
| คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4442/2567: สมาชิกสหกรณ์ยังมีหนี้ค้างชำระ ไม่มีสิทธิลาออกและขอถอนเงินค่าหุ้น
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิของสมาชิกสหกรณ์ในการลาออกและขอถอนเงินค่าหุ้น โดยศาลวินิจฉัยว่าหากสมาชิกยังมีหนี้ค้างชำระต่อสหกรณ์ แม้จะพ้นกำหนดเวลาบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมแล้ว แต่หนี้ดังกล่าวยังไม่ถือว่าระงับ สมาชิกจึงไม่มีสิทธิลาออกหรือถอนเงินค่าหุ้นตามข้อบังคับสหกรณ์
สรุปข้อเท็จจริง • โจทก์เป็นสมาชิกสหกรณ์จำเลย มีหุ้นสะสมจำนวน 11,103 หุ้น มูลค่า 111,030 บาท • ก่อนหน้านี้ จำเลยฟ้องนายประสิทธิ์ (ผู้กู้) และโจทก์กับพวก (ผู้ค้ำประกัน) ให้ชำระหนี้ • คู่ความตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อปี 2544 • โจทก์ยังมีหนี้ค้างชำระตามสัญญาดังกล่าว • โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าหุ้นและดอกเบี้ย พร้อมค่าเสียหาย • ศาลชั้นต้นพิพากษาให้คืนเงินค่าหุ้นแก่โจทก์ แต่ศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาและยกฟ้อง • โจทก์ฎีกา
คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาอ้าง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หมวด 5 ความระงับแห่งหนี้ ว่าหนี้จะระงับได้ต้องเกิดจาก • การชำระหนี้ • การปลดหนี้ • การหักกลบลบหนี้ • การแปลงหนี้ใหม่ • การเกลื่อนกลืนหนี้ กรณีนี้ แม้จะพ้นกำหนดเวลาบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 274 แล้ว แต่หนี้ยังคงอยู่ เพียงแต่ไม่สามารถบังคับคดีได้ ตามข้อบังคับสหกรณ์ ข้อ 36 สมาชิกที่ยังมีหนี้ต่อสหกรณ์ไม่สามารถลาออกและถอนเงินค่าหุ้นได้ เมื่อโจทก์ยังมีหนี้ค้างชำระ จึงไม่มีสิทธิลาออกหรือถอนเงินค่าหุ้น และไม่อาจฟ้องบังคับให้สหกรณ์คืนเงินได้ พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ยกฟ้องโจทก์
วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย 1. ความหมายของการระงับหนี้ ศาลชี้ชัดว่าการพ้นอายุความบังคับคดีไม่ใช่การระงับหนี้ หนี้ยังคงมีอยู่ตามกฎหมาย เพียงแต่เจ้าหนี้ใช้สิทธิฟ้องบังคับคดีไม่ได้ 2. สิทธิลาออกจากสหกรณ์ ข้อบังคับสหกรณ์มักกำหนดเงื่อนไขชัดเจนว่าผู้เป็นสมาชิกต้องปลอดหนี้ก่อนลาออกได้ ซึ่งเป็นมาตรการคุ้มครองผลประโยชน์ของสหกรณ์ 3. ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความ แม้จะมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว แต่หากลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ครบ หนี้ยังคงอยู่และก่อให้เกิดข้อจำกัดตามข้อบังคับ
IRAC (Issue – Rule – Application – Conclusion) Issue: สมาชิกสหกรณ์ที่ยังมีหนี้ค้างชำระตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม สามารถลาออกและขอถอนเงินค่าหุ้นได้หรือไม่ Rule: • ป.พ.พ. หมวด 5 ความระงับแห่งหนี้ (การชำระหนี้, ปลดหนี้, หักกลบลบหนี้, แปลงหนี้ใหม่, เกลื่อนกลืนหนี้) • ป.วิ.พ. มาตรา 274 (การบังคับคดีต้องกระทำภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด) • ข้อบังคับสหกรณ์ ข้อ 36 (สมาชิกต้องปลอดหนี้จึงลาออกได้) Application: โจทก์ยังมีหนี้ค้างต่อสหกรณ์ แม้จะพ้นกำหนดบังคับคดีแล้ว แต่หนี้ยังไม่ระงับตามกฎหมาย เมื่อข้อบังคับสหกรณ์กำหนดว่าผู้มีหนี้ค้างไม่อาจลาออกได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกคืนเงินค่าหุ้น Conclusion: โจทก์ไม่มีสิทธิลาออกหรือถอนเงินค่าหุ้น ศาลพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ยกฟ้องโจทก์
ข้อคิดทางกฎหมาย • อายุความบังคับคดีหมดไม่ได้หมายความว่าหนี้ระงับ • ข้อบังคับสหกรณ์สามารถกำหนดเงื่อนไขการลาออกเพื่อปกป้องประโยชน์ของสหกรณ์ • สมาชิกควรตรวจสอบสถานะหนี้ก่อนดำเนินการลาออกหรือถอนเงินค่าหุ้น
English Summary The Supreme Court Judgment No. 4442/2567 clarifies that a cooperative member with outstanding debt under a compromise agreement and judgment cannot resign or withdraw their share capital, even if the enforcement period has expired. The debt remains valid until legally extinguished under the Civil and Commercial Code, and cooperative bylaws prevent members with debt from resigning.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4442/2567
