
| ลูกจ้างต่างด้าวมีสิทธิรับเงินสงเคราะห์หรือไม่ เมื่อหน่วยงานรัฐใช้นโยบายภายในมาตัดสิทธิที่กฎหมายไม่ได้ห้าม
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญในกฎหมายแรงงานว่า หน่วยงานของรัฐจะอาศัยเพียงหนังสือเวียนหรือแนวทางปฏิบัติภายใน มาจำกัดหรือตัดสิทธิของลูกจ้างที่กฎหมายให้ไว้ได้หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของลูกจ้างต่างด้าวซึ่งแม้มีข้อถกเถียงเรื่องสถานะการทำงานตามกฎหมายคนเข้าเมืองและกฎหมายการทำงานของคนต่างด้าว แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่าได้มีการทำงานจริง ได้รับความเสียหายจากการที่นายจ้างค้างจ่ายค่าจ้าง ค่าทำงานในวันหยุด และค่าชดเชย และได้มีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุดให้นายจ้างชำระเงินดังกล่าวแล้ว ย่อมเกิดประเด็นโดยตรงว่า ลูกจ้างเหล่านี้จะมีสิทธิขอรับเงินสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหรือไม่ คดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะศาลฎีกาได้วางหลักว่า “หนังสือกรม” หรือ “แนวทางการพิจารณา” ซึ่งมิใช่กฎหมาย ไม่อาจยกขึ้นใช้เป็นเงื่อนไขเพิ่มเติมเพื่อจำกัดสิทธิของลูกจ้างเกินกว่าที่ระเบียบซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานกำหนดไว้ได้ หลักดังกล่าวสะท้อนนิติรัฐอย่างชัดเจนว่า การจำกัดสิทธิประชาชน โดยเฉพาะสิทธิที่เกิดจากกฎหมายคุ้มครองแรงงานซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จะต้องกระทำโดยกฎหมายหรือกฎที่มีฐานอำนาจตามกฎหมายเท่านั้น มิใช่อาศัยเพียงนโยบายการบริหารหรือเหตุผลเชิงนโยบายด้านแรงงานต่างด้าว ความมั่นคง หรือการแข่งขันทางธุรกิจมาสร้างเงื่อนไขตัดสิทธิขึ้นเอง ในเชิงเนื้อหา คำพิพากษานี้จึงไม่ได้เป็นเพียงคดีเรื่องเงินสงเคราะห์ลูกจ้างเท่านั้น แต่ยังเป็นแนววินิจฉัยสำคัญเกี่ยวกับลำดับศักดิ์ของกฎหมาย ขอบเขตอำนาจของฝ่ายปกครอง หลักการตีความกฎหมายคุ้มครองแรงงาน และการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของลูกจ้างต่างด้าวในระบบกฎหมายไทย ซึ่งมีผลอย่างมากต่อการปฏิบัติของหน่วยงานแรงงาน การวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง และการจัดทำคำสั่งทางปกครองในอนาคต สรุปข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้เดิมเป็นคดีแรงงานจำนวน 35 สำนวน โดยศาลแรงงานภาค 5 มีคำสั่งรวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน และเรียกคู่ความว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 35 โจทก์ทั้งหมดเป็นคนต่างด้าวและเข้าทำงานเป็นลูกจ้างของบริษัทแห่งหนึ่งในตำแหน่งพนักงานรักษาความสะอาด ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 ถึงวันที่ 18 มีนาคม 2563 ต่อมานายจ้างค้างจ่ายค่าจ้าง ค่าทำงานในวันหยุด จ่ายค่าจ้างต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ และเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างทั้ง 35 คน เมื่อนายจ้างไม่ชำระเงินตามกฎหมายแรงงาน โจทก์ทั้ง 35 จึงยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน ณ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2563 และพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งที่ 126/2563 ให้บริษัทนายจ้างจ่ายค่าทำงานในวันหยุด ค่าจ้าง ค่าจ้างขั้นต่ำ และค่าชดเชยแก่ลูกจ้างทั้ง 35 คน นายจ้างทราบคำสั่งดังกล่าวโดยชอบแล้ว แต่ไม่ใช้สิทธินำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายบัญญัติ คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานจึงเป็นที่สุดตามกฎหมาย แต่ถึงกระนั้นนายจ้างก็ยังไม่ชำระเงินให้แก่ลูกจ้าง ภายหลังจากนั้น เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2563 โจทก์ทั้ง 35 ยื่นคำขอรับเงินสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างในกรณีนายจ้างไม่จ่ายเงินอื่นนอกจากค่าชดเชย และโจทก์บางส่วนยังยื่นคำขอรับเงินสงเคราะห์ในกรณีนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยด้วย อย่างไรก็ดี คณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างมีมติไม่เห็นชอบให้จ่ายเงินสงเคราะห์ และฝ่ายปกครองในระดับจังหวัดก็มีคำสั่งไม่อนุมัติคำขอ โดยให้เหตุผลตรงกันว่า โจทก์เป็นลูกจ้างต่างด้าวที่ไม่ได้ทำงานตรงตามรายชื่อนายจ้างที่แจ้งไว้ต่อนายทะเบียน จึงถือว่าไม่ได้รับอนุญาตทำงานโดยถูกต้องตามกฎหมาย และไม่เข้าเกณฑ์ตามหนังสือกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ที่ รง 0507/ว006876 ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2558 เรื่องแนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าวของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง โจทก์ทั้ง 35 จึงฟ้องขอให้เพิกถอนมติ คำสั่ง และคำวินิจฉัยที่ไม่อนุมัติเงินสงเคราะห์ และขอให้มีคำสั่งให้กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจ่ายเงินสงเคราะห์ตามคำขอ ศาลแรงงานภาค 5 เรียกผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามคำร้องของโจทก์ เพราะเป็นผู้เกี่ยวข้องกับคำสั่งไม่อนุมัติ แล้วพิจารณาพิพากษาให้เพิกถอนมติและคำสั่งที่ไม่ชอบนั้น ต่อมาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายืน และคดีขึ้นสู่ศาลฎีกา ประเด็นข้อกฎหมายและคำวินิจฉัยของศาลฎีกา ประเด็นสำคัญของคดีมีอยู่ 2 ชั้น คือ ชั้นแรกเป็นปัญหาว่าอุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมเป็นอุทธรณ์ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย และชั้นที่สองเป็นปัญหาหลักว่า ลูกจ้างต่างด้าวทั้ง 35 มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหรือไม่ แม้จะถูกกล่าวอ้างว่าไม่ได้รับอนุญาตทำงานโดยถูกต้องตามกฎหมาย ศาลฎีกาวินิจฉัยในประเด็นแรกว่า อุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมที่โต้แย้งว่า หนังสือกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานดังกล่าวสามารถใช้บังคับได้ และสามารถใช้เป็นเกณฑ์ในการจำกัดสิทธิของลูกจ้างต่างด้าวนั้น เป็นการโต้แย้งเรื่องการตีความกฎหมาย มิใช่การโต้แย้งข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 5 ฟังมาแล้ว จึงถือเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ไม่รับวินิจฉัยในประเด็นนี้เพราะเห็นว่าเป็นอุทธรณ์ข้อเท็จจริง ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้อง อย่างไรก็ตาม เพื่อให้คดีเสร็จโดยรวดเร็ว ศาลฎีกาไม่ย้อนสำนวนกลับไปให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยใหม่ แต่หยิบปัญหาข้อกฎหมายขึ้นวินิจฉัยเสียเอง โดยมุ่งตรงไปที่ประเด็นสำคัญว่า หนังสือกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานที่กำหนดแนวทางให้จ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าวเฉพาะผู้ที่เข้าเมืองโดยถูกต้อง ได้รับอนุญาตให้ทำงาน และทำงานในช่วงเวลาที่ใบอนุญาตมีผลใช้บังคับนั้น จะถือเป็นฐานกฎหมายที่ใช้ตัดสิทธิลูกจ้างได้หรือไม่ ศาลฎีกาวางหลักชัดเจนว่า หนังสือดังกล่าวไม่ใช่กฎหมาย แต่เป็นเพียงแนวปฏิบัติภายในของจำเลยที่แจ้งต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อขอความร่วมมือในการรับทราบแนวทางพิจารณาเท่านั้น จึงไม่มีสถานะเป็นกฎที่มีผลผูกพันถึงขั้นสามารถจำกัดสิทธิของลูกจ้างเพิ่มเติมจากที่ระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์ อัตราเงินที่จะจ่าย และระยะเวลาการจ่าย พ.