ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




การทำความเข้าใจ “กฎหมายแรงงานสัมพันธ์” แบบครบทุกมิติ: ข้อตกลงสภาพการจ้าง

ข้อตกลงสภาพการจ้าง ตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์, ขั้นตอนแจ้งข้อเรียกร้องของลูกจ้างตาม ม.13, การเจรจาและไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงานตาม ม.16 และ ม.22, เงื่อนไขการปิดงานและการนัดหยุดงานตาม ม.34, การคุ้มครองลูกจ้างจากการเลิกจ้างในระหว่างข้อเรียกร้องตาม ม.31, การเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้างตาม ม.20, บ่อเกิดของการกระทำอันไม่เป็นธรรมตาม ม.121 ม.122 ม.123, ร้องเรียนต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ตาม ม.124 ม.125, การฟ้องคดีแรงงานอาญา

บทนำ

บทความนี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการอธิบายโครงสร้าง “กฎหมายแรงงานสัมพันธ์” และ “กฎหมายจัดตั้งศาลแรงงาน” อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่แนวคิดพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ข้อตกลงสภาพการจ้าง การเกิดข้อพิพาทแรงงาน วิธีการระงับข้อพิพาท ไปจนถึงการปิดงาน การนัดหยุดงาน การคุ้มครองตัวแทนฝ่ายลูกจ้าง และหลักเกณฑ์การเลิกจ้างไม่เป็นธรรมในศาลแรงงาน และผู้ปฏิบัติงานด้านแรงงาน สามารถมองเห็นภาพรวมของระบบกฎหมายแรงงานไทยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

กฎหมายแรงงานในระดับ “กฎหมายพิเศษ” ภาพรวมสำคัญประกอบด้วยกฎหมาย 4 ฉบับ ได้แก่ (1) กฎหมายคุ้มครองแรงงาน (2) กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ (3) กฎหมายจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน และ (4) กฎหมายเงินทดแทน บทความนี้จะมุ่งเน้นไปที่กฎหมายแรงงานสัมพันธ์และกฎหมายจัดตั้งศาลแรงงานเป็นหลัก โดยมองในมุมที่เชื่อมโยงกัน เพื่อให้ผู้อ่านสามารถทำความเข้าใจเจตนารมณ์ของกฎหมายแต่ละส่วน และเห็นเส้นทางของข้อพิพาทตั้งแต่ระดับ “ข้อเรียกร้องในสถานประกอบการ” ไปจนถึง “การฟ้องคดีต่อศาลแรงงาน” ได้อย่างเป็นขั้นตอน

กฎหมายแรงงานสัมพันธ์มีบทบาทสำคัญในการสร้างและรักษา “ดุลยภาพ” ระหว่างอำนาจการบริหารของนายจ้างกับการรวมตัวใช้สิทธิของลูกจ้าง ไม่ใช่กฎหมายที่ตั้งใจจะสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นพิเศษ แต่เป็นกฎหมายที่กำหนดกลไกให้ทั้งสองฝ่ายมีพื้นที่ในการเจรจา กำหนดข้อตกลงร่วมกัน และมีขั้นตอนในการระงับข้อพิพาทที่ชัดเจน เพื่อลดโอกาสที่ข้อขัดแย้งจะบานปลายไปสู่ปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคม หรือความสงบเรียบร้อยของประเทศ โดยเฉพาะในกรณีการปิดงานของนายจ้างและการนัดหยุดงานของลูกจ้างที่เป็นมาตรการรุนแรง กฎหมายจึงต้องกำหนดเงื่อนไข ข้อห้าม และขั้นตอนที่เข้มงวด

จุดเริ่มต้นสำคัญของการศึกษากฎหมายแรงงานสัมพันธ์ คือ การทำความเข้าใจ “คำนิยาม” ตามมาตรา 5 เช่น คำว่า “นายจ้าง” “ลูกจ้าง” “สภาพการจ้าง” “ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง” และ “ข้อพิพาทแรงงาน” เพราะคำนิยามเหล่านี้เป็นตัวกรองว่า กรณีใดอยู่ในบังคับของกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ กรณีใดเป็นเพียงปัญหาสัญญาจ้างรายบุคคล หรือเป็นเพียงการบริหารงานภายในปกติของนายจ้าง หากเข้าใจคำนิยามไม่ชัด อาจทำให้วินิจฉัยผิดว่าเรื่องหนึ่งๆ เป็น “สภาพการจ้าง” หรือไม่ เป็น “ข้อพิพาทแรงงาน” หรือไม่ และฝ่ายใดสามารถใช้มาตรการปิดงานหรือนัดหยุดงานได้หรือไม่

เมื่อเข้าใจคำนิยามแล้ว ขั้นถัดไปคือการศึกษาบทบัญญัติเกี่ยวกับ “ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง” ซึ่งเริ่มจากมาตรา 10 ที่กำหนดให้สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 20 คนขึ้นไป ต้องจัดให้มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเป็นหนังสือ อีกทั้งยังถือว่าข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ นายจ้างจึงไม่สามารถแก้ไขข้อบังคับที่เป็นสภาพการจ้างในทางที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้างได้โดยพลการ แต่ต้องดำเนินการผ่านกระบวนการแจ้งข้อเรียกร้องและการเจรจาตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ โดยมีมาตรา 13, 16, 18, 19, 12 และ 20 เป็น “ชุดมาตรา” ที่ต้องอ่านและทำความเข้าใจร่วมกัน

