ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




แรงงานต่างด้าวได้รับผ่อนผันทำงานแล้วเดินทางออกนอกเขตโดยไม่ได้รับอนุญาต ผู้ขับรถนำพาอาจมีความผิดตามกฎหมายคนเข้าเมืองหรือไม่

แรงงานต่างด้าวออกนอกเขตจังหวัดที่ได้รับอนุญาตทำงาน,ผู้ขับรถพาแรงงานต่างด้าวไปชายแดนมีความผิดหรือไม่,ความผิดฐานช่วยคนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม,พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64,การอนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว,ประกาศกระทรวงมหาดไทยเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าว,แรงงานต่างด้าวไม่มีหนังสือเดินทาง,หนังสือรับรองการทำงานกับนายจ้างใช้แทนหนังสือเดินทางได้หรือไม่,บัตรสีชมพูออกภายหลังเกิดเหตุมีผลต่อคดีหรือไม่, 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความรับผิดทางอาญาของผู้ที่ขับรถนำพาคนต่างด้าวซึ่งได้รับการผ่อนผันให้ทำงานในราชอาณาจักรเฉพาะพื้นที่ แต่เดินทางออกนอกเขตจังหวัดที่ได้รับอนุญาตโดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางราชการ คดีนี้มีประเด็นสำคัญว่า คนต่างด้าวที่มีเพียงหนังสือรับรองการทำงานกับนายจ้างและได้รับอนุญาตให้ทำงานในจังหวัดหนึ่ง จะสามารถเดินทางไปจังหวัดอื่นหรือไปชายแดนได้โดยเสรีหรือไม่ และหากมีผู้ขับรถพาไปโดยรู้อยู่แล้วว่าผู้นั้นเป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ผู้ขับรถจะมีความผิดฐานร่วมกันซ่อนเร้นหรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุมตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง หรือไม่

สาระสำคัญของคดีอยู่ที่การตีความผลของประกาศกระทรวงมหาดไทยที่กำหนดว่า การอนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวย่อมสิ้นผล หากคนต่างด้าวออกนอกเขตท้องที่กรุงเทพมหานครหรือจังหวัดที่ได้จัดทำทะเบียนประวัติหรือจังหวัดที่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน เมื่อแรงงานต่างด้าวในคดีนี้ได้รับผ่อนผันให้ทำงานกับนายจ้างในจังหวัดสมุทรสงคราม แต่กลับเดินทางไปจังหวัดจันทบุรีเพื่อไปชายแดนไทยกัมพูชาโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวสิ้นผล และการที่จำเลยทั้งสองขับรถนำพาไปโดยมีพฤติการณ์หลบหนีการตรวจค้นของเจ้าพนักงานตำรวจ ย่อมฟังได้ว่ารู้ข้อเท็จจริงสำคัญและมีความผิดตามกฎหมาย

สรุปข้อเท็จจริง

คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 โดยกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันนำพาคนต่างด้าวซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายหรืออยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่มีสิทธิถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้พ้นจากการจับกุมของเจ้าพนักงาน

ข้อเท็จจริงได้ความว่า นายนิดและนางสาวรินเป็นคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ขณะถูกจับกุมไม่มีหนังสือเดินทางหรือหลักฐานการเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยถูกต้องตามกฎหมาย มีเพียงสำเนาหนังสือรับรองการทำงานกับนายจ้าง ซึ่งออกโดยสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อรับรองว่าทำงานรับจ้างกับนายจ้างในจังหวัดสมุทรสงครามเท่านั้น

ต่อมา นายนิดและนางสาวรินว่าจ้างจำเลยทั้งสองให้ขับรถจากจังหวัดสมุทรสงครามไปส่งที่ชายแดนไทยกัมพูชา อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี เพื่อกลับไปเยี่ยมญาติที่ประเทศกัมพูชา มิใช่เดินทางไปกรุงเทพมหานครเพื่อเข้ารับการตรวจสัญชาติตามที่แจ้งความประสงค์ไว้ในเอกสารรับรองการทำงาน

ระหว่างเดินทาง เจ้าพนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดจันทบุรีติดตามและประกาศให้หยุดรถเพื่อตรวจค้น แต่จำเลยทั้งสองไม่หยุด กลับขับรถหลบหนีเป็นระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร จนเจ้าพนักงานต้องใช้อาวุธปืนยิงยางรถเพื่อสกัดให้หยุดรถ จากพฤติการณ์ดังกล่าว ศาลรับฟังว่าจำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าคนต่างด้าวที่โดยสารมาเป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย และการขับรถพาไปชายแดนเป็นการช่วยเหลือให้พ้นจากการจับกุม

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้นายนิดและนางสาวรินจะมีสำเนาหนังสือรับรองการทำงานกับนายจ้าง แต่เอกสารดังกล่าวเป็นเพียงหลักฐานว่าทำงานกับนายจ้างในจังหวัดสมุทรสงคราม มิใช่หนังสือเดินทางหรือเอกสารที่ทำให้สามารถเดินทางไปจังหวัดอื่นได้ตามอำเภอใจ

ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษตามมติคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ 16 มกราคม 2561 ข้อ 4 กำหนดให้การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวสิ้นผล หากคนต่างด้าวออกนอกเขตท้องที่กรุงเทพมหานครหรือจังหวัดที่ได้จัดทำทะเบียนประวัติ หรือจังหวัดที่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน

เมื่อนายนิดและนางสาวรินได้รับการผ่อนผันให้ทำงานกับนายจ้างในจังหวัดสมุทรสงครามเท่านั้น การเดินทางออกนอกเขตจังหวัดสมุทรสงครามไปยังจังหวัดจันทบุรีโดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางราชการ จึงเป็นการฝ่าฝืนประกาศกระทรวงมหาดไทย และทำให้การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวสิ้นผล

ส่วนประเด็นว่าจำเลยทั้งสองรู้หรือไม่ว่าคนต่างด้าวเป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นว่า พฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองไม่ยอมหยุดรถให้เจ้าพนักงานตรวจค้น ทั้งที่รถของเจ้าพนักงานมีสัญลักษณ์ตำรวจ มีไซเรน มีเครื่องขยายเสียง และประกาศให้หยุดรถ แต่จำเลยกลับเร่งเครื่องหลบหนีเป็นระยะทางไกล ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองรู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว

ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองขับรถกระบะนำพานายนิดและนางสาวรินจากจังหวัดสมุทรสงครามไปยังชายแดนไทยกัมพูชา จังหวัดจันทบุรี โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันซ่อนเร้นหรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายพ้นจากการจับกุม