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หมวด 5 เรื่อง ความระงับแห่งหนี้ กำหนดไว้ว่า หนี้ระงับไปต้องมีการชำระหนี้ การปลดหนี้ การหักกลบลบหนี้ การแปลงหนี้ใหม่ หรือหนี้เกลื่อนกลืนกัน เมื่อโจทก์กับจำเลยยังไม่ได้ดำเนินการเรื่องความระงับแห่งหนี้ หนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยก็ยังคงมีอยู่ แม้ล่วงเลยเวลาบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 274 แล้วก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่ไม่อาจบังคับคดีได้เท่านั้น เป็นคนละส่วนกับหนี้ที่โจทก์มีต่อจำเลย เมื่อตามข้อบังคับสหกรณ์จำเลยระบุว่า สมาชิกผู้ไม่มีหนี้สินต่อสหกรณ์ในฐานะผู้กู้หรือผู้ค้ำประกันหรือหนี้สินอื่นที่ผูกพันจะต้องชำระต่อสหกรณ์ อาจลาออกได้โดยแสดงความจำนงเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการฯ ได้ ดังนั้น เมื่อหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมยังไม่ระงับไป และโจทก์ไม่ชำระหนี้ที่มีต่อจำเลย ถือว่าโจทก์ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามเงื่อนไขและข้อตกลงที่ทำไว้กับจำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิลาออกจากสมาชิกของจำเลยและขอถอนเงินค่าหุ้นออกจากสหกรณ์จำเลย และโจทก์ไม่อาจฟ้องจำเลยให้คืนเงินค่าหุ้นแก่โจทก์ได้
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 8764 และ 9230 และส่งมอบเงินปันผลค่าหุ้นจำนวน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินเสร็จ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ระหว่างพิจารณา คู่ความแถลงขอสละประเด็นข้อพิพาทเรื่องการไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลง เนื่องจากจำเลยได้ไถ่ถอนจำนองที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยส่งมอบเงินปันผลค่าหุ้น (ที่ถูก เงินค่าหุ้น) จำนวน 111,030 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 กันยายน 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์ ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2511 มีวัตถุประสงค์ให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกร โจทก์เป็นสมาชิกสหกรณ์จำเลย ก่อนหน้าคดีนี้ จำเลยยื่นฟ้องนายประสิทธิ์ สมาชิกสหกรณ์จำเลย ในฐานะผู้กู้และโจทก์กับพวกในฐานะผู้ค้ำประกันให้ร่วมกันรับผิดชดใช้หนี้คืนแก่จำเลย เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2544 นายประสิทธิ์และโจทก์กับพวกตกลงยอมชำระหนี้ให้แก่จำเลยในคดีดังกล่าว โดยการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวในวันเดียวกัน คดีหมายเลขแดงที่ 886/2544 ของศาลชั้นต้น โจทก์มีหุ้นสะสมอยู่ในสหกรณ์จำเลย ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2539 ถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2562 จำนวน 11,103 หุ้น เป็นเงิน 111,030 บาท จนถึง ณ วันฟ้อง โจทก์ยังมิได้ถอนเงินจำนวนดังกล่าวจากจำเลย
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยจะต้องคืนเงินค่าหุ้นสหกรณ์ให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หมวด 5 เรื่อง ความระงับแห่งหนี้ กำหนดไว้ว่า หนี้ระงับไปต้องมีการชำระหนี้ การปลดหนี้ การหักกลบลบหนี้ การแปลงหนี้ใหม่ หรือหนี้เกลื่อนกลืนกัน เท่านั้น ดังนั้น เมื่อโจทก์กับจำเลยยังไม่ได้ดำเนินการเรื่องความระงับแห่งหนี้ดังกล่าวข้างต้น หนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยก็ยังคงมีอยู่ แม้ล่วงเลยเวลาบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 แล้วก็ตาม ก็เป็นเรื่องการบังคับคดีตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมที่จำเลยไม่อาจบังคับคดีได้เท่านั้น ซึ่งเป็นคนละส่วนกับหนี้ที่โจทก์มีต่อจำเลย เมื่อตามข้อบังคับสหกรณ์จำเลย ข้อ 36 ระบุว่า สมาชิกผู้ไม่มีหนี้สินต่อสหกรณ์ในฐานะผู้กู้หรือผู้ค้ำประกันหรือหนี้สินอื่นที่ผูกพันจะต้องชำระต่อสหกรณ์อาจลาออกได้โดยแสดงความจำนงเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการฯ ได้ ดังนั้น เมื่อหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมยังไม่ระงับไป และโจทก์ไม่ยอมชำระหนี้ที่มีต่อจำเลย ถือว่าโจทก์และนายประสิทธิ์ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามเงื่อนไขและข้อตกลงที่ทำไว้กับจำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิลาออกจากสมาชิกของจำเลยและขอถอนเงินค่าหุ้นออกจากสหกรณ์จำเลยได้ โจทก์จึงยังไม่อาจฟ้องจำเลยให้คืนเงินค่าหุ้นแก่โจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่น ๆ ของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ ![]() |



.png)

.png)