
| แรงงานต่างด้าวได้รับผ่อนผันทำงานแล้วเดินทางออกนอกเขตโดยไม่ได้รับอนุญาต ผู้ขับรถนำพาอาจมีความผิดตามกฎหมายคนเข้าเมืองหรือไม่
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความรับผิดทางอาญาของผู้ที่ขับรถนำพาคนต่างด้าวซึ่งได้รับการผ่อนผันให้ทำงานในราชอาณาจักรเฉพาะพื้นที่ แต่เดินทางออกนอกเขตจังหวัดที่ได้รับอนุญาตโดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางราชการ คดีนี้มีประเด็นสำคัญว่า คนต่างด้าวที่มีเพียงหนังสือรับรองการทำงานกับนายจ้างและได้รับอนุญาตให้ทำงานในจังหวัดหนึ่ง จะสามารถเดินทางไปจังหวัดอื่นหรือไปชายแดนได้โดยเสรีหรือไม่ และหากมีผู้ขับรถพาไปโดยรู้อยู่แล้วว่าผู้นั้นเป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ผู้ขับรถจะมีความผิดฐานร่วมกันซ่อนเร้นหรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุมตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง หรือไม่ สาระสำคัญของคดีอยู่ที่การตีความผลของประกาศกระทรวงมหาดไทยที่กำหนดว่า การอนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวย่อมสิ้นผล หากคนต่างด้าวออกนอกเขตท้องที่กรุงเทพมหานครหรือจังหวัดที่ได้จัดทำทะเบียนประวัติหรือจังหวัดที่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน เมื่อแรงงานต่างด้าวในคดีนี้ได้รับผ่อนผันให้ทำงานกับนายจ้างในจังหวัดสมุทรสงคราม แต่กลับเดินทางไปจังหวัดจันทบุรีเพื่อไปชายแดนไทยกัมพูชาโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวสิ้นผล และการที่จำเลยทั้งสองขับรถนำพาไปโดยมีพฤติการณ์หลบหนีการตรวจค้นของเจ้าพนักงานตำรวจ ย่อมฟังได้ว่ารู้ข้อเท็จจริงสำคัญและมีความผิดตามกฎหมาย สรุปข้อเท็จจริง คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 โดยกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันนำพาคนต่างด้าวซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายหรืออยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่มีสิทธิถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้พ้นจากการจับกุมของเจ้าพนักงาน ข้อเท็จจริงได้ความว่า นายนิดและนางสาวรินเป็นคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ขณะถูกจับกุมไม่มีหนังสือเดินทางหรือหลักฐานการเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยถูกต้องตามกฎหมาย มีเพียงสำเนาหนังสือรับรองการทำงานกับนายจ้าง ซึ่งออกโดยสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อรับรองว่าทำงานรับจ้างกับนายจ้างในจังหวัดสมุทรสงครามเท่านั้น ต่อมา นายนิดและนางสาวรินว่าจ้างจำเลยทั้งสองให้ขับรถจากจังหวัดสมุทรสงครามไปส่งที่ชายแดนไทยกัมพูชา อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี เพื่อกลับไปเยี่ยมญาติที่ประเทศกัมพูชา มิใช่เดินทางไปกรุงเทพมหานครเพื่อเข้ารับการตรวจสัญชาติตามที่แจ้งความประสงค์ไว้ในเอกสารรับรองการทำงาน ระหว่างเดินทาง เจ้าพนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดจันทบุรีติดตามและประกาศให้หยุดรถเพื่อตรวจค้น แต่จำเลยทั้งสองไม่หยุด กลับขับรถหลบหนีเป็นระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร จนเจ้าพนักงานต้องใช้อาวุธปืนยิงยางรถเพื่อสกัดให้หยุดรถ จากพฤติการณ์ดังกล่าว ศาลรับฟังว่าจำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าคนต่างด้าวที่โดยสารมาเป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย และการขับรถพาไปชายแดนเป็นการช่วยเหลือให้พ้นจากการจับกุม คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้นายนิดและนางสาวรินจะมีสำเนาหนังสือรับรองการทำงานกับนายจ้าง แต่เอกสารดังกล่าวเป็นเพียงหลักฐานว่าทำงานกับนายจ้างในจังหวัดสมุทรสงคราม มิใช่หนังสือเดินทางหรือเอกสารที่ทำให้สามารถเดินทางไปจังหวัดอื่นได้ตามอำเภอใจ ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษตามมติคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ 16 มกราคม 2561 ข้อ 4 กำหนดให้การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวสิ้นผล หากคนต่างด้าวออกนอกเขตท้องที่กรุงเทพมหานครหรือจังหวัดที่ได้จัดทำทะเบียนประวัติ หรือจังหวัดที่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน เมื่อนายนิดและนางสาวรินได้รับการผ่อนผันให้ทำงานกับนายจ้างในจังหวัดสมุทรสงครามเท่านั้น