
| คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1966-2406/2546: การหยุดกิจการชั่วคราวและสิทธิจ่ายค่าจ้างตามมาตรา 75 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับกรณีนายจ้างประกาศหยุดกิจการชั่วคราว เนื่องจากลูกค้ายกเลิกคำสั่งซื้อสินค้าจำนวนมาก ซึ่งหากผลิตต่อไปจะเสี่ยงขาดทุนและกระทบต่อการฟื้นฟูกิจการ ศาลวินิจฉัยว่าการหยุดกิจการดังกล่าวเป็นความจำเป็นตามมาตรา 75 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 นายจ้างจึงมีสิทธิจ่ายค่าจ้างเพียง 50% (ปัจจุบันกฎหมายปรับเป็น 75%) ของค่าจ้างวันทำงาน และไม่ต้องจ่ายเต็มจำนวนตามปกติ
สรุปข้อเท็จจริง • จำเลยที่ 1 (นายจ้าง) อยู่ระหว่างฟื้นฟูกิจการ และถูกลูกค้ายกเลิกคำสั่งซื้อสินค้าจำนวนมาก • หากผลิตต่อไปอาจไม่สามารถจำหน่ายสินค้าได้ และเสี่ยงขาดทุนสูง • จำเลยประกาศหยุดงานรวม 4 ครั้ง รวม 109 วัน เพื่อรอคำสั่งซื้อใหม่หรือหาลูกค้าใหม่ • จ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้างในอัตรา 50% ของค่าจ้างวันทำงาน • โจทก์ทั้ง 441 คนฟ้องเรียกค่าจ้างเต็มจำนวนพร้อมดอกเบี้ย 15% ต่อปี
คำวินิจฉัยของศาลฎีกา 1. มาตรา 75 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ให้นายจ้างที่มีเหตุจำเป็นทางเศรษฐกิจหยุดกิจการชั่วคราวได้ 2. การถูกลูกค้ายกเลิกคำสั่งซื้อสินค้าจำนวนมากจนเสี่ยงขาดทุนและกระทบต่อการดำเนินกิจการ ถือเป็นเหตุจำเป็นตามมาตรา 75 3. แม้นายจ้างจะได้รับชดใช้ค่าเสียหายบางส่วนจากลูกค้า แต่เป็นจำนวนเล็กน้อย ไม่ลบล้างเหตุจำเป็น 4. กฎหมายมีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองทั้งนายจ้างและลูกจ้าง โดยให้ลูกจ้างได้รับค่าจ้างขั้นต่ำ 50% ระหว่างหยุดงาน 5. การประกาศหยุดงานของจำเลยเป็นไปตามกฎหมาย และไม่ต้องจ่ายค่าจ้างเต็มจำนวน พิพากษา กลับคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด
การวิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย 1. เงื่อนไขการใช้มาตรา 75 มาตรา 75 ให้นายจ้างหยุดกิจการชั่วคราวได้เมื่อมีเหตุจำเป็นที่กระทบต่อการดำเนินงาน ซึ่งไม่ใช่เหตุสุดวิสัย เช่น ปัญหาทางเศรษฐกิจ การขาดคำสั่งซื้อ หรือความเสี่ยงขาดทุนสูง 2. ความแตกต่างระหว่างเหตุจำเป็นกับเหตุสุดวิสัย • เหตุจำเป็น: ปัญหาเศรษฐกิจ, การตลาด, การลดคำสั่งซื้อ • เหตุสุดวิสัย: เหตุภัยธรรมชาติ, สงคราม, ภัยพิบัติร้ายแรง คดีนี้เป็น "เหตุจำเป็น" ไม่ใช่ "เหตุสุดวิสัย" 3. การคุ้มครองทั้งนายจ้างและลูกจ้าง ศาลย้ำว่ามาตรา 75 ไม่ได้คุ้มครองเฉพาะลูกจ้าง แต่ยังช่วยให้นายจ้างรักษากิจการไว้เพื่อให้จ้างงานต่อในอนาคต 4. การตีความอัตราค่าจ้าง แม้ในปัจจุบันกฎหมายแก้ไขให้จ่ายไม่น้อยกว่า 75% แต่ในขณะเกิดเหตุ ค่าจ้าง 50% ตามกฎหมายเดิมถือว่าถูกต้อง
IRAC (Issue – Rule – Application – Conclusion) Issue (ประเด็นปัญหา) นายจ้างสามารถประกาศหยุดกิจการชั่วคราวและจ่ายค่าจ้างเพียง 50% ของค่าจ้างวันทำงานตามมาตรา 75 ได้หรือไม่ เมื่อมีเหตุจากลูกค้ายกเลิกคำสั่งซื้อจำนวนมาก Rule (กฎเกณฑ์) มาตรา 75 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กำหนดว่า หากนายจ้างมีเหตุจำเป็นที่ไม่ใช่เหตุสุดวิสัย จนต้องหยุดกิจการชั่วคราว ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างไม่น้อยกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด (50% ในขณะเกิดเหตุ, ปัจจุบัน 75%) Application (การประยุกต์ใช้) จำเลยที่ 1 ถูกยกเลิกคำสั่งซื้อสินค้าจำนวนมาก การผลิตต่อไปมีความเสี่ยงขาดทุนสูง ส่งผลต่อสถานะทางการเงิน จึงหยุดกิจการชั่วคราวและจ่ายค่าจ้าง 50% การกระทำดังกล่าวเข้าเงื่อนไข "เหตุจำเป็น" ตามมาตรา 75 Conclusion (ข้อสรุป) การหยุดกิจการและจ่ายค่าจ้าง 50% ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างเต็มจำนวน
