดยตรง อย่างไรก็ตาม ทั้งสองกรณีมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองลูกจ้างเมื่อสิ้นสุดการจ้าง 4 คำถาม หากมีการแก้ไขระเบียบภายหลังสามารถนำมาใช้กับลูกจ้างย้อนหลังได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักกฎหมายทั่วไป การใช้กฎหมายหรือระเบียบย้อนหลังในทางที่เป็นโทษหรือก่อให้เกิดผลเสียแก่บุคคลไม่สามารถกระทำได้ เว้นแต่จะมีบทบัญญัติให้กระทำได้อย่างชัดแจ้งและไม่ขัดต่อหลักความเป็นธรรม ดังนั้น หากลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินตอบแทนตามระเบียบที่ใช้บังคับในขณะพ้นสภาพการจ้าง การแก้ไขระเบียบภายหลังย่อมไม่อาจนำมาใช้ตัดสิทธิดังกล่าวได้ เพราะถือเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นแล้วและได้รับความคุ้มครองตามหลักความมั่นคงแห่งสิทธิ 5 คำถาม การเลิกจ้างเพราะอายุครบหกสิบปีถือเป็นการเลิกจ้างหรือไม่ คำตอบ การพ้นสภาพจากการเป็นลูกจ้างเนื่องจากอายุครบหกสิบปีในองค์การมหาชนตามกฎหมายเดิมถือเป็นการขาดคุณสมบัติและส่งผลให้ความเป็นลูกจ้างสิ้นสุดลง ซึ่งในทางปฏิบัติอาจตีความว่าเป็นการเลิกจ้างได้ หากระเบียบของหน่วยงานกำหนดให้มีสิทธิเงินตอบแทนในกรณีดังกล่าว อย่างไรก็ตาม กฎหมายที่แก้ไขภายหลังได้บัญญัติให้ถือเป็นการพ้นจากตำแหน่งตามกำหนดเวลาในสัญญา ซึ่งส่งผลต่อการตีความสิทธิในอนาคต แต่ไม่กระทบสิทธิที่เกิดขึ้นก่อนการแก้ไข 6 คำถาม ลูกจ้างจะเรียกร้องดอกเบี้ยจากเงินตอบแทนได้หรือไม่ คำตอบ เมื่อเงินตอบแทนถือเป็นหนี้เงิน หากนายจ้างไม่ชำระภายในกำหนดเวลาที่สมควรหลังจากได้รับการทวงถาม ลูกจ้างย่อมมีสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยจากการผิดนัดได้ตามหลักกฎหมายแพ่ง โดยอัตราดอกเบี้ยจะเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดในกรณีที่ไม่มีอัตราพิเศษบัญญัติไว้ การเริ่มนับดอกเบี้ยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัด ซึ่งโดยทั่วไปคือภายหลังจากได้รับหนังสือทวงถามและพ้นกำหนดเวลาที่ให้ชำระแล้ว 7 คำถาม ระเบียบของหน่วยงานมีสถานะทางกฎหมายอย่างไร คำตอบ ระเบียบของหน่วยงานที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายมีลักษณะเป็นกฎหมายลำดับรองที่มีผลใช้บังคับภายในหน่วยงานและต่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง หากออกโดยชอบด้วยกฎหมายและไม่ขัดต่อกฎหมายแม่บท ระเบียบนั้นย่อมมีผลผูกพันและสามารถก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่แก่บุคคลได้ การตีความและบังคับใช้ระเบียบจึงต้องยึดตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ให้อำนาจในการออกระเบียบดังกล่าวเป็นสำคัญ 8 คำถาม หากหน่วยงานไม่จ่ายเงินตอบแทนตามระเบียบ ลูกจ้างมีสิทธิฟ้องหรือไม่ คำตอบ หากลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินตอบแทนตามระเบียบที่มีผลใช้บังคับ และหน่วยงานไม่ปฏิบัติตาม ลูกจ้างย่อมมีสิทธิฟ้องร้องเรียกเงินดังกล่าวต่อศาลได้ โดยต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าตนอยู่ในเงื่อนไขที่ระเบียบกำหนดและสิทธิได้เกิดขึ้นแล้ว การที่หน่วยงานอ้างนโยบายหรือแนวทางจากภายนอก เช่น มติคณะรัฐมนตรี ไม่อาจใช้เป็นเหตุปฏิเสธความรับผิดได้ หากไม่มีกฎหมายรองรับโดยชัดแจ้ง หลักกฎหมาย ข้อ 1 พระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ.2542 มาตรา 19 มาตรา 24 มาตรา 38 มาตรา 19 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดโครงสร้างของคณะกรรมการองค์การมหาชน โดยกำหนดให้มีประธานกรรมการและกรรมการตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง และให้ผู้อำนวยการเป็นกรรมการและเลขานุการ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบการบริหารที่ผสมผสานระหว่างนโยบายและการปฏิบัติ กล่าวคือ คณะกรรมการทำหน้าที่กำหนดทิศทางและควบคุมดูแล ส่วนผู้อำนวยการเป็นผู้ดำเนินการตามนโยบาย โครงสร้างเช่นนี้มีผลทางกฎหมายสำคัญต่อความชอบด้วยอำนาจของการออกระเบียบหรือคำสั่งต่าง