
| ปิดกั้นทางสาธารณะผิดหรือไม่? วิเคราะห์สิทธิในทรัพย์ส่วนกลางอาคารชุด vs สาธารณสมบัติของแผ่นดิน และผลกฎหมายปรับเป็นพินัย
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการปิดกั้นทางพิพาทซึ่งถือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน แม้ที่ดินจะจดทะเบียนเป็นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุด แต่เดิมเจ้าของได้ยินยอมให้ประชาชนใช้สัญจรมานาน จึงคงสภาพเป็นทางสาธารณะ การปิดกั้นจึงเข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย นอกจากนี้ ศาลยังพิจารณาผลจากพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 ที่เปลี่ยนความผิดปรับสถานเดียวเป็นความผิดทางพินัย และการบังคับใช้ร่วมกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 385 สรุปข้อเท็จจริงของคดี 1.อาคารชุด ศ. จดทะเบียนอาคารชุดตั้งแต่ปี 2533 มีที่ดินโฉนดเลขที่ 43829 เป็นทรัพย์ส่วนกลาง 2.ทางพิพาทบนที่ดินดังกล่าวถูกใช้สัญจรโดยประชาชนตั้งแต่ปี 2530 โดยไม่มีการปิดกั้น 3.ปี 2561 จำเลยได้รับอนุญาตจากเทศบาลนครเชียงใหม่ให้สร้างคานเหล็กปิดกั้นทาง 4.นายธวัชชัยร้องเรียนว่าเป็นการปิดกั้นทางสาธารณะ เทศบาลสั่งรื้อถอน แต่จำเลยไม่ปฏิบัติและยื่นฟ้องเพิกถอนคำสั่งต่อศาลปกครอง 5.โจทก์ฟ้องคดีอาญาตาม ป.อ. มาตรา 385 และ พ.ร.บ. รักษาความสะอาดฯ 6.ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิด ปรับ 7,000 บาท 7.ระหว่างฎีกา มีกฎหมายใหม่คือ พ.ร.บ. ปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 ซึ่งเปลี่ยนความผิดบางประเภทให้เป็นความผิดทางพินัย ประเด็นสำคัญที่สุดของคดี 1. การเปลี่ยนความผิดอาญาเป็น “ความผิดทางพินัย” (มาตรา 39 พ.ร.บ.ปรับเป็นพินัย) – ศาลถือว่าความผิดตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาดฯ ที่มีโทษปรับสถานเดียว ถูกเปลี่ยนเป็นความผิดทางพินัยเมื่อกฎหมายใหม่มีผลใช้บังคับ จึงไม่ต้องรับโทษซ้ำในส่วนนี้ 2. ความผิดทางพินัยเป็นอันยุติเมื่อเป็น “กรรมเดียว” กับความผิดอาญา (มาตรา 16 (1)) – เมื่อเป็นการกระทำเดียวกันกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 385 ความผิดทางพินัยจึงสิ้นผล ต้องลงโทษตามบทอาญาที่หนักกว่าเท่านั้น 3. การถือสภาพ “ทางพิพาทเป็นทางสาธารณะโดยปริยาย” (มาตรา 1304 (2)) – เจ้าของที่ดินเดิมเปิดให้ประชาชนใช้ทางพิพาทกว่า 30 ปีโดยไม่หวงกัน ถือว่าได้ยกให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินโดยปริยาย แม้ไม่ทำหนังสือหรือจดทะเบียนก็ตาม 4. การปิดกั้นทางสาธารณะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 385 – เมื่อทางพิพาทเป็น “ถนน” ตามนิยาม มาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.รักษาความสะอาดฯ การตั้งคานเหล็กปิดกั้นจึงเป็นการกองวัตถุบนถนนโดยมิชอบ 5. ข้อเท็จจริงใหม่ห้ามยกขึ้นฎีกา (มาตรา 225 และมาตรา 252 ป.วิ.พ.) – จำเลยยกข้อเท็จจริงเรื่องการใช้งานทางพิพาทภายหลัง ไม่เคยยกในศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยตามหลักว่าห้ามยกข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นฎีกา คำวินิจฉัยของศาลฎีกา •ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าทางพิพาทนี้ถูกใช้โดยประชาชนตั้งแต่ปี 2530 และเจ้าของที่ดินเดิมได้ยินยอมให้ใช้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2) โดยปริยาย •การจดทะเบียนเป็นทรัพย์ส่วนกลางภายหลังไม่ทำให้ทางพิพาทหมดสภาพจากการเป็นสาธารณะ •การก่อสร้างคานเหล็กปิดกั้นทางพิพาทเข้าข่ายการตั้งวัตถุบนถนนตามนิยามใน พ.