การเดินทางออกนอกเขตจังหวัดสมุทรสงครามไปยังจังหวัดจันทบุรีโดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางราชการ จึงเป็นการฝ่าฝืนประกาศกระทรวงมหาดไทย และทำให้การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวสิ้นผล ส่วนประเด็นว่าจำเลยทั้งสองรู้หรือไม่ว่าคนต่างด้าวเป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นว่า พฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองไม่ยอมหยุดรถให้เจ้าพนักงานตรวจค้น ทั้งที่รถของเจ้าพนักงานมีสัญลักษณ์ตำรวจ มีไซเรน มีเครื่องขยายเสียง และประกาศให้หยุดรถ แต่จำเลยกลับเร่งเครื่องหลบหนีเป็นระยะทางไกล ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองรู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองขับรถกระบะนำพานายนิดและนางสาวรินจากจังหวัดสมุทรสงครามไปยังชายแดนไทยกัมพูชา จังหวัดจันทบุรี โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันซ่อนเร้นหรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายพ้นจากการจับกุม วิเคราะห์หลักกฎหมาย หลักกฎหมายสำคัญของคดีนี้อยู่ที่พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง ซึ่งมุ่งลงโทษผู้ที่รู้ว่าคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย แล้วยังให้ความช่วยเหลือ ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม ความผิดตามมาตรานี้มิได้จำกัดเฉพาะการซ่อนตัวคนต่างด้าวไว้ในบ้านหรือสถานที่ลับเท่านั้น แต่รวมถึงการช่วยเหลือในลักษณะอื่นที่มีผลเป็นการทำให้คนต่างด้าวพ้นจากการตรวจพบหรือการจับกุมของเจ้าพนักงาน เช่น การขับรถนำพาออกนอกพื้นที่ การพาไปชายแดน หรือการหลบเลี่ยงด่านตรวจ ทั้งนี้ต้องปรากฏว่าผู้กระทำรู้ข้อเท็จจริงว่าคนต่างด้าวนั้นมีสถานะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ในคดีนี้ ศาลฎีกาไม่ได้พิจารณาเพียงว่าแรงงานต่างด้าวมีเอกสารบางอย่างหรือไม่ แต่พิจารณาว่าเอกสารนั้นมีผลทางกฎหมายเพียงใด หนังสือรับรองการทำงานกับนายจ้างเป็นเพียงหลักฐานการทำงานในจังหวัดที่ได้รับอนุญาต มิใช่เอกสารอนุญาตให้เดินทางไปจังหวัดอื่นหรือไปชายแดนได้โดยเสรี เมื่อประกาศกระทรวงมหาดไทยกำหนดเงื่อนไขว่า หากออกนอกเขตจังหวัดที่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวย่อมสิ้นผล คนต่างด้าวจึงกลับเข้าสู่สถานะที่ไม่มีสิทธิอยู่ในราชอาณาจักรตามเงื่อนไขที่ได้รับผ่อนผัน อีกประเด็นสำคัญคือเรื่องเจตนาหรือความรู้ของจำเลย ศาลฎีกาใช้พฤติการณ์แวดล้อมประกอบการวินิจฉัย ได้แก่ การถูกเจ้าพนักงานติดตาม การประกาศให้หยุดรถ การมีสัญลักษณ์ตำรวจ และการขับรถหลบหนีเป็นระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร พฤติการณ์เหล่านี้มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังว่าจำเลยทั้งสองรู้ว่าผู้โดยสารเป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย และการนำพาไปชายแดนเป็นการช่วยให้พ้นจากการจับกุม เจตนารมณ์ของกฎหมายและแนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง คือคุ้มครองระบบการควบคุมคนต่างด้าวในราชอาณาจักร มิให้บุคคลใดช่วยเหลือ สนับสนุน หรืออำนวยความสะดวกแก่คนต่างด้าวที่ไม่มีสิทธิอยู่ในราชอาณาจักรโดยชอบด้วยกฎหมายให้หลบเลี่ยงการจับกุมหรือการตรวจสอบของรัฐ กฎหมายคนเข้าเมืองมิได้มุ่งลงโทษเฉพาะคนต่างด้าวเท่านั้น แต่ยังมุ่งเอาผิดกับบุคคลที่เป็นตัวกลางหรือผู้ช่วยเหลือ เพราะหากไม่มีผู้ขับรถ ผู้จัดหาที่พัก หรือผู้พาเดินทาง การควบคุมและบังคับใช้กฎหมายต่อคนต่างด้าวผิดกฎหมายย่อมทำได้ยากขึ้น คดีนี้จึงสะท้อนหลักสำคัญว่า ผู้ที่รับจ้างขนส่งแรงงานต่างด้าวต้องตรวจสอบสถานะและขอบเขตการอนุญาตให้ชัดเจน ไม่อาจอ้างเพียงว่าเห็นเอกสารบางอย่างแล้วเข้าใจว่าสามารถเดินทางได้ทุกพื้นที่ แนววินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้มีสาระสำคัญว่า การได้รับผ่อนผันให้ทำงานในราชอาณาจักรเป็นสิทธิที่มีเงื่อนไข มิใช่สิทธิทั่วไปในการเดินทางหรือพำนักได้โดยเสรีทั่วราชอาณาจักร เมื่อคนต่างด้าวฝ่าฝืนเงื่อนไขการอยู่ในราชอาณาจักร การอนุญาตย่อมสิ้นผล และผู้ที่รู้ข้อเท็จจริงแล้วช่วยนำพาไปยังชายแดนหรือช่วยหลบเลี่ยงการจับกุมย่อมต้องรับผิดทางอาญา สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษจำคุกคนละ 6 เดือน เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสาม ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน 40 วัน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 เดือน และบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ของจำเลยที่ 2 รวมเป็นจำคุก 19 เดือน ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง แต่ไม่ริบรถกระบะของกลาง 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักเพียงพอรับฟังว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันนำพาแรงงานต่างด้าวซึ่งไม่มีสิทธิอยู่ในราชอาณาจักรโดยชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการช่วยให้พ้นจากการจับกุม 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน โดยวินิจฉัยว่าแรงงานต่างด้าวได้รับอนุญาตให้ทำงานเฉพาะจังหวัดสมุทรสงคราม การเดินทางไปจังหวัดจันทบุรีเพื่อไปชายแดนไทยกัมพูชาโดยไม่ได้รับอนุญาตทำให้การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวสิ้นผล จำเลยทั้งสองขับรถนำพาไปโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย จึงมีความผิดตามฟ้อง สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ให้ข้อคิดทางกฎหมายสำคัญว่า การมีเอกสารเกี่ยวกับการทำงานของแรงงานต่างด้าว มิได้หมายความว่าแรงงานต่างด้าวผู้นั้นมีสิทธิเดินทางไปได้ทุกจังหวัดหรือออกนอกเขตพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตโดยเสรี เอกสารรับรองการทำงานกับนายจ้างต้องพิจารณาร่วมกับกฎหมายและประกาศของทางราชการที่กำหนดเงื่อนไขการอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว หากเงื่อนไขกำหนดให้ทำงานหรือพำนักอยู่ในจังหวัดใด การออกนอกเขตโดยไม่ได้รับอนุญาตย่อมอาจทำให้สิทธิการอยู่ในราชอาณาจักรสิ้นผล นอกจากนี้ บุคคลผู้ขับรถหรือรับจ้างนำพาแรงงานต่างด้าวไม่อาจอ้างความไม่รู้ได้โดยง่าย หากพฤติการณ์แวดล้อมแสดงให้เห็นว่ารู้หรือควรรู้ถึงสถานะที่ไม่ถูกต้องของแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะเมื่อมีการหลบหนีการตรวจค้นของเจ้าพนักงาน การขับรถหนีด่าน หรือการพาไปยังพื้นที่ชายแดน ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่ศาลอาจใช้เป็นพยานแวดล้อมประกอบการวินิจฉัยเจตนาได้ หลักสำคัญของคดีนี้จึงอยู่ที่การพิจารณาทั้งสถานะของคนต่างด้าวและพฤติการณ์ของผู้ให้ความช่วยเหลือประกอบกัน หากคนต่างด้าวไม่มีสิทธิอยู่ในราชอาณาจักรตามเงื่อนไขที่ได้รับผ่อนผัน และผู้ให้ความช่วยเหลือรู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว ยังนำพาไปเพื่อหลบเลี่ยงการจับกุม ย่อมเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า แรงงานต่างด้าวซึ่งได้รับการผ่อนผันให้ทำงานเฉพาะจังหวัด หากเดินทางออกนอกเขตจังหวัดที่ได้รับอนุญาตโดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางราชการ จะยังถือว่าเป็นคนต่างด้าวที่อยู่ในราชอาณาจักรโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และผู้ที่ขับรถนำพาแรงงานดังกล่าวไปยังชายแดนโดยรู้ข้อเท็จจริง จะมีความผิดฐานช่วยคนต่างด้าวพ้นจากการจับกุมตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง หรือไม่ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง และประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษตามมติคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2561 ข้อ 4 สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวสิ้นผล หมายถึง กรณีที่คนต่างด้าวได้รับสิทธิให้อยู่ในราชอาณาจักรภายใต้เงื่อนไขเฉพาะ เช่น ได้รับอนุญาตให้ทำงานในจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง แต่ต่อมาออกนอกเขตจังหวัดที่ได้รับอนุญาตโดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางราชการ สิทธิการอยู่ในราชอาณาจักรตามประกาศย่อมสิ้นผล ทำให้สถานะของคนต่างด้าวไม่ชอบด้วยเงื่อนไขที่ได้รับผ่อนผัน 2. ช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม หมายถึง การกระทำที่มิใช่เพียงการซ่อนตัวคนต่างด้าวเท่านั้น แต่รวมถึงการขับรถนำพา การอำนวยความสะดวก หรือการพาเดินทางหลบเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าพนักงาน หากผู้กระทำรู้ว่าคนต่างด้าวไม่มีสิทธิอยู่ในราชอาณาจักรโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ยังช่วยเหลือให้เดินทางต่อไปหรือหลบหนีการตรวจค้น ย่อมเข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 64 วรรคหนึ่ง คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1 