ๆ เพราะต้องเป็นการใช้อำนาจผ่านองค์กรที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างถูกต้อง หากการออกระเบียบไม่ผ่านกลไกดังกล่าวอาจมีปัญหาเรื่องความชอบด้วยกฎหมายได้ มาตรา 24 เป็นบทบัญญัติที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในคดีนี้ เนื่องจากเป็นบทที่กำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการองค์การมหาชนโดยตรง โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการควบคุมดูแลการดำเนินงานและการบริหารงานทั่วไป รวมถึงอำนาจในการออกระเบียบ ข้อบังคับ หรือข้อกำหนดเกี่ยวกับการกำหนดตำแหน่ง อัตราเงินเดือน ค่าจ้าง และสิทธิประโยชน์อื่นของเจ้าหน้าที่และลูกจ้าง บทบัญญัตินี้ทำให้เห็นว่า กฎหมายให้อำนาจแก่คณะกรรมการในการกำหนดสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างได้อย่างชัดเจนและกว้างขวาง ซึ่งครอบคลุมถึงเงินตอบแทนกรณีเลิกจ้างหรือเกษียณอายุ ดังนั้น ระเบียบที่ออกโดยอาศัยมาตรานี้จึงมีฐานทางกฎหมายที่มั่นคง และสามารถก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องแก่ลูกจ้างได้โดยตรง หากยังมีผลใช้บังคับอยู่ มาตรา 38 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดลักษณะพิเศษขององค์การมหาชน โดยระบุว่าไม่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและกฎหมายแรงงานอื่นบางประเภท แต่ในขณะเดียวกันก็กำหนดเงื่อนไขสำคัญว่า เจ้าหน้าที่และลูกจ้างต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กฎหมายแรงงานกำหนด บทบัญญัตินี้สะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้ความยืดหยุ่นแก่หน่วยงานในการบริหารบุคลากร แต่ยังคงรักษามาตรฐานการคุ้มครองสิทธิแรงงานขั้นต่ำไว้ กล่าวคือ แม้องค์การมหาชนจะไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานโดยตรง แต่ต้องจัดให้มีสิทธิประโยชน์ในระดับที่เทียบเท่าหรือดีกว่า ซึ่งเป็นเหตุผลที่รองรับการออกระเบียบกำหนดเงินตอบแทนแก่ลูกจ้าง และทำให้เงินตอบแทนดังกล่าวมีลักษณะเป็นสิทธิประโยชน์เฉพาะที่แยกต่างหากจากค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน ข้อ 2 พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ องค์การมหาชน พ.ศ.2546 มาตรา 20 วงเล็บ 3 มาตรา 20 (3) เป็นบทบัญญัติที่ขยายอำนาจของคณะกรรมการองค์การมหาชนให้มีรายละเอียดชัดเจนยิ่งขึ้น โดยกำหนดให้คณะกรรมการมีอำนาจออกระเบียบ ข้อบังคับ หรือข้อกำหนดเกี่ยวกับการบริหารงานทั่วไป รวมถึงการกำหนดตำแหน่ง คุณสมบัติ อัตราเงินเดือน ค่าจ้าง และประโยชน์ตอบแทนอื่นของเจ้าหน้าที่และลูกจ้าง ตลอดจนเรื่องการบรรจุแต่งตั้ง วินัย การออกจากตำแหน่ง และสวัสดิการต่าง ๆ บทบัญญัตินี้มีความสำคัญในเชิงกฎหมายอย่างยิ่ง เพราะเป็นการยืนยันว่าอำนาจในการกำหนดสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างเป็นอำนาจโดยตรงที่กฎหมายมอบให้แก่คณะกรรมการ มิใช่อำนาจที่ต้องรอการกำหนดจากฝ่ายบริหารระดับนโยบาย เช่น คณะรัฐมนตรี เมื่อพิจารณาร่วมกับมาตรา 24 ของพระราชบัญญัติองค์การมหาชน จะเห็นได้ว่าคณะกรรมการมีอำนาจครบถ้วนในการออกระเบียบเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ของลูกจ้าง ดังนั้น ระเบียบว่าด้วยเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกเลิกจ้างจึงเป็นการใช้อำนาจโดยชอบตามกฎหมาย และมีผลผูกพันทางกฎหมายโดยตรงต่อคู่กรณีในคดี การที่มีมติคณะรัฐมนตรีกำหนดแนวทางแตกต่างออกไปจึงไม่อาจมีผลลบล้างระเบียบดังกล่าวได้ เนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีไม่มีสถานะเป็นกฎหมายที่มีผลใช้บังคับโดยตรง เว้นแต่จะมีการตราเป็นกฎหมายหรือมีบทบัญญัติให้อำนาจรองรับอย่างชัดแจ้ง นอกจากนี้ มาตรา 20 (3) ยังสะท้อนหลักการกระจายอำนาจทางการบริหารให้แก่หน่วยงานเฉพาะด้าน เพื่อให้สามารถกำหนดนโยบายบุคลากรได้สอดคล้องกับลักษณะภารกิจของตนเอง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบองค์การมหาชน การตีความบทบัญญัตินี้ในทางคดีจึงต้องให้ความสำคัญกับอำนาจของคณะกรรมการเป็นหลัก และต้องคุ้มครองสิทธิของลูกจ้างที่เกิดขึ้นตามระเบียบที่ออกโดยชอบแล้ว ไม่ให้ถูกกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายในภายหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีลักษณะเป็นการลดทอนสิทธิของลูกจ้างซึ่งขัดต่อหลักความเป็นธรรมและหลักความมั่นคงแห่งสิทธิในทางกฎหมาย ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7485/2562 แม้เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) จะมีหนังสือแจ้งจำเลยที่ 1 ว่า คณะรัฐมนตรีในคราวประชุมเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2555 มีมติเห็นชอบแนวทางการจ่ายค่าชดเชยให้แก่ผู้อำนวยการ เจ้าหน้าที่ และลูกจ้างขององค์การมหาชนว่า ในกรณีสิ้นสุดสัญญาจ้างนั้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยซึ่งสอดคล้องกับ พ.ร.บ.องค์การมหาชน พ.ศ.2542 มาตรา 38 ที่บัญญัติว่า "กิจการขององค์การมหาชนไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน... ทั้งนี้ ผู้อำนวยการ เจ้าหน้าที่ และลูกจ้างขององค์การมหาชนต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน..." และอัตราการจ่ายเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกเลิกจ้างตามระเบียบจำเลยที่ 1 ว่าด้วยเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกเลิกจ้าง พ.ศ.2555 ก็กำหนดไว้ในข้อ 5 ทำนองเดียวกับ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง ที่ใช้บังคับในขณะนั้นก็ตาม แต่เงินตอบแทนตามระเบียบจำเลยที่ 1 ดังกล่าวหาใช่ค่าชดเชยตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานไม่ ทั้งมติคณะรัฐมนตรีในกรณีนี้เป็นเพียงการกำหนดกรอบนโยบายหรือแนวทางในการบริหารจัดการขององค์การมหาชนเท่านั้น หามีผลไปลบล้างระเบียบจำเลยที่ 1 ดังกล่าว ซึ่งออกโดยชอบด้วยกฎหมายด้วยไม่ เมื่อคดีนี้ขณะโจทก์มีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ และถูกเลิกจ้างในปี 2558 โดยระเบียบจำเลยที่ 1 ดังกล่าวยังไม่ได้ถูกยกเลิกและยังมีผลใช้บังคับอยู่ จึงต้องใช้ระเบียบจำเลยที่ 1 ดังกล่าวบังคับแก่กรณีของโจทก์ ส่วนระเบียบจำเลยที่ 1 ว่าด้วยเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกเลิกจ้าง (ฉบับที่ 2) แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2559 ซึ่งมีผลใช้บังคับหลังจากโจทก์ถูกเลิกจ้างไปแล้วจะนำมาใช้บังคับย้อนหลังกับโจทก์และทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายหาได้ไม่ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระเงิน 541,110 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาต และให้จำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกจากสารบบความ ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกเลิกจ้างเพราะเหตุอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ ให้แก่โจทก์ 513,680 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 24 มกราคม 2559 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยก่อนฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 มิถุนายน 2559) ต้องไม่เกิน 27,430 บาท จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นองค์การมหาชน ตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ.2542 จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) พ.