วิเคราะห์หลักกฎหมาย

หลักกฎหมายสำคัญของคดีนี้อยู่ที่พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง ซึ่งมุ่งลงโทษผู้ที่รู้ว่าคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย แล้วยังให้ความช่วยเหลือ ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม

ความผิดตามมาตรานี้มิได้จำกัดเฉพาะการซ่อนตัวคนต่างด้าวไว้ในบ้านหรือสถานที่ลับเท่านั้น แต่รวมถึงการช่วยเหลือในลักษณะอื่นที่มีผลเป็นการทำให้คนต่างด้าวพ้นจากการตรวจพบหรือการจับกุมของเจ้าพนักงาน เช่น การขับรถนำพาออกนอกพื้นที่ การพาไปชายแดน หรือการหลบเลี่ยงด่านตรวจ ทั้งนี้ต้องปรากฏว่าผู้กระทำรู้ข้อเท็จจริงว่าคนต่างด้าวนั้นมีสถานะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

ในคดีนี้ ศาลฎีกาไม่ได้พิจารณาเพียงว่าแรงงานต่างด้าวมีเอกสารบางอย่างหรือไม่ แต่พิจารณาว่าเอกสารนั้นมีผลทางกฎหมายเพียงใด หนังสือรับรองการทำงานกับนายจ้างเป็นเพียงหลักฐานการทำงานในจังหวัดที่ได้รับอนุญาต มิใช่เอกสารอนุญาตให้เดินทางไปจังหวัดอื่นหรือไปชายแดนได้โดยเสรี เมื่อประกาศกระทรวงมหาดไทยกำหนดเงื่อนไขว่า หากออกนอกเขตจังหวัดที่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวย่อมสิ้นผล คนต่างด้าวจึงกลับเข้าสู่สถานะที่ไม่มีสิทธิอยู่ในราชอาณาจักรตามเงื่อนไขที่ได้รับผ่อนผัน

อีกประเด็นสำคัญคือเรื่องเจตนาหรือความรู้ของจำเลย ศาลฎีกาใช้พฤติการณ์แวดล้อมประกอบการวินิจฉัย ได้แก่ การถูกเจ้าพนักงานติดตาม การประกาศให้หยุดรถ การมีสัญลักษณ์ตำรวจ และการขับรถหลบหนีเป็นระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร พฤติการณ์เหล่านี้มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังว่าจำเลยทั้งสองรู้ว่าผู้โดยสารเป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย และการนำพาไปชายแดนเป็นการช่วยให้พ้นจากการจับกุม

เจตนารมณ์ของกฎหมายและแนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง

เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง คือคุ้มครองระบบการควบคุมคนต่างด้าวในราชอาณาจักร มิให้บุคคลใดช่วยเหลือ สนับสนุน หรืออำนวยความสะดวกแก่คนต่างด้าวที่ไม่มีสิทธิอยู่ในราชอาณาจักรโดยชอบด้วยกฎหมายให้หลบเลี่ยงการจับกุมหรือการตรวจสอบของรัฐ

กฎหมายคนเข้าเมืองมิได้มุ่งลงโทษเฉพาะคนต่างด้าวเท่านั้น แต่ยังมุ่งเอาผิดกับบุคคลที่เป็นตัวกลางหรือผู้ช่วยเหลือ เพราะหากไม่มีผู้ขับรถ ผู้จัดหาที่พัก หรือผู้พาเดินทาง การควบคุมและบังคับใช้กฎหมายต่อคนต่างด้าวผิดกฎหมายย่อมทำได้ยากขึ้น คดีนี้จึงสะท้อนหลักสำคัญว่า ผู้ที่รับจ้างขนส่งแรงงานต่างด้าวต้องตรวจสอบสถานะและขอบเขตการอนุญาตให้ชัดเจน ไม่อาจอ้างเพียงว่าเห็นเอกสารบางอย่างแล้วเข้าใจว่าสามารถเดินทางได้ทุกพื้นที่

แนววินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้มีสาระสำคัญว่า การได้รับผ่อนผันให้ทำงานในราชอาณาจักรเป็นสิทธิที่มีเงื่อนไข มิใช่สิทธิทั่วไปในการเดินทางหรือพำนักได้โดยเสรีทั่วราชอาณาจักร เมื่อคนต่างด้าวฝ่าฝืนเงื่อนไขการอยู่ในราชอาณาจักร การอนุญาตย่อมสิ้นผล และผู้ที่รู้ข้อเท็จจริงแล้วช่วยนำพาไปยังชายแดนหรือช่วยหลบเลี่ยงการจับกุมย่อมต้องรับผิดทางอาญา

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

   พิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษจำคุกคนละ 6 เดือน เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสาม ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน 40 วัน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 เดือน และบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ของจำเลยที่ 2 รวมเป็นจำคุก 19 เดือน ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง แต่ไม่ริบรถกระบะของกลาง

2. ศาลอุทธรณ์

   ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักเพียงพอรับฟังว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันนำพาแรงงานต่างด้าวซึ่งไม่มีสิทธิอยู่ในราชอาณาจักรโดยชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการช่วยให้พ้นจากการจับกุม

3. ศาลฎีกา

   ศาลฎีกาพิพากษายืน โดยวินิจฉัยว่าแรงงานต่างด้าวได้รับอนุญาตให้ทำงานเฉพาะจังหวัดสมุทรสงคราม การเดินทางไปจังหวัดจันทบุรีเพื่อไปชายแดนไทยกัมพูชาโดยไม่ได้รับอนุญาตทำให้การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวสิ้นผล จำเลยทั้งสองขับรถนำพาไปโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย จึงมีความผิดตามฟ้อง

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้ให้ข้อคิดทางกฎหมายสำคัญว่า การมีเอกสารเกี่ยวกับการทำงานของแรงงานต่างด้าว มิได้หมายความว่าแรงงานต่างด้าวผู้นั้นมีสิทธิเดินทางไปได้ทุกจังหวัดหรือออกนอกเขตพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตโดยเสรี เอกสารรับรองการทำงานกับนายจ้างต้องพิจารณาร่วมกับกฎหมายและประกาศของทางราชการที่กำหนดเงื่อนไขการอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว หากเงื่อนไขกำหนดให้ทำงานหรือพำนักอยู่ในจังหวัดใด การออกนอกเขตโดยไม่ได้รับอนุญาตย่อมอาจทำให้สิทธิการอยู่ในราชอาณาจักรสิ้นผล

นอกจากนี้ บุคคลผู้ขับรถหรือรับจ้างนำพาแรงงานต่างด้าวไม่อาจอ้างความไม่รู้ได้โดยง่าย หากพฤติการณ์แวดล้อมแสดงให้เห็นว่ารู้หรือควรรู้ถึงสถานะที่ไม่ถูกต้องของแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะเมื่อมีการหลบหนีการตรวจค้นของเจ้าพนักงาน การขับรถหนีด่าน หรือการพาไปยังพื้นที่ชายแดน ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่ศาลอาจใช้เป็นพยานแวดล้อมประกอบการวินิจฉัยเจตนาได้

หลักสำคัญของคดีนี้จึงอยู่ที่การพิจารณาทั้งสถานะของคนต่างด้าวและพฤติการณ์ของผู้ให้ความช่วยเหลือประกอบกัน หากคนต่างด้าวไม่มีสิทธิอยู่ในราชอาณาจักรตามเงื่อนไขที่ได้รับผ่อนผัน และผู้ให้ความช่วยเหลือรู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว ยังนำพาไปเพื่อหลบเลี่ยงการจับกุม ย่อมเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า แรงงานต่างด้าวซึ่งได้รับการผ่อนผันให้ทำงานเฉพาะจังหวัด หากเดินทางออกนอกเขตจังหวัดที่ได้รับอนุญาตโดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางราชการ จะยังถือว่าเป็นคนต่างด้าวที่อยู่ในราชอาณาจักรโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และผู้ที่ขับรถนำพาแรงงานดังกล่าวไปยังชายแดนโดยรู้ข้อเท็จจริง จะมีความผิดฐานช่วยคนต่างด้าวพ้นจากการจับกุมตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง หรือไม่

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง และประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษตามมติคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2561 ข้อ 4

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวสิ้นผล

   หมายถึง กรณีที่คนต่างด้าวได้รับสิทธิให้อยู่ในราชอาณาจักรภายใต้เงื่อนไขเฉพาะ เช่น ได้รับอนุญาตให้ทำงานในจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง แต่ต่อมาออกนอกเขตจังหวัดที่ได้รับอนุญาตโดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางราชการ สิทธิการอยู่ในราชอาณาจักรตามประกาศย่อมสิ้นผล ทำให้สถานะของคนต่างด้าวไม่ชอบด้วยเงื่อนไขที่ได้รับผ่อนผัน

2. ช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม

   หมายถึง การกระทำที่มิใช่เพียงการซ่อนตัวคนต่างด้าวเท่านั้น แต่รวมถึงการขับรถนำพา การอำนวยความสะดวก หรือการพาเดินทางหลบเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าพนักงาน หากผู้กระทำรู้ว่าคนต่างด้าวไม่มีสิทธิอยู่ในราชอาณาจักรโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ยังช่วยเหลือให้เดินทางต่อไปหรือหลบหนีการตรวจค้น ย่อมเข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 64 วรรคหนึ่ง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1 คำถาม แรงงานต่างด้าวที่ได้รับการผ่อนผันให้ทำงานในจังหวัดหนึ่ง สามารถเดินทางไปจังหวัดอื่นได้หรือไม่

คำตอบ การได้รับการผ่อนผันให้ทำงานในราชอาณาจักรตามนโยบายของรัฐมิได้หมายความว่าคนต่างด้าวจะมีสิทธิเดินทางได้อย่างเสรีทั่วราชอาณาจักร แต่เป็นสิทธิที่มีเงื่อนไขจำกัดตามกฎหมายและประกาศของฝ่ายปกครอง โดยเฉพาะประกาศกระทรวงมหาดไทยที่กำหนดชัดเจนว่า หากคนต่างด้าวออกนอกเขตจังหวัดที่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน หรือออกนอกพื้นที่ที่ได้จัดทำทะเบียนประวัติไว้ การอนุญาตให้พำนักอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวย่อมสิ้นผลทันที ผลทางกฎหมายของการสิ้นผลดังกล่าวทำให้สถานะของคนต่างด้าวกลับเข้าสู่ภาวะที่ไม่มีสิทธิอยู่ในราชอาณาจักรโดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น แม้จะมีเอกสารรับรองการทำงานหรือเอกสารอื่นใดที่แสดงถึงการได้รับผ่อนผัน ก็ไม่อาจตีความขยายให้ครอบคลุมถึงสิทธิในการเดินทางโดยไม่มีข้อจำกัดได้ การตีความสิทธิของคนต่างด้าวต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายและเงื่อนไขที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด หากฝ่าฝืนย่อมมีผลกระทบโดยตรงต่อสถานะทางกฎหมายและอาจก่อให้เกิดความรับผิดทางอาญาได้ 

2 คำถาม หนังสือรับรองการทำงานกับนายจ้างสามารถใช้แทนหนังสือเดินทางได้หรือไม่

คำตอบ หนังสือรับรองการทำงานกับนายจ้างเป็นเพียงเอกสารที่ออกเพื่อรับรองความสัมพันธ์ในการจ้างงานระหว่างแรงงานต่างด้าวกับนายจ้างในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต มิใช่เอกสารแสดงตัวตนหรือเอกสารอนุญาตให้เข้าหรือออกจากราชอาณาจักรอย่างถูกต้องตามกฎหมายเช่นเดียวกับหนังสือเดินทางหรือเอกสารการเดินทางอื่นที่กฎหมายรับรอง ดังนั้น หนังสือรับรองการทำงานไม่อาจใช้แทนหนังสือเดินทางหรือใช้เป็นหลักฐานในการเดินทางข้ามจังหวัดหรือข้ามแดนได้โดยอัตโนมัติ การมีเอกสารดังกล่าวจึงไม่ได้ทำให้คนต่างด้าวมีสถานะถูกต้องในทุกกรณี หากมีการใช้เอกสารดังกล่าวเพื่ออ้างสิทธิในการเดินทางออกนอกพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต ย่อมเป็นการตีความที่คลาดเคลื่อนจากเจตนารมณ์ของกฎหมาย และอาจนำไปสู่การกระทำที่ฝ่าฝืนเงื่อนไขการอนุญาตจนทำให้สิทธิการอยู่ในราชอาณาจักรสิ้นผล ทั้งยังอาจส่งผลให้บุคคลที่เกี่ยวข้องต้องรับผิดทางอาญาในฐานะช่วยเหลือคนต่างด้าวโดยมิชอบด้วย 

3 คำถาม หากคนต่างด้าวออกนอกเขตจังหวัดที่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน จะมีผลทางกฎหมายอย่างไร

คำตอบ การออกนอกเขตจังหวัดที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางราชการเป็นการฝ่าฝืนเงื่อนไขของการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ซึ่งกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าการอนุญาตดังกล่าวจะสิ้นผลทันทีเมื่อมีการกระทำฝ่าฝืนเงื่อนไข เมื่อสิทธิการอยู่ในราชอาณาจักรสิ้นผล คนต่างด้าวย่อมอยู่ในสถานะที่ไม่มีสิทธิอยู่ในราชอาณาจักรโดยชอบด้วยกฎหมาย และอาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมายคนเข้าเมืองได้ นอกจากนี้ การสิ้นผลของการอนุญาตยังส่งผลให้บุคคลที่ให้ความช่วยเหลือ เช่น ผู้ขับรถหรือผู้จัดการเดินทาง อาจต้องรับผิดในฐานะช่วยเหลือคนต่างด้าวผิดกฎหมาย หากปรากฏว่ารู้หรือควรรู้ถึงสถานะดังกล่าว การพิจารณาจะคำนึงถึงพฤติการณ์โดยรวม เช่น เส้นทางการเดินทาง จุดหมายปลายทาง และการหลบเลี่ยงการตรวจค้นของเจ้าพนักงาน ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบที่ศาลใช้วินิจฉัยความผิด 

4 คำถาม การขับรถพาแรงงานต่างด้าวไปชายแดนถือเป็นความผิดเสมอหรือไม่

คำตอบ การขับรถพาแรงงานต่างด้าวไปยังพื้นที่ชายแดนมิได้เป็นความผิดโดยอัตโนมัติ แต่จะเป็นความผิดหรือไม่ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและองค์ประกอบความผิดตามกฎหมาย โดยเฉพาะประเด็นว่าผู้ขับรถรู้หรือไม่ว่าคนต่างด้าวที่โดยสารมาไม่มีสิทธิอยู่ในราชอาณาจักรโดยชอบด้วยกฎหมาย หากปรากฏว่าคนต่างด้าวได้ฝ่าฝืนเงื่อนไขการอนุญาต เช่น ออกนอกเขตจังหวัดที่ได้รับอนุญาต และผู้ขับรถทราบหรือมีพฤติการณ์ที่แสดงว่าควรทราบ เช่น การหลบหนีการตรวจค้นของเจ้าพนักงาน การไม่ยอมหยุดรถเมื่อถูกเรียก หรือการเดินทางไปยังจุดเสี่ยง เช่น ชายแดน การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายช่วยเหลือให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุมตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง อย่างไรก็ตาม หากผู้ขับรถไม่มีเจตนาและไม่ทราบข้อเท็จจริงดังกล่าว การพิจารณาความผิดจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบตามพยานหลักฐาน 

5 คำถาม ศาลใช้พฤติการณ์ใดในการวินิจฉัยว่าจำเลยรู้ว่าแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย

คำตอบ ศาลใช้พฤติการณ์แวดล้อมเป็นหลักในการพิจารณาว่าจำเลยมีความรู้เกี่ยวกับสถานะของแรงงานต่างด้าวหรือไม่ โดยมิได้จำกัดเพียงคำรับสารภาพหรือพยานโดยตรง แต่รวมถึงพฤติการณ์ที่แสดงออกถึงเจตนา เช่น การขับรถหลบหนีเมื่อถูกเจ้าพนักงานเรียกให้หยุด การไม่ยอมหยุดตรวจแม้รถของเจ้าพนักงานจะมีสัญลักษณ์ชัดเจน มีไซเรน และมีการประกาศผ่านเครื่องขยายเสียง รวมถึงการเดินทางเป็นระยะทางไกลเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจค้น พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นพยานแวดล้อมที่มีน้ำหนักเพียงพอให้ศาลเชื่อว่าจำเลยรู้ข้อเท็จจริงสำคัญเกี่ยวกับสถานะของผู้โดยสาร นอกจากนี้ ศาลยังพิจารณาปลายทางของการเดินทาง เช่น การไปยังพื้นที่ชายแดน ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อการหลบหนีออกนอกประเทศ ประกอบกับพฤติการณ์อื่น ๆ เพื่อวินิจฉัยเจตนาโดยรวม 

6 คำถาม บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยมีผลทำให้การกระทำไม่ผิดหรือไม่

คำตอบ บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยเป็นเอกสารที่ใช้แสดงตัวตนของบุคคลในบางกรณี แต่ไม่ได้เป็นหลักฐานยืนยันว่าบุคคลนั้นมีสิทธิอยู่ในราชอาณาจักรโดยชอบด้วยกฎหมายในทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากบัตรดังกล่าวออกภายหลังจากวันที่เกิดเหตุ ย่อมไม่สามารถนำมาใช้ยืนยันสถานะทางกฎหมายย้อนหลังได้ ศาลจึงให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงในขณะเกิดเหตุเป็นหลัก หากในขณะนั้นคนต่างด้าวไม่มีเอกสารที่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือได้ฝ่าฝืนเงื่อนไขการอนุญาต การมีบัตรในภายหลังไม่อาจลบล้างความผิดที่เกิดขึ้นก่อนหน้าได้ การพิจารณาจะยึดตามหลักว่าความผิดสำเร็จเมื่อมีการกระทำครบองค์ประกอบ และเอกสารที่เกิดขึ้นภายหลังไม่มีผลย้อนหลังในการทำให้การกระทำที่ผิดกฎหมายกลายเป็นถูกต้อง 

7 คำถาม ผู้รับจ้างขับรถมีหน้าที่ต้องตรวจสอบสถานะของผู้โดยสารหรือไม่

คำตอบ แม้กฎหมายจะมิได้บัญญัติให้ผู้รับจ้างขับรถต้องตรวจสอบสถานะของผู้โดยสารทุกกรณีโดยตรง แต่ในทางปฏิบัติและตามแนวคำพิพากษาศาล ผู้ขับรถย่อมต้องใช้ความระมัดระวังตามสมควร โดยเฉพาะในกรณีที่มีพฤติการณ์ผิดปกติ เช่น การว่าจ้างให้เดินทางไปยังพื้นที่ชายแดน การเดินทางในเวลากลางคืน การหลบเลี่ยงเส้นทางหลัก หรือการมีพฤติการณ์หลบหนีการตรวจค้นของเจ้าพนักงาน หากผู้ขับรถเพิกเฉยต่อข้อบ่งชี้เหล่านี้ ศาลอาจตีความว่าผู้ขับรถมีเจตนาหรืออย่างน้อยก็เล็งเห็นผลของการกระทำ การพิจารณาความรับผิดจึงมิได้อาศัยเพียงการรับรู้โดยตรง แต่รวมถึงการประเมินว่าบุคคลทั่วไปในสถานการณ์เดียวกันควรทราบหรือไม่ ซึ่งเป็นหลักการสำคัญในกฎหมายอาญาเกี่ยวกับเจตนา 

8 คำถาม ความผิดฐานช่วยคนต่างด้าวพ้นจากการจับกุมมีองค์ประกอบอย่างไร

คำตอบ ความผิดฐานช่วยคนต่างด้าวพ้นจากการจับกุมตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ หนึ่ง ต้องมีคนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายหรือไม่มีสิทธิอยู่โดยชอบด้วยกฎหมาย สอง ผู้กระทำต้องมีการกระทำในลักษณะช่วยเหลือ ซ่อนเร้น หรืออำนวยความสะดวก เช่น การขับรถนำพา การจัดหาที่พัก หรือการช่วยหลบเลี่ยงการตรวจค้น และสาม ผู้กระทำต้องรู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานะของคนต่างด้าวดังกล่าว การพิสูจน์องค์ประกอบนี้อาจอาศัยพฤติการณ์แวดล้อม เช่น การหลบหนีเจ้าพนักงาน การไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจค้น หรือพฤติการณ์อื่นที่แสดงถึงเจตนา หากองค์ประกอบครบถ้วนย่อมเป็นความผิดสำเร็จโดยไม่จำเป็นต้องเกิดผลสำเร็จในการหลบหนีจริง 

อธิบายหลักกฎหมายเพิ่มเติม

ข้อ 1 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง

บทบัญญัตินี้มีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมและป้องกันมิให้บุคคลใดให้ความช่วยเหลือแก่คนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายหรืออยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่มีสิทธิ โดยกำหนดความผิดแก่ผู้ที่ซ่อนเร้นหรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม ความหมายของคำว่า ช่วยด้วยประการใด ๆ มีลักษณะกว้าง ครอบคลุมการกระทำหลากหลายรูปแบบ ไม่จำกัดเฉพาะการซ่อนตัว เช่น การนำพา การขนส่ง การจัดหาที่พัก หรือการอำนวยความสะดวกในการหลบหนีจากเจ้าพนักงาน องค์ประกอบสำคัญของความผิดคือการรู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานะของคนต่างด้าว หากผู้กระทำรู้หรือควรรู้ว่าคนต่างด้าวไม่มีสิทธิอยู่ในราชอาณาจักร แต่ยังคงให้ความช่วยเหลือ ย่อมเข้าข่ายความผิดตามมาตรานี้ เจตนารมณ์ของกฎหมายมุ่งตัดวงจรการสนับสนุนแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายและป้องกันการลักลอบเข้าเมือง ซึ่งเป็นปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศโดยรวม

ข้อ 2 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษตามมติคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2561 ข้อ 4

ประกาศฉบับนี้เป็นมาตรการเชิงนโยบายที่รัฐใช้บริหารจัดการแรงงานต่างด้าว โดยเปิดโอกาสให้คนต่างด้าวบางกลุ่มสามารถอยู่และทำงานในราชอาณาจักรได้เป็นการชั่วคราวภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ข้อ 4 ของประกาศกำหนดกรณีที่การอนุญาตจะสิ้นผล เช่น การออกนอกเขตพื้นที่ที่กำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาต เจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้คือการควบคุมการเคลื่อนย้ายของแรงงานต่างด้าวให้อยู่ในขอบเขตที่รัฐสามารถกำกับดูแลได้ เพื่อป้องกันการกระจายตัวของแรงงานผิดกฎหมายและลดความเสี่ยงด้านความมั่นคง เมื่อคนต่างด้าวฝ่าฝืนเงื่อนไขดังกล่าว สิทธิในการอยู่ในราชอาณาจักรจะสิ้นผลทันทีโดยไม่ต้องมีคำสั่งเพิกถอนเพิ่มเติม ส่งผลให้สถานะของบุคคลนั้นกลับเป็นคนต่างด้าวที่อยู่โดยมิชอบ และบุคคลที่เกี่ยวข้องซึ่งให้ความช่วยเหลือย่อมอาจต้องรับผิดตามกฎหมายคนเข้าเมืองด้วย

ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 477/2563 

ขณะถูกจับกุม น. และ ร. ไม่มีหนังสือเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยถูกต้องตามกฎหมายเป็นหลักฐานเหมือนเช่น ส. และ จ. โดยมีเพียงสำเนาหนังสือรับรองการทำงานกับนายจ้างมาแสดงเท่านั้น หนังสือรับรองการทำงานกับนายจ้างดังกล่าวออกโดยสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสมุทรสงครามเพื่อรับรองว่า น. และ ร. ทำงานรับจ้างกับ ธ. นายจ้างที่จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งแม้ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการอนุญาตทำงานและการอนุญาตให้ทำงานตาม พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 จะมิได้กล่าวถึงกรณีที่คนต่างด้าวที่ได้รับการผ่อนผันให้ทำงานในราชอาณาจักรสามารถเดินทางออกนอกเขตที่ได้รับอนุญาตทำงานได้หรือไม่ แต่ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2561 ข้อ 4 กำหนดว่า การอนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรได้เป็นการชั่วคราวตามประกาศนี้เป็นอันสิ้นผลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ (3) ออกนอกเขตท้องที่กรุงเทพมหานครหรือจังหวัดที่ได้จัดทำทะเบียนประวัติหรือจังหวัดที่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน ดังนี้ เมื่อ น. และ ร. ได้รับการผ่อนผันให้ทำงานกับนายจ้างที่จังหวัดสมุทรสงครามเท่านั้น น. และ ร. จึงไม่สามารถเดินทางออกนอกเขตที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานหรือไปไหนมาไหนได้ตามอำเภอใจอีกทั้ง น. และ ร. ได้แจ้งความประสงค์ไว้ในสำเนาหนังสือรับรองการทำงานกับนายจ้างว่าจะเข้ารับการตรวจสัญชาติในกรุงเทพมหานคร แต่ น. และ ร. กลับว่าจ้างจำเลยทั้งสองให้ขับรถจากจังหวัดสมุทรสงครามไปส่งที่ชายแดนไทย - กัมพูชา อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี เพื่อกลับไปเยี่ยมญาติที่ประเทศกัมพูชาแต่ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมเสียก่อน ซึ่งการที่ น. และ ร. เดินทางออกนอกเขตที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางราชการ และไม่ได้ไปรับการตรวจสัญชาติในกรุงเทพมหานคร แต่ว่าจ้างจำเลยทั้งสองให้ขับรถไปส่งที่ชายแดนไทย - กัมพูชา อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี จึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนข้อกำหนดประกาศกระทรวงมหาดไทย ข้อ 4 (3) จึงมีผลให้การอนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรได้เป็นการชั่วคราวสิ้นผลไป การที่จำเลยทั้งสองขับรถกระบะของกลางนำพา น. และ ร. จากจังหวัดสมุทรสงครามไปส่งที่ชายแดนไทย - กัมพูชา อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี โดยรู้อยู่แล้วว่า น. และ ร. เป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานร่วมกันซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายพ้นจากการจับกุม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 5, 64 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 58, 83, 92 ริบรถกระบะและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2316/2559, 3748/2559, 577/2560 และ 2273/2560 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษในคดีนี้