ร.บ. รักษาความสะอาดฯ •แม้กฎหมายใหม่จะเปลี่ยนความผิดปรับสถานเดียวเป็นความผิดทางพินัย แต่เพราะความผิดนี้กระทำร่วมกับความผิดอาญาตาม ป.อ. มาตรา 385 จึงลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุด •ศาลพิพากษาปรับ 5,000 บาท หากไม่ชำระให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29 วิเคราะห์ประเด็นกฎหมาย 1. การได้มาซึ่งสภาพ "ทางสาธารณะ" •แม้จะไม่มีการจดทะเบียนอุทิศให้เป็นสาธารณะ แต่หากเจ้าของเปิดให้ประชาชนใช้โดยไม่มีการหวงกันเป็นเวลานาน ก็ถือเป็นการอุทิศโดยปริยายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2) 2. การป้องกันสิทธิในทรัพย์ส่วนกลาง •สิทธิของนิติบุคคลอาคารชุดไม่อาจหักล้างสถานะสาธารณะของทางที่อุทิศโดยปริยายไปแล้ว 3. ผลของ พ.ร.บ. ปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 •ความผิดปรับสถานเดียวที่อยู่ในบัญชี 1 ถูกเปลี่ยนเป็นความผิดทางพินัย •หากความผิดดังกล่าวเกิดพร้อมกับความผิดอาญาอื่น ต้องลงโทษตามบทที่มีโทษหนักกว่า ข้อคิดทางกฎหมาย •การอุทิศที่ดินเป็นทางสาธารณะสามารถเกิดขึ้นโดยปริยายจากพฤติการณ์ ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียน •สิทธิในทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดไม่เหนือกว่าสิทธิของประชาชนในทางสาธารณะ •การเปลี่ยนแปลงกฎหมายเกี่ยวกับโทษปรับอาจกระทบกระบวนการพิจารณา แต่ต้องพิจารณาร่วมกับความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง สรุปภาษาอังกฤษ The Supreme Court Decision No. 5659/2567 addressed the blocking of a public passageway that had long been used by the public. The Court ruled that even though the land was later registered as common property of a condominium, it remained public property due to the original owner's implied dedication. The obstruction constituted an offense under the Public Cleanliness Act and Section 385 of the Penal Code. The Court also considered the 2022 Penalty Conversion Act, which reclassified certain fine-only offenses as administrative penalties, but applied the heavier criminal penalty in this case, imposing a fine of 5,000 baht. สรุปย่อฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ทางพิพาทบนที่ดินโฉนดเลขที่ 43829 ถูกใช้สัญจรโดยประชาชนตั้งแต่ปี 2530 เจ้าของเดิมยินยอมโดยไม่มีการหวงกัน จึงถือเป็นการอุทิศโดยปริยายให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน แม้ต่อมาที่ดินจะจดทะเบียนเป็นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดก็ไม่ทำให้สิทธิสาธารณะสิ้นสุด การที่จำเลยสร้างคานเหล็กปิดกั้นเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ. รักษาความสะอาดฯ และ ป.อ. มาตรา 385 แม้ พ.ร.บ. ปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 จะเปลี่ยนความผิดปรับสถานเดียวตาม พ.ร.