ศ.2546 โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เริ่มปฏิบัติงานวันที่ 6 พฤศจิกายน 2549 ต่อมาเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2555 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างโจทก์ต่อจากสัญญาจ้างเดิมจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2558 และวันที่ 1 ตุลาคม 2558 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างโจทก์ต่ออีกครั้งหนึ่งมีกำหนดระยะเวลา 2 วัน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558 ถึงวันที่ 2 ตุลาคม 2558 โจทก์พ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เนื่องจากมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ ทำให้โจทก์ขาดคุณสมบัติเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ.2542 มาตรา 35 (2) รวมระยะเวลาที่โจทก์ทำงานติดต่อกัน 8 ปี 10 เดือน 23 วัน โจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 64,210 บาท เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2555 เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) มีหนังสือแจ้งต่อองค์การมหาชน 37 แห่ง รวมทั้งจำเลยที่ 1 ว่า คณะรัฐมนตรีในคราวประชุมเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2555 มีมติเห็นชอบแนวทางการจ่ายค่าชดเชยให้แก่ผู้อำนวยการ เจ้าหน้าที่ และลูกจ้างขององค์การมหาชน ตามมติคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการในการประชุมครั้งที่ 4/2555 เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2555 ว่า ในกรณีสิ้นสุดสัญญาจ้างนั้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ตามหนังสือสำนักงาน ก.พ.ร. วันที่ 11 กันยายน 2555 จำเลยที่ 1 ได้ออกระเบียบจำเลยที่ 1 ว่าด้วยเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกเลิกจ้าง พ.ศ.2555 ซึ่งระเบียบดังกล่าวข้อ 4 กำหนดว่า "ให้สำนักงานจ่ายเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกสำนักงานเลิกจ้างด้วยเหตุต่อไปนี้ (1) อายุครบหกสิบปีบริบูรณ์..." และ ข้อ 5 กำหนดว่า "การจ่ายเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกสำนักงานเลิกจ้างตามข้อ 4 ให้เป็นไปตามอัตราดังต่อไปนี้...(4) ผู้ปฏิบัติงานซึ่งทำงานติดต่อกันครบหกปี แต่ไม่ครบสิบปี ให้จ่ายเท่ากับอัตราเงินเดือนสุดท้ายแปดเดือน..." และหลังจากที่โจทก์ออกจากงานเพราะอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ประชุมเมื่อวันอังคารที่ 26 พฤษภาคม 2558 มีมติให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกเลิกจ้างกรณีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ 504,000 บาท ให้แก่โจทก์ เนื่องจากโจทก์พ้นสภาพจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เพราะถูกเลิกจ้าง ต่อมามีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติองค์การมหาชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2559 โดยมาตรา 35/1 บัญญัติว่า "การขาดคุณสมบัติตามมาตรา 35 (2) ให้ถือว่าเป็นการพ้นจากตำแหน่งตามกำหนดเวลาในสัญญาจ้าง" และวันที่ 25 ตุลาคม 2559 จำเลยที่ 1 ออกระเบียบจำเลยที่ 1 ว่าด้วยเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกเลิกจ้าง (ฉบับที่ 2) แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2559 โดยให้ยกเลิกความตามข้อ 4 ของระเบียบจำเลยที่ 1 ว่าด้วยเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกเลิกจ้าง พ.ศ.2555 และให้ใช้หลักเกณฑ์ใหม่แทนซึ่งกำหนดให้จำเลยที่ 1 ไม่ต้องจ่ายเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่เกษียณอายุโดยมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกจำเลยที่ 1 เลิกจ้างเพราะอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ ตามระเบียบจำเลยที่ 1 ว่าด้วยเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกเลิกจ้าง พ.ศ.2555 ข้อ 4 (1) (เดิม) ประกอบ ข้อ 5 (4) หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ.2542 มาตรา 19 ซึ่งใช้บังคับขณะเกิดเหตุคดีนี้ บัญญัติว่า "ให้มีคณะกรรมการของแต่ละองค์การมหาชนประกอบด้วยประธานกรรมการและกรรมการ โดยมีองค์ประกอบตามที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง และให้ผู้อำนวยการเป็นกรรมการและเลขานุการ..." มาตรา 24 บัญญัติว่า "คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลองค์การมหาชน ให้ดำเนินกิจการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ อำนาจหน้าที่เช่นว่านี้ให้รวมถึง (1)...(3) ควบคุมดูแลการดำเนินงานและการบริหารงานทั่วไป ตลอดจนออกระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือข้อกำหนดเกี่ยวกับองค์การมหาชนในเรื่องดังต่อไปนี้ (ก)...(ข) การกำหนดตำแหน่ง คุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง อัตราเงินเดือน ค่าจ้าง และเงินอื่นของเจ้าหน้าที่และลูกจ้างขององค์การมหาชน...(จ) การจัดสวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่นแก่เจ้าหน้าที่และลูกจ้างขององค์การมหาชน..." และพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) พ.ศ.2546 มาตรา 20 บัญญัติว่า "คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลสำนักงานให้ดำเนินกิจการตามที่กำหนดไว้ในวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 7 และมาตรา 8 และให้มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ด้วย (1)...(3) ควบคุมดูแลการดำเนินงานและการบริหารงานทั่วไป ตลอดจนออกระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือข้อกำหนดที่เกี่ยวกับการบริหารงานทั่วไปของสำนักงาน การจัดแบ่งส่วนงานของสำนักงานและขอบเขตหน้าที่ของส่วนงานดังกล่าว การกำหนดตำแหน่ง คุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง อัตราเงินเดือน ค่าจ้าง และประโยชน์ตอบแทนอื่นของเจ้าหน้าที่และลูกจ้าง การบรรจุ การแต่งตั้ง วินัยและการลงโทษทางวินัย การออกจากตำแหน่ง การร้องทุกข์ การอุทธรณ์การลงโทษของเจ้าหน้าที่และลูกจ้าง การเงิน การพัสดุ สวัสดิการ และการให้บริการข้อมูล การเผยแพร่ หรือการนำข้อมูลไปใช้..." ตามพระราชบัญญัติและพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวบัญญัติให้คณะกรรมการบริหารสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ มีอำนาจออกระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือข้อกำหนดใด ๆ เกี่ยวกับประโยชน์ตอบแทนอื่นแก่เจ้าหน้าที่และลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ได้ ซึ่งระเบียบของจำเลยที่ 1 ว่าด้วยเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกเลิกจ้าง พ.ศ.2555 นี้เป็นการกำหนดประโยชน์ตอบแทนอื่นของเจ้าหน้าที่และลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นองค์การมหาชนกรณีถูกเลิกจ้างเพราะมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ตามที่พระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ.2542 มาตรา 24 (3) (จ) และพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) พ.ศ.2546 มาตรา 20 (3) บัญญัติไว้ ดังนั้นคณะกรรมการจำเลยที่ 1 จึงออกระเบียบจำเลยที่ 1 ว่าด้วยเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกเลิกจ้าง พ.ศ.2555 โดยอาศัยอำนาจตามบทกฎหมายดังกล่าวได้ มีข้อพิจารณาต่อไปว่า ระเบียบจำเลยที่ 1 ว่าด้วยเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกเลิกจ้าง พ.ศ.2555 ออกโดยฝ่าฝืนมติคณะรัฐมนตรี ที่เลขาธิการ ก.พ.ร. มีหนังสือแจ้งองค์การมหาชน 37 แห่ง รวมทั้งจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2555 หรือไม่ เห็นว่า แม้เลขาธิการ ก.พ.ร. มีหนังสือแจ้งจำเลยที่ 1 ว่า คณะรัฐมนตรีในคราวประชุมเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2555 มีมติเห็นชอบตามแนวทางการจ่ายค่าชดเชยให้แก่ผู้อำนวยการ เจ้าหน้าที่ และลูกจ้างขององค์การมหาชน ตามมติคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการในการประชุมครั้งที่ 4/2555 เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2555 ว่า ในกรณีสิ้นสุดสัญญาจ้างนั้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยซึ่งสอดคล้องกับพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ.2542 มาตรา 38 ที่บัญญัติว่า "กิจการขององค์การมหาชนไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน ทั้งนี้ ผู้อำนวยการ เจ้าหน้าที่ และลูกจ้างขององค์การมหาชน ต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคมและกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน" และอัตราการจ่ายเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกเลิกจ้างตามระเบียบนี้กำหนดไว้ในข้อ 5 ทำนองเดียวกับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง ที่ใช้บังคับในขณะนั้นก็ตาม แต่เงินตอบแทนตามระเบียบจำเลยที่ 1 ว่าด้วยเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกเลิกจ้าง พ.ศ.2555 หาใช่ค่าชดเชยตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานไม่ ทั้งมติคณะรัฐมนตรีในกรณีนี้เป็นเพียงการกำหนดกรอบนโยบายหรือแนวทางในการบริหารจัดการขององค์การมหาชนเท่านั้น หามีผลบังคับไปลบล้างระเบียบจำเลยที่ 1 ว่าด้วยเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกเลิกจ้าง พ.ศ.2555 ซึ่งออกมาโดยชอบด้วยกฎหมายได้ไม่ ส่วนถ้าคณะกรรมการบริหารขององค์การมหาชนออกระเบียบฝ่าฝืนมติคณะรัฐมนตรีแล้วก่อให้เกิดความเสียหายแก่องค์การมหาชน ก็เป็นกรณีที่คณะกรรมการบริหารขององค์การมหาชนจะต้องรับผิดในด้านการบริหารจัดการต่อหน่วยงานที่ควบคุมกำกับดูแลเท่านั้น เมื่อคดีนี้ขณะโจทก์มีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ และถูกเลิกจ้างในปี 2558 โดยระเบียบจำเลยที่ 1 ว่าด้วยเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกเลิกจ้าง พ.ศ.2555 ยังไม่ได้ถูกยกเลิกและยังมีผลใช้บังคับอยู่ จึงต้องใช้ระเบียบดังกล่าวนี้บังคับแก่กรณีของโจทก์ ส่วนระเบียบจำเลยที่ 1 ว่าด้วยเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกเลิกจ้าง (ฉบับที่ 2) แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2559 ออกเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2559 อันมีผลใช้บังคับหลังจากโจทก์ถูกเลิกจ้างไปแล้วมาใช้บังคับย้อนหลังกับโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายหาได้ไม่ โจทก์ทำงานกับจำเลยเป็นระยะเวลาติดต่อกัน 8 ปี 10 เดือน 23 วัน จึงมีสิทธิได้รับเงินตอบแทนตามระเบียบจำเลยที่ 1 ว่าด้วยเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกเลิกจ้าง พ.ศ.2555 ข้อ 5 (4) (เดิม) คือโจทก์ซึ่งทำงานติดต่อกันครบหกปี แต่ไม่ครบสิบปี ให้จ่ายเงินตอบแทนเท่ากับอัตราเงินเดือนสุดท้ายแปดเดือน โจทก์ได้รับเงินเดือนสุดท้าย เดือนละ 64,210 บาท จึงมีสิทธิได้รับเงินตอบแทนจำนวน 513,680 บาท เมื่อปรากฏว่า โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2558 ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินดังกล่าวภายใน 1 เดือน แล้วจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ โดยจำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือบอกกล่าวเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2558 จึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 24 มกราคม 2559 เงินค่าตอบแทนนี้เป็นหนี้เงินไม่ได้มีกฎหมายกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้เป็นพิเศษ จำเลยที่ 1 จึงต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมาว่าระเบียบจำเลยที่ 1 ว่าด้วยเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกเลิกจ้าง พ.ศ.2555 ออกโดยฝ่าฝืนมติคณะรัฐมนตรีทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินตอบแทนนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินตอบแทน 513,680 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 24 มกราคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยก่อนฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 มิถุนายน 2559) ต้องไม่เกิน 27,430 บาท
|