ในทางปฏิบัติ การเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เป็นสภาพการจ้าง เช่น เปลี่ยนเวลาทำงานให้เป็นผลัด เปลี่ยนตำแหน่ง ลดค่าจ้าง หรือกำหนดเงื่อนไขใดๆ ที่ทำให้สิทธิประโยชน์ของลูกจ้างลดลง หากไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ และข้อตกลงเดิมเกิดจากการแจ้งข้อเรียกร้องและเจรจาตามกฎหมาย ผลคือการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่มีผลผูกพันลูกจ้าง ทั้งยังอาจเป็นต้นเหตุของ “ข้อพิพาทแรงงาน” ที่นำไปสู่การเจรจา การไกล่เกลี่ย การปิดงาน การนัดหยุดงาน หรือแม้กระทั่งคดีแรงงานในชั้นศาล

เมื่อมีการแจ้งข้อเรียกร้อง ข้อพิพาทแรงงาน และไม่สามารถตกลงกันได้ ระบบกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ได้วางขั้นตอนการระงับข้อพิพาทไว้หลายชั้น เริ่มจากการเจรจาโดยตรงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างตามมาตรา 16 หากตกลงไม่ได้จะเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยโดยพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานตามมาตรา 21 และ 22 หากยังตกลงกันไม่ได้อีก ก็อาจนำไปสู่การตั้งผู้ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน การปิดงานของนายจ้าง หรือการนัดหยุดงานของลูกจ้าง ทั้งหมดนี้ถูกควบคุมด้วยมาตรา 34 ซึ่งกำหนดเงื่อนไขและข้อห้ามอย่างละเอียด เพื่อป้องกันไม่ให้การใช้มาตรการดังกล่าวกลายเป็นการละทิ้งหน้าที่หรือการกลั่นแกล้งกันโดยไม่ผ่านขั้นตอนทางกฎหมาย

อีกแกนหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ บทบัญญัติเกี่ยวกับ “การกระทำอันไม่เป็นธรรม” ตามมาตรา 121, 122, 123 ซึ่งเป็นหัวใจของการคุ้มครองลูกจ้างและองค์การของลูกจ้าง การเลิกจ้าง การย้ายงาน การลดตำแหน่ง หรือการกลั่นแกล้งในรูปแบบต่างๆ หากมีต้นเหตุจากการที่ลูกจ้างใช้สิทธิทางกฎหมายอย่างสุจริต เช่น การยื่นข้อเรียกร้อง การเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน การเป็นกรรมการลูกจ้าง การให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานหรือศาล ย่อมเข้าข่ายการกระทำอันไม่เป็นธรรม ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ตามมาตรา 124, 125 และหากยังไม่ได้รับการเยียวยาตามคำสั่ง ก็สามารถนำเรื่องเข้าสู่ศาลแรงงานภายใต้หลักเกณฑ์ของมาตรา 127 ประกอบกับมาตรา 8 แห่งกฎหมายจัดตั้งศาลแรงงาน

กฎหมายจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานจึงทำหน้าที่เป็น “ปลายทางของข้อพิพาท” ที่เริ่มต้นจากสถานประกอบการ กล่าวคือ เมื่อกระบวนการตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ดำเนินไปครบถ้วนแล้ว แต่ยังมีข้อพิพาทคงค้างหรือมีการฝ่าฝืนคำสั่งหรือคำวินิจฉัย การนำคดีขึ้นสู่ศาลแรงงานจึงเป็นเครื่องมือสุดท้ายในการขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการเลิกจ้าง การปิดงาน การนัดหยุดงาน หรือการกระทำอันไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ซึ่งใช้หลักเกณฑ์ตามมาตรา 49 ที่ให้ศาลพิจารณาว่าจะสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงาน หรือจะกำหนดค่าเสียหายแทนการรับกลับ

กฎหมายแรงงานสัมพันธ์และกฎหมายจัดตั้งศาลแรงงานถือเป็น “วิชากฎหมายพิเศษ” เช่น ประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง การปิดงานและนัดหยุดงานโดยชอบหรือไม่ชอบ การกระทำอันไม่เป็นธรรม การคุ้มครองกรรมการลูกจ้าง รวมทั้งประเภทคดีที่ต้องเข้าสู่ศาลแรงงานตามมาตรา 8 และเกณฑ์การเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามมาตรา 49 การเข้าใจ “โครงสร้าง” และ “สายมาตรา” ที่เชื่อมโยงกัน จะช่วยให้สามารถจับประเด็นและวิเคราะห์คำถามได้อย่างถูกต้องมากกว่าการท่องจำมาตราแยกส่วน

บทความฉบับนี้จึงจัดทำขึ้นในลักษณะ “คู่มือสรุปภาพใหญ่” ที่ไล่เรียงตั้งแต่คำนิยาม จุดประสงค์ของกฎหมาย ขั้นตอนในการจัดทำและแก้ไขข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง กระบวนการแจ้งข้อเรียกร้อง การเกิดข้อพิพาทแรงงานและการระงับข้อพิพาท รวมถึงมาตรการแรงอย่างการปิดงานและนัดหยุดงาน สิทธิและการคุ้มครองลูกจ้างจากการกระทำอันไม่เป็นธรรม ตลอดจนประเภทคดีแรงงานและหลักเกณฑ์เลิกจ้างไม่เป็นธรรมในศาลแรงงาน เพื่อให้ผู้อ่านสามารถนำไปประยุกต์ใช้ทั้งในการสอบและในการปฏิบัติงานจริงได้อย่างมั่นใจและเป็นระบบ