บ. รักษาความสะอาดฯ เป็นความผิดทางพินัย แต่เพราะเป็นความผิดกรรมเดียวกับความผิดอาญาตาม มาตรา 385 จึงลงโทษตามบทที่มีโทษหนักกว่า โดยปรับ 5,000 บาท ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5659/2567 เนื่องจากมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 โดยตามมาตรา 39 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าวบัญญัติว่า "เมื่อพ้นกำหนดสามร้อยหกสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้เปลี่ยนความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวตามกฎหมายในบัญชี 1 ท้ายพระราชบัญญัตินี้ เป็นความผิดทางพินัยตามพระราชบัญญัตินี้ และให้ถือว่าอัตราโทษปรับอาญาที่บัญญัติไว้ในกฎหมายดังกล่าว เป็นอัตราค่าปรับเป็นพินัยตามพระราชบัญญัตินี้" และมาตรา 45 บัญญัติว่า "บรรดาความผิดอาญาที่เปลี่ยนเป็นความผิดทางพินัยตามมาตรา 39 มาตรา 40 หรือมาตรา 42 (1)...(3) ถ้าอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล ให้ศาลพิจารณาปรับเป็นพินัยตามพระราชบัญญัตินี้" ดังนั้น เมื่อในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาบทบัญญัติมาตรา 39 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการปรับเป็นพินัยฯ มีผลใช้บังคับ ย่อมมีผลให้ความผิดตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 มาตรา 19, 57 ซึ่งเป็นความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวและเป็นกฎหมายที่มีอยู่ในบัญชี 1 ท้าย พ.ร.บ.ว่าด้วยการปรับเป็นพินัยฯ เปลี่ยนเป็นความผิดทางพินัย และเมื่อความผิดทางพินัยฐานดังกล่าวนี้เป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดทางอาญาตาม ป.อ. มาตรา 385 ความผิดทางพินัยจึงเป็นอันยุติไปตามบทบัญญัติมาตรา 16 (1) แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการปรับเป็นพินัยฯ กรณีต้องลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 385 ฎีกาย่อ คดีนี้เกี่ยวกับการปิดกั้นทางสาธารณะโดยนิติบุคคลอาคารชุด ซึ่งก่อสร้างคานเหล็กเปิด-ปิดปิดทางเข้าออกบนที่ดินที่เคยเปิดให้ประชาชนใช้สัญจรมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2530 โดยเจ้าของที่ดินเดิมมิได้หวงกัน ศาลวินิจฉัยว่าพฤติการณ์ดังกล่าวถือเป็นการอุทิศที่ดินให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินโดยปริยายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) แม้ไม่มีการจดทะเบียนก็ตาม ต่อมาที่ดินดังกล่าวถูกนำไปจดทะเบียนเป็นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุด แต่ไม่อาจลบล้างสถานะสาธารณะเดิมได้ การที่จำเลยก่อสร้างสิ่งกีดขวางจึงเป็นการตั้งวัตถุบนถนนตามนิยามของกฎหมายความสะอาด ซึ่งรวมถึงทางที่เจ้าของยินยอมให้ประชาชนใช้สัญจร ศาลจึงวินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิด อย่างไรก็ดี ในระหว่างพิจารณาคดีมีกฎหมายใหม่ว่าด้วยการปรับเป็นพินัย ทำให้ความผิดบางส่วนเปลี่ยนเป็นความผิดทางพินัย แต่เนื่องจากการกระทำเดียวกันยังเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 385 ซึ่งมีโทษหนักกว่า ความผิดทางพินัยจึงยุติไป และศาลลงโทษจำเลยตามกฎหมายอาญา โดยปรับ 5,000 บาท ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 385 พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 มาตรา 4, 19, 57 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายกอุทธรณ์โจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 385 พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 มาตรา 19, 57 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมืองฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 7,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังยุติว่า อาคารชุด ศ. จดทะเบียนอาคารชุดเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2533 จำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลอาคารชุดเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2533 มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุด ศ. 2 ที่ดินโฉนดเลขที่ 43829 มีชื่อนายประเสริฐ ผู้ถือกรรมสิทธิ์ และเป็นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุด ศ. 2 ที่ดินแปลงนี้ทางด้านทิศเหนือติดทางสาธารณะออกสู่ถนนห้วยแก้ว ทิศใต้ติดลำเหมืองสาธารณประโยชน์ซึ่งมีการก่อสร้างพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กบนลำเหมืองสาธารณประโยชน์เพื่อเป็นทางออกจากที่ดินไปยังถนนศิริมังคลาจารย์ ซอย 1 เมื่อปี 2561 จำเลยได้รับอนุญาตจากเทศบาลนครเชียงใหม่ให้ก่อสร้างรั้วเพื่อใช้เป็นคานเปิด-ปิด บนที่ดินโฉนดเลขที่ 43829 ตามวัน เวลา และสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยก่อสร้างคานเหล็กแบบเปิด-ปิด ปิดกั้นทางเข้าออกบนที่ดินโฉนดเลขที่ 43829 ทั้งสองด้าน นายธวัชชัย ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อเทศบาลนครเชียงใหม่ว่า ทางพิพาทในที่ดินโฉนดเลขที่ 43829 เป็นทางสาธารณะ จำเลยก่อสร้างคานเหล็กปิดกั้นทางสาธารณะ เทศบาลนครเชียงใหม่ออกคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้จำเลยรื้อถอนวัตถุใด ๆ ให้พ้นจากทางพิพาท จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่ง เทศบาลนครเชียงใหม่มีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์ จำเลยฟ้องเทศบาลนครเชียงใหม่กับพวกต่อศาลปกครองเชียงใหม่ ขอให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นโดยยังมิได้รื้อถอนคานเหล็กออกจากทางพิพาท เทศบาลนครเชียงใหม่แจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีนี้แก่จำเลย สำหรับที่จำเลยฎีกาว่า นายธวัชชัยพยานโจทก์และประชาชนทั่วไปมิได้ใช้ทางพิพาทมาตั้งแต่ปี 2530 หากทางพิพาทเป็นทางสาธารณะมาตั้งแต่ปี 2530 เหตุใดนายธวัชชัยเพิ่งจะมาร้องเรียนในปี 2557 ควรที่จะต้องร้องเรียนตั้งแต่ปี 2533 ซึ่งมีการนำที่ดินโฉนดเลขที่ 43829 ไปจดทะเบียนเป็นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุด คำเบิกความของนายธวัชชัยจึงมีพิรุธ จำเลยใช้สิทธิปิดกั้นทางพิพาทมาโดยตลอด จำเลยเชื่อโดยสุจริตว่ามีสิทธิก่อสร้างคานเหล็กปิดกั้นทางพิพาทได้เพราะเป็นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดและได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานตามกฎหมายแล้ว จำเลยไม่เคยจดทะเบียนยกทางพิพาทให้เป็นทางสาธารณะนั้น เป็นฎีกาที่ยกข้อเท็จจริงขึ้นอ้างเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย และเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยมิได้ยกขึ้นโต้แย้งไว้ในคำแก้อุทธรณ์ ถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่า ทางพิพาทที่จำเลยปิดกั้นนั้นเป็นทางสาธารณะและถนนหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วว่า พยานโจทก์และประชาชนใช้ทางพิพาทเป็นทางสัญจรมาหลายสิบปีตั้งแต่ปี 2530 โดยไม่มีบุคคลใดปิดกั้นหรือโต้แย้งคัดค้าน ส่วนอาคารชุด ศ. จดทะเบียนอาคารชุดภายหลังจากที่นายประเสริฐเจ้าของที่ดินเดิมเปิดให้ประชาชนใช้ทางพิพาทเป็นทางสัญจร จากข้อเท็จจริงดังกล่าว การที่นายประเสริฐเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 43829 ซึ่งทางพิพาทตั้งอยู่ยินยอมให้ประชาชนโดยทั่วไปใช้ทางพิพาทเป็นทางสัญจรโดยไม่มีการหวงกันใด ๆ มาตั้งแต่ปี 2530 นั้น ถือได้ว่านายประเสริฐได้ยกทางพิพาทให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) แล้วโดยปริยาย หาจำต้องแสดงเจตนาอุทิศให้หรือจดทะเบียนยกให้เป็นทางสาธารณะต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แต่อย่างใดไม่ แม้ทางพิพาทอยู่ในเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 43829 ซึ่งนำไปจดทะเบียนเป็นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุด ศ. 2 ในภายหลังตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 แล้วจำเลยก่อสร้างคานเหล็กปิดกั้นทางพิพาทในลักษณะหวงกันมิให้ประชาชนใช้ทางพิพาทก็ไม่ทำให้ทางพิพาทหมดสภาพจากการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินกลับไปเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของที่ดินเดิมอีก จำเลยจึงไม่อาจยกบทบัญญัติอันเกี่ยวกับการคุ้มครองทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุด การลงมติของเจ้าของร่วมในการจำหน่ายทรัพย์ส่วนกลางที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ การแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับเกี่ยวกับการใช้หรือการจัดการทรัพย์ส่วนกลาง และการก่อสร้างอันเป็นการเปลี่ยนแปลง เพิ่มเติม หรือปรับปรุงทรัพย์ส่วนกลาง ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 15 (1), 16, 48 (2) (4) (6) อันเป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองแต่เฉพาะประโยชน์ของเจ้าของร่วมในอาคารชุดมาหักล้างการแสดงเจตนาโดยปริยายของเจ้าของที่ดินเดิมได้ และเมื่อพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 มาตรา 4 ให้คำนิยามคำว่า "ถนน" ว่าหมายความรวมถึง ทางเดินรถ ทางเท้า ขอบทาง ไหล่ทาง ทางข้ามตามกฎหมายว่าด้วยจราจรทางบก ตรอก ซอย สะพาน หรือถนนส่วนบุคคล ซึ่งเจ้าของยินยอมให้ประชาชนใช้เป็นทางสัญจรได้ ทางพิพาทจึงเป็นถนนตามคำนิยามดังกล่าว การที่จำเลยก่อสร้างคานเหล็กปิดกั้นทางพิพาทจึงเป็นการตั้ง วาง หรือกองวัตถุใด ๆ บนถนน อันเป็นความผิดตามฟ้อง ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ชอบนั้น เห็นว่า แม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยให้ก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงเป็นฎีกาที่ไม่เป็นสาระ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง เนื่องจากมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 โดยตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "เมื่อพ้นกำหนดสามร้อยหกสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้เปลี่ยนความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวตามกฎหมายในบัญชี 1 ท้ายพระราชบัญญัตินี้ เป็นความผิดทางพินัยตามพระราชบัญญัตินี้ และให้ถือว่าอัตราโทษปรับอาญาที่บัญญัติไว้ในกฎหมายดังกล่าว เป็นอัตราค่าปรับเป็นพินัยตามพระราชบัญญัตินี้" และมาตรา 45 บัญญัติว่า "บรรดาความผิดอาญาที่เปลี่ยนเป็นความผิดทางพินัยตามมาตรา 39 มาตรา 40 หรือมาตรา 42 (1)...(3) ถ้าอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล ให้ศาลพิจารณาปรับเป็นพินัยตามพระราชบัญญัตินี้" ดังนั้น เมื่อในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาบทบัญญัติตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัยฯ มีผลใช้บังคับ ย่อมมีