
| สิทธินายจ้างฟ้องไล่เบี้ยลูกจ้างและทายาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 426(ฎีกา 3373/2545)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธินายจ้างในการฟ้องไล่เบี้ยเรียกค่าสินไหมทดแทนจากลูกจ้างหรือทายาทของลูกจ้าง กรณีที่ลูกจ้างกระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอกในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ โดยศาลวางหลักสำคัญว่า นายจ้างจะมีอำนาจฟ้องไล่เบี้ยได้ต่อเมื่อได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บุคคลภายนอกไปแล้วเท่านั้น หากยังไม่ได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษา นายจ้างย่อมยังไม่มีอำนาจฟ้องเรียกร้องจากลูกจ้างหรือทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 426 ข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้โจทก์เป็นองค์การของรัฐ มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการขนส่งสินค้า นายบุญธรรม ปัญญาครอง เป็นลูกจ้างของโจทก์ ทำหน้าที่ขับรถบรรทุกส่งสินค้า ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ นายบุญธรรมได้ขับรถโดยประมาท ทำให้ทรัพย์สินของบุคคลภายนอกได้รับความเสียหายหลายครั้ง บุคคลภายนอกจึงฟ้องเรียกค่าเสียหายจากโจทก์และลูกจ้าง ต่อมาศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์และลูกจ้างร่วมกันรับผิดในค่าเสียหายบางคดี ซึ่งโจทก์ได้ชำระหนี้ไปแล้วบางส่วน แต่ในอีกคดีหนึ่งซึ่งมีคำพิพากษาให้โจทก์และลูกจ้างร่วมกันรับผิด โจทก์ยังมิได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษา ภายหลังนายบุญธรรมถึงแก่ความตาย โจทก์จึงฟ้องบุตรทั้งสามซึ่งเป็นทายาท ขอให้ร่วมกันรับผิดชดใช้เงินค่าเสียหายที่ลูกจ้างก่อขึ้น คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า สำหรับหนี้ในส่วนที่โจทก์ได้ชำระให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไปแล้ว โจทก์มีสิทธิฟ้องไล่เบี้ยเรียกคืนจากทายาทของลูกจ้างได้ แต่เฉพาะเท่าที่ไม่เกินทรัพย์มรดกที่ตกทอด ส่วนหนี้ตามคำพิพากษาอีกคดีหนึ่งซึ่งโจทก์ยังไม่ได้ชำระให้แก่เจ้าหนี้ โจทก์ยังไม่มีอำนาจฟ้องไล่เบี้ยจากทายาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 426 ประเด็นปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาวินิจฉัย ประเด็นสำคัญของคดีคือ นายจ้างจะมีอำนาจฟ้องไล่เบี้ยลูกจ้างหรือทายาทของลูกจ้าง เพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทนที่เกิดจากการละเมิดต่อบุคคลภายนอกได้หรือไม่ ในกรณีที่นายจ้างยังไม่ได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่ผู้เสียหาย หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 บัญญัติให้นายจ้างต้องร่วมรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิดที่ลูกจ้างได้กระทำในทางการที่จ้าง มาตรา 426 บัญญัติให้นายจ้างซึ่งได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกแล้ว มีสิทธิเรียกให้ลูกจ้างชดใช้คืนได้ บทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า สิทธิไล่เบี้ยของนายจ้างเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นภายหลังจากการชำระหนี้แล้วเท่านั้น เหตุผลและแนวคำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สิทธิของนายจ้างในการฟ้องไล่เบี้ยลูกจ้างหรือทายาท เป็นสิทธิที่กฎหมายกำหนดเงื่อนไขไว้อย่างชัดแจ้งว่า นายจ้างต้องได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บุคคลภายนอกไปก่อน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ยังไม่ได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหนึ่งให้แก่เจ้าหนี้ โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องให้ทายาทของลูกจ้างรับผิดชดใช้หนี้ดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นพ้องกับคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง และพิพากษายืน สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ตอกย้ำหลักกฎหมายสำคัญว่า สิทธิฟ้องไล่เบี้ยของนายจ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 426 เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นภายหลังจากการชำระหนี้แล้วเท่านั้น มิใช่สิทธิที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติจากคำพิพากษา หากนายจ้างยังไม่ชำระหนี้ ย่อมยังไม่มีอำนาจฟ้องลูกจ้างหรือทายาทได้ หลักการนี้ช่วยคุ้มครองลูกจ้างและทายาทไม่ให้ต้องรับผิดซ้ำซ้อนก่อนที่นายจ้างจะเสียหายจริง สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องไล่เบี้ยจากทายาทลูกจ้างได้เฉพาะหนี้ที่โจทก์ได้ชำระให้แก่บุคคลภายนอกแล้วเท่านั้น ส่วนหนี้ที่ยังไม่ได้ชำระ โจทก์ยังไม่มีอำนาจฟ้อง 2. ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเห็นพ้องกับศาลชั้นต้น วางหลักตาม ป.พ.พ. มาตรา 426 ว่าสิทธิไล่เบี้ยต้องเกิดหลังการชำระหนี้ 3. ศาลฎีกาพิพากษายืน เห็นว่าเมื่อโจทก์ยังไม่ได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่เจ้าหนี้ โจทก์ย่อมยังไม่มีอำนาจฟ้องทายาทของลูกจ้างให้รับผิดชดใช้เงินดังกล่าว คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3373/2545 นายจ้างจะเรียกให้ลูกจ้างชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่ลูกจ้างก่อให้เกิดขึ้นแก่บุคคลภายนอกในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในทางการที่จ้างได้ นายจ้างจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกไปแล้ว จึงจะมีสิทธิฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวคืนจากลูกจ้างได้ตาม ป.พ.พ.มาตรา 426 นายบุญธรรมผู้ตายเป็นลูกจ้างโจทก์ขับรถส่งสินค้าโดยประมาท ทำให้ทรัพย์สินบุคคลภายนอกเสียหาย ศาลพิพากษาให้โจทก์และผู้ตายใช้ค่าเสียหาย เมื่อโจทก์ยังไม่ได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งเป็นผู้เสียหาย โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยทั้งสามในฐานะทายาทของผู้ตายชดใช้หนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน ๔,๐๗๙,๑๗๑.๑๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นองค์การของรัฐประกอบกิจการขนส่งสินค้า นายบุญธรรม ปัญญาครอง เป็นลูกจ้างโจทก์ตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ ต่อมาถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๔๓ โดยจำเลยทั้งสามเป็นบุตรและทายาทของผู้ตาย ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ ผู้ตายได้ขับรถโดยประมาททำให้ทรัพย์สินของบุคคลภายนอกเสียหายหลายครั้ง บุคคลภายนอกได้ฟ้องโจทก์และผู้ตายต่อศาลแพ่ง ในคดีหนึ่ง โจทก์ได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่เจ้าหนี้แล้ว และให้ผู้ตายร่วมรับผิดบางส่วน ซึ่งยังคงมีหนี้คงเหลือ ส่วนอีกคดีหนึ่ง ศาลแพ่งพิพากษาให้โจทก์และผู้ตายร่วมกันรับผิด แต่โจทก์ยังมิได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า สำหรับหนี้ที่โจทก์ได้ชำระให้แก่เจ้าหนี้แล้ว โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกคืนจากทายาทของผู้ตายได้ แต่เฉพาะเท่าที่ไม่เกินทรัพย์มรดกที่ตกทอด ส่วนหนี้ตามคำพิพากษาที่โจทก์ยังไม่ได้ชำระ โจทก์ยังไม่มีสิทธิฟ้องไล่เบี้ยจากทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๖ จึงพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้เงินเพียงบางส่วน พร้อมดอกเบี้ย คำขออื่นให้ยก โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า สิทธินายจ้างในการฟ้องไล่เบี้ยลูกจ้างหรือทายาทตามมาตรา ๔๒๖ จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อนายจ้างได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บุคคลภายนอกแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ยังไม่ได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหนึ่ง โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องไล่เบี้ยจากจำเลยทั้งสาม คำพิพากษาศาลแรงงานกลางชอบแล้ว อุทธรณ์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม: นายจ้างจะฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนคืนจากลูกจ้างหรือทายาทได้เมื่อใด หากลูกจ้างทำให้บุคคลภายนอกเสียหายระหว่างปฏิบัติหน้าที่? คำตอบ: นายจ้างจะมีสิทธิฟ้องไล่เบี้ยเรียกค่าสินไหมทดแทนคืนจากลูกจ้างหรือทายาทได้ ต่อเมื่อนายจ้างได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกไปแล้ว จึงเกิดอำนาจฟ้องตามหลักกฎหมายว่าด้วยการไล่เบี้ยของนายจ้างต่อผลแห่งละเมิดที่ลูกจ้างกระทำในทางการที่จ้าง 2. คำถาม: เหตุใดนายจ้างจึงยังไม่มีอำนาจฟ้องไล่เบี้ย หากยังไม่ได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่ผู้เสียหายภายนอก? คำตอบ: เพราะสิทธิไล่เบี้ยของนายจ้างเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นภายหลังการชำระหนี้ หากนายจ้างยังไม่ได้ชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายตามคำพิพากษา ย่อมยังไม่เกิดความเสียหายที่นายจ้างต้องรับภาระจริง จึงยังไม่ครบเงื่อนไขตามกฎหมายในการฟ้องเรียกคืนจากลูกจ้างหรือทายาท 3. คำถาม: ความรับผิดของนายจ้างต่อบุคคลภายนอกตามกฎหมายละเมิดต่างจากสิทธิไล่เบี้ยอย่างไร? คำตอบ: ความรับผิดของนายจ้างต่อบุคคลภายนอกเป็นความรับผิดร่วมกับลูกจ้างเมื่อการละเมิดเกิดขึ้นในทางการที่จ้าง ส่วนสิทธิไล่เบี้ยเป็นสิทธิภายในระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ซึ่งจะใช้ได้ต่อเมื่อนายจ้างได้ชดใช้หนี้แก่บุคคลภายนอกแล้ว จึงเรียกให้ลูกจ้างชดใช้คืนได้ 4. คำถาม: หากลูกจ้างถึงแก่ความตาย นายจ้างสามารถฟ้องทายาทให้ชดใช้แทนลูกจ้างได้หรือไม่? คำตอบ: นายจ้างอาจฟ้องทายาทของลูกจ้างให้รับผิดชดใช้คืนได้ในฐานะทายาทรับมรดก แต่ต้องเป็นหนี้ที่นายจ้างได้ชดใช้แก่บุคคลภายนอกไปแล้ว และทายาทรับผิดได้ไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอด 5. คำถาม: ในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นหลักเรื่องอำนาจฟ้องของนายจ้างอย่างไร? คำตอบ: ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อนายจ้างยังไม่ได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่เจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้เสียหายภายนอก นายจ้างจึงยังไม่มีอำนาจฟ้องไล่เบี้ยให้ทายาทของลูกจ้างชดใช้หนี้ดังกล่าวแก่ตนได้ และพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น 6. คำถาม: บทเรียนทางกฎหมายที่ควรนำไปใช้ในทางปฏิบัติสำหรับนายจ้างคืออะไร เมื่อเกิดเหตุละเมิดจากการทำงานของลูกจ้าง? คำตอบ: นายจ้างควรทราบว่า แม้จะถูกฟ้องหรือถูกพิพากษาให้ร่วมรับผิดกับลูกจ้าง แต่การจะฟ้องไล่เบี้ยเรียกคืนจากลูกจ้างหรือทายาท ต้องรอให้ตนชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายภายนอกก่อน จึงจะมีอำนาจฟ้องตามกฎหมาย และควรเก็บหลักฐานการชำระหนี้ให้ครบถ้วนเพื่อใช้ประกอบการไล่เบี้ย |