1. ภาพรวมกฎหมายแรงงานสัมพันธ์และความสัมพันธ์กับกฎหมายแรงงานอื่น

กฎหมายแรงงานสัมพันธ์มีวัตถุประสงค์หลักในการส่งเสริมให้ “นายจ้าง” และ “ลูกจ้าง” มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ผ่านกลไกการเจรจา การทำข้อตกลงร่วมกัน และการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธี กฎหมายจึงกำหนดทั้ง

(1) บทบัญญัติว่าด้วยข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง

(2) วิธีการระงับข้อพิพาทแรงงาน

(3) เงื่อนไขการปิดงานและการนัดหยุดงาน

(4) องค์กรต่างๆ เช่น คณะกรรมการลูกจ้าง สมาคมนายจ้าง สหภาพแรงงาน สหพันธ์แรงงาน

(5) บทว่าด้วยการกระทำอันไม่เป็นธรรมและบทกำหนดโทษ

กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ต้องอ่านเชื่อมโยงกับ

กฎหมายคุ้มครองแรงงาน (เรื่องสิทธิพื้นฐาน เช่น ค่าจ้าง ค่าชดเชย วันลา ฯลฯ)

กฎหมายจัดตั้งศาลแรงงาน (เรื่องอำนาจศาลและวิธีพิจารณา)

ดังนั้น เวลาเกิดข้อพิพาทในสถานประกอบการ เรามักพบว่า ข้อเท็จจริงส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับ “สิทธิ” ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ขณะที่วิธีการแก้ไขข้อพิพาทและการใช้มาตรการรวมหมู่ กลับอยู่ภายใต้กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ ส่วนการฟ้องร้องและการวินิจฉัยสุดท้ายอยู่ในเขตอำนาจศาลแรงงาน

2. ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง: การจัดให้มี การแก้ไข และผลผูกพัน

มาตรา 5 กำหนดคำนิยาม “สภาพการจ้าง” และ “ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง” ไว้ชัดเจน สภาพการจ้างหมายถึงเงื่อนไขการจ้างและการทำงานโดยรวม เช่น วันเวลาทำงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ การเลิกจ้าง และประโยชน์อื่นที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน ในทางปฏิบัติ เรื่องใดๆ ที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างในทางการจ้างงานจึงสามารถถูกมองเป็นสภาพการจ้างได้เกือบทั้งหมด

มาตรา 10 บัญญัติให้สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 20 คนขึ้นไปต้องจัดให้มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเป็นหนังสือ และยังกำหนดให้ “ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน” ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานถือว่าเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างด้วย ผลคือ นายจ้างไม่อาจแก้ไขข้อบังคับดังกล่าวในทางที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้างได้โดยลำพัง หากจะเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง (เช่น เปลี่ยนเวลาทำงานเป็นผลัด ลดตำแหน่ง ลดค่าจ้าง เปลี่ยนวิธีจ่ายค่าจ้าง ฯลฯ) ต้องใช้ช่องทางตามมาตรา 13 คือการแจ้งข้อเรียกร้อง และดำเนินการตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด

มาตรา 12 และ 19 วางหลักเรื่อง “ผลบังคับ” ของข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เช่น ระยะเวลาการใช้บังคับสูงสุด 3 ปี การต่ออายุโดยอัตโนมัติปีต่อปีหากไม่มีข้อตกลงใหม่ และเงื่อนไขว่าข้อตกลงจะผูกพันเฉพาะลูกจ้างที่ลงชื่อในข้อเรียกร้องหรือเข้าร่วมประชุมเลือกตัวแทนเท่านั้น เว้นแต่จำนวนผู้เข้าร่วมจะเกิน 2 ใน 3 ของลูกจ้างที่เกี่ยวข้องจึงจะผูกพันลูกจ้างทุกคนในสถานประกอบการ

มาตรา 20 เป็นมาตราสำคัญที่ต้องจำคู่กับมาตรา 19 เมื่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากการแจ้งข้อเรียกร้องมีผลใช้บังคับแล้ว นายจ้างห้ามทำสัญญาจ้างแรงงานที่ขัดหรือแย้งกับข้อตกลงดังกล่าว เว้นแต่จะกำหนดสิทธิที่เป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่า เฉพาะในส่วนที่ลดสิทธิประโยชน์ลงเท่านั้นที่ใช้บังคับไม่ได้ ส่วนที่เป็นคุณยิ่งกว่าย่อมใช้บังคับได้ ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนเวลาจ่ายค่าจ้างให้ช้าลง การลดตำแหน่งและลดเงินเดือน การกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนที่ทำให้ค่าจ้างจริงลดลง ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้าง และหากไม่ผ่านกระบวนการตามมาตรา 13 ย่อมไม่มีผลผูกพันลูกจ้าง

3. กระบวนการแจ้งข้อเรียกร้อง ข้อพิพาทแรงงาน และการระงับข้อพิพาท

กระบวนการแจ้งข้อเรียกร้องเริ่มที่มาตรา 13 ซึ่งกำหนดว่าทั้งนายจ้างและลูกจ้างสามารถแจ้งข้อเรียกร้องเพื่อกำหนดหรือแก้ไขข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างได้ โดยต้องทำเป็นหนังสือและระบุผู้แทนเจรจาอย่างชัดเจน หากเป็นลูกจ้างต้องมีรายชื่อและลายมือชื่อไม่น้อยกว่า 15% ของลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง และจำนวนผู้แทนเจรจาไม่เกิน 7 คน หากไม่ครบเกณฑ์ดังกล่าว ข้อเรียกร้องย่อมตกไปโดยชอบด้วยกฎหมาย