คำถาม แรงงานต่างด้าวที่ได้รับการผ่อนผันให้ทำงานในจังหวัดหนึ่ง สามารถเดินทางไปจังหวัดอื่นได้หรือไม่ คำตอบ การได้รับการผ่อนผันให้ทำงานในราชอาณาจักรตามนโยบายของรัฐมิได้หมายความว่าคนต่างด้าวจะมีสิทธิเดินทางได้อย่างเสรีทั่วราชอาณาจักร แต่เป็นสิทธิที่มีเงื่อนไขจำกัดตามกฎหมายและประกาศของฝ่ายปกครอง โดยเฉพาะประกาศกระทรวงมหาดไทยที่กำหนดชัดเจนว่า หากคนต่างด้าวออกนอกเขตจังหวัดที่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน หรือออกนอกพื้นที่ที่ได้จัดทำทะเบียนประวัติไว้ การอนุญาตให้พำนักอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวย่อมสิ้นผลทันที ผลทางกฎหมายของการสิ้นผลดังกล่าวทำให้สถานะของคนต่างด้าวกลับเข้าสู่ภาวะที่ไม่มีสิทธิอยู่ในราชอาณาจักรโดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น แม้จะมีเอกสารรับรองการทำงานหรือเอกสารอื่นใดที่แสดงถึงการได้รับผ่อนผัน ก็ไม่อาจตีความขยายให้ครอบคลุมถึงสิทธิในการเดินทางโดยไม่มีข้อจำกัดได้ การตีความสิทธิของคนต่างด้าวต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายและเงื่อนไขที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด หากฝ่าฝืนย่อมมีผลกระทบโดยตรงต่อสถานะทางกฎหมายและอาจก่อให้เกิดความรับผิดทางอาญาได้ 2 คำถาม หนังสือรับรองการทำงานกับนายจ้างสามารถใช้แทนหนังสือเดินทางได้หรือไม่ คำตอบ หนังสือรับรองการทำงานกับนายจ้างเป็นเพียงเอกสารที่ออกเพื่อรับรองความสัมพันธ์ในการจ้างงานระหว่างแรงงานต่างด้าวกับนายจ้างในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต มิใช่เอกสารแสดงตัวตนหรือเอกสารอนุญาตให้เข้าหรือออกจากราชอาณาจักรอย่างถูกต้องตามกฎหมายเช่นเดียวกับหนังสือเดินทางหรือเอกสารการเดินทางอื่นที่กฎหมายรับรอง ดังนั้น หนังสือรับรองการทำงานไม่อาจใช้แทนหนังสือเดินทางหรือใช้เป็นหลักฐานในการเดินทางข้ามจังหวัดหรือข้ามแดนได้โดยอัตโนมัติ การมีเอกสารดังกล่าวจึงไม่ได้ทำให้คนต่างด้าวมีสถานะถูกต้องในทุกกรณี หากมีการใช้เอกสารดังกล่าวเพื่ออ้างสิทธิในการเดินทางออกนอกพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต ย่อมเป็นการตีความที่คลาดเคลื่อนจากเจตนารมณ์ของกฎหมาย และอาจนำไปสู่การกระทำที่ฝ่าฝืนเงื่อนไขการอนุญาตจนทำให้สิทธิการอยู่ในราชอาณาจักรสิ้นผล ทั้งยังอาจส่งผลให้บุคคลที่เกี่ยวข้องต้องรับผิดทางอาญาในฐานะช่วยเหลือคนต่างด้าวโดยมิชอบด้วย 3 คำถาม หากคนต่างด้าวออกนอกเขตจังหวัดที่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน จะมีผลทางกฎหมายอย่างไร คำตอบ การออกนอกเขตจังหวัดที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางราชการเป็นการฝ่าฝืนเงื่อนไขของการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ซึ่งกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าการอนุญาตดังกล่าวจะสิ้นผลทันทีเมื่อมีการกระทำฝ่าฝืนเงื่อนไข เมื่อสิทธิการอยู่ในราชอาณาจักรสิ้นผล คนต่างด้าวย่อมอยู่ในสถานะที่ไม่มีสิทธิอยู่ในราชอาณาจักรโดยชอบด้วยกฎหมาย และอาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมายคนเข้าเมืองได้ นอกจากนี้ การสิ้นผลของการอนุญาตยังส่งผลให้บุคคลที่ให้ความช่วยเหลือ เช่น ผู้ขับรถหรือผู้จัดการเดินทาง อาจต้องรับผิดในฐานะช่วยเหลือคนต่างด้าวผิดกฎหมาย หากปรากฏว่ารู้หรือควรรู้ถึงสถานะดังกล่าว การพิจารณาจะคำนึงถึงพฤติการณ์โดยรวม เช่น เส้นทางการเดินทาง จุดหมายปลายทาง และการหลบเลี่ยงการตรวจค้นของเจ้าพนักงาน ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบที่ศาลใช้วินิจฉัยความผิด 4 คำถาม การขับรถพาแรงงานต่างด้าวไปชายแดนถือเป็นความผิดเสมอหรือไม่ คำตอบ การขับรถพาแรงงานต่างด้าวไปยังพื้นที่ชายแดนมิได้เป็นความผิดโดยอัตโนมัติ แต่จะเป็นความผิดหรือไม่ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและองค์ประกอบความผิดตามกฎหมาย โดยเฉพาะประเด็นว่าผู้ขับรถรู้หรือไม่ว่าคนต่างด้าวที่โดยสารมาไม่มีสิทธิอยู่ในราชอาณาจักรโดยชอบด้วยกฎหมาย หากปรากฏว่าคนต่างด้าวได้ฝ่าฝืนเงื่อนไขการอนุญาต เช่น ออกนอกเขตจังหวัดที่ได้รับอนุญาต และผู้ขับรถทราบหรือมีพฤติการณ์ที่แสดงว่าควรทราบ เช่น การหลบหนีการตรวจค้นของเจ้าพนักงาน การไม่ยอมหยุดรถเมื่อถูกเรียก หรือการเดินทางไปยังจุดเสี่ยง เช่น ชายแดน การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายช่วยเหลือให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุมตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง อย่างไรก็ตาม หากผู้ขับรถไม่มีเจตนาและไม่ทราบข้อเท็จจริงดังกล่าว การพิจารณาความผิดจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบตามพยานหลักฐาน 5 คำถาม ศาลใช้พฤติการณ์ใดในการวินิจฉัยว่าจำเลยรู้ว่าแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย คำตอบ ศาลใช้พฤติการณ์แวดล้อมเป็นหลักในการพิจารณาว่าจำเลยมีความรู้เกี่ยวกับสถานะของแรงงานต่างด้าวหรือไม่ โดยมิได้จำกัดเพียงคำรับสารภาพหรือพยานโดยตรง แต่รวมถึงพฤติการณ์ที่แสดงออกถึงเจตนา เช่น การขับรถหลบหนีเมื่อถูกเจ้าพนักงานเรียกให้หยุด การไม่ยอมหยุดตรวจแม้รถของเจ้าพนักงานจะมีสัญลักษณ์ชัดเจน มีไซเรน และมีการประกาศผ่านเครื่องขยายเสียง รวมถึงการเดินทางเป็นระยะทางไกลเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจค้น พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นพยานแวดล้อมที่มีน้ำหนักเพียงพอให้ศาลเชื่อว่าจำเลยรู้ข้อเท็จจริงสำคัญเกี่ยวกับสถานะของผู้โดยสาร นอกจากนี้ ศาลยังพิจารณาปลายทางของการเดินทาง เช่น การไปยังพื้นที่ชายแดน ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อการหลบหนีออกนอกประเทศ ประกอบกับพฤติการณ์อื่น ๆ เพื่อวินิจฉัยเจตนาโดยรวม 6 คำถาม บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยมีผลทำให้การกระทำไม่ผิดหรือไม่ คำตอบ บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยเป็นเอกสารที่ใช้แสดงตัวตนของบุคคลในบางกรณี แต่ไม่ได้เป็นหลักฐานยืนยันว่าบุคคลนั้นมีสิทธิอยู่ในราชอาณาจักรโดยชอบด้วยกฎหมายในทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากบัตรดังกล่าวออกภายหลังจากวันที่เกิดเหตุ ย่อมไม่สามารถนำมาใช้ยืนยันสถานะทางกฎหมายย้อนหลังได้ ศาลจึงให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงในขณะเกิดเหตุเป็นหลัก หากในขณะนั้นคนต่างด้าวไม่มีเอกสารที่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือได้ฝ่าฝืนเงื่อนไขการอนุญาต การมีบัตรในภายหลังไม่อาจลบล้างความผิดที่เกิดขึ้นก่อนหน้าได้ การพิจารณาจะยึดตามหลักว่าความผิดสำเร็จเมื่อมีการกระทำครบองค์ประกอบ และเอกสารที่เกิดขึ้นภายหลังไม่มีผลย้อนหลังในการทำให้การกระทำที่ผิดกฎหมายกลายเป็นถูกต้อง 7 คำถาม ผู้รับจ้างขับรถมีหน้าที่ต้องตรวจสอบสถานะของผู้โดยสารหรือไม่ คำตอบ แม้กฎหมายจะมิได้บัญญัติให้ผู้รับจ้างขับรถต้องตรวจสอบสถานะของผู้โดยสารทุกกรณีโดยตรง แต่ในทางปฏิบัติและตามแนวคำพิพากษาศาล ผู้ขับรถย่อมต้องใช้ความระมัดระวังตามสมควร โดยเฉพาะในกรณีที่มีพฤติการณ์ผิดปกติ เช่น การว่าจ้างให้เดินทางไปยังพื้นที่ชายแดน การเดินทางในเวลากลางคืน การหลบเลี่ยงเส้นทางหลัก หรือการมีพฤติการณ์หลบหนีการตรวจค้นของเจ้าพนักงาน หากผู้ขับรถเพิกเฉยต่อข้อบ่งชี้เหล่านี้ ศาลอาจตีความว่าผู้ขับรถมีเจตนาหรืออย่างน้อยก็เล็งเห็นผลของการกระทำ การพิจารณาความรับผิดจึงมิได้อาศัยเพียงการรับรู้โดยตรง แต่รวมถึงการประเมินว่าบุคคลทั่วไปในสถานการณ์เดียวกันควรทราบหรือไม่ ซึ่งเป็นหลักการสำคัญในกฎหมายอาญาเกี่ยวกับเจตนา 8 คำถาม ความผิดฐานช่วยคนต่างด้าวพ้นจากการจับกุมมีองค์ประกอบอย่างไร คำตอบ ความผิดฐานช่วยคนต่างด้าวพ้นจากการจับกุมตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ หนึ่ง ต้องมีคนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายหรือไม่มีสิทธิอยู่โดยชอบด้วยกฎหมาย สอง ผู้กระทำต้องมีการกระทำในลักษณะช่วยเหลือ ซ่อนเร้น หรืออำนวยความสะดวก เช่น การขับรถนำพา การจัดหาที่พัก หรือการช่วยหลบเลี่ยงการตรวจค้น และสาม ผู้กระทำต้องรู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานะของคนต่างด้าวดังกล่าว การพิสูจน์องค์ประกอบนี้อาจอาศัยพฤติการณ์แวดล้อม เช่น การหลบหนีเจ้าพนักงาน การไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจค้น หรือพฤติการณ์อื่นที่แสดงถึงเจตนา หากองค์ประกอบครบถ้วนย่อมเป็นความผิดสำเร็จโดยไม่จำเป็นต้องเกิดผลสำเร็จในการหลบหนีจริง อธิบายหลักกฎหมายเพิ่มเติม ข้อ 1 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง บทบัญญัตินี้มีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมและป้องกันมิให้บุคคลใดให้ความช่วยเหลือแก่คนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายหรืออยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่มีสิทธิ โดยกำหนดความผิดแก่ผู้ที่ซ่อนเร้นหรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม ความหมายของคำว่า ช่วยด้วยประการใด ๆ มีลักษณะกว้าง ครอบคลุมการกระทำหลากหลายรูปแบบ ไม่จำกัดเฉพาะการซ่อนตัว เช่น การนำพา การขนส่ง การจัดหาที่พัก หรือการอำนวยความสะดวกในการหลบหนีจากเจ้าพนักงาน องค์ประกอบสำคัญของความผิดคือการรู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานะของคนต่างด้าว หากผู้กระทำรู้หรือควรรู้ว่าคนต่างด้าวไม่มีสิทธิอยู่ในราชอาณาจักร แต่ยังคงให้ความช่วยเหลือ ย่อมเข้าข่ายความผิดตามมาตรานี้ เจตนารมณ์ของกฎหมายมุ่งตัดวงจรการสนับสนุนแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายและป้องกันการลักลอบเข้าเมือง ซึ่งเป็นปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศโดยรวม ข้อ 2 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษตามมติคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2561 ข้อ 4 ประกาศฉบับนี้เป็นมาตรการเชิงนโยบายที่รัฐใช้บริหารจัดการแรงงานต่างด้าว โดยเปิดโอกาสให้คนต่างด้าวบางกลุ่มสามารถอยู่และทำงานในราชอาณาจักรได้เป็นการชั่วคราวภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ข้อ 4 ของประกาศกำหนดกรณีที่การอนุญาตจะสิ้นผล เช่น การออกนอกเขตพื้นที่ที่กำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาต เจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้คือการควบคุมการเคลื่อนย้ายของแรงงานต่างด้าวให้อยู่ในขอบเขตที่รัฐสามารถกำกับดูแลได้ เพื่อป้องกันการกระจายตัวของแรงงานผิดกฎหมายและลดความเสี่ยงด้านความมั่นคง เมื่อคนต่างด้าวฝ่าฝืนเงื่อนไขดังกล่าว สิทธิในการอยู่ในราชอาณาจักรจะสิ้นผลทันทีโดยไม่ต้องมีคำสั่งเพิกถอนเพิ่มเติม ส่งผลให้สถานะของบุคคลนั้นกลับเป็นคนต่างด้าวที่อยู่โดยมิชอบ และบุคคลที่เกี่ยวข้องซึ่งให้ความช่วยเหลือย่อมอาจต้องรับผิดตามกฎหมายคนเข้าเมืองด้วย ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 477/2563 ขณะถูกจับกุม น. และ ร. ไม่มีหนังสือเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยถูกต้องตามกฎหมายเป็นหลักฐานเหมือนเช่น ส. และ จ. โดยมีเพียงสำเนาหนังสือรับรองการทำงานกับนายจ้างมาแสดงเท่านั้น หนังสือรับรองการทำงานกับนายจ้างดังกล่าวออกโดยสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสมุทรสงครามเพื่อรับรองว่า น. และ ร. ทำงานรับจ้างกับ ธ. นายจ้างที่จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งแม้ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการอนุญาตทำงานและการอนุญาตให้ทำงานตาม พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 จะมิได้กล่าวถึงกรณีที่คนต่างด้าวที่ได้รับการผ่อนผันให้ทำงานในราชอาณาจักรสามารถเดินทางออกนอกเขตที่ได้รับอนุญาตทำงานได้หรือไม่ แต่ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2561 ข้อ 4 กำหนดว่า การอนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรได้เป็นการชั่วคราวตามประกาศนี้เป็นอันสิ้นผลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ (3) ออกนอกเขตท้องที่กรุงเทพมหานครหรือจังหวัดที่ได้จัดทำทะเบียนประวัติหรือจังหวัดที่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน ดังนี้ เมื่อ น. และ ร. ได้รับการผ่อนผันให้ทำงานกับนายจ้างที่จังหวัดสมุทรสงครามเท่านั้น น. และ ร. จึงไม่สามารถเดินทางออกนอกเขตที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานหรือไปไหนมาไหนได้ตามอำเภอใจอีกทั้ง น. และ ร. ได้แจ้งความประสงค์ไว้ในสำเนาหนังสือรับรองการทำงานกับนายจ้างว่าจะเข้ารับการตรวจสัญชาติในกรุงเทพมหานคร แต่ น. และ ร. กลับว่าจ้างจำเลยทั้งสองให้ขับรถจากจังหวัดสมุทรสงครามไปส่งที่ชายแดนไทย - กัมพูชา อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี เพื่อกลับไปเยี่ยมญาติที่ประเทศกัมพูชาแต่ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมเสียก่อน ซึ่งการที่ น. และ ร. เดินทางออกนอกเขตที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางราชการ และไม่ได้ไปรับการตรวจสัญชาติในกรุงเทพมหานคร แต่ว่าจ้างจำเลยทั้งสองให้ขับรถไปส่งที่ชายแดนไทย - กัมพูชา อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี จึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนข้อกำหนดประกาศกระทรวงมหาดไทย ข้อ 4 (3) จึงมีผลให้การอนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรได้เป็นการชั่วคราวสิ้นผลไป การที่จำเลยทั้งสองขับรถกระบะของกลางนำพา น. และ ร. จากจังหวัดสมุทรสงครามไปส่งที่ชายแดนไทย - กัมพูชา อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี โดยรู้อยู่แล้วว่า น. และ ร. เป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานร่วมกันซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายพ้นจากการจับกุม โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 5, 64 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 58, 83, 92 ริบรถกระบะและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2316/2559, 3748/2559, 577/2560 และ 2273/2560 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษในคดีนี้ จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ และจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 6 เดือน เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 8 เดือน คำให้การชั้นสอบสวนและข้อนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน 40 วัน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 เดือน ให้บวกโทษจำคุก 3 เดือน, 3 เดือน, 6 เดือน และ 3 เดือน ของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2316/2559, 3748/2559, 577/2560 และ 2273/2560 ของศาลชั้นต้นตามลำดับเข้ากับโทษในคดีนี้ เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 19 เดือน ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง แต่ไม่ริบรถกระบะของกลาง โดยให้คืนแก่เจ้าของ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุ นายนิดและนางสาวรินเป็นคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชามีสำเนาหนังสือรับรองการทำงานกับนายจ้างเป็นหลักฐาน โดยนายนิดและนางสาวรินนั่งรถกระบะของกลางที่มีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับ และจำเลยที่ 2 นั่งข้างคนขับ จากจังหวัดสมุทรสงครามไปจังหวัดจันทบุรี แล้วจำเลยทั้งสองกับนายนิดและนางสาวรินถูกเจ้าพนักงานตำรวจประจำสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดจันทบุรีจับกุมที่บริเวณถนนสายอำเภอมะขาม - เขาคิชฌกูฏ บ้านท่าระม้า ตำบลมะขาม อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ ให้คนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายพ้นจากการจับกุมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ เห็นว่า ขณะถูกจับกุม นายนิดและนางสาวรินไม่มีหนังสือเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยถูกต้องตามกฎหมายเป็นหลักฐานเหมือนเช่นนายโสพาด และนางสาวจันนี โดยมีเพียงสำเนาหนังสือรับรองการทำงานกับนายจ้างมาแสดงเท่านั้น ซึ่งนายอนุพงค์ นักวิชาการแรงงานชำนาญการสำนักงานจัดหางานจังหวัดจันทบุรี ได้เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า หนังสือรับรองการทำงานกับนายจ้างดังกล่าวออกโดยสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสมุทรสงครามเพื่อรับรองว่า นายนิดและนางสาวรินทำงานรับจ้างกับนายธำรงค์ นายจ้างที่จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งแม้ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการอนุญาตทำงานและการอนุญาตให้ทำงานตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 จะมิได้กล่าวถึงกรณีที่คนต่างด้าวที่ได้รับการผ่อนผันให้ทำงานในราชอาณาจักรสามารถเดินทางออกนอกเขตที่ได้รับอนุญาตทำงานได้หรือไม่ แต่ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2561 ข้อ 4 กำหนดว่า การอนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรได้เป็นการชั่วคราวตามประกาศนี้เป็นอันสิ้นผลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ (3) ออกนอกเขตท้องที่กรุงเทพมหานครหรือจังหวัดที่ได้จัดทำทะเบียนประวัติหรือจังหวัดที่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน ดังนี้ เมื่อนายนิดและนางสาวรินได้รับการผ่อนผันให้ทำงานกับนายจ้างที่จังหวัดสมุทรสงครามเท่านั้น นายนิดและนางสาวรินจึงไม่สามารถเดินทางออกนอกเขตที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานหรือไปไหนมาไหนได้ตามอำเภอใจอีก ทั้งนายนิดและนางสาวรินได้แจ้งความประสงค์ไว้ในสำเนาหนังสือรับรองการทำงานกับนายจ้างว่าจะเข้ารับการตรวจสัญชาติในกรุงเทพมหานคร แต่ข้อเท็จจริงกลับได้ความตามถ้อยคำของนายนิดและนางสาวรินว่านายนิดและนางสาวรินว่าจ้างจำเลยทั้งสองให้ขับรถจากจังหวัดสมุทรสงครามไปส่งที่ชายแดนไทย - กัมพูชา อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี เพื่อกลับไปเยี่ยมญาติที่ประเทศกัมพูชาแต่ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมเสียก่อน ซึ่งการที่นายนิดและนางสาวรินเดินทางออกนอกเขตที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางราชการ และไม่ได้ไปรับการตรวจสัญชาติในกรุงเทพมหานคร แต่ว่าจ้างจำเลยทั้งสองให้ขับรถไปส่งที่ชายแดนไทย - กัมพูชาอำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี จึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนข้อกำหนดประกาศกระทรวงมหาดไทย ข้อ 4 (3) จึงมีผลให้การอนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรได้เป็นการชั่วคราวสิ้นผลไป ปัญหาต่อไปว่า จำเลยทั้งสองขับรถกระบะของกลางนำพานายนิดและนายสาวรินจากจังหวัดสมุทรสงครามไปส่งที่ชายแดนไทย - กัมพูชา อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี โดยรู้หรือไม่ว่านายนิดและนางสาวรินเป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย นั้น เห็นว่า ร้อยตำรวจเอกหฤษฏ์และร้อยตำรวจเอกวรรณชัยพยานโจทก์ทั้งสองเบิกความยืนยันว่าก่อนที่จำเลยทั้งสองจะถูกจับกุม รถยนต์ที่ร้อยตำรวจเอกหฤษฏ์ใช้ขับไล่ติดตามรถกระบะของจำเลยทั้งสองเป็นรถยนต์ทะเบียนตราโล่ 67750 มีสัญลักษณ์ตำรวจที่ประตูหน้ารถทั้งสองข้างและท้ายรถมีข้อความว่า ต.ม. จังหวัดจันทบุรี กับมีไซเรนและเครื่องขยายเสียงติดรถดังกล่าว โดยเมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถกระบะของกลางผ่านจุดที่ดักรออยู่ ร้อยตำรวจเอกหฤษฏ์ได้ใช้เครื่องขยายเสียงประกาศให้จำเลยทั้งสองหยุดรถเพื่อขอตรวจค้น แต่จำเลยทั้งสองไม่ยอมหยุดรถให้ตรวจและเร่งเครื่องยนต์ขับหลบหนีเป็นระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร จนดาบตำรวจจำรัสต้องใช้อาวุธปืนยิงยางล้อหน้าและล้อหลังเพื่อสกัดให้จำเลยที่ 1 หยุดรถอันเป็นการแสดงให้เห็นได้อยู่ในตัวว่า จำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่านายนิดและนางสาวรินที่โดยสารมาในรถกระบะของจำเลยที่ 1 เป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายและรถยนต์ที่กำลังขับไล่ติดตามรถกระบะของจำเลยที่ 1 นั้น เป็นเจ้าพนักงานตำรวจ การที่จำเลยทั้งสองไม่ยอมหยุดรถให้ตรวจค้นแต่โดยดีและขับรถหลบหนีเช่นนี้ก็เป็นเพราะกลัวถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมดำเนินคดีนั่นเอง หาใช่ว่าจำเลยทั้งสองไม่รู้ว่านายนิดและนางสาวรินเป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายดังที่จำเลยทั้งสองต่อสู้ไม่ ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาต่อสู้ว่า นายนิดและนางสาวรินมีสำเนาประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (บัตรสีชมพู) มาแสดงว่านายนิดและนางสาวรินเป็นคนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยถูกต้องตามกฎหมาย นายนิดและนางสาวรินจึงสามารถเดินทางไปไหนมาไหนก็ได้นั้น เห็นว่า สำเนาบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (บัตรสีชมพู) ระบุไว้ชัดว่า มีการออกบัตรในวันที่ 21 มีนาคม 2561 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังการกระทำความผิดเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2561 แสดงว่านายนิดและนางสาวรินไปทำบัตรสีชมพูหลังจากเกิดเหตุคดีนี้แล้ว มิใช่ว่านายนิดและนางสาวรินมีบัตรสีชมพูมาแสดงต่อเจ้าพนักงานตำรวจตั้งแต่ขณะถูกจับกุม พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ โดยข้อเท็จจริงรับฟังได้มั่นคงว่าจำเลยทั้งสองขับรถกระบะของกลางนำพานายนิดและนางสาวรินจากจังหวัดสมุทรสงครามไปส่งที่ชายแดนไทย - กัมพูชา อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี โดยรู้อยู่แล้วว่านายนิดและนางสาวรินเป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานร่วมกันซ่อนเร้นหรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายพ้นจากการจับกุม ส่วนฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้ออื่นไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน
|




.jpg)