ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




การทำความเข้าใจ “กฎหมายแรงงานสัมพันธ์” แบบครบทุกมิติ: ข้อตกลงสภาพการจ้าง

ข้อตกลงสภาพการจ้าง ตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์, ขั้นตอนแจ้งข้อเรียกร้องของลูกจ้างตาม ม.13, การเจรจาและไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงานตาม ม.16 และ ม.22, เงื่อนไขการปิดงานและการนัดหยุดงานตาม ม.34, การคุ้มครองลูกจ้างจากการเลิกจ้างในระหว่างข้อเรียกร้องตาม ม.31, การเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้างตาม ม.20, บ่อเกิดของการกระทำอันไม่เป็นธรรมตาม ม.121 ม.122 ม.123, ร้องเรียนต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ตาม ม.124 ม.125, การฟ้องคดีแรงงานอาญา

บทนำ

บทความนี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการอธิบายโครงสร้าง “กฎหมายแรงงานสัมพันธ์” และ “กฎหมายจัดตั้งศาลแรงงาน” อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่แนวคิดพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ข้อตกลงสภาพการจ้าง การเกิดข้อพิพาทแรงงาน วิธีการระงับข้อพิพาท ไปจนถึงการปิดงาน การนัดหยุดงาน การคุ้มครองตัวแทนฝ่ายลูกจ้าง และหลักเกณฑ์การเลิกจ้างไม่เป็นธรรมในศาลแรงงาน และผู้ปฏิบัติงานด้านแรงงาน สามารถมองเห็นภาพรวมของระบบกฎหมายแรงงานไทยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

กฎหมายแรงงานในระดับ “กฎหมายพิเศษ” ภาพรวมสำคัญประกอบด้วยกฎหมาย 4 ฉบับ ได้แก่ (1) กฎหมายคุ้มครองแรงงาน (2) กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ (3) กฎหมายจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน และ (4) กฎหมายเงินทดแทน บทความนี้จะมุ่งเน้นไปที่กฎหมายแรงงานสัมพันธ์และกฎหมายจัดตั้งศาลแรงงานเป็นหลัก โดยมองในมุมที่เชื่อมโยงกัน เพื่อให้ผู้อ่านสามารถทำความเข้าใจเจตนารมณ์ของกฎหมายแต่ละส่วน และเห็นเส้นทางของข้อพิพาทตั้งแต่ระดับ “ข้อเรียกร้องในสถานประกอบการ” ไปจนถึง “การฟ้องคดีต่อศาลแรงงาน” ได้อย่างเป็นขั้นตอน

กฎหมายแรงงานสัมพันธ์มีบทบาทสำคัญในการสร้างและรักษา “ดุลยภาพ” ระหว่างอำนาจการบริหารของนายจ้างกับการรวมตัวใช้สิทธิของลูกจ้าง ไม่ใช่กฎหมายที่ตั้งใจจะสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นพิเศษ แต่เป็นกฎหมายที่กำหนดกลไกให้ทั้งสองฝ่ายมีพื้นที่ในการเจรจา กำหนดข้อตกลงร่วมกัน และมีขั้นตอนในการระงับข้อพิพาทที่ชัดเจน เพื่อลดโอกาสที่ข้อขัดแย้งจะบานปลายไปสู่ปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคม หรือความสงบเรียบร้อยของประเทศ โดยเฉพาะในกรณีการปิดงานของนายจ้างและการนัดหยุดงานของลูกจ้างที่เป็นมาตรการรุนแรง กฎหมายจึงต้องกำหนดเงื่อนไข ข้อห้าม และขั้นตอนที่เข้มงวด

จุดเริ่มต้นสำคัญของการศึกษากฎหมายแรงงานสัมพันธ์ คือ การทำความเข้าใจ “คำนิยาม” ตามมาตรา 5 เช่น คำว่า “นายจ้าง” “ลูกจ้าง” “สภาพการจ้าง” “ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง” และ “ข้อพิพาทแรงงาน” เพราะคำนิยามเหล่านี้เป็นตัวกรองว่า กรณีใดอยู่ในบังคับของกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ กรณีใดเป็นเพียงปัญหาสัญญาจ้างรายบุคคล หรือเป็นเพียงการบริหารงานภายในปกติของนายจ้าง หากเข้าใจคำนิยามไม่ชัด อาจทำให้วินิจฉัยผิดว่าเรื่องหนึ่งๆ เป็น “สภาพการจ้าง” หรือไม่ เป็น “ข้อพิพาทแรงงาน” หรือไม่ และฝ่ายใดสามารถใช้มาตรการปิดงานหรือนัดหยุดงานได้หรือไม่

เมื่อเข้าใจคำนิยามแล้ว ขั้นถัดไปคือการศึกษาบทบัญญัติเกี่ยวกับ “ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง” ซึ่งเริ่มจากมาตรา 10 ที่กำหนดให้สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 20 คนขึ้นไป ต้องจัดให้มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเป็นหนังสือ อีกทั้งยังถือว่าข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ นายจ้างจึงไม่สามารถแก้ไขข้อบังคับที่เป็นสภาพการจ้างในทางที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้างได้โดยพลการ แต่ต้องดำเนินการผ่านกระบวนการแจ้งข้อเรียกร้องและการเจรจาตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ โดยมีมาตรา 13, 16, 18, 19, 12 และ 20 เป็น “ชุดมาตรา” ที่ต้องอ่านและทำความเข้าใจร่วมกัน

ในทางปฏิบัติ การเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เป็นสภาพการจ้าง เช่น เปลี่ยนเวลาทำงานให้เป็นผลัด เปลี่ยนตำแหน่ง ลดค่าจ้าง หรือกำหนดเงื่อนไขใดๆ ที่ทำให้สิทธิประโยชน์ของลูกจ้างลดลง หากไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ และข้อตกลงเดิมเกิดจากการแจ้งข้อเรียกร้องและเจรจาตามกฎหมาย ผลคือการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่มีผลผูกพันลูกจ้าง ทั้งยังอาจเป็นต้นเหตุของ “ข้อพิพาทแรงงาน” ที่นำไปสู่การเจรจา การไกล่เกลี่ย การปิดงาน การนัดหยุดงาน หรือแม้กระทั่งคดีแรงงานในชั้นศาล

เมื่อมีการแจ้งข้อเรียกร้อง ข้อพิพาทแรงงาน และไม่สามารถตกลงกันได้ ระบบกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ได้วางขั้นตอนการระงับข้อพิพาทไว้หลายชั้น เริ่มจากการเจรจาโดยตรงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างตามมาตรา 16 หากตกลงไม่ได้จะเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยโดยพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานตามมาตรา 21 และ 22 หากยังตกลงกันไม่ได้อีก ก็อาจนำไปสู่การตั้งผู้ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน การปิดงานของนายจ้าง หรือการนัดหยุดงานของลูกจ้าง ทั้งหมดนี้ถูกควบคุมด้วยมาตรา 34 ซึ่งกำหนดเงื่อนไขและข้อห้ามอย่างละเอียด เพื่อป้องกันไม่ให้การใช้มาตรการดังกล่าวกลายเป็นการละทิ้งหน้าที่หรือการกลั่นแกล้งกันโดยไม่ผ่านขั้นตอนทางกฎหมาย

อีกแกนหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ บทบัญญัติเกี่ยวกับ “การกระทำอันไม่เป็นธรรม” ตามมาตรา 121, 122, 123 ซึ่งเป็นหัวใจของการคุ้มครองลูกจ้างและองค์การของลูกจ้าง การเลิกจ้าง การย้ายงาน การลดตำแหน่ง หรือการกลั่นแกล้งในรูปแบบต่างๆ หากมีต้นเหตุจากการที่ลูกจ้างใช้สิทธิทางกฎหมายอย่างสุจริต เช่น การยื่นข้อเรียกร้อง การเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน การเป็นกรรมการลูกจ้าง การให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานหรือศาล ย่อมเข้าข่ายการกระทำอันไม่เป็นธรรม ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ตามมาตรา 124, 125 และหากยังไม่ได้รับการเยียวยาตามคำสั่ง ก็สามารถนำเรื่องเข้าสู่ศาลแรงงานภายใต้หลักเกณฑ์ของมาตรา 127 ประกอบกับมาตรา 8 แห่งกฎหมายจัดตั้งศาลแรงงาน

กฎหมายจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานจึงทำหน้าที่เป็น “ปลายทางของข้อพิพาท” ที่เริ่มต้นจากสถานประกอบการ กล่าวคือ เมื่อกระบวนการตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ดำเนินไปครบถ้วนแล้ว แต่ยังมีข้อพิพาทคงค้างหรือมีการฝ่าฝืนคำสั่งหรือคำวินิจฉัย การนำคดีขึ้นสู่ศาลแรงงานจึงเป็นเครื่องมือสุดท้ายในการขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการเลิกจ้าง การปิดงาน การนัดหยุดงาน หรือการกระทำอันไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ซึ่งใช้หลักเกณฑ์ตามมาตรา 49 ที่ให้ศาลพิจารณาว่าจะสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงาน หรือจะกำหนดค่าเสียหายแทนการรับกลับ

กฎหมายแรงงานสัมพันธ์และกฎหมายจัดตั้งศาลแรงงานถือเป็น “วิชากฎหมายพิเศษ” เช่น ประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง การปิดงานและนัดหยุดงานโดยชอบหรือไม่ชอบ การกระทำอันไม่เป็นธรรม การคุ้มครองกรรมการลูกจ้าง รวมทั้งประเภทคดีที่ต้องเข้าสู่ศาลแรงงานตามมาตรา 8 และเกณฑ์การเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามมาตรา 49 การเข้าใจ “โครงสร้าง” และ “สายมาตรา” ที่เชื่อมโยงกัน จะช่วยให้สามารถจับประเด็นและวิเคราะห์คำถามได้อย่างถูกต้องมากกว่าการท่องจำมาตราแยกส่วน

บทความฉบับนี้จึงจัดทำขึ้นในลักษณะ “คู่มือสรุปภาพใหญ่” ที่ไล่เรียงตั้งแต่คำนิยาม จุดประสงค์ของกฎหมาย ขั้นตอนในการจัดทำและแก้ไขข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง กระบวนการแจ้งข้อเรียกร้อง การเกิดข้อพิพาทแรงงานและการระงับข้อพิพาท รวมถึงมาตรการแรงอย่างการปิดงานและนัดหยุดงาน สิทธิและการคุ้มครองลูกจ้างจากการกระทำอันไม่เป็นธรรม ตลอดจนประเภทคดีแรงงานและหลักเกณฑ์เลิกจ้างไม่เป็นธรรมในศาลแรงงาน เพื่อให้ผู้อ่านสามารถนำไปประยุกต์ใช้ทั้งในการสอบและในการปฏิบัติงานจริงได้อย่างมั่นใจและเป็นระบบ

1. ภาพรวมกฎหมายแรงงานสัมพันธ์และความสัมพันธ์กับกฎหมายแรงงานอื่น

กฎหมายแรงงานสัมพันธ์มีวัตถุประสงค์หลักในการส่งเสริมให้ “นายจ้าง” และ “ลูกจ้าง” มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ผ่านกลไกการเจรจา การทำข้อตกลงร่วมกัน และการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธี กฎหมายจึงกำหนดทั้ง

(1) บทบัญญัติว่าด้วยข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง

(2) วิธีการระงับข้อพิพาทแรงงาน

(3) เงื่อนไขการปิดงานและการนัดหยุดงาน

(4) องค์กรต่างๆ เช่น คณะกรรมการลูกจ้าง สมาคมนายจ้าง สหภาพแรงงาน สหพันธ์แรงงาน

(5) บทว่าด้วยการกระทำอันไม่เป็นธรรมและบทกำหนดโทษ

กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ต้องอ่านเชื่อมโยงกับ

• กฎหมายคุ้มครองแรงงาน (เรื่องสิทธิพื้นฐาน เช่น ค่าจ้าง ค่าชดเชย วันลา ฯลฯ)

• กฎหมายจัดตั้งศาลแรงงาน (เรื่องอำนาจศาลและวิธีพิจารณา)

ดังนั้น เวลาเกิดข้อพิพาทในสถานประกอบการ เรามักพบว่า ข้อเท็จจริงส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับ “สิทธิ” ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ขณะที่วิธีการแก้ไขข้อพิพาทและการใช้มาตรการรวมหมู่ กลับอยู่ภายใต้กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ ส่วนการฟ้องร้องและการวินิจฉัยสุดท้ายอยู่ในเขตอำนาจศาลแรงงาน

2. ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง: การจัดให้มี การแก้ไข และผลผูกพัน

มาตรา 5 กำหนดคำนิยาม “สภาพการจ้าง” และ “ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง” ไว้ชัดเจน สภาพการจ้างหมายถึงเงื่อนไขการจ้างและการทำงานโดยรวม เช่น วันเวลาทำงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ การเลิกจ้าง และประโยชน์อื่นที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน ในทางปฏิบัติ เรื่องใดๆ ที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างในทางการจ้างงานจึงสามารถถูกมองเป็นสภาพการจ้างได้เกือบทั้งหมด

มาตรา 10 บัญญัติให้สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 20 คนขึ้นไปต้องจัดให้มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเป็นหนังสือ และยังกำหนดให้ “ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน” ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานถือว่าเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างด้วย ผลคือ นายจ้างไม่อาจแก้ไขข้อบังคับดังกล่าวในทางที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้างได้โดยลำพัง หากจะเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง (เช่น เปลี่ยนเวลาทำงานเป็นผลัด ลดตำแหน่ง ลดค่าจ้าง เปลี่ยนวิธีจ่ายค่าจ้าง ฯลฯ) ต้องใช้ช่องทางตามมาตรา 13 คือการแจ้งข้อเรียกร้อง และดำเนินการตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด

มาตรา 12 และ 19 วางหลักเรื่อง “ผลบังคับ” ของข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เช่น ระยะเวลาการใช้บังคับสูงสุด 3 ปี การต่ออายุโดยอัตโนมัติปีต่อปีหากไม่มีข้อตกลงใหม่ และเงื่อนไขว่าข้อตกลงจะผูกพันเฉพาะลูกจ้างที่ลงชื่อในข้อเรียกร้องหรือเข้าร่วมประชุมเลือกตัวแทนเท่านั้น เว้นแต่จำนวนผู้เข้าร่วมจะเกิน 2 ใน 3 ของลูกจ้างที่เกี่ยวข้องจึงจะผูกพันลูกจ้างทุกคนในสถานประกอบการ

มาตรา 20 เป็นมาตราสำคัญที่ต้องจำคู่กับมาตรา 19 เมื่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากการแจ้งข้อเรียกร้องมีผลใช้บังคับแล้ว นายจ้างห้ามทำสัญญาจ้างแรงงานที่ขัดหรือแย้งกับข้อตกลงดังกล่าว เว้นแต่จะกำหนดสิทธิที่เป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่า เฉพาะในส่วนที่ลดสิทธิประโยชน์ลงเท่านั้นที่ใช้บังคับไม่ได้ ส่วนที่เป็นคุณยิ่งกว่าย่อมใช้บังคับได้ ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนเวลาจ่ายค่าจ้างให้ช้าลง การลดตำแหน่งและลดเงินเดือน การกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนที่ทำให้ค่าจ้างจริงลดลง ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้าง และหากไม่ผ่านกระบวนการตามมาตรา 13 ย่อมไม่มีผลผูกพันลูกจ้าง

3. กระบวนการแจ้งข้อเรียกร้อง ข้อพิพาทแรงงาน และการระงับข้อพิพาท

กระบวนการแจ้งข้อเรียกร้องเริ่มที่มาตรา 13 ซึ่งกำหนดว่าทั้งนายจ้างและลูกจ้างสามารถแจ้งข้อเรียกร้องเพื่อกำหนดหรือแก้ไขข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างได้ โดยต้องทำเป็นหนังสือและระบุผู้แทนเจรจาอย่างชัดเจน หากเป็นลูกจ้างต้องมีรายชื่อและลายมือชื่อไม่น้อยกว่า 15% ของลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง และจำนวนผู้แทนเจรจาไม่เกิน 7 คน หากไม่ครบเกณฑ์ดังกล่าว ข้อเรียกร้องย่อมตกไปโดยชอบด้วยกฎหมาย

มาตรา 16 กำหนดหน้าที่ของฝ่ายที่ได้รับข้อเรียกร้อง ต้องแจ้งชื่อผู้แทนเจรจาโดยไม่ชักช้า และทั้งสองฝ่ายต้องเริ่มเจรจาภายใน 3 วันนับแต่วันที่ได้รับข้อเรียกร้อง หากไม่เริ่มเจรจาภายในกำหนด หรือเจรจาแล้วตกลงกันไม่ได้ จะถือว่าเกิด “ข้อพิพาทแรงงาน” และต้องดำเนินการตามมาตรา 21 คือ ฝ่ายที่แจ้งข้อเรียกร้องต้องแจ้งข้อพิพาทต่อพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานภายใน 24 ชั่วโมง

มาตรา 22 วางขั้นตอนการไกล่เกลี่ยโดยพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงาน ภายใน 5 วันนับแต่ได้รับแจ้งตามมาตรา 21 หากคู่กรณีตกลงกันได้ ให้กลับไปทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามมาตรา 18 และมีผลผูกพันตามมาตรา 19 และใช้บังคับตามมาตรา 12 และ 20 แต่ถ้ายังตกลงกันไม่ได้ ให้ถือว่าเป็น “ข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้” ซึ่งเปิดทางให้ใช้มาตรการขั้นต่อไป ได้แก่ การตั้งผู้ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน หรือการปิดงานและนัดหยุดงานภายใต้เงื่อนไขมาตรา 34

การระงับข้อพิพาทแรงงานจึงมีหลายช่องทาง เช่น

• การไกล่เกลี่ยโดยพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงาน (ม.22)

• การตั้งผู้ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน (ม.25, ม.26)

• การนำข้อพิพาทในกิจการสำคัญเข้าสู่การวินิจฉัยของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์และรัฐมนตรี (ม.23, ม.24)

• การใช้มาตรการปิดงานและนัดหยุดงานตามหลักเกณฑ์เคร่งครัดของมาตรา 34

4. การปิดงานและการนัดหยุดงาน: เงื่อนไข ข้อห้าม และผลทางกฎหมาย

มาตรา 34 เป็นหัวใจของการใช้มาตรการ “ปิดงาน” (lockout) และ “นัดหยุดงาน” (strike) โดยระบุทั้งกรณีที่ห้ามปิดงานหรือห้ามนัดหยุดงาน และกรณีที่สามารถทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย หลักสำคัญคือ การปิดงานหรือนัดหยุดงานต้องมีที่มาจาก “ข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้” และต้องมีการแจ้งให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานและอีกฝ่ายทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง

กรณีห้ามปิดงานหรือนัดหยุดงาน ได้แก่ เมื่อยังไม่มีการแจ้งข้อเรียกร้องตามมาตรา 13 หรือข้อพิพาทยังไม่เป็นข้อพิพาทที่ตกลงกันไม่ได้ตามมาตรา 22 เมื่ออยู่ระหว่างปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง หรือคำชี้ขาดของพนักงานประนอม ผู้ชี้ขาด คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ หรือรัฐมนตรี รวมถึงกรณีที่ยังไม่ได้แจ้งล่วงหน้า 24 ชั่วโมงตามที่กฎหมายกำหนด การปิดงานหรือนัดหยุดงานในลักษณะดังกล่าวย่อมเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายและส่งผลให้ฝ่ายที่กระทำมีความรับผิดทางอาญาหรือแพ่ง และให้สิทธิอีกฝ่ายเลิกจ้างหรือเรียกค่าเสียหายได้ในกรณีที่กฎหมายเปิดช่อง

การปิดงานโดยชอบด้วยมาตรา 34 วรรคสอง ทำให้นายจ้างมีสิทธิไม่ต้องจ่ายค่าจ้างในระยะเวลาที่ปิดงาน เพราะถือเป็นการใช้สิทธิทางกฎหมาย แต่หากปิดงานโดยไม่ชอบด้วยมาตรา 34 วรรคสอง จะถือว่ายังไม่มีการปิดงาน ลูกจ้างยังมีสิทธิเข้าทำงาน และนายจ้างยังต้องจ่ายค่าจ้างตามปกติ ในทางกลับกัน การนัดหยุดงานไม่ว่าชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าจ้างในวันที่ลูกจ้างไม่ทำงาน แต่ความแตกต่างสำคัญคือ ถ้านัดหยุดงานโดยชอบด้วยกฎหมาย นายจ้างเลิกจ้างแล้วต้องจ่ายค่าชดเชย แต่ถ้านัดหยุดงานโดยไม่ชอบ นายจ้างอาจเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

นอกจากนี้ มาตรา 35 และ 36 ยังให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานสั่งระงับการปิดงานและการนัดหยุดงานในกรณีที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ความสงบเรียบร้อย หรือความมั่นคงของประเทศ หรือในช่วงที่มีการประกาศกฎอัยการศึกหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน แสดงให้เห็นว่า การปิดงานและนัดหยุดงานไม่ใช่เพียงปัญหาระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่กระทบต่อส่วนรวมและจึงจำเป็นต้องมีกลไกแทรกแซงของรัฐในกรณีที่มีความจำเป็น

5. การคุ้มครองลูกจ้างและกรรมการลูกจ้าง: มาตรา 31, 52 และการกระทำอันไม่เป็นธรรม

มาตรา 31 กำหนด “เกราะคุ้มครอง” ลูกจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง กรรมการสหภาพแรงงาน อนุกรรมการสหภาพแรงงาน สมาชิกสหภาพแรงงาน กรรมการและอนุกรรมการสหพันธ์แรงงาน ในช่วงเวลาที่ข้อเรียกร้องกำลังอยู่ในระหว่างเจรจาตามมาตรา 16 อยู่ในระหว่างไกล่เกลี่ยตามมาตรา 22 หรืออยู่ในระหว่างชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานตามมาตรา 26 ในระยะเวลาดังกล่าว นายจ้างห้ามเลิกจ้างหรือโยกย้ายหน้าที่งานบุคคลที่เกี่ยวข้อง เว้นแต่กระทำผิดร้ายแรงบางประการ เช่น ทุจริตต่อหน้าที่ จงใจทำให้นายจ้างเสียหาย ฝ่าฝืนข้อบังคับอย่างร้ายแรง หรือขาดงานติดต่อกัน 3 วันโดยไม่มีเหตุสมควร

เมื่อช่วงเวลาตามมาตรา 31 สิ้นสุดลง การคุ้มครองในมาตราดังกล่าวยุติลง แต่นายจ้างยังต้องระมัดระวังไม่ให้การเลิกจ้างหรือการกระทำใดๆ กลายเป็น “การกระทำอันไม่เป็นธรรม” ตามมาตรา 121 เป็นต้นไป ซึ่งคุ้มครองลูกจ้างและองค์กรของลูกจ้างจากการถูกกลั่นแกล้งเพราะใช้สิทธิทางกฎหมาย เช่น การยื่นข้อเรียกร้อง การเป็นสมาชิกหรือกรรมการสหภาพแรงงาน หรือการให้หลักฐานต่อเจ้าพนักงานหรือศาล

มาตรา 52 ให้การคุ้มครองพิเศษแก่ “กรรมการลูกจ้าง” หากนายจ้างจะเลิกจ้าง ลดค่าจ้าง ลงโทษ หรือขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการลูกจ้าง ต้องได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานก่อนทุกครั้ง แม้กรรมการลูกจ้างจะมีการกระทำผิดร้ายแรงก็ตาม กฎหมายจึงวางกลไกให้มีการกลั่นกรองจากศาล เพื่อป้องกันไม่ให้การลงโทษหรือเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายการรวมตัวหรือการต่อรองของลูกจ้างโดยไม่ชอบ

6. การกระทำอันไม่เป็นธรรม และกระบวนการเยียวยา: มาตรา 121–123, 124–125, 127

มาตรา 121, 122, 123 กำหนด “บ่อเกิดของการกระทำอันไม่เป็นธรรม” โดยแยกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่

• กรณีที่นายจ้างกลั่นแกล้งหรือขัดขวางการใช้สิทธิของลูกจ้างหรือสหภาพแรงงาน (ม.121) เช่น เลิกจ้างเพราะลูกจ้างยื่นข้อเรียกร้อง เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน หรือให้การต่อเจ้าพนักงาน

• กรณีที่บุคคลอื่น (ไม่ว่าจะเป็นนายจ้าง สหภาพแรงงาน หรือบุคคลที่รับจ้าง) ใช้วิธีบังคับหรือขู่เข็ญเกี่ยวกับการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน หรือยุยงให้นายจ้างฝ่าฝืนมาตรา 121 (ม.122)

• กรณีที่นายจ้างเลิกจ้างบุคคลที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือคำชี้ขาดมีผลบังคับใช้ โดยไม่มีเหตุร้ายแรงตามที่มาตรา 123 กำหนด (ม.123)

เมื่อเกิดการฝ่าฝืนมาตรา 121–123 ผู้เสียหายต้องใช้ช่องทางเยียวยาภายในองค์กรก่อน ตามมาตรา 124 ที่กำหนดให้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ภายใน 60 วันนับแต่วันที่มีการฝ่าฝืน หากพ้นกำหนดจะหมดสิทธิร้องเรียน เมื่อได้รับคำร้องแล้ว คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ต้องวินิจฉัยและออกคำสั่งตามมาตรา 125 ภายใน 90 วัน หากเห็นว่าเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม มีอำนาจตามมาตรา 41(4) ที่จะสั่งให้รับกลับเข้าทำงาน จ่ายค่าเสียหาย หรือสั่งให้งดเว้นการกระทำบางอย่างตามความเหมาะสม

การนำคดีขึ้นสู่ศาลแรงงานในเรื่องการกระทำอันไม่เป็นธรรม ต้องปฏิบัติตามมาตรา 8 แห่งกฎหมายจัดตั้งศาลแรงงาน ซึ่งกำหนดว่าหากกฎหมายแรงงานสัมพันธ์บัญญัติให้ต้องดำเนินการตามขั้นตอนใดก่อน (เช่น ร้องเรียนต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์) จะฟ้องศาลได้ก็ต่อเมื่อได้ดำเนินการตามขั้นตอนนั้นแล้ว สำหรับการดำเนินคดีอาญา มาตรา 127 กำหนดว่าผู้เสียหายจะฟ้องคดีอาญาจากการฝ่าฝืนมาตรา 121–123 ได้ก็ต่อเมื่อได้ยื่นคำร้องตามมาตรา 124 แล้ว และผู้ถูกกล่าวหาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์

7. บทบาทของศาลแรงงานและคดีเลิกจ้างไม่เป็นธรรม: มาตรา 8, 49 แห่งกฎหมายจัดตั้งศาลแรงงาน

กฎหมายจัดตั้งศาลแรงงานกำหนดประเภทคดีแรงงานหลักไว้ในมาตรา 8 (คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจ้าง ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง กฎหมายคุ้มครองแรงงาน และกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ ฯลฯ) และมาตรา 49 (คดีเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม) โดยคดีจำนวนมากที่เกี่ยวกับการกระทำอันไม่เป็นธรรม การไม่ปฏิบัติตามคำชี้ขาด หรือการใช้สิทธิทางศาลตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ต้องอ่านเชื่อมโยงกับมาตรา 8 วรรคสอง ซึ่งกำหนดเงื่อนไขการปฏิบัติตามขั้นตอนภายในก่อน

ในกรณีเลิกจ้างไม่เป็นธรรม มาตรา 49 ให้อำนาจศาลแรงงานพิจารณาอย่างกว้าง หากเห็นว่าการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ศาลอาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานในอัตราค่าจ้างเดิม หรือหากเห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณีไม่อาจกลับมาร่วมงานกันต่อไปได้ ให้ศาลกำหนดค่าเสียหายแทนการรับกลับ โดยพิจารณาจากอายุ ระยะเวลาการทำงาน ความเดือดร้อนของลูกจ้าง เหตุแห่งการเลิกจ้าง และค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ

หลักเกณฑ์ตามมาตรา 49 ทำให้ศาลแรงงานมีบทบาทในการสร้าง “มาตรฐานความเป็นธรรม” ในการเลิกจ้าง กล่าวคือ แม้การเลิกจ้างจะมีเหตุผลทางธุรกิจบางอย่าง แต่หากพฤติการณ์โดยรวมบ่งชี้ว่ามีเจตนากลั่นแกล้ง หลีกเลี่ยงการจ่ายสิทธิ หรือมุ่งทำลายการรวมตัวของลูกจ้าง ศาลอาจวินิจฉัยว่าเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมและกำหนดค่าเสียหายในระดับที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดการยับยั้งทางพฤติกรรมแก่นายจ้างรายอื่นในระบบแรงงานโดยรวมด้วย