มาตรา 16 กำหนดหน้าที่ของฝ่ายที่ได้รับข้อเรียกร้อง ต้องแจ้งชื่อผู้แทนเจรจาโดยไม่ชักช้า และทั้งสองฝ่ายต้องเริ่มเจรจาภายใน 3 วันนับแต่วันที่ได้รับข้อเรียกร้อง หากไม่เริ่มเจรจาภายในกำหนด หรือเจรจาแล้วตกลงกันไม่ได้ จะถือว่าเกิด “ข้อพิพาทแรงงาน” และต้องดำเนินการตามมาตรา 21 คือ ฝ่ายที่แจ้งข้อเรียกร้องต้องแจ้งข้อพิพาทต่อพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานภายใน 24 ชั่วโมง

มาตรา 22 วางขั้นตอนการไกล่เกลี่ยโดยพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงาน ภายใน 5 วันนับแต่ได้รับแจ้งตามมาตรา 21 หากคู่กรณีตกลงกันได้ ให้กลับไปทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามมาตรา 18 และมีผลผูกพันตามมาตรา 19 และใช้บังคับตามมาตรา 12 และ 20 แต่ถ้ายังตกลงกันไม่ได้ ให้ถือว่าเป็น “ข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้” ซึ่งเปิดทางให้ใช้มาตรการขั้นต่อไป ได้แก่ การตั้งผู้ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน หรือการปิดงานและนัดหยุดงานภายใต้เงื่อนไขมาตรา 34

การระงับข้อพิพาทแรงงานจึงมีหลายช่องทาง เช่น

การไกล่เกลี่ยโดยพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงาน (ม.22)

การตั้งผู้ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน (ม.25, ม.26)

การนำข้อพิพาทในกิจการสำคัญเข้าสู่การวินิจฉัยของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์และรัฐมนตรี (ม.23, ม.24)

การใช้มาตรการปิดงานและนัดหยุดงานตามหลักเกณฑ์เคร่งครัดของมาตรา 34

4. การปิดงานและการนัดหยุดงาน: เงื่อนไข ข้อห้าม และผลทางกฎหมาย

มาตรา 34 เป็นหัวใจของการใช้มาตรการ “ปิดงาน” (lockout) และ “นัดหยุดงาน” (strike) โดยระบุทั้งกรณีที่ห้ามปิดงานหรือห้ามนัดหยุดงาน และกรณีที่สามารถทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย หลักสำคัญคือ การปิดงานหรือนัดหยุดงานต้องมีที่มาจาก “ข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้” และต้องมีการแจ้งให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานและอีกฝ่ายทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง

กรณีห้ามปิดงานหรือนัดหยุดงาน ได้แก่ เมื่อยังไม่มีการแจ้งข้อเรียกร้องตามมาตรา 13 หรือข้อพิพาทยังไม่เป็นข้อพิพาทที่ตกลงกันไม่ได้ตามมาตรา 22 เมื่ออยู่ระหว่างปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง หรือคำชี้ขาดของพนักงานประนอม ผู้ชี้ขาด คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ หรือรัฐมนตรี รวมถึงกรณีที่ยังไม่ได้แจ้งล่วงหน้า 24 ชั่วโมงตามที่กฎหมายกำหนด การปิดงานหรือนัดหยุดงานในลักษณะดังกล่าวย่อมเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายและส่งผลให้ฝ่ายที่กระทำมีความรับผิดทางอาญาหรือแพ่ง และให้สิทธิอีกฝ่ายเลิกจ้างหรือเรียกค่าเสียหายได้ในกรณีที่กฎหมายเปิดช่อง

การปิดงานโดยชอบด้วยมาตรา 34 วรรคสอง ทำให้นายจ้างมีสิทธิไม่ต้องจ่ายค่าจ้างในระยะเวลาที่ปิดงาน เพราะถือเป็นการใช้สิทธิทางกฎหมาย แต่หากปิดงานโดยไม่ชอบด้วยมาตรา 34 วรรคสอง จะถือว่ายังไม่มีการปิดงาน ลูกจ้างยังมีสิทธิเข้าทำงาน และนายจ้างยังต้องจ่ายค่าจ้างตามปกติ ในทางกลับกัน การนัดหยุดงานไม่ว่าชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าจ้างในวันที่ลูกจ้างไม่ทำงาน แต่ความแตกต่างสำคัญคือ ถ้านัดหยุดงานโดยชอบด้วยกฎหมาย นายจ้างเลิกจ้างแล้วต้องจ่ายค่าชดเชย แต่ถ้านัดหยุดงานโดยไม่ชอบ นายจ้างอาจเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

นอกจากนี้ มาตรา 35 และ 36 ยังให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานสั่งระงับการปิดงานและการนัดหยุดงานในกรณีที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ความสงบเรียบร้อย หรือความมั่นคงของประเทศ หรือในช่วงที่มีการประกาศกฎอัยการศึกหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน แสดงให้เห็นว่า การปิดงานและนัดหยุดงานไม่ใช่เพียงปัญหาระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่กระทบต่อส่วนรวมและจึงจำเป็นต้องมีกลไกแทรกแซงของรัฐในกรณีที่มีความจำเป็น