ข้อคิดทางกฎหมาย • มาตรา 75 เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้กิจการอยู่รอดในภาวะวิกฤติ • ลูกจ้างควรเข้าใจว่า การหยุดงานตามมาตรา 75 เป็นสิทธิของนายจ้างเมื่อมีเหตุจำเป็น • กฎหมายปรับอัตราการจ่ายจาก 50% เป็น 75% เพื่อเพิ่มความคุ้มครองแก่ลูกจ้าง
สรุปภาษาอังกฤษ The Supreme Court Decision No. 1966-2406/2546 addressed whether an employer could temporarily suspend operations and pay only 50% wages under Section 75 of the Labour Protection Act due to a large-scale order cancellation by customers. The Court ruled that the suspension was a "necessity" under the law, aimed at preserving the business and protecting employees by ensuring partial wage payment. The employer acted lawfully, and the employees’ claim for full wages was dismissed.
การที่นายจ้างต้องหยุดกิจการเป็นการชั่วคราวเพราะความจำเป็นนั้นนายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้กับลูกจ้างระหว่างประกาศหยุดงานร้อยละ 75 ของค่าจ้างสุดท้าย กรณีที่นายจ้างถูกลูกค้าระงับการสั่งซื้อสินค้าเป็นจำนวนมากหากผลิตสินค้าต่อไปก็มีแต่จะขาดทุนจึงเป็นการจำเป็นแล้วที่นายจ้างต้องประกาศหยุดงานและนายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าจ้างเต็มจำนวนเพราะเป็นเหตุตามหลักเกณฑ์ของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 75 แล้ว
(หมายเหตุ) พรบ.แก้ไขฯ ฉบับที่ 2 ได้แก้ไขในเรื่องของการจ่ายเงินให้ลูกจ้างกรณีที่นายจ้างหยุดกิจการชั่วคราว โดยจากเดิมที่นายจ้างต้องจ่ายเงินไม่น้อยกว่า 50% เป็น ไม่น้อยกว่า 75% และการแจ้งการหยุดกิจการดังกล่าว จะต้องทำการแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 วันทำการ ซึ่งเดิมไม่ได้มีการกำหนดจำนวนวันเอาไว้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1966-2406/2546
พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 75 ให้สิทธิแก่นายจ้างที่ประสบวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจให้สามารถหยุดการดำเนินกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนไว้ชั่วคราวเพื่อให้โอกาสแก้ไขวิกฤติการณ์ดังกล่าวให้หมดสิ้นหรือบรรเทาลงได้ เมื่อได้ความว่าลูกค้าของจำเลยที่ 1 ยกเลิกคำสั่งซื้อสินค้าจากจำเลยที่ 1 เป็นจำนวนมาก หากจำเลยที่ 1 ยังผลิตสินค้าต่อไปก็ไม่แน่นอนว่าจำเลยที่ 1 จะจำหน่ายสินค้าได้หรือไม่ การผลิตต้องมีเงินลงทุนย่อมเสี่ยงต่อการ ขาดทุนอันจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อสถานะทางการเงินและความคงอยู่ของกิจการจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ในระหว่าง ฟื้นฟูกิจการ กรณีย่อมถือได้ว่าเป็นความจำเป็นตามความหมายของมาตรา 75 แล้ว การที่จำเลยที่ 1 ประกาศให้ลูกจ้างรวมทั้งโจทก์หยุดงานรวม 4 ครั้ง เป็นเวลา 109 วัน เพื่อรอคำสั่งซื้อสินค้าของลูกค้าหรือหาลูกค้ารายใหม่ทดแทนโดยจำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างในวันทำงานแก่โจทก์ทั้งหมดแล้ว การประกาศหยุดงานจึงชอบด้วยมาตรา 75 จำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างตามปกติเต็มจำนวนแก่โจทก์ โจทก์ทั้งสี่ร้อยสี่สิบเอ็ดสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายค่าจ้างค้างชำระตลอดเวลาที่จำเลยทั้งสองให้โจทก์ทั้งหมดหยุดงานพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จ แก่โจทก์ทั้งหมด จำเลยทั้งสองทั้งสี่ร้อยสี่สิบเอ็ดสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 441 ในจำนวนเงินตามบัญชีท้ายคำพิพากษาพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2544 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งหมด จำเลยทั้งสองทั้งสี่ร้อยสี่สิบเอ็ดสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 75 ที่บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการ ชั่วคราวโดยเหตุหนึ่งเหตุใดที่มิใช่เหตุสุดวิสัย ให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนนายจ้างหยุดกิจการตลอดระยะเวลาที่นายจ้างไม่ได้ให้ลูกจ้างทำงานนั้น เป็นการให้สิทธิแก่นายจ้างที่ประสบวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจให้สามารถหยุดการดำเนินกิจการทั้งหมดหรือบางส่วน ไว้ชั่วคราวเพื่อให้โอกาสแก้ไขวิกฤตการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นให้หมดสิ้นไปหรือบรรเทาลงได้ ฉะนั้น เมื่อลูกค้าของจำเลยที่ 1 ยกเลิกคำสั่งซื้อสินค้าจากจำเลยที่ 1 เป็นจำนวนมาก หากจำเลยที่ 1 ยังคงผลิตสินค้าดังกล่าวต่อไป ก็ไม่แน่นอนว่าจำเลยที่ 1 จะจำหน่ายสินค้าดังกล่าวได้หรือไม่ และในการผลิตต้องมีเงินลงทุนทั้งในด้านวัตถุดิบและค่าแรงงาน ย่อมเสี่ยงต่อการขาดทุนอันจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อสถานะทางการเงินและความคงอยู่ของกิจการจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ในระหว่างฟื้นฟูกิจการ กรณีย่อมถือได้ว่าเป็นความจำเป็นตามความหมายของมาตรา 75 แล้ว แม้ต่อมาภายหลังจำเลยที่ 1 จะได้รับชดใช้ค่าเสียหายบางส่วนจากลูกค้าก็เป็นจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับความเสียหายที่จำเลยที่ 1 ได้รับ จึงไม่เป็นการลบล้างความจำเป็นที่จำเลยที่ 1 มีอยู่แต่อย่างใดและบทบัญญัติแห่งมาตรา 75 ดังกล่าวเป็นการให้สิทธิแก่นายจ้าง โดยถือเป็นการคุ้มครองนายจ้างเพื่อให้กิจการของนายจ้างคงอยู่ได้ต่อไป และในขณะเดียวกันลูกจ้างก็จะได้รับประโยชน์ไปในตัวด้วย โดยได้รับการคุ้มครองให้ได้รับค่าจ้างในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างในวันทำงานตลอดเวลาที่นายจ้างสั่งหยุดงาน บทกฎหมายดังกล่าวมิใช่มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครอง แต่เฉพาะลูกจ้างดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย ฉะนั้น เมื่อมีความจำเป็นที่จำเลยที่ 1 สามารถสั่งให้หยุดกิจการ ทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวได้ดังที่กล่าวมา การที่จำเลยที่ 1 ประกาศให้ลูกจ้างรวมทั้งโจทก์ทั้งหมด หยุดงานชั่วคราวรวม 4 ครั้ง เป็นเวลา 109 วัน เพื่อรอคำสั่งซื้อสินค้าของลูกค้าหรือหาลูกค้ารายใหม่ทดแทน โดยจำเลยทั้งสองจ่ายค่าจ้างในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างในวันทำงานแก่โจทก์ทั้งหมดแล้ว การประกาศหยุดงาน ดังกล่าวชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 75 แล้ว จำเลยทั้งสองไม่มีหน้าที่ต้องจ่าย ค่าจ้างตามปกติเต็มจำนวนแก่โจทก์ทั้งหมดดังที่ศาลแรงงานวินิจฉัย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด.
|