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ และจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 6 เดือน เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 8 เดือน คำให้การชั้นสอบสวนและข้อนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน 40 วัน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 เดือน ให้บวกโทษจำคุก 3 เดือน, 3 เดือน, 6 เดือน และ 3 เดือน ของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2316/2559, 3748/2559, 577/2560 และ 2273/2560 ของศาลชั้นต้นตามลำดับเข้ากับโทษในคดีนี้ เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 19 เดือน ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง แต่ไม่ริบรถกระบะของกลาง โดยให้คืนแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุ นายนิดและนางสาวรินเป็นคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชามีสำเนาหนังสือรับรองการทำงานกับนายจ้างเป็นหลักฐาน โดยนายนิดและนางสาวรินนั่งรถกระบะของกลางที่มีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับ และจำเลยที่ 2 นั่งข้างคนขับ จากจังหวัดสมุทรสงครามไปจังหวัดจันทบุรี แล้วจำเลยทั้งสองกับนายนิดและนางสาวรินถูกเจ้าพนักงานตำรวจประจำสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดจันทบุรีจับกุมที่บริเวณถนนสายอำเภอมะขาม - เขาคิชฌกูฏ บ้านท่าระม้า ตำบลมะขาม อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ ให้คนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายพ้นจากการจับกุมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ เห็นว่า ขณะถูกจับกุม นายนิดและนางสาวรินไม่มีหนังสือเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยถูกต้องตามกฎหมายเป็นหลักฐานเหมือนเช่นนายโสพาด และนางสาวจันนี โดยมีเพียงสำเนาหนังสือรับรองการทำงานกับนายจ้างมาแสดงเท่านั้น ซึ่งนายอนุพงค์ นักวิชาการแรงงานชำนาญการสำนักงานจัดหางานจังหวัดจันทบุรี ได้เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า หนังสือรับรองการทำงานกับนายจ้างดังกล่าวออกโดยสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสมุทรสงครามเพื่อรับรองว่า นายนิดและนางสาวรินทำงานรับจ้างกับนายธำรงค์ นายจ้างที่จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งแม้ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการอนุญาตทำงานและการอนุญาตให้ทำงานตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 จะมิได้กล่าวถึงกรณีที่คนต่างด้าวที่ได้รับการผ่อนผันให้ทำงานในราชอาณาจักรสามารถเดินทางออกนอกเขตที่ได้รับอนุญาตทำงานได้หรือไม่ แต่ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2561 ข้อ 4 กำหนดว่า การอนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรได้เป็นการชั่วคราวตามประกาศนี้เป็นอันสิ้นผลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ (3) ออกนอกเขตท้องที่กรุงเทพมหานครหรือจังหวัดที่ได้จัดทำทะเบียนประวัติหรือจังหวัดที่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน ดังนี้ เมื่อนายนิดและนางสาวรินได้รับการผ่อนผันให้ทำงานกับนายจ้างที่จังหวัดสมุทรสงครามเท่านั้น นายนิดและนางสาวรินจึงไม่สามารถเดินทางออกนอกเขตที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานหรือไปไหนมาไหนได้ตามอำเภอใจอีก ทั้งนายนิดและนางสาวรินได้แจ้งความประสงค์ไว้ในสำเนาหนังสือรับรองการทำงานกับนายจ้างว่าจะเข้ารับการตรวจสัญชาติในกรุงเทพมหานคร แต่ข้อเท็จจริงกลับได้ความตามถ้อยคำของนายนิดและนางสาวรินว่านายนิดและนางสาวรินว่าจ้างจำเลยทั้งสองให้ขับรถจากจังหวัดสมุทรสงครามไปส่งที่ชายแดนไทย - กัมพูชา อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี เพื่อกลับไปเยี่ยมญาติที่ประเทศกัมพูชาแต่ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมเสียก่อน ซึ่งการที่นายนิดและนางสาวรินเดินทางออกนอกเขตที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางราชการ และไม่ได้ไปรับการตรวจสัญชาติในกรุงเทพมหานคร แต่ว่าจ้างจำเลยทั้งสองให้ขับรถไปส่งที่ชายแดนไทย - กัมพูชาอำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี จึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนข้อกำหนดประกาศกระทรวงมหาดไทย ข้อ 4 (3) จึงมีผลให้การอนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรได้เป็นการชั่วคราวสิ้นผลไป

ปัญหาต่อไปว่า จำเลยทั้งสองขับรถกระบะของกลางนำพานายนิดและนายสาวรินจากจังหวัดสมุทรสงครามไปส่งที่ชายแดนไทย - กัมพูชา อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี โดยรู้หรือไม่ว่านายนิดและนางสาวรินเป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย นั้น เห็นว่า ร้อยตำรวจเอกหฤษฏ์และร้อยตำรวจเอกวรรณชัยพยานโจทก์ทั้งสองเบิกความยืนยันว่าก่อนที่จำเลยทั้งสองจะถูกจับกุม รถยนต์ที่ร้อยตำรวจเอกหฤษฏ์ใช้ขับไล่ติดตามรถกระบะของจำเลยทั้งสองเป็นรถยนต์ทะเบียนตราโล่ 67750 มีสัญลักษณ์ตำรวจที่ประตูหน้ารถทั้งสองข้างและท้ายรถมีข้อความว่า ต.ม. จังหวัดจันทบุรี กับมีไซเรนและเครื่องขยายเสียงติดรถดังกล่าว โดยเมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถกระบะของกลางผ่านจุดที่ดักรออยู่ ร้อยตำรวจเอกหฤษฏ์ได้ใช้เครื่องขยายเสียงประกาศให้จำเลยทั้งสองหยุดรถเพื่อขอตรวจค้น แต่จำเลยทั้งสองไม่ยอมหยุดรถให้ตรวจและเร่งเครื่องยนต์ขับหลบหนีเป็นระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร จนดาบตำรวจจำรัสต้องใช้อาวุธปืนยิงยางล้อหน้าและล้อหลังเพื่อสกัดให้จำเลยที่ 1 หยุดรถอันเป็นการแสดงให้เห็นได้อยู่ในตัวว่า จำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่านายนิดและนางสาวรินที่โดยสารมาในรถกระบะของจำเลยที่ 1 เป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายและรถยนต์ที่กำลังขับไล่ติดตามรถกระบะของจำเลยที่ 1 นั้น เป็นเจ้าพนักงานตำรวจ การที่จำเลยทั้งสองไม่ยอมหยุดรถให้ตรวจค้นแต่โดยดีและขับรถหลบหนีเช่นนี้ก็เป็นเพราะกลัวถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมดำเนินคดีนั่นเอง หาใช่ว่าจำเลยทั้งสองไม่รู้ว่านายนิดและนางสาวรินเป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายดังที่จำเลยทั้งสองต่อสู้ไม่

ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาต่อสู้ว่า นายนิดและนางสาวรินมีสำเนาประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (บัตรสีชมพู) มาแสดงว่านายนิดและนางสาวรินเป็นคนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยถูกต้องตามกฎหมาย นายนิดและนางสาวรินจึงสามารถเดินทางไปไหนมาไหนก็ได้นั้น เห็นว่า สำเนาบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (บัตรสีชมพู) ระบุไว้ชัดว่า มีการออกบัตรในวันที่ 21 มีนาคม 2561 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังการกระทำความผิดเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2561 แสดงว่านายนิดและนางสาวรินไปทำบัตรสีชมพูหลังจากเกิดเหตุคดีนี้แล้ว มิใช่ว่านายนิดและนางสาวรินมีบัตรสีชมพูมาแสดงต่อเจ้าพนักงานตำรวจตั้งแต่ขณะถูกจับกุม พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ โดยข้อเท็จจริงรับฟังได้มั่นคงว่าจำเลยทั้งสองขับรถกระบะของกลางนำพานายนิดและนางสาวรินจากจังหวัดสมุทรสงครามไปส่งที่ชายแดนไทย - กัมพูชา อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี โดยรู้อยู่แล้วว่านายนิดและนางสาวรินเป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานร่วมกันซ่อนเร้นหรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายพ้นจากการจับกุม ส่วนฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้ออื่นไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

แรงงานต่างด้าวมีเอกสารทำงานแล้ว พาไปชายแดนได้จริงหรือยังมีความผิดตามกฎหมายคนเข้าเมือง คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คนต่างด้าวแม้มีหนังสือรับรองการทำงานกับนายจ้าง แต่ได้รับอนุญาตให้ทำงานเฉพาะจังหวัดสมุทรสงครามเท่านั้น ไม่สามารถเดินทางออกนอกเขตไปจังหวัดอื่นได้ตามอำเภอใจ เมื่อเดินทางไปจังหวัดจันทบุรีโดยไม่ได้รับอนุญาต การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวย่อมสิ้นผลทันที จำเลยทั้งสองยังขับรถหลบหนีการตรวจค้นของตำรวจเป็นระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร แสดงให้เห็นว่ารู้อยู่แล้วว่าผู้โดยสารเป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย จึงมีความผิดฐานร่วมกันช่วยให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุมตามกฎหมายคนเข้าเมือง




เกี่ยวกับกฎหมายแรงงาน

การชุมนุมแรงงานที่เกินขอบเขตการนัดหยุดงาน นายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้หรือไม่ และลูกจ้างยังได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานหรือไม่ article
ลูกจ้างองค์การมหาชนเกษียณแล้วไม่มีสิทธิค่าชดเชยจริงหรือ ศาลฎีกาชี้ชัดสิทธิเงินตอบแทนและผลของมติคณะรัฐมนตรีที่ไม่ลบล้างระเบียบหน่วยงาน
แพทย์ใช้สถานที่โรงพยาบาลถือเป็นลูกจ้างหรือไม่ วิเคราะห์หลักกฎหมายแรงงานและนิติสัมพันธ์จากพฤติการณ์การทำงานจริง
การเลิกจ้างจากการควบรวมกิจการถือเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามกฎหมายแรงงานหรือไม่ ลูกจ้างมีสิทธิเรียกค่าเสียหายหรือไม่
ลูกจ้างต่างด้าวมีสิทธิรับเงินสงเคราะห์หรือไม่ เมื่อหน่วยงานรัฐใช้นโยบายภายในมาตัดสิทธิที่กฎหมายไม่ได้ห้าม
การทำความเข้าใจ “กฎหมายแรงงานสัมพันธ์” แบบครบทุกมิติ: ข้อตกลงสภาพการจ้าง
สิทธินายจ้างฟ้องไล่เบี้ยลูกจ้างและทายาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 426(ฎีกา 3373/2545)
เงินค่าชดเชยเลิกจ้างกับการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 302(ฎีกา 4468/2566)
ค่าชดเชยเลิกจ้าง & ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า, ค่าชดเชย,(ฎีกา 3150/2568)
นับอายุงานต่อเนื่องกรณีโอนย้ายลูกจ้าง,เลิกจ้าง, ค่าชดเชย,(ฎีกา 3151/2568)
พักงานโดยจ่ายค่าจ้าง, เลิกจ้างลูกจ้างไม่ชอบด้วยกฎหมาย(ฎีกา 1902-1904/2556)
พักงานโดยจ่ายค่าจ้าง ไม่ใช่การลงโทษทางวินัย และการเลิกจ้างลูกจ้างที่ละทิ้งหน้าที่ (ฎีกาที่ 1902-1904/2556)
(ฎีกา2658-2663/2568)คดีสัญญาจ้างบริการ vs. จ้างทำของ & เลิกสัญญา
(ฎีกา1396-1481/2568) – คดีเลิกจ้างพนักงานจัดเรียงสินค้า (เลิกจ้างไม่เป็นธรรม?)
(ฎีกาที่ 3006-3081/2567) เรื่องอายุงานต่อเนื่องและสิทธิค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน
(ฎีกาที่ 3106 - 3109/2567): การหยุดกิจการชั่วคราว โควิด-19 ไม่ใช่เหตุสุดวิสัย นายจ้างยังต้องจ่ายค่าจ้าง 75%
(ฎีกาที่ 3110-3113/2567) การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ค่าชดเชย และสิทธิเรียกร้องตามกฎหมายแรงงาน, พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน, พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์, สิทธิของลูกจ้าง
(ฎีกาที่ 3114/2567) กรณีเกษียณอายุลูกจ้าง การเลิกจ้าง และสิทธิค่าชดเชย, สิทธิของลูกจ้าง, นายจ้าง
(ฎีกาที่ 3116/2567) คดีแรงงาน สถาบันอุดมศึกษาเอกชน เลือกใช้สิทธิอุทธรณ์หรือฟ้องศาลแรงงานได้เพียงทางเดียว
(ฎีกาที่ 3119 - 3135/2567): คดีเลิกจ้างไม่เป็นธรรมกับการขาดทุนต่อเนื่องของฝ่ายผลิตในช่วงโควิด-19, คดีแรงงาน, มาตรา 49,
(ฎีกาที่ 3306/2567) การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ค่าชดเชย และสิทธิวันหยุดพักผ่อน
(ฎีกาที่ 3680/2567) กรณีการตีความฐานะนายจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 11/1
(ฎีกาที่ 3969-3975/2567): การคำนวณค่าชดเชย-สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และการตีความเวลาทำงานปกติ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1966-2406/2546: การหยุดกิจการชั่วคราวและสิทธิจ่ายค่าจ้างตามมาตรา 75 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน
เวลาพักในรถบรรทุกถือเป็นเวลาทำงานหรือไม่? ศาลฎีกาชี้ขาดค่าล่วงเวลาและค่าจ้างในงานขนส่งต้องคำนวณอย่างไร
ลูกจ้างหรือผู้รับจ้างอิสระ ศาลวินิจฉัยจากอะไร สิทธิเงินทดแทนขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ที่แท้จริงในการทำงาน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 587/2563: เลิกจ้างโดยสุจริตหรือไม่? ศาลฎีกาวินิจฉัยใหม่
การจำกัดความรับผิดของผู้ค้ำประกัน, การค้ำประกันของพนักงานรัฐวิสาหกิจ, คดีละเมิดของพนักงานรัฐวิสาหกิจ
คำเตือนให้ชำระหนี้โดยชอบตามมาตรา 204 วรรคหนึ่ง, การเรียกร้องเงินทดแทนค่ารักษาพยาบาล ประกันสังคม
ผู้รับเหมาชั้นต้นมีสิทธิไล่เบี้ยเงินค่าจ้างที่ได้จ่ายแทนนายจ้างไปแล้ว
ตัวแทนทำสัญญาแทนตัวการซึ่งอยู่และมีภูมิลำเนาต่างประเทศ
ลูกจ้างส่งภาพโป๊ลามกอนาจารในเวลาทำงาน
ลูกจ้างจะต้องเลือกใช้สิทธิทางใดทางหนึ่ง
หน้าที่นายจ้างวางเงินก่อนฟ้องคดี
ฝ่าฝืนข้อบังคับการทำงานร้ายแรง
เลิกจ้างไม่เป็นธรรม-สินจ้างแทนการบอกกล่าว
ลูกจ้างชั่วคราวของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาฝ่ายเดียวต้องดำเนินการภายใน 7 วัน
เล่นอินเตอร์เน็ตในเวลาทำงานเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรมแล้ว
ค่าจ้างค้างจ้ายกับดอกเบี้ยผิดนัดที่ลูกจ้างมีสิทธิคิดเอากับนายจ้าง
เลิกจ้างได้โดยไม่ต้องตักเตือนเป็นหนังสือ
นายจ้างมอบอำนาจบังคับบัญชาให้ผู้อื่น
คำนวณจ่ายค่าชดเชย-ค่าครองชีพเป็นค่าจ้างหรือไม่
ถือไม่ได้ว่าลูกจ้างจงใจขัดคำสั่งนายจ้าง
บำเหน็จดำรงชีพกับบำเหน็จตกทอด
อ้างเหตุเลิกจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย
การจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาจะกระทำได้แต่จ้างงานในโครงการเฉพาะ
การจงใจฝ่าฝืนคำสั่งนายจ้าง คำสั่งให้ลูกจ้างไปทำงานในตำแหน่งใหม่
การเลิกจ้างเพราะเกษียณอายุไม่อาจถอนได้
เรียกค่าเสียหายกรณีเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม
ฝ่าฝืนระเบียบนายจ้างมิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม
เลิกจ้างโดยไม่ได้ตักเตือนก่อนเป็นหนังสือต้องจ่ายค่าชดเชย
ทุจริตต่อหน้าที่และฝ่าฝืนข้อบังคับในกรณีร้ายแรง
สิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษ | ย้ายสถานประกอบกิจการ
คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุด
ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเพื่อคำนวณจ่ายค่าชดเชย
ตำแหน่งพนักงานขับรถ-สัญญาจ้างแรงงาน หรือสัญญาจ้างทำของ?
ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงเมื่อสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง
แม่บ้านทำงานบ้านฟ้องเลิกจ้างไม่เป็นธรรม
นายจ้างให้ลูกจ้างขับรถขนส่งทำงานติดต่อกันถึงวันละ 24 ชั่วโมงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
การโยกย้ายหน้าที่ลูกจ้างเป็นอำนาจบริหารจัดการของนายจ้าง
นายจ้างประกอบกิจการขนส่งย้ายที่ลงเวลาทำงานไปตั้งอยู่ที่อื่น
สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า
ลูกจ้างทุจริตต่อหน้าที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย
โจทก์ฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานฝ่ายลูกจ้างไม่คัดค้าน
ดอกเบี้ยผิดนัดหนี้ค่าจ้างและค่าชดเชย 15% ต่อปีไม่ใช่ 7.5%
สัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดทำให้สิทธิรับค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเที่ยวระงับด้วย
ลูกจ้างฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน
สัญญาจ้างทดลองงาน | สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า