5. การคุ้มครองลูกจ้างและกรรมการลูกจ้าง: มาตรา 31, 52 และการกระทำอันไม่เป็นธรรม

มาตรา 31 กำหนด “เกราะคุ้มครอง” ลูกจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง กรรมการสหภาพแรงงาน อนุกรรมการสหภาพแรงงาน สมาชิกสหภาพแรงงาน กรรมการและอนุกรรมการสหพันธ์แรงงาน ในช่วงเวลาที่ข้อเรียกร้องกำลังอยู่ในระหว่างเจรจาตามมาตรา 16 อยู่ในระหว่างไกล่เกลี่ยตามมาตรา 22 หรืออยู่ในระหว่างชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานตามมาตรา 26 ในระยะเวลาดังกล่าว นายจ้างห้ามเลิกจ้างหรือโยกย้ายหน้าที่งานบุคคลที่เกี่ยวข้อง เว้นแต่กระทำผิดร้ายแรงบางประการ เช่น ทุจริตต่อหน้าที่ จงใจทำให้นายจ้างเสียหาย ฝ่าฝืนข้อบังคับอย่างร้ายแรง หรือขาดงานติดต่อกัน 3 วันโดยไม่มีเหตุสมควร

เมื่อช่วงเวลาตามมาตรา 31 สิ้นสุดลง การคุ้มครองในมาตราดังกล่าวยุติลง แต่นายจ้างยังต้องระมัดระวังไม่ให้การเลิกจ้างหรือการกระทำใดๆ กลายเป็น “การกระทำอันไม่เป็นธรรม” ตามมาตรา 121 เป็นต้นไป ซึ่งคุ้มครองลูกจ้างและองค์กรของลูกจ้างจากการถูกกลั่นแกล้งเพราะใช้สิทธิทางกฎหมาย เช่น การยื่นข้อเรียกร้อง การเป็นสมาชิกหรือกรรมการสหภาพแรงงาน หรือการให้หลักฐานต่อเจ้าพนักงานหรือศาล

มาตรา 52 ให้การคุ้มครองพิเศษแก่ “กรรมการลูกจ้าง” หากนายจ้างจะเลิกจ้าง ลดค่าจ้าง ลงโทษ หรือขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการลูกจ้าง ต้องได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานก่อนทุกครั้ง แม้กรรมการลูกจ้างจะมีการกระทำผิดร้ายแรงก็ตาม กฎหมายจึงวางกลไกให้มีการกลั่นกรองจากศาล เพื่อป้องกันไม่ให้การลงโทษหรือเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายการรวมตัวหรือการต่อรองของลูกจ้างโดยไม่ชอบ

6. การกระทำอันไม่เป็นธรรม และกระบวนการเยียวยา: มาตรา 121–123, 124–125, 127

มาตรา 121, 122, 123 กำหนด “บ่อเกิดของการกระทำอันไม่เป็นธรรม” โดยแยกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่

กรณีที่นายจ้างกลั่นแกล้งหรือขัดขวางการใช้สิทธิของลูกจ้างหรือสหภาพแรงงาน (ม.121) เช่น เลิกจ้างเพราะลูกจ้างยื่นข้อเรียกร้อง เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน หรือให้การต่อเจ้าพนักงาน

กรณีที่บุคคลอื่น (ไม่ว่าจะเป็นนายจ้าง สหภาพแรงงาน หรือบุคคลที่รับจ้าง) ใช้วิธีบังคับหรือขู่เข็ญเกี่ยวกับการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน หรือยุยงให้นายจ้างฝ่าฝืนมาตรา 121 (ม.122)

กรณีที่นายจ้างเลิกจ้างบุคคลที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือคำชี้ขาดมีผลบังคับใช้ โดยไม่มีเหตุร้ายแรงตามที่มาตรา 123 กำหนด (ม.123)

เมื่อเกิดการฝ่าฝืนมาตรา 121–123 ผู้เสียหายต้องใช้ช่องทางเยียวยาภายในองค์กรก่อน ตามมาตรา 124 ที่กำหนดให้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ภายใน 60 วันนับแต่วันที่มีการฝ่าฝืน หากพ้นกำหนดจะหมดสิทธิร้องเรียน เมื่อได้รับคำร้องแล้ว คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ต้องวินิจฉัยและออกคำสั่งตามมาตรา 125 ภายใน 90 วัน หากเห็นว่าเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม มีอำนาจตามมาตรา 41(4) ที่จะสั่งให้รับกลับเข้าทำงาน จ่ายค่าเสียหาย หรือสั่งให้งดเว้นการกระทำบางอย่างตามความเหมาะสม

การนำคดีขึ้นสู่ศาลแรงงานในเรื่องการกระทำอันไม่เป็นธรรม ต้องปฏิบัติตามมาตรา 8 แห่งกฎหมายจัดตั้งศาลแรงงาน ซึ่งกำหนดว่าหากกฎหมายแรงงานสัมพันธ์บัญญัติให้ต้องดำเนินการตามขั้นตอนใดก่อน (เช่น ร้องเรียนต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์) จะฟ้องศาลได้ก็ต่อเมื่อได้ดำเนินการตามขั้นตอนนั้นแล้ว สำหรับการดำเนินคดีอาญา มาตรา 127 กำหนดว่าผู้เสียหายจะฟ้องคดีอาญาจากการฝ่าฝืนมาตรา 121–123 ได้ก็ต่อเมื่อได้ยื่นคำร้องตามมาตรา 124 แล้ว และผู้ถูกกล่าวหาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์

7. บทบาทของศาลแรงงานและคดีเลิกจ้างไม่เป็นธรรม: มาตรา 8, 49 แห่งกฎหมายจัดตั้งศาลแรงงาน

กฎหมายจัดตั้งศาลแรงงานกำหนดประเภทคดีแรงงานหลักไว้ในมาตรา 8 (คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจ้าง ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง กฎหมายคุ้มครองแรงงาน และกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ ฯลฯ) และมาตรา 49 (คดีเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม) โดยคดีจำนวนมากที่เกี่ยวกับการกระทำอันไม่เป็นธรรม การไม่ปฏิบัติตามคำชี้ขาด หรือการใช้สิทธิทางศาลตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ต้องอ่านเชื่อมโยงกับมาตรา 8 วรรคสอง ซึ่งกำหนดเงื่อนไขการปฏิบัติตามขั้นตอนภายในก่อน

ในกรณีเลิกจ้างไม่เป็นธรรม มาตรา 49 ให้อำนาจศาลแรงงานพิจารณาอย่างกว้าง หากเห็นว่าการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ศาลอาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานในอัตราค่าจ้างเดิม หรือหากเห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณีไม่อาจกลับมาร่วมงานกันต่อไปได้ ให้ศาลกำหนดค่าเสียหายแทนการรับกลับ โดยพิจารณาจากอายุ ระยะเวลาการทำงาน ความเดือดร้อนของลูกจ้าง เหตุแห่งการเลิกจ้าง และค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ

หลักเกณฑ์ตามมาตรา 49 ทำให้ศาลแรงงานมีบทบาทในการสร้าง “มาตรฐานความเป็นธรรม” ในการเลิกจ้าง กล่าวคือ แม้การเลิกจ้างจะมีเหตุผลทางธุรกิจบางอย่าง แต่หากพฤติการณ์โดยรวมบ่งชี้ว่ามีเจตนากลั่นแกล้ง หลีกเลี่ยงการจ่ายสิทธิ หรือมุ่งทำลายการรวมตัวของลูกจ้าง ศาลอาจวินิจฉัยว่าเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมและกำหนดค่าเสียหายในระดับที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดการยับยั้งทางพฤติกรรมแก่นายจ้างรายอื่นในระบบแรงงานโดยรวมด้วย

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

กฎหมายแรงงานสัมพันธ์และกฎหมายจัดตั้งศาลแรงงานมิได้มีเจตนารมณ์เพียงเพื่อรับรองสิทธิของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด หากแต่เป็นการวาง “โครงสร้างเชิงสถาบัน” เพื่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างดำเนินไปภายใต้กรอบแห่งความเป็นธรรมและความสงบเรียบร้อยของสังคม บทบัญญัติเกี่ยวกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง การแจ้งข้อเรียกร้อง การเจรจาและการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงาน การปิดงานและการนัดหยุดงาน ตลอดจนการคุ้มครองผู้แทนฝ่ายลูกจ้างและกรรมการลูกจ้าง ล้วนมุ่งหมายให้คู่กรณีใช้กลไกตามกฎหมายอย่างสุจริต แทนการใช้กำลังหรืออำนาจฝ่ายเดียว

ในขณะเดียวกัน บทบัญญัติเกี่ยวกับการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา 121–123 และกลไกการเยียวยาตามมาตรา 124–125 ประกอบมาตรา 127 แสดงให้เห็นว่ากฎหมายมิได้เพียงกำหนด “แบบแผน” ในเชิงพิธีการ แต่ยังวางมาตรการคุ้มครองเชิงเนื้อหาสาระ เพื่อป้องกันมิให้การใช้สิทธิของลูกจ้างและองค์กรของลูกจ้างถูกตอบโต้โดยมิชอบ ทั้งในรูปของการเลิกจ้าง การย้ายงาน การลดตำแหน่ง หรือการขัดขวางการรวมตัว ใช้สิทธิ และการต่อรองโดยชอบด้วยกฎหมาย

บทบัญญัติเรื่องอำนาจศาลแรงงานในมาตรา 8 และหลักเลิกจ้างไม่เป็นธรรมในมาตรา 49 มีบทบาทสำคัญในการเสริม “ระบบตรวจสอบถ่วงดุล” ให้ครบวงจร เมื่อกระบวนการภายในตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ไม่อาจคลี่คลายข้อพิพาทได้ ศาลแรงงานจึงเป็นเวทีตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายและความเป็นธรรมขั้นสุดท้าย โดยใช้ดุลพินิจบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงทั้งหมด พฤติการณ์ของคู่กรณี และหลักนิติธรรม การวางอำนาจให้ศาลสามารถทั้งสั่งรับกลับเข้าทำงานและกำหนดค่าเสียหาย ทำให้ศาลมีเครื่องมือเพียงพอในการเยียวยาและยับยั้งพฤติการณ์ที่ไม่เป็นธรรมในระบบแรงงานโดยรวม

ในเชิงนโยบาย กฎหมายแรงงานสัมพันธ์และกฎหมายจัดตั้งศาลแรงงานจึงเป็นส่วนหนึ่งของกลไกคุ้มครองแรงงานที่ผูกพันโดยตรงกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคม เพราะข้อพิพาทแรงงานที่ได้รับการจัดการด้วยกระบวนการเจรจา ไกล่เกลี่ย ชี้ขาด และพิจารณาคดีอย่างมีระบบ จะลดต้นทุนทางเศรษฐกิจ ลดความตึงเครียดทางสังคม และสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบกฎหมายโดยรวม สำหรับผู้ปฏิบัติและผู้ศึกษากฎหมายแรงงาน การทำความเข้าใจสายสัมพันธ์ของมาตรา 10 – 13 – 16 – 18 – 19 – 12 – 20, มาตรา 21 – 22 – 34 – 31 รวมถึงมาตรา 121 – 125 – 127 และมาตรา 8, 49 แห่งกฎหมายจัดตั้งศาลแรงงาน จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญในการประยุกต์ใช้กฎหมายได้อย่างถูกต้องครบถ้วนและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายในภาพรวม

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม

ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างต่างจากสัญญาจ้างแรงงานรายบุคคลอย่างไร

คำตอบ

ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเป็นข้อตกลงร่วมระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างกลุ่มหนึ่ง หรือระหว่างนายจ้างกับสหภาพแรงงาน ซึ่งมีผลครอบคลุมเงื่อนไขการทำงานโดยรวม เช่น เวลาทำงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ และการเลิกจ้าง ส่วนสัญญาจ้างแรงงานรายบุคคลเป็นข้อตกลงที่ผูกพันระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างแต่ละคนเท่านั้น หากข้อตกลงรายบุคคลขัดแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากการแจ้งข้อเรียกร้อง มาตรา 20 กำหนดให้นำข้อตกลงที่เป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่ามาใช้ และตัดส่วนที่ลดสิทธิประโยชน์ทิ้ง

2. คำถาม

การปิดงานและการนัดหยุดงานต้องมีเงื่อนไขอะไรจึงจะชอบด้วยกฎหมาย

คำตอบ

การปิดงานของนายจ้างและการนัดหยุดงานของลูกจ้างต้องมีต้นเหตุจากข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ภายหลังการแจ้งข้อเรียกร้องและผ่านขั้นตอนตามมาตรา 13, 16, 21, 22 แล้วเท่านั้น และต้องมีการแจ้งให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานและอีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมงตามมาตรา 34 วรรคสอง หากปิดงานหรือนัดหยุดงานโดยไม่เข้าเงื่อนไขดังกล่าว เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย อาจมีความรับผิดทางอาญาและทำให้การเลิกจ้างหรือการไม่จ่ายค่าจ้างของอีกฝ่ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย

3. คำถาม

การกระทำอันไม่เป็นธรรมตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์หมายถึงกรณีใดบ้าง

คำตอบ

การกระทำอันไม่เป็นธรรมตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ครอบคลุมการที่นายจ้างกลั่นแกล้งเลิกจ้าง ย้ายงาน ลดตำแหน่ง หรือขัดขวางสิทธิของลูกจ้างและองค์กรของลูกจ้าง เพราะเหตุที่ลูกจ้างใช้สิทธิทางกฎหมายอย่างสุจริต เช่น ยื่นข้อเรียกร้อง เป็นสมาชิกหรือกรรมการสหภาพแรงงาน หรือให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานและศาล รวมถึงกรณีที่บุคคลอื่นบังคับหรือขู่เข็ญเกี่ยวกับการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน หรือยุยงให้นายจ้างฝ่าฝืนมาตรา 121 ผู้เสียหายมีสิทธิยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ภายใน 60 วันเพื่อขอให้สั่งเยียวยา

4. คำถาม

คดีเลิกจ้างไม่เป็นธรรมในศาลแรงงานพิจารณาอย่างไร และลูกจ้างมีโอกาสได้รับการเยียวยาแบบใดบ้าง

คำตอบ

ในคดีเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ศาลแรงงานจะพิจารณาพฤติการณ์โดยรวมว่าเหตุเลิกจ้างมีมูลสมควรเพียงใด มีลักษณะกลั่นแกล้งหรือหลีกเลี่ยงการจ่ายสิทธิหรือไม่ และสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ในกฎหมายคุ้มครองแรงงานหรือไม่ หากเห็นว่าไม่เป็นธรรม ศาลอาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานในอัตราค่าจ้างเดิม หรือกำหนดค่าเสียหายแทนการรับกลับ โดยคำนึงถึงอายุ ระยะเวลาการทำงาน ความเดือดร้อนของลูกจ้าง เหตุแห่งการเลิกจ้าง และค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามกฎหมาย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลในแต่ละกรณี

      ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

 