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

กฎหมายแรงงานสัมพันธ์และกฎหมายจัดตั้งศาลแรงงานมิได้มีเจตนารมณ์เพียงเพื่อรับรองสิทธิของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด หากแต่เป็นการวาง “โครงสร้างเชิงสถาบัน” เพื่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างดำเนินไปภายใต้กรอบแห่งความเป็นธรรมและความสงบเรียบร้อยของสังคม บทบัญญัติเกี่ยวกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง การแจ้งข้อเรียกร้อง การเจรจาและการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงาน การปิดงานและการนัดหยุดงาน ตลอดจนการคุ้มครองผู้แทนฝ่ายลูกจ้างและกรรมการลูกจ้าง ล้วนมุ่งหมายให้คู่กรณีใช้กลไกตามกฎหมายอย่างสุจริต แทนการใช้กำลังหรืออำนาจฝ่ายเดียว

ในขณะเดียวกัน บทบัญญัติเกี่ยวกับการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา 121–123 และกลไกการเยียวยาตามมาตรา 124–125 ประกอบมาตรา 127 แสดงให้เห็นว่ากฎหมายมิได้เพียงกำหนด “แบบแผน” ในเชิงพิธีการ แต่ยังวางมาตรการคุ้มครองเชิงเนื้อหาสาระ เพื่อป้องกันมิให้การใช้สิทธิของลูกจ้างและองค์กรของลูกจ้างถูกตอบโต้โดยมิชอบ ทั้งในรูปของการเลิกจ้าง การย้ายงาน การลดตำแหน่ง หรือการขัดขวางการรวมตัว ใช้สิทธิ และการต่อรองโดยชอบด้วยกฎหมาย

บทบัญญัติเรื่องอำนาจศาลแรงงานในมาตรา 8 และหลักเลิกจ้างไม่เป็นธรรมในมาตรา 49 มีบทบาทสำคัญในการเสริม “ระบบตรวจสอบถ่วงดุล” ให้ครบวงจร เมื่อกระบวนการภายในตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ไม่อาจคลี่คลายข้อพิพาทได้ ศาลแรงงานจึงเป็นเวทีตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายและความเป็นธรรมขั้นสุดท้าย โดยใช้ดุลพินิจบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงทั้งหมด พฤติการณ์ของคู่กรณี และหลักนิติธรรม การวางอำนาจให้ศาลสามารถทั้งสั่งรับกลับเข้าทำงานและกำหนดค่าเสียหาย ทำให้ศาลมีเครื่องมือเพียงพอในการเยียวยาและยับยั้งพฤติการณ์ที่ไม่เป็นธรรมในระบบแรงงานโดยรวม

ในเชิงนโยบาย กฎหมายแรงงานสัมพันธ์และกฎหมายจัดตั้งศาลแรงงานจึงเป็นส่วนหนึ่งของกลไกคุ้มครองแรงงานที่ผูกพันโดยตรงกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคม เพราะข้อพิพาทแรงงานที่ได้รับการจัดการด้วยกระบวนการเจรจา ไกล่เกลี่ย ชี้ขาด และพิจารณาคดีอย่างมีระบบ จะลดต้นทุนทางเศรษฐกิจ ลดความตึงเครียดทางสังคม และสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบกฎหมายโดยรวม สำหรับผู้ปฏิบัติและผู้ศึกษากฎหมายแรงงาน การทำความเข้าใจสายสัมพันธ์ของมาตรา 10 – 13 – 16 – 18 – 19 – 12 – 20, มาตรา 21 – 22 – 34 – 31 รวมถึงมาตรา 121 – 125 – 127 และมาตรา 8, 49 แห่งกฎหมายจัดตั้งศาลแรงงาน จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญในการประยุกต์ใช้กฎหมายได้อย่างถูกต้องครบถ้วนและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายในภาพรวม

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม

ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างต่างจากสัญญาจ้างแรงงานรายบุคคลอย่างไร

คำตอบ

ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเป็นข้อตกลงร่วมระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างกลุ่มหนึ่ง หรือระหว่างนายจ้างกับสหภาพแรงงาน ซึ่งมีผลครอบคลุมเงื่อนไขการทำงานโดยรวม เช่น เวลาทำงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ และการเลิกจ้าง ส่วนสัญญาจ้างแรงงานรายบุคคลเป็นข้อตกลงที่ผูกพันระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างแต่ละคนเท่านั้น หากข้อตกลงรายบุคคลขัดแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากการแจ้งข้อเรียกร้อง มาตรา 20 กำหนดให้นำข้อตกลงที่เป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่ามาใช้ และตัดส่วนที่ลดสิทธิประโยชน์ทิ้ง

2. คำถาม

การปิดงานและการนัดหยุดงานต้องมีเงื่อนไขอะไรจึงจะชอบด้วยกฎหมาย

คำตอบ

การปิดงานของนายจ้างและการนัดหยุดงานของลูกจ้างต้องมีต้นเหตุจากข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ภายหลังการแจ้งข้อเรียกร้องและผ่านขั้นตอนตามมาตรา 13, 16, 21, 22 แล้วเท่านั้น และต้องมีการแจ้งให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานและอีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมงตามมาตรา 34 วรรคสอง หากปิดงานหรือนัดหยุดงานโดยไม่เข้าเงื่อนไขดังกล่าว เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย อาจมีความรับผิดทางอาญาและทำให้การเลิกจ้างหรือการไม่จ่ายค่าจ้างของอีกฝ่ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย

3. คำถาม

การกระทำอันไม่เป็นธรรมตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์หมายถึงกรณีใดบ้าง

คำตอบ

การกระทำอันไม่เป็นธรรมตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ครอบคลุมการที่นายจ้างกลั่นแกล้งเลิกจ้าง ย้ายงาน ลดตำแหน่ง หรือขัดขวางสิทธิของลูกจ้างและองค์กรของลูกจ้าง เพราะเหตุที่ลูกจ้างใช้สิทธิทางกฎหมายอย่างสุจริต เช่น ยื่นข้อเรียกร้อง เป็นสมาชิกหรือกรรมการสหภาพแรงงาน หรือให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานและศาล รวมถึงกรณีที่บุคคลอื่นบังคับหรือขู่เข็ญเกี่ยวกับการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน หรือยุยงให้นายจ้างฝ่าฝืนมาตรา 121 ผู้เสียหายมีสิทธิยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ภายใน 60 วันเพื่อขอให้สั่งเยียวยา

4. คำถาม

คดีเลิกจ้างไม่เป็นธรรมในศาลแรงงานพิจารณาอย่างไร และลูกจ้างมีโอกาสได้รับการเยียวยาแบบใดบ้าง

คำตอบ

ในคดีเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ศาลแรงงานจะพิจารณาพฤติการณ์โดยรวมว่าเหตุเลิกจ้างมีมูลสมควรเพียงใด มีลักษณะกลั่นแกล้งหรือหลีกเลี่ยงการจ่ายสิทธิหรือไม่ และสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ในกฎหมายคุ้มครองแรงงานหรือไม่ หากเห็นว่าไม่เป็นธรรม ศาลอาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานในอัตราค่าจ้างเดิม หรือกำหนดค่าเสียหายแทนการรับกลับ โดยคำนึงถึงอายุ ระยะเวลาการทำงาน ความเดือดร้อนของลูกจ้าง เหตุแห่งการเลิกจ้าง และค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามกฎหมาย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลในแต่ละกรณี

      ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

 

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ  




เกี่ยวกับกฎหมายแรงงาน

ลูกจ้างเกษียณแล้วลงนามรับเงินและไม่ติดใจเรียกร้อง ยังฟ้องค่าชดเชยและค่าจ้างวันหยุดพักผ่อนประจำปีได้หรือไม่
ลูกจ้างที่เข้าทำงานหลังอายุ 60 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเมื่อแสดงเจตนาเกษียณอายุหรือไม่ วิเคราะห์หลักกฎหมายการเกษียณอายุ
นายจ้างมีสิทธิขอรับค่ารักษาพยาบาลจากกองทุนเงินทดแทนได้เพียงใด เมื่อทดรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลลูกจ้างก่อน และศาลมีอำนาจเพิกถอนคำวินิจฉัยของสำนักงานประกันสังคมหรือไม่
การเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างที่ศาลอนุญาตแล้ว หากคำพิพากษาถูกยกและให้พิจารณาใหม่ ต้องออกหนังสือเลิกจ้างอีกหรือไม่ ลูกจ้างยังมีสิทธิเรียกค่าจ้างและโบนัสหรือไม่
หนังสือเลิกจ้างที่ลูกจ้างลงนามไม่ติดใจเรียกร้องยังฟ้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้หรือไม่ หลักการประนีประนอมยอมความกับการคุ้มครองสิทธิลูกจ้าง
เงินค่าอาหารและค่ากระดาษทิชชูที่นายจ้างจ่ายทุกเดือนเป็นค่าจ้างหรือสวัสดิการ ศึกษาหลักกฎหมายแรงงานเกี่ยวกับความหมายของค่าจ้างและสวัสดิการตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน
นายจ้างไม่ต่อสัญญาจ้างกรรมการลูกจ้างถือเป็นการเลิกจ้างหรือไม่ สิทธิความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์มีขอบเขตเพียงใด
การชุมนุมแรงงานที่เกินขอบเขตการนัดหยุดงาน นายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้หรือไม่ และลูกจ้างยังได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานหรือไม่
ลูกจ้างองค์การมหาชนเกษียณแล้วไม่มีสิทธิค่าชดเชยจริงหรือ ศาลฎีกาชี้ชัดสิทธิเงินตอบแทนและผลของมติคณะรัฐมนตรีที่ไม่ลบล้างระเบียบหน่วยงาน
แรงงานต่างด้าวได้รับผ่อนผันทำงานแล้วเดินทางออกนอกเขตโดยไม่ได้รับอนุญาต ผู้ขับรถนำพาอาจมีความผิดตามกฎหมายคนเข้าเมืองหรือไม่
แพทย์ใช้สถานที่โรงพยาบาลถือเป็นลูกจ้างหรือไม่ วิเคราะห์หลักกฎหมายแรงงานและนิติสัมพันธ์จากพฤติการณ์การทำงานจริง
การเลิกจ้างจากการควบรวมกิจการถือเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามกฎหมายแรงงานหรือไม่ ลูกจ้างมีสิทธิเรียกค่าเสียหายหรือไม่
ลูกจ้างต่างด้าวมีสิทธิรับเงินสงเคราะห์หรือไม่ เมื่อหน่วยงานรัฐใช้นโยบายภายในมาตัดสิทธิที่กฎหมายไม่ได้ห้าม
สิทธินายจ้างฟ้องไล่เบี้ยลูกจ้างและทายาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 426(ฎีกา 3373/2545)
เงินค่าชดเชยเลิกจ้างกับการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 302(ฎีกา 4468/2566)
ค่าชดเชยเลิกจ้าง & ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า, ค่าชดเชย,(ฎีกา 3150/2568)
นับอายุงานต่อเนื่องกรณีโอนย้ายลูกจ้าง,เลิกจ้าง, ค่าชดเชย,(ฎีกา 3151/2568)
พักงานโดยจ่ายค่าจ้าง, เลิกจ้างลูกจ้างไม่ชอบด้วยกฎหมาย(ฎีกา 1902-1904/2556)
พักงานโดยจ่ายค่าจ้าง ไม่ใช่การลงโทษทางวินัย และการเลิกจ้างลูกจ้างที่ละทิ้งหน้าที่ (ฎีกาที่ 1902-1904/2556)
(ฎีกา2658-2663/2568)คดีสัญญาจ้างบริการ vs. จ้างทำของ & เลิกสัญญา
(ฎีกา1396-1481/2568) – คดีเลิกจ้างพนักงานจัดเรียงสินค้า (เลิกจ้างไม่เป็นธรรม?)
(ฎีกาที่ 3006-3081/2567) เรื่องอายุงานต่อเนื่องและสิทธิค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน
(ฎีกาที่ 3106 - 3109/2567): การหยุดกิจการชั่วคราว โควิด-19 ไม่ใช่เหตุสุดวิสัย นายจ้างยังต้องจ่ายค่าจ้าง 75%
(ฎีกาที่ 3110-3113/2567) การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ค่าชดเชย และสิทธิเรียกร้องตามกฎหมายแรงงาน, พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน, พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์, สิทธิของลูกจ้าง
(ฎีกาที่ 3114/2567) กรณีเกษียณอายุลูกจ้าง การเลิกจ้าง และสิทธิค่าชดเชย, สิทธิของลูกจ้าง, นายจ้าง
(ฎีกาที่ 3116/2567) คดีแรงงาน สถาบันอุดมศึกษาเอกชน เลือกใช้สิทธิอุทธรณ์หรือฟ้องศาลแรงงานได้เพียงทางเดียว
(ฎีกาที่ 3119 - 3135/2567): คดีเลิกจ้างไม่เป็นธรรมกับการขาดทุนต่อเนื่องของฝ่ายผลิตในช่วงโควิด-19, คดีแรงงาน, มาตรา 49,
(ฎีกาที่ 3306/2567) การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ค่าชดเชย และสิทธิวันหยุดพักผ่อน
(ฎีกาที่ 3680/2567) กรณีการตีความฐานะนายจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 11/1
(ฎีกาที่ 3969-3975/2567): การคำนวณค่าชดเชย-สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และการตีความเวลาทำงานปกติ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1966-2406/2546: การหยุดกิจการชั่วคราวและสิทธิจ่ายค่าจ้างตามมาตรา 75 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน
เวลาพักในรถบรรทุกถือเป็นเวลาทำงานหรือไม่? ศาลฎีกาชี้ขาดค่าล่วงเวลาและค่าจ้างในงานขนส่งต้องคำนวณอย่างไร
ลูกจ้างหรือผู้รับจ้างอิสระ ศาลวินิจฉัยจากอะไร สิทธิเงินทดแทนขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ที่แท้จริงในการทำงาน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 587/2563: เลิกจ้างโดยสุจริตหรือไม่? ศาลฎีกาวินิจฉัยใหม่
การจำกัดความรับผิดของผู้ค้ำประกัน, การค้ำประกันของพนักงานรัฐวิสาหกิจ, คดีละเมิดของพนักงานรัฐวิสาหกิจ
คำเตือนให้ชำระหนี้โดยชอบตามมาตรา 204 วรรคหนึ่ง, การเรียกร้องเงินทดแทนค่ารักษาพยาบาล ประกันสังคม
ผู้รับเหมาชั้นต้นมีสิทธิไล่เบี้ยเงินค่าจ้างที่ได้จ่ายแทนนายจ้างไปแล้ว
ตัวแทนทำสัญญาแทนตัวการซึ่งอยู่และมีภูมิลำเนาต่างประเทศ
ลูกจ้างส่งภาพโป๊ลามกอนาจารในเวลาทำงาน
ลูกจ้างจะต้องเลือกใช้สิทธิทางใดทางหนึ่ง
หน้าที่นายจ้างวางเงินก่อนฟ้องคดี
ฝ่าฝืนข้อบังคับการทำงานร้ายแรง
เลิกจ้างไม่เป็นธรรม-สินจ้างแทนการบอกกล่าว
ลูกจ้างชั่วคราวของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาฝ่ายเดียวต้องดำเนินการภายใน 7 วัน
เล่นอินเตอร์เน็ตในเวลาทำงานเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรมแล้ว
ค่าจ้างค้างจ้ายกับดอกเบี้ยผิดนัดที่ลูกจ้างมีสิทธิคิดเอากับนายจ้าง
เลิกจ้างได้โดยไม่ต้องตักเตือนเป็นหนังสือ
นายจ้างมอบอำนาจบังคับบัญชาให้ผู้อื่น
คำนวณจ่ายค่าชดเชย-ค่าครองชีพเป็นค่าจ้างหรือไม่
ถือไม่ได้ว่าลูกจ้างจงใจขัดคำสั่งนายจ้าง
บำเหน็จดำรงชีพกับบำเหน็จตกทอด
อ้างเหตุเลิกจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย
การจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาจะกระทำได้แต่จ้างงานในโครงการเฉพาะ
การจงใจฝ่าฝืนคำสั่งนายจ้าง คำสั่งให้ลูกจ้างไปทำงานในตำแหน่งใหม่
การเลิกจ้างเพราะเกษียณอายุไม่อาจถอนได้
เรียกค่าเสียหายกรณีเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม
ฝ่าฝืนระเบียบนายจ้างมิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม
เลิกจ้างโดยไม่ได้ตักเตือนก่อนเป็นหนังสือต้องจ่ายค่าชดเชย
ทุจริตต่อหน้าที่และฝ่าฝืนข้อบังคับในกรณีร้ายแรง
สิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษ | ย้ายสถานประกอบกิจการ
คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุด
ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเพื่อคำนวณจ่ายค่าชดเชย
ตำแหน่งพนักงานขับรถ-สัญญาจ้างแรงงาน หรือสัญญาจ้างทำของ?
ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงเมื่อสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง
แม่บ้านทำงานบ้านฟ้องเลิกจ้างไม่เป็นธรรม
นายจ้างให้ลูกจ้างขับรถขนส่งทำงานติดต่อกันถึงวันละ 24 ชั่วโมงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
การโยกย้ายหน้าที่ลูกจ้างเป็นอำนาจบริหารจัดการของนายจ้าง
นายจ้างประกอบกิจการขนส่งย้ายที่ลงเวลาทำงานไปตั้งอยู่ที่อื่น
สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า
ลูกจ้างทุจริตต่อหน้าที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย
โจทก์ฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานฝ่ายลูกจ้างไม่คัดค้าน
ดอกเบี้ยผิดนัดหนี้ค่าจ้างและค่าชดเชย 15% ต่อปีไม่ใช่ 7.5%
สัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดทำให้สิทธิรับค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเที่ยวระงับด้วย
ลูกจ้างฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน
สัญญาจ้างทดลองงาน | สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า