ศ. 2560 กำหนดไว้ ระเบียบ พ.ศ. 2560 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 134 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กำหนดเงื่อนไขสำคัญของการขอรับเงินสงเคราะห์ไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า ลูกจ้างมีสิทธิขอรับเงินสงเคราะห์เมื่อมีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุดให้นายจ้างจ่ายเงินตามประเภทที่ระเบียบกำหนด แต่ไม่ปรากฏว่าระเบียบดังกล่าวได้กำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมว่า ลูกจ้างต่างด้าวต้องได้รับอนุญาตทำงานโดยถูกต้องกับนายจ้างรายนั้นเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ ศาลฎีกายังให้เหตุผลต่อไปว่า หนังสือแนวทางดังกล่าวมีมาตั้งแต่ปี 2558 ก่อนระเบียบ พ.ศ. 2560 จะใช้บังคับ แต่เมื่อคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างออกระเบียบในปี 2560 กลับมิได้นำเงื่อนไขตัดสิทธิลูกจ้างต่างด้าวตามหนังสือเวียนนั้นไปบัญญัติไว้ในระเบียบอย่างชัดแจ้ง ย่อมพอสันนิษฐานได้ว่า คณะกรรมการมิได้ประสงค์จะยกแนวทางภายในดังกล่าวขึ้นเป็นเงื่อนไขทางกฎหมายที่มีผลตัดสิทธิ ดังนั้น เมื่อกฎหมายคุ้มครองแรงงานเป็นกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน การจะจำกัดสิทธิของลูกจ้างบางประเภท เช่น ลูกจ้างต่างด้าว ย่อมต้องทำโดยกฎหมายเท่านั้น จะใช้นโยบายภายใน เหตุผลด้านการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว ความมั่นคงของรัฐ ความเป็นธรรมทางธุรกิจ หรือผลกระทบทางการค้าระหว่างประเทศมาเป็นฐานตัดสิทธิโดยไม่มีบทกฎหมายรองรับไม่ได้ ศาลจึงวินิจฉัยว่า จำเลยและจำเลยร่วมไม่มีสิทธินำหนังสือแนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าวมาใช้ตัดสิทธิโจทก์ทั้ง 35 อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญ คือ จำเลยและจำเลยร่วมอ้างคำพิพากษาฎีกาที่ 15463-15464/2558 เพื่อสนับสนุนอำนาจในการกำหนดแนวทางการจ่ายเงินสงเคราะห์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำพิพากษาดังกล่าวมิได้วินิจฉัยในประเด็นเดียวกันกับคดีนี้ กล่าวคือไม่ได้วินิจฉัยว่าหนังสือแนวทางภายในมีผลใช้บังคับถึงขั้นตัดสิทธิของลูกจ้างต่างด้าวหรือไม่ จึงไม่อาจยกมาเป็นบรรทัดฐานหักล้างสิทธิของโจทก์ในคดีนี้ได้ วิเคราะห์หลักกฎหมาย เจตนารมณ์ของมาตราที่เกี่ยวข้อง คดีนี้สัมพันธ์กับหลักกฎหมายหลายระดับ ตั้งแต่หลักกฎหมายแรงงาน หลักการใช้อำนาจทางปกครอง หลักลำดับศักดิ์ของกฎหมาย ไปจนถึงหลักนิติรัฐและการคุ้มครองสิทธิของประชาชน โดยเฉพาะมาตรา 134 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งเป็นฐานอำนาจให้มีการจัดตั้งกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างและกำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายเงินสงเคราะห์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของลูกจ้างในกรณีที่นายจ้างไม่ชำระเงินตามที่กฎหมายแรงงานกำหนด เจตนารมณ์ของบทบัญญัติดังกล่าวมีลักษณะคุ้มครองสังคมอย่างชัดเจน กล่าวคือ มุ่งให้มี “ตาข่ายรองรับ” ลูกจ้างในสถานการณ์ที่แม้นายจ้างฝ่าฝืนกฎหมายและไม่จ่ายสิทธิประโยชน์แรงงาน ลูกจ้างก็ยังพอมีช่องทางได้รับการบรรเทาความเสียหายจากกองทุน เพราะสิทธิแรงงานมิใช่เรื่องผลประโยชน์ส่วนตัวล้วน ๆ แต่เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นธรรมทางสังคมและความสงบเรียบร้อยของประชาชน การตีความจึงต้องสอดคล้องกับเจตนารมณ์แห่งการคุ้มครอง มิใช่ตีความเพื่อจำกัดสิทธิให้แคบลงโดยอาศัยหนังสือหรือแนวปฏิบัติที่ไม่มีฐานะเป็นกฎหมาย ในทางกฎหมายมหาชน การใช้อำนาจของฝ่ายปกครองต้องอยู่ภายใต้หลัก “ไม่มีกฎหมาย ไม่มีอำนาจ” และในอีกด้านหนึ่ง หากจะจำกัดสิทธิประชาชนก็ต้องมีบทกฎหมายให้อำนาจไว้อย่างชัดเจน หลักนี้ผูกโยงโดยตรงกับคดีนี้ เพราะแม้จำเลยจะมีหน้าที่บริหารกองทุนและกำหนดแนวทางปฏิบัติได้ในเชิงบริหาร แต่การกำหนดแนวทางดังกล่าวไม่อาจขยายผลไปเป็น “เงื่อนไขตัดสิทธิ” ที่ไม่มีอยู่ในระเบียบหรือกฎหมายแม่บท นอกจากนี้ คดีนี้ยังสะท้อนหลักสำคัญในกฎหมายแรงงานว่า แม้ลูกจ้างจะเป็นคนต่างด้าว หรือแม้มีข้อบกพร่องในเรื่องการได้รับอนุญาตทำงาน แต่ถ้าข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีการทำงานจริง และข้อพิพาทเกิดจากการที่นายจ้างไม่จ่ายสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายแรงงาน กฎหมายแรงงานในส่วนที่คุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานก็ยังคงมีผลบังคับใช้ ไม่อาจปล่อยให้สถานะทางทะเบียนหรือความไม่สมบูรณ์ในเชิงการบริหารกลายเป็นเหตุให้ลูกจ้างถูกตัดออกจากระบบคุ้มครองทั้งหมดโดยอัตโนมัติ เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้ชัดแจ้ง ในเชิงแนวคำพิพากษา คดีนี้ยืนยันหลักที่พบอย่างสม่ำเสมอในคดีแรงงานและคดีปกครองว่า หนังสือสั่งการ หนังสือเวียน หรือแนวทางภายในหน่วยงาน ไม่ใช่กฎหมาย และไม่มีผลสร้างภาระหรือตัดสิทธิประชาชนเกินกว่าที่กฎหมายหรือกฎที่ออกตามกฎหมายกำหนดไว้ หลักนี้สำคัญมากในทางปฏิบัติ เพราะหน่วยงานของรัฐมักออกหนังสือกำหนดแนวทางปฏิบัติภายในเพื่อความสะดวกในการบริหารงาน แต่หากแนวทางนั้นกระทบสิทธิประชาชน ก็ต้องตรวจสอบเสมอว่ามีฐานกฎหมายรองรับหรือไม่ ส่วนคำพิพากษาฎีกาที่ 15463-15464/2558 ซึ่งจำเลยอ้างถึงนั้น ศาลฎีกาในคดีนี้ได้จำกัดขอบเขตการอ้างอิงไว้อย่างชัดว่า คำพิพากษาดังกล่าวมิได้วินิจฉัยปัญหาเรื่องผลผูกพันทางกฎหมายของแนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าว จึงไม่ใช่บรรทัดฐานตรงประเด็น เมื่อข้อเท็จจริงและประเด็นกฎหมายแตกต่างกัน การนำมาอ้างเพื่อสนับสนุนการตัดสิทธิในคดีนี้จึงทำไม่ได้ ข้อวิเคราะห์เชิงลึก คำพิพากษานี้มีคุณค่าเชิงหลักการอย่างเด่นชัดใน 4 มิติ มิติแรก คือ หลักลำดับศักดิ์ของกฎหมาย ศาลฎีกาได้ย้ำว่า ระเบียบที่ออกตามอำนาจของกฎหมายย่อมมีน้ำหนักเหนือหนังสือเวียนหรือแนวทางปฏิบัติภายใน หากระเบียบไม่ได้กำหนดเงื่อนไขห้ามไว้ หน่วยงานไม่มีอำนาจไปสร้างเงื่อนไขเพิ่มเองผ่านหนังสือภายใน มิติที่สอง คือ หลักคุ้มครองแรงงานในฐานะกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อเท็จจริงที่ลูกจ้างเป็นคนต่างด้าวไม่ได้ทำให้สิทธิแรงงานซึ่งกฎหมายรับรองไว้ต้องสูญสิ้นไปโดยอัตโนมัติ การตีความต้องมุ่งรักษาเจตนารมณ์แห่งการคุ้มครอง มิใช่ใช้สถานะของลูกจ้างเป็นเครื่องมือผลักออกจากระบบประกันความเป็นธรรม มิติที่สาม คือ ขอบเขตการใช้อำนาจของฝ่ายปกครอง คดีนี้เป็นตัวอย่างชัดว่า แม้หน่วยงานของรัฐจะอ้างเหตุผลด้านนโยบายที่ดูสำคัญ เช่น การควบคุมแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ความมั่นคงของรัฐ หรือการแข่งขันทางเศรษฐกิจ แต่หากประสงค์จะให้เหตุผลเหล่านั้นมีผลจำกัดสิทธิประชาชน ก็จำต้องผลักดันให้อยู่ในรูปของกฎหมายหรือกฎที่มีฐานอำนาจ มิใช่ใช้คำสั่งหรือหนังสือภายในแทนกฎหมาย มิติที่สี่ คือ ผลทางคดีสำหรับการปฏิบัติงานของหน่วยงานแรงงานในอนาคต หน่วยงานที่พิจารณาเรื่องกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจำเป็นต้องระมัดระวังอย่างยิ่งในการอ้างหลักเกณฑ์ภายใน หากหลักเกณฑ์นั้นไม่มีฐานเป็นกฎหมาย การปฏิเสธสิทธิอาจถูกเพิกถอนได้ และส่งผลให้คำสั่งทางปกครองหรือมติคณะกรรมการขาดความชอบด้วยกฎหมาย ในภาพรวม คำพิพากษานี้จึงเป็นหมุดหมายสำคัญของกฎหมายแรงงานไทย โดยเฉพาะในบริบทแรงงานข้ามชาติ เพราะศาลฎีกาไม่ได้เพียงแก้ไขความไม่ถูกต้องเฉพาะคดี แต่ได้วางหลักกว้างที่สามารถใช้กับคดีลักษณะใกล้เคียงกันในอนาคตว่า “สิทธิแรงงานจะถูกจำกัดได้ต่อเมื่อมีกฎหมายกำหนดไว้ชัดแจ้งเท่านั้น” สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลแรงงานภาค 5 พิพากษาให้เพิกถอนมติคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ครั้งที่ 4/2564 ลงวันที่ 30 เมษายน 2564 ในส่วนที่ไม่เห็นชอบให้จ่ายเงินสงเคราะห์แก่โจทก์ทั้ง 35 กรณีนายจ้างไม่จ่ายเงินอื่นนอกจากค่าชดเชย และเพิกถอนคำสั่งของจำเลยร่วมที่ไม่อนุมัติเงินสงเคราะห์กรณีนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์บางส่วน โดยวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ตามกฎหมาย 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายืนตามศาลแรงงานภาค 5 โดยไม่รับวินิจฉัยบางประเด็นที่เห็นว่าเป็นอุทธรณ์ข้อเท็จจริง และลงท้ายด้วยการยกอุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วม 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าอุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมในประเด็นดังกล่าวเป็นอุทธรณ์ข้อกฎหมาย ไม่ใช่อุทธรณ์ข้อเท็จจริง แต่เมื่อวินิจฉัยเนื้อหาแล้วเห็นว่า หนังสือแนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าวไม่ใช่กฎหมาย จึงไม่อาจใช้ตัดสิทธิของโจทก์ได้ และพิพากษายืนผลแห่งคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 5 สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ให้ข้อคิดทางกฎหมายที่สำคัญอย่างยิ่งว่า การคุ้มครองสิทธิของลูกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานเป็นเรื่องที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน อำนาจของฝ่ายปกครองในการกำหนดแนวทางปฏิบัติย่อมมีได้เพียงเพื่อการบริหารงานภายใน แต่ไม่อาจยกขึ้นใช้แทนกฎหมาย หรือใช้เป็นเครื่องมือจำกัดสิทธิของบุคคลเกินกว่าที่กฎหมายแม่บทหรือระเบียบที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายได้กำหนดไว้โดยชัดแจ้ง ในสาระสำคัญ ศาลฎีกาได้ยืนยันหลักนิติรัฐว่า การจำกัดสิทธิจะต้องมีกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน การอ้างเหตุผลด้านนโยบาย เช่น การจัดการแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ความมั่นคงของรัฐ ความเป็นธรรมทางการแข่งขัน หรือผลกระทบทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ แม้จะเป็นเหตุผลที่รัฐอาจใช้ในการกำหนดนโยบายสาธารณะได้ แต่หากประสงค์ให้มีผลในทางตัดสิทธิแรงงานหรือจำกัดสิทธิของประชาชน ย่อมต้องตราเป็นกฎหมายหรือกฎที่มีฐานอำนาจทางกฎหมาย ไม่อาจใช้หนังสือเวียนหรือแนวทางปฏิบัติภายในเป็นฐานการใช้อำนาจได้ อีกทั้งคดีนี้ยังชี้ให้เห็นว่าการตีความกฎหมายแรงงานต้องตีความในทางคุ้มครอง มิใช่ตีความเคร่งครัดเพื่อจำกัดสิทธิของลูกจ้างโดยไม่มีถ้อยคำบัญญัติรองรับ เมื่อระเบียบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างกำหนดเงื่อนไขการรับสิทธิไว้แล้ว หน่วยงานผู้ใช้อำนาจต้องเคารพขอบเขตของระเบียบนั้น ไม่อาจเพิ่มเติมเงื่อนไขใหม่ในทางปฏิบัติเอง เพราะจะเป็นการใช้อำนาจเกินกว่าที่กฎหมายให้อำนาจไว้ และย่อมมีเหตุให้เพิกถอนคำสั่งหรือมติทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบได้ สำหรับการปฏิบัติงานของหน่วยงานรัฐ คดีนี้จึงเป็นคำเตือนโดยตรงว่า หากประสงค์จะจำกัดสิทธิหรือกำหนดคุณสมบัติเพิ่มเติมที่มีผลต่อประชาชน ต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกระบวนการทางกฎหมาย มิฉะนั้นแม้จะมีนโยบายภายในรองรับ ก็ไม่อาจยกขึ้นต่อสู้กับสิทธิที่กฎหมายรับรองไว้ได้ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า หน่วยงานของรัฐสามารถอาศัย “แนวทางปฏิบัติหรือหนังสือเวียนภายใน” มาจำกัดสิทธิของลูกจ้างต่างด้าวในการขอรับเงินสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การจำกัดสิทธิของลูกจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานต้องกระทำโดยกฎหมายหรือระเบียบที่ออกตามกฎหมายเท่านั้น หนังสือแนวทางของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานซึ่งไม่ใช่กฎหมาย ไม่อาจนำมาใช้ตัดสิทธิของลูกจ้างเกินกว่าที่ระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างกำหนดไว้ได้ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้คือ มาตรา 134 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจจัดตั้งกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างและออกระเบียบเกี่ยวกับการจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้าง สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. การจำกัดสิทธิต้องทำโดยกฎหมายเท่านั้น ศาลฎีกาวางหลักว่า สิทธิของลูกจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานเป็นสิทธิที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน การจะจำกัดสิทธิของลูกจ้างบางประเภท เช่น ลูกจ้างต่างด้าว ต้องมีกฎหมายบัญญัติไว้อย่างชัดเจน หน่วยงานของรัฐไม่อาจอาศัยเพียงหนังสือเวียน นโยบาย หรือแนวทางการปฏิบัติภายในมาเป็นเหตุในการตัดสิทธิที่กฎหมายไม่ได้กำหนดไว้ได้ 2. หนังสือเวียนหรือแนวทางปฏิบัติไม่ใช่กฎหมาย หนังสือกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานที่กำหนดแนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าว เป็นเพียงแนวปฏิบัติในการบริหารงาน มิใช่กฎหมายหรือกฎที่ออกตามกฎหมาย จึงไม่มีผลผูกพันในทางตัดสิทธิของลูกจ้าง เมื่อระเบียบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2560 มิได้กำหนดเงื่อนไขห้ามลูกจ้างต่างด้าวขอรับเงินสงเคราะห์ หน่วยงานของรัฐจึงไม่อาจนำหนังสือดังกล่าวมาใช้เป็นเหตุปฏิเสธสิทธิของลูกจ้างได้ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) คำถาม 1. หนังสือกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานหรือหนังสือเวียนภายในหน่วยงาน สามารถใช้เป็นเหตุปฏิเสธสิทธิของลูกจ้างได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้ว หนังสือกรม หนังสือเวียน หรือแนวทางปฏิบัติภายในของหน่วยงานราชการ ไม่ใช่กฎหมายในความหมายที่สามารถสร้างภาระหรือตัดสิทธิของประชาชนได้เอง เว้นแต่จะเป็นกฎ ระเบียบ หรือประกาศที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายอย่างถูกต้องและมีเนื้อหาอยู่ในขอบเขตของกฎหมายแม่บท ในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยชัดเจนว่า หนังสือกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานที่กำหนดแนวทางการจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าว เป็นเพียงแนวปฏิบัติภายในที่ใช้สื่อสารให้หน่วยงานในจังหวัดรับทราบเท่านั้น มิใช่บทกฎหมายที่มีผลตัดสิทธิแรงงานได้ การที่หน่วยงานอาศัยหนังสือดังกล่าวไปปฏิเสธสิทธิของลูกจ้างจึงเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต เพราะสิทธิของลูกจ้างที่เกิดจากกฎหมายคุ้มครองแรงงานจะถูกจำกัดได้ก็แต่โดยกฎหมายหรือกฎที่ออกตามกฎหมายเท่านั้น หลักนี้มีความสำคัญมากในทางปฏิบัติ เพราะหากเปิดโอกาสให้หนังสือภายในมีผลเทียบเท่ากฎหมาย ย่อมทำให้หน่วยงานสามารถสร้างเงื่อนไขตัดสิทธิของประชาชนได้โดยไม่ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติหรือการออกกฎตามแบบแผนที่กฎหมายกำหนด ซึ่งขัดต่อหลักนิติรัฐโดยตรง คำถาม 2. ลูกจ้างต่างด้าวที่มีปัญหาเรื่องใบอนุญาตทำงานหรือทำงานไม่ตรงตามที่แจ้งไว้ ยังได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานหรือไม่ คำตอบ ลูกจ้างต่างด้าวยังคงได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานในส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิขั้นพื้นฐาน หากข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีการทำงานจริงและเกิดหนี้ตามกฎหมายแรงงานจากการที่นายจ้างค้างจ่ายค่าจ้าง ค่าทำงานในวันหยุด ค่าจ้างขั้นต่ำ หรือค่าชดเชย ทั้งนี้เพราะกฎหมายคุ้มครองแรงงานมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อคุ้มครองผู้ใช้แรงงานจากการเอารัดเอาเปรียบ มิใช่เป็นกฎหมายที่ให้เอกสิทธิ์เฉพาะผู้ที่มีสถานะสมบูรณ์ทางทะเบียนเท่านั้น อย่างไรก็ดี สิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองในแต่ละเรื่องต้องดูจากบทบัญญัติกฎหมายที่ใช้บังคับโดยตรง หากกฎหมายมิได้กำหนดเงื่อนไขตัดสิทธิของลูกจ้างต่างด้าวไว้ชัดแจ้ง หน่วยงานของรัฐย่อมไม่อาจสร้างเงื่อนไขดังกล่าวขึ้นเองผ่านแนวทางปฏิบัติภายในได้ ในคดีนี้ ศาลฎีกาไม่ได้วินิจฉัยเพื่อรับรองความถูกต้องของสถานะการทำงานของลูกจ้างต่างด้าว แต่กำลังวินิจฉัยว่า ต่อให้มีข้อโต้แย้งเรื่องสถานะดังกล่าว ก็ไม่อาจอาศัยหนังสือเวียนที่ไม่ใช่กฎหมายมาตัดสิทธิในการขอรับเงินสงเคราะห์ที่ระเบียบซึ่งออกตามกฎหมายเปิดช่องไว้แล้วได้ หลักนี้จึงมีนัยสำคัญมากต่อแรงงานข้ามชาติในระบบกฎหมายไทย คำถาม 3. เงินสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างคืออะไร และมีไว้เพื่อคุ้มครองลูกจ้างในกรณีใด คำตอบ เงินสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นกลไกที่กฎหมายแรงงานกำหนดขึ้นเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของลูกจ้างในกรณีที่นายจ้างไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ในการชำระเงินที่กฎหมายกำหนด เช่น ค่าชดเชย ค่าจ้าง ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลา หรือเงินอื่นที่อยู่ในขอบเขตของระเบียบที่เกี่ยวข้อง จุดมุ่งหมายของกองทุนดังกล่าวมิใช่เพื่อแทนนายจ้างโดยทั่วไป แต่เพื่อเป็นหลักประกันขั้นต่ำให้ลูกจ้างไม่ตกอยู่ในภาวะไร้ที่พึ่งเมื่อมีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุดแล้ว แต่นายจ้างยังคงเพิกเฉยไม่ชำระหนี้ การมีกองทุนเช่นนี้สะท้อนหลักการสำคัญของกฎหมายแรงงานสมัยใหม่ว่า สิทธิแรงงานต้องมีเครื่องมือค้ำประกันให้บังคับได้จริง มิใช่เป็นเพียงสิทธิในทางนามธรรม ในคดีนี้ ศาลฎีกาได้เน้นให้เห็นว่า เมื่อระเบียบกองทุนกำหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิขอรับเงินสงเคราะห์ไว้แล้ว หน่วยงานผู้บริหารกองทุนต้องยึดตามระเบียบดังกล่าวอย่างเคร่งครัด และไม่อาจอาศัยเหตุผลอื่นที่อยู่นอกตัวบทมาจำกัดสิทธิของลูกจ้างเพิ่มเติมได้ เพราะจะทำให้วัตถุประสงค์ของกองทุนที่มีไว้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของลูกจ้างถูกบิดเบือนไป คำถาม 4. หากคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานถึงที่สุดแล้ว แต่นายจ้างยังไม่จ่ายเงิน ลูกจ้างต้องทำอย่างไรต่อ คำตอบ เมื่อพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างชำระเงินตามกฎหมายแรงงาน และนายจ้างไม่ใช้สิทธินำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนดเวลา คำสั่งดังกล่าวย่อมถึงที่สุดและมีผลผูกพันนายจ้าง จากนั้นหากนายจ้างยังไม่ชำระเงิน ลูกจ้างย่อมมีสิทธิดำเนินการตามช่องทางที่กฎหมายเปิดไว้ เช่น ยื่นขอรับเงินสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างในกรณีที่เข้าเงื่อนไขตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง การที่คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานถึงที่สุดมีความสำคัญมาก เพราะเป็นฐานข้อเท็จจริงและฐานสิทธิที่ทำให้ลูกจ้างสามารถยื่นคำขอรับเงินจากกองทุนได้ โดยไม่ต้องพิสูจน์หนี้แรงงานนั้นซ้ำใหม่อีกในชั้นกองทุน ในคดีนี้ ลูกจ้างทั้ง 35 ได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าวอย่างครบถ้วนแล้ว กล่าวคือ มีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุดให้นายจ้างชำระเงิน และเมื่อนายจ้างไม่ชำระ จึงยื่นคำขอรับเงินสงเคราะห์ต่อกองทุน ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่สิทธิตามข้อเท็จจริง แต่เป็นปัญหาว่าหน่วยงานของรัฐจะนำเงื่อนไขจากหนังสือเวียนภายในมาปฏิเสธสิทธิได้หรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่าไม่อาจทำได้ คำถาม 5. เพราะเหตุใดศาลจึงถือว่ากฎหมายคุ้มครองแรงงานเป็นกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน คำตอบ กฎหมายคุ้มครองแรงงานเป็นกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพราะมีวัตถุประสงค์โดยตรงในการรักษามาตรฐานขั้นต่ำแห่งความเป็นธรรมระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่โดยสภาพมีความเหลื่อมล้ำด้านอำนาจต่อรอง หากปล่อยให้สิทธิแรงงานขึ้นอยู่กับการตกลงกันโดยเสรีเพียงอย่างเดียว ย่อมเสี่ยงต่อการเอารัดเอาเปรียบและกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม ด้วยเหตุนี้กฎหมายแรงงานจำนวนมากจึงเป็นกฎหมายที่คู่สัญญาไม่อาจตกลงยกเว้นหรือจำกัดสิทธิให้ต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดได้ คดีนี้ศาลฎีกานำหลักดังกล่าวมาใช้รองรับเหตุผลว่า เมื่อตัวกฎหมายหรือระเบียบที่ออกตามกฎหมายมิได้ตัดสิทธิของลูกจ้างต่างด้าวไว้ หน่วยงานย่อมไม่อาจใช้เพียงแนวทางปฏิบัติภายในมาจำกัดสิทธิได้ เพราะจะเป็นการกระทบต่อสิทธิที่กฎหมายคุ้มครองไว้ในระดับที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะและความสงบเรียบร้อยของสังคม หลักนี้จึงไม่ได้คุ้มครองลูกจ้างเฉพาะรายเท่านั้น แต่ยังรักษามาตรฐานของระบบแรงงานโดยรวมด้วย