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ  




เกี่ยวกับกฎหมายแรงงาน

สิทธินายจ้างฟ้องไล่เบี้ยลูกจ้างและทายาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 426(ฎีกา 3373/2545)
เงินค่าชดเชยเลิกจ้างกับการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 302(ฎีกา 4468/2566)
ค่าชดเชยเลิกจ้าง & ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า, ค่าชดเชย,(ฎีกา 3150/2568)
นับอายุงานต่อเนื่องกรณีโอนย้ายลูกจ้าง,เลิกจ้าง, ค่าชดเชย,(ฎีกา 3151/2568)
พักงานโดยจ่ายค่าจ้าง, เลิกจ้างลูกจ้างไม่ชอบด้วยกฎหมาย(ฎีกา 1902-1904/2556)
พักงานโดยจ่ายค่าจ้าง ไม่ใช่การลงโทษทางวินัย และการเลิกจ้างลูกจ้างที่ละทิ้งหน้าที่ (ฎีกาที่ 1902-1904/2556)
(ฎีกา2658-2663/2568)คดีสัญญาจ้างบริการ vs. จ้างทำของ & เลิกสัญญา
(ฎีกา1396-1481/2568) – คดีเลิกจ้างพนักงานจัดเรียงสินค้า (เลิกจ้างไม่เป็นธรรม?)
(ฎีกาที่ 3006-3081/2567) เรื่องอายุงานต่อเนื่องและสิทธิค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน
(ฎีกาที่ 3106 - 3109/2567): การหยุดกิจการชั่วคราว โควิด-19 ไม่ใช่เหตุสุดวิสัย นายจ้างยังต้องจ่ายค่าจ้าง 75%
(ฎีกาที่ 3110-3113/2567) การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ค่าชดเชย และสิทธิเรียกร้องตามกฎหมายแรงงาน, พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน, พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์, สิทธิของลูกจ้าง
(ฎีกาที่ 3114/2567) กรณีเกษียณอายุลูกจ้าง การเลิกจ้าง และสิทธิค่าชดเชย, สิทธิของลูกจ้าง, นายจ้าง
(ฎีกาที่ 3116/2567) คดีแรงงาน สถาบันอุดมศึกษาเอกชน เลือกใช้สิทธิอุทธรณ์หรือฟ้องศาลแรงงานได้เพียงทางเดียว
(ฎีกาที่ 3119 - 3135/2567): คดีเลิกจ้างไม่เป็นธรรมกับการขาดทุนต่อเนื่องของฝ่ายผลิตในช่วงโควิด-19, คดีแรงงาน, มาตรา 49,
(ฎีกาที่ 3306/2567) การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ค่าชดเชย และสิทธิวันหยุดพักผ่อน
(ฎีกาที่ 3680/2567) กรณีการตีความฐานะนายจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 11/1
(ฎีกาที่ 3969-3975/2567): การคำนวณค่าชดเชย-สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และการตีความเวลาทำงานปกติ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1966-2406/2546: การหยุดกิจการชั่วคราวและสิทธิจ่ายค่าจ้างตามมาตรา 75 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5307/2567: เวลาพักในรถบรรทุกไม่ใช่เวลาทำงานตามกฎหมายแรงงาน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6067/2567: คดีแรงงาน สิทธิฟ้องในคดีเงินทดแทน และการวินิจฉัยนิติสัมพันธ์นายจ้าง–ลูกจ้าง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 587/2563: เลิกจ้างโดยสุจริตหรือไม่? ศาลฎีกาวินิจฉัยใหม่
การจำกัดความรับผิดของผู้ค้ำประกัน, การค้ำประกันของพนักงานรัฐวิสาหกิจ, คดีละเมิดของพนักงานรัฐวิสาหกิจ
คำเตือนให้ชำระหนี้โดยชอบตามมาตรา 204 วรรคหนึ่ง, การเรียกร้องเงินทดแทนค่ารักษาพยาบาล ประกันสังคม
ผู้รับเหมาชั้นต้นมีสิทธิไล่เบี้ยเงินค่าจ้างที่ได้จ่ายแทนนายจ้างไปแล้ว
ตัวแทนทำสัญญาแทนตัวการซึ่งอยู่และมีภูมิลำเนาต่างประเทศ
ลูกจ้างส่งภาพโป๊ลามกอนาจารในเวลาทำงาน
ลูกจ้างจะต้องเลือกใช้สิทธิทางใดทางหนึ่ง
หน้าที่นายจ้างวางเงินก่อนฟ้องคดี
ฝ่าฝืนข้อบังคับการทำงานร้ายแรง
เลิกจ้างไม่เป็นธรรม-สินจ้างแทนการบอกกล่าว
ลูกจ้างชั่วคราวของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาฝ่ายเดียวต้องดำเนินการภายใน 7 วัน
เล่นอินเตอร์เน็ตในเวลาทำงานเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรมแล้ว
ค่าจ้างค้างจ้ายกับดอกเบี้ยผิดนัดที่ลูกจ้างมีสิทธิคิดเอากับนายจ้าง
เลิกจ้างได้โดยไม่ต้องตักเตือนเป็นหนังสือ
นายจ้างมอบอำนาจบังคับบัญชาให้ผู้อื่น
คำนวณจ่ายค่าชดเชย-ค่าครองชีพเป็นค่าจ้างหรือไม่
ถือไม่ได้ว่าลูกจ้างจงใจขัดคำสั่งนายจ้าง
บำเหน็จดำรงชีพกับบำเหน็จตกทอด
อ้างเหตุเลิกจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย
การจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาจะกระทำได้แต่จ้างงานในโครงการเฉพาะ
การจงใจฝ่าฝืนคำสั่งนายจ้าง คำสั่งให้ลูกจ้างไปทำงานในตำแหน่งใหม่
การเลิกจ้างเพราะเกษียณอายุไม่อาจถอนได้
เรียกค่าเสียหายกรณีเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม
ฝ่าฝืนระเบียบนายจ้างมิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม
เลิกจ้างโดยไม่ได้ตักเตือนก่อนเป็นหนังสือต้องจ่ายค่าชดเชย
ทุจริตต่อหน้าที่และฝ่าฝืนข้อบังคับในกรณีร้ายแรง
สิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษ | ย้ายสถานประกอบกิจการ
คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุด
ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเพื่อคำนวณจ่ายค่าชดเชย
ตำแหน่งพนักงานขับรถ-สัญญาจ้างแรงงาน หรือสัญญาจ้างทำของ?
ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงเมื่อสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง
แม่บ้านทำงานบ้านฟ้องเลิกจ้างไม่เป็นธรรม
นายจ้างให้ลูกจ้างขับรถขนส่งทำงานติดต่อกันถึงวันละ 24 ชั่วโมงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
การโยกย้ายหน้าที่ลูกจ้างเป็นอำนาจบริหารจัดการของนายจ้าง
นายจ้างประกอบกิจการขนส่งย้ายที่ลงเวลาทำงานไปตั้งอยู่ที่อื่น
สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า
ลูกจ้างทุจริตต่อหน้าที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย
โจทก์ฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานฝ่ายลูกจ้างไม่คัดค้าน
ดอกเบี้ยผิดนัดหนี้ค่าจ้างและค่าชดเชย 15% ต่อปีไม่ใช่ 7.5%
สัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดทำให้สิทธิรับค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเที่ยวระงับด้วย
ลูกจ้างฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน
สัญญาจ้างทดลองงาน | สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า