คำถาม 6. หน่วยงานของรัฐสามารถอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของรัฐ นโยบายแรงงานต่างด้าว หรือความเป็นธรรมในการแข่งขันทางธุรกิจ เพื่อจำกัดสิทธิแรงงานได้หรือไม่ คำตอบ หน่วยงานของรัฐอาจใช้นโยบายสาธารณะเป็นกรอบในการบริหารราชการได้ แต่หากนโยบายนั้นจะมีผลกระทบถึงขั้นจำกัดสิทธิของประชาชนหรือแรงงาน ย่อมต้องมีบทกฎหมายให้อำนาจไว้อย่างชัดแจ้งเสียก่อน หลักนี้เป็นหัวใจของรัฐภายใต้กฎหมาย ไม่ว่าหน่วยงานจะอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของรัฐ การแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ความเป็นธรรมในการแข่งขันของภาคธุรกิจ หรือการป้องกันผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศเพียงใด เหตุผลเหล่านั้นก็ไม่อาจใช้แทนกฎหมายได้ ในคดีนี้ จำเลยและจำเลยร่วมยกเหตุผลเชิงนโยบายหลายประการมาอธิบายว่าทำไมจึงไม่ควรจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าวที่ทำงานไม่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยชัดว่า เหตุผลดังกล่าวจะนำมาใช้จำกัดสิทธิของลูกจ้างได้ก็ต่อเมื่อมีกฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น การใช้นโยบายภายในเป็นฐานสร้างเงื่อนไขตัดสิทธิขึ้นเอง ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายและขัดต่อหลักการใช้อำนาจของฝ่ายปกครองอย่างร้ายแรง คำถาม 7. การที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าอุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์ข้อกฎหมาย มีความสำคัญอย่างไร คำตอบ ความสำคัญของการจำแนกว่าคำอุทธรณ์เป็นข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายอยู่ที่ขอบเขตอำนาจของศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา รวมทั้งความสามารถของคู่ความในการโต้แย้งประเด็นสำคัญในคดี หากเป็นอุทธรณ์ข้อเท็จจริง อาจถูกจำกัดด้วยหลักเกณฑ์เฉพาะของคดีแรงงานหรือคดีชำนัญพิเศษ แต่หากเป็นอุทธรณ์ข้อกฎหมาย ศาลย่อมมีหน้าที่วินิจฉัยว่าศาลล่างตีความหรือใช้กฎหมายถูกต้องหรือไม่ ในคดีนี้ จำเลยและจำเลยร่วมมิได้โต้แย้งข้อเท็จจริงพื้นฐาน เช่น การเป็นลูกจ้าง การมีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน หรือการไม่จ่ายเงินของนายจ้าง แต่โต้แย้งว่า หนังสือเวียนของกรมสามารถใช้เป็นเกณฑ์ตัดสิทธิได้หรือไม่ ซึ่งเป็นปัญหาล้วนเกี่ยวกับการตีความกฎหมาย ศาลฎีกาจึงชี้ว่าศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่ควรปฏิเสธการวินิจฉัยในประเด็นนี้ แม้ท้ายที่สุดศาลฎีกาจะไม่เห็นด้วยกับข้อโต้แย้งของจำเลย แต่การวางหลักดังกล่าวมีความสำคัญมาก เพราะทำให้คดีประเภทนี้ได้รับการวินิจฉัยบนฐานกฎหมายอย่างตรงจุด และป้องกันไม่ให้ข้อพิพาทเชิงหลักการถูกตัดตอนด้วยเหตุทางวิธีพิจารณา คำถาม 8. คำพิพากษานี้มีผลต่อการจัดทำคำสั่งหรือมติของหน่วยงานด้านแรงงานในอนาคตอย่างไร คำตอบ คำพิพากษานี้มีผลเชิงระบบอย่างมากต่อการปฏิบัติงานของหน่วยงานด้านแรงงานและหน่วยงานทางปกครองอื่น ๆ กล่าวคือ หน่วยงานจะต้องตรวจสอบให้ชัดว่าหลักเกณฑ์ที่นำมาใช้พิจารณาสิทธิของประชาชนมีฐานกฎหมายเพียงพอหรือไม่ หากเป็นเพียงหนังสือเวียน แนวปฏิบัติ หรือข้อสั่งการภายในที่ไม่มีสถานะเป็นกฎหมาย หน่วยงานย่อมไม่อาจใช้เป็นเหตุปฏิเสธสิทธิหรือกำหนดภาระแก่ผู้ยื่นคำขอได้ คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญในเรื่องการร่างมติคณะกรรมการ การออกคำสั่งไม่อนุมัติ การใช้อำนาจพิจารณาดุลพินิจ และการจัดทำหลักเกณฑ์ภายในของหน่วยงานในอนาคต โดยเฉพาะเรื่องกองทุนหรือสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายแรงงาน หากหน่วยงานต้องการจำกัดสิทธิของผู้ขอรับประโยชน์เพิ่มจากที่ตัวบทกำหนดไว้ จะต้องดำเนินการผ่านกระบวนการออกกฎหรือระเบียบโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายอย่างถูกต้อง มิฉะนั้นคำสั่งที่ออกไปย่อมเสี่ยงต่อการถูกฟ้องเพิกถอน และอาจส่งผลกระทบทั้งต่อความน่าเชื่อถือของหน่วยงานและต่อสิทธิของประชาชนจำนวนมากในทางปฏิบัติ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1994-2028/2568 แนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าวตามหนังสือกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ที่ รง 0507/ว006876 ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2558 เรื่อง แนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าวของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ไม่ใช่กฎหมาย เป็นเพียงแนวปฏิบัติของจำเลยที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานแจ้งต่อผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดเพื่อขอความร่วมมือแจ้งให้สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทราบถึงแนวทางการพิจารณาของจำเลยเท่านั้น จึงไม่อาจนำมาใช้จำกัดสิทธิเพิ่มขึ้นกว่าที่ระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์ อัตราเงินที่จะจ่ายและระยะเวลาการจ่าย พ.ศ. 2560 ซึ่งใช้บังคับในขณะที่โจทก์ทั้งสามสิบห้ายื่นขอรับเงินสงเคราะห์และออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 134 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 อันมีลักษณะเป็นกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่กำหนดให้มีการจ่ายเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างในกรณีอื่นนอกจากในกรณีที่ลูกจ้างออกจากงานหรือในกรณีที่ลูกจ้างตาย การที่จำเลยกำหนดแนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าวของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไว้ตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2558 อันเป็นวันก่อนที่ระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์ อัตราเงินที่จะจ่ายและระยะเวลาการจ่าย พ.ศ. 2560 จะมีผลใช้บังคับ และไม่ปรากฏว่าจำเลยได้มีการกำหนดเงื่อนไขห้ามลูกจ้างต่างด้าวขอรับเงินสงเคราะห์ตามที่ปรากฏในแนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าวของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างดังกล่าวไว้ให้ชัดแจ้งในระเบียบนั้น ย่อมพอสันนิษฐานได้ว่า จำเลยหาได้ติดใจนำแนวทางปฏิบัติดังกล่าวมาใช้เป็นเงื่อนไขสำคัญตามกฎหมายในการกำหนดห้ามมิให้ลูกจ้างต่างด้าวที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานให้ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ให้มีสิทธิขอรับเงินสงเคราะห์ตามระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์ อัตราเงินที่จะจ่ายและระยะเวลาการจ่าย พ.ศ. 2560 ไม่กฎหมายคุ้มครองแรงงานเป็นกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน การจำกัดสิทธิของลูกจ้างบางประเภท เช่น ลูกจ้างต่างด้าวในคดีนี้ ไม่ให้ได้รับสิทธิตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานดังกล่าว ไม่ว่าจะมีสาเหตุจากการบริหารจัดการของกระทรวงแรงงาน หรือนโยบายเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย หรือปัญหาที่เกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ หรือเป็นการส่งเสริมให้เกิดความยุติธรรมในการแข่งขันทางธุรกิจ หรือการป้องกันความเสียหายที่อาจมีผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศตามที่จำเลยและจำเลยร่วมอ้างเป็นเหตุต่อสู้นั้น สามารถทำได้โดยกฎหมายเท่านั้น หาทำได้เพียงแค่ใช้แนวทางการปฏิบัติของจำเลยแต่อย่างใดไม่ จำเลยและจำเลยร่วมจึงไม่มีสิทธินำแนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าวของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างซึ่งไม่ใช่กฎหมายมาตัดสิทธิโจทก์ทั้งสามสิบห้าในการขอรับเงินสงเคราะห์ที่พิพาทได้ ฎีกาย่อ คดีทั้ง 35 สำนวน ศาลแรงงานภาค 5 มีคำสั่งรวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยเรียกโจทก์ว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 35 โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่ง คำวินิจฉัย และมติของจำเลยที่ไม่อนุมัติให้ได้รับเงินสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามหนังสือแจ้งผลการพิจารณาลงวันที่ 14 มิถุนายน 2564 และขอให้มีคำสั่งจ่ายเงินสงเคราะห์แก่โจทก์ทุกคน จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอให้เรียกผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เข้ามาเป็นจำเลยร่วม เพราะเป็นผู้มีคำสั่งไม่อนุมัติคำขอ ศาลแรงงานภาค 5 อนุญาตให้เข้ามาเป็นจำเลยร่วม และจำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้องเช่นกัน ศาลแรงงานภาค 5 พิพากษาให้เพิกถอนมติคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ครั้งที่ 4/2564 ลงวันที่ 30 เมษายน 2564 ในส่วนที่ไม่เห็นชอบให้จ่ายเงินสงเคราะห์แก่โจทก์ทั้ง 35 กรณีนายจ้างไม่จ่ายเงินอื่นนอกจากค่าชดเชย และเพิกถอนคำสั่งของจำเลยร่วมที่ไม่อนุมัติให้โจทก์บางส่วนรับเงินสงเคราะห์กรณีนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย โดยให้โจทก์มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ตามกฎหมาย จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายืน จึงฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย ไม่ใช่ข้อเท็จจริง เพราะเป็นการโต้แย้งเรื่องการตีความกฎหมายและผลใช้บังคับของหนังสือกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ที่ รง 0507/ว006876 ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2558 ซึ่งกำหนดแนวทางพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าว โดยจำเลยอ้างว่าโจทก์เป็นแรงงานต่างด้าวที่ไม่ได้รับอนุญาตทำงานโดยถูกต้อง จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่าแนวทางดังกล่าวเป็นเพียงหนังสือเวียนหรือแนวปฏิบัติภายใน ไม่ใช่กฎหมาย จึงไม่อาจนำมาใช้จำกัดสิทธิของลูกจ้างเกินกว่าที่ระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2560 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 134 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กำหนดไว้ได้ ระเบียบดังกล่าวกำหนดเพียงเงื่อนไขเรื่องนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยหรือเงินอื่นตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ถึงที่สุด โดยไม่ได้ห้ามลูกจ้างต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานถูกต้องมิให้รับเงินสงเคราะห์ ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อว่า กฎหมายคุ้มครองแรงงานเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน การจำกัดสิทธิของลูกจ้างบางประเภทต้องกระทำโดยกฎหมายเท่านั้น จะอาศัยเพียงแนวทางปฏิบัติภายในของหน่วยงานไม่ได้ อีกทั้งคำพิพากษาฎีกาที่ 15463-15464/2558 ที่จำเลยอ้าง ก็ไม่ได้วินิจฉัยประเด็นเดียวกับคดีนี้ ข้อต่อสู้ของจำเลยและจำเลยร่วมจึงฟังไม่ขึ้น ที่ศาลแรงงานภาค 5 เพิกถอนมติและคำสั่งดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย จึงพิพากษายืน ฎีกาฉบับเต็ม คดีทั้งสามสิบห้าสำนวนนี้ ศาลแรงงานภาค 5 มีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 35 โจทก์ทั้งสามสิบห้าสำนวนฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่ง คำวินิจฉัย และมติของจำเลยที่ไม่อนุมัติให้โจทก์ทั้งสามสิบห้าได้รับเงินสงเคราะห์ตามหนังสือที่ ชม 0029/2738 และที่ ชม 0029/2741 ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2564 เรื่องแจ้งผลการพิจารณาคำขอรับเงินสงเคราะห์ (กรณีอื่น นอกจากค่าชดเชยและกรณีนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย) และให้จำเลยมีมติหรือคำสั่งให้กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจ่ายเงินสงเคราะห์ให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบห้าตามคำขอรับเงินสงเคราะห์ของโจทก์แต่ละคน จำเลยทั้งสามสิบห้าสำนวนให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานภาค 5 โจทก์ทั้งสามสิบห้ายื่นคำร้องขอให้เรียกผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เข้ามาเป็นจำเลยร่วม โดยอ้างว่าผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เป็นผู้มีคำสั่งไม่อนุมัติคำขอรับเงินสงเคราะห์แก่โจทก์ทั้งสามสิบห้า ถือเป็นการโต้แย้งสิทธิและมีส่วนรับผิดต่อโจทก์ทั้งสามสิบห้า ศาลแรงงานภาค 5 มีคำสั่งเรียกผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) (ข) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 จำเลยร่วมทั้งสามสิบห้าสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานภาค 5 พิจารณาแล้ว พิพากษาให้เพิกถอนมติที่ประชุมจำเลย ครั้งที่ 4/2564 ลงวันที่ 30 เมษายน 2564 ในส่วนที่ไม่เห็นชอบให้จ่ายเงินสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างกรณีนายจ้างไม่จ่ายเงินอื่นนอกจากค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบห้า และเพิกถอนคำสั่งของจำเลยร่วมที่ไม่อนุมัติให้จ่ายเงินสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างกรณีนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 18 ที่ 20 ถึงที่ 23 และที่ 25 ถึงที่ 35 โดยให้โจทก์ทั้งสามสิบห้ามีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 5 จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายืน จำเลยและจำเลยร่วมฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 5 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้งสามสิบห้าเป็นคนต่างด้าว โจทก์ทั้งสามสิบห้าเข้าทำงานเป็นลูกจ้างบริษัท ร. ตำแหน่งพนักงานรักษาความสะอาด ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 ถึงวันที่ 18 มีนาคม 2563 บริษัท ร. ค้างจ่ายค่าจ้าง ค่าทำงานในวันหยุด จ่ายค่าจ้างน้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ และเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบห้า โจทก์ทั้งสามสิบห้าจึงไปยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดเชียงใหม่ วันที่ 8 กันยายน 2563 พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งที่ 126/2563 ให้บริษัท ร. จ่ายค่าทำงานในวันหยุด ค่าจ้าง ค่าจ้างขั้นต่ำ และค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบห้า นายจ้างทราบคำสั่งโดยชอบแล้วไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าวจึงเป็นที่สุด แต่นายจ้างไม่จ่ายเงินตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบห้า วันที่ 12 พฤศจิกายน 2563 โจทก์ทั้งสามสิบห้ายื่นคำขอรับเงินสงเคราะห์กรณีนายจ้างไม่จ่ายเงินอื่นนอกจากค่าชดเชย และโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 18 ที่ 20 ถึงที่ 23 และที่ 25 ถึงที่ 35 ยื่นคำขอรับเงินสงเคราะห์กรณีนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย จำเลยพิจารณาคำขอรับเงินสงเคราะห์ของโจทก์ทั้งสามสิบห้าสำหรับกรณีนายจ้างไม่จ่ายเงินอื่นนอกจากค่าชดเชยในการประชุมคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ครั้งที่ 4/2564 เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2564 มีมติไม่เห็นชอบให้จ่ายเงินสงเคราะห์แก่โจทก์ทั้งสามสิบห้า เนื่องจากไม่เป็นไปตามหนังสือกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานที่ รง 0507/ว006876 ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2558 เรื่อง แนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าวของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ที่กำหนดให้จ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าวเฉพาะที่เข้าเมืองโดยถูกต้องตามกฎหมาย ได้รับอนุญาตให้ทำงาน และนายจ้างค้างจ่ายเงินตามที่กฎหมายกำหนดในช่วงระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน เมื่อโจทก์ทั้งสามสิบห้าไม่ได้ทำงานกับนายจ้างรายที่แจ้งไว้ต่อนายทะเบียน ถือว่าใบอนุญาตทำงานของโจทก์ทั้งสามสิบห้าไม่ถูกต้อง ส่วนคุณสมบัติอื่นของโจทก์ทั้งสามสิบห้าเข้าเงื่อนไขที่จะได้รับเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามหนังสือกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานดังกล่าว จำเลยร่วมมอบอำนาจให้สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดเชียงใหม่ปฏิบัติราชการแทนจำเลยร่วมในการอนุมัติการจ่ายเงินสงเคราะห์กรณีนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดเชียงใหม่พิจารณาคำร้องของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 18 ที่ 20 ถึงที่ 23 และที่ 25 ถึงที่ 35 แล้วมีคำสั่งไม่อนุมัติคำขอรับเงินสงเคราะห์ของโจทก์ดังกล่าว โดยให้เหตุผลเดียวกัน วันที่ 14 มิถุนายน 2564 สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดเชียงใหม่มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาคำขอรับเงินสงเคราะห์ทั้งสองกรณีให้โจทก์ทั้งสามสิบห้าทราบปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่อนุญาตให้จำเลยและจำเลยร่วมฎีกาว่า อุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยเพราะเห็นว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงนั้น อุทธรณ์ดังกล่าวเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย โดยจำเลยและจำเลยร่วมฎีกาว่า อุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงนั้น แท้จริงเป็นเพียงการโต้แย้งการตีความกฎหมายของศาลแรงงานภาค 5 จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายจึงไม่ใช่อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เห็นว่า จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์สรุปได้ว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ไม่ได้คุ้มครองลูกจ้างทุกประเภท การจะให้สิทธิลูกจ้างประเภทใด อย่างไร ต้องเป็นไปตามกฎหมายและความเป็นธรรม โดยกฎหมายย่อมไม่คุ้มครองผู้กระทำผิดกฎหมาย เหตุที่จำเลยไม่จ่ายเงินสงเคราะห์ให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบห้าเนื่องจากเป็นแรงงานที่ผิดกฎหมาย การกำหนดแนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าวของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามหนังสือกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานที่ รง 0507/ว006876 ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2558 เป็นการใช้ดุลพินิจของจำเลย เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ภายใต้การบริหารจัดการของกระทรวงแรงงานเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย เพื่อป้องกันมิให้มีการฝ่าฝืนกฎหมายอันเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของรัฐ และเป็นการส่งเสริมให้เกิดความยุติธรรมในทางธุรกิจ รวมไปถึงป้องกันความเสียหายที่อาจมีผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ ดังที่คำพิพากษาฎีกาที่ 15463 - 15464/2558 ได้รับรองถึงอำนาจในการวางแนวทางการจ่ายเงินสงเคราะห์ของจำเลยไว้ จำเลยไม่ได้นำแนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์ดังกล่าวมากำหนดไว้ในระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์ อัตราเงินที่จะจ่ายและระยะเวลาการจ่าย พ.ศ. 2560 เพราะเป็นการทำให้เกิดความยืดหยุ่นในการบริหารงาน แนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์ดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับ โจทก์ทั้งสามสิบห้าไม่มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ตามฟ้อง เป็นการอุทธรณ์เพื่อให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยจากข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 5 รับฟังเป็นยุติถึงระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์ อัตราเงินที่จะจ่ายและระยะเวลาการจ่าย พ.ศ. 2560 และแนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าวของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามหนังสือกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานที่ รง 0507/ว006876 ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2558 ว่ามีผลใช้บังคับแก่โจทก์ทั้งสามสิบห้าซึ่งเป็นลูกจ้างต่างด้าวหรือไม่ เพียงใด อุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมจึงเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย หาใช่อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแต่อย่างใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย แล้วพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมในเรื่องนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมฟังขึ้น แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปโดยรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาพิพากษาใหม่ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมว่า โจทก์ทั้งสามสิบห้ามีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างกรณีนายจ้างไม่จ่ายเงินอื่นนอกจากค่าชดเชยและกรณีนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยหรือไม่ อันเป็นเหตุให้เพิกถอนมติที่ประชุมของจำเลย ครั้งที่ 4/2564 ลงวันที่ 30 เมษายน 2564 และคำสั่งของจำเลยร่วมหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยและจำเลยร่วมโต้แย้งถึงสาเหตุที่ไม่จ่ายเงินสงเคราะห์ลูกจ้างให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบห้าอ้างว่า ที่โจทก์ทั้งสามสิบห้ายื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินตามกฎหมายแรงงานให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบห้า โจทก์ทั้งสามสิบห้ามิได้ทำงานกับนายจ้างดังกล่าวตามที่ได้แจ้งไว้ต่อนายทะเบียนตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และไม่ปรากฏหลักฐานว่าได้มีการแจ้งเปลี่ยนแปลงชื่อต่อนายทะเบียน ถือว่ายังไม่ได้รับอนุญาตทำงานโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จำเลยและจำเลยร่วมจะจ่ายเงินสงเคราะห์ลูกจ้างให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบห้าตามหนังสือกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานที่ รง 0507/ว006876 ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2558 เรื่อง แนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าวของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง นั้น แนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าวดังกล่าวไม่ใช่กฎหมาย เป็นเพียงแนวปฏิบัติของจำเลยที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานแจ้งต่อผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เพื่อขอความร่วมมือแจ้งให้สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทราบถึงแนวทางการพิจารณาของจำเลยเท่านั้น จึงไม่อาจนำมาใช้จำกัดสิทธิเพิ่มขึ้นกว่าที่ระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์ อัตราเงินที่จะจ่ายและระยะเวลาการจ่าย พ.ศ. 2560 ซึ่งใช้บังคับในขณะที่โจทก์ทั้งสามสิบห้ายื่นขอรับเงินสงเคราะห์และออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 134 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 อันมีลักษณะเป็นกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่กำหนดให้มีการจ่ายเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างในกรณีอื่นนอกจากในกรณีที่ลูกจ้างออกจากงานหรือในกรณีที่ลูกจ้างตาย เมื่อระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างดังกล่าว ข้อ 4 และข้อ 7 กำหนดให้ "เงินสงเคราะห์" หมายความว่า เงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างที่จ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน โดยกำหนดเงื่อนไขให้ลูกจ้างมีสิทธิขอรับเงินสงเคราะห์แต่เพียงว่า นายจ้างเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย และนายจ้างไม่จ่ายเงินอื่นนอกจากค่าชดเชย อันได้แก่ ค่าจ้างเฉพาะที่จ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงาน ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุด เงินประกันการทำงานเฉพาะที่นายจ้างหักจากค่าจ้าง และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ซึ่งพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งเป็นที่สุดให้นายจ้างจ่ายเงินดังกล่าว โดยลูกจ้างที่มีสิทธิขอรับเงินสงเคราะห์ในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยแล้ว ไม่มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์เฉพาะกรณีนายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าอีกเท่านั้น หาได้มีการกำหนดห้ามลูกจ้างต่างด้าวไม่มีสิทธิขอรับเงินสงเคราะห์ดังกล่าวหากไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานให้ถูกต้องตามกฎหมายไว้ไม่ การที่จำเลยกำหนดแนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าวของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไว้ตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2558 อันเป็นวันก่อนวันที่ระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์ อัตราเงินที่จะจ่ายและระยะเวลาการจ่าย พ.ศ. 2560 จะมีผลใช้บังคับ และไม่ปรากฏว่าจำเลยได้มีการกำหนดเงื่อนไขห้ามลูกจ้างต่างด้าวขอรับเงินสงเคราะห์ตามที่ปรากฏในแนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าวของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างดังกล่าวไว้ให้ชัดแจ้งในระเบียบนั้น กรณีเช่นนี้ ย่อมพอสันนิษฐานได้ว่า จำเลยหาได้ติดใจนำแนวทางปฏิบัติดังกล่าวมาใช้เป็นเงื่อนไขสำคัญตามกฎหมายในการกำหนดห้ามมิให้ลูกจ้างต่างด้าวที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานให้ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ให้มีสิทธิขอรับเงินสงเคราะห์ตามระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์ อัตราเงินที่จะจ่ายและระยะเวลาการจ่าย พ.ศ. 2560 เมื่อกฎหมายคุ้มครองแรงงานเป็นกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน การจำกัดสิทธิของลูกจ้างบางประเภท เช่น ลูกจ้างต่างด้าวในคดีนี้ ไม่ให้ได้รับสิทธิตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานดังกล่าว ไม่ว่าจะมีสาเหตุจากการบริหารจัดการของกระทรวงแรงงาน หรือนโยบายเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย หรือปัญหาที่เกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ หรือเป็นการส่งเสริมให้เกิดความยุติธรรมในการแข่งขันทางธุรกิจ หรือการป้องกันความเสียหายที่อาจมีผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศตามที่จำเลยและจำเลยร่วมอ้างเป็นเหตุต่อสู้มาในอุทธรณ์นั้น สามารถทำได้โดยกฎหมายเท่านั้น หาทำได้เพียงแค่ใช้แนวทางการปฏิบัติของจำเลยแต่อย่างใดไม่ จำเลยและจำเลยร่วมจึงไม่มีสิทธินำแนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าวของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างดังกล่าวซึ่งไม่ใช่กฎหมายมาตัดสิทธิโจทก์ทั้งสามสิบห้าในการขอรับเงินสงเคราะห์ที่พิพาทได้ คำพิพากษาฎีกาที่ 15463 – 15464/2558 ที่จำเลยและจำเลยร่วมอ้างในอุทธรณ์ก็มิได้วินิจฉัยในประเด็นเรื่องแนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าวของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างว่ามีผลใช้บังคับหรือไม่เช่นเดียวกันกับในคดีนี้ ข้อต่อสู้ของจำเลยและจำเลยร่วมเช่นนี้ไม่อาจรับฟังได้ ที่ศาลแรงงานภาค 5 วินิจฉัยว่า การที่จำเลยมีมติไม่เห็นชอบให้โจทก์ทั้งสามสิบห้าได้รับเงินสงเคราะห์กรณีนายจ้างไม่จ่ายเงินอื่นนอกจากค่าชดเชย และจำเลยร่วมมีคำสั่งไม่อนุมัติให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 18 ที่ 20 ถึงที่ 23 และที่ 25 ถึงที่ 35 ได้รับเงินสงเคราะห์กรณีนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย เป็นการวินิจฉัยเกินเลยไปจากกฎหมายและระเบียบจึงไม่ชอบ มีเหตุให้เพิกถอนมติของจำเลย และคำสั่งของจำเลยร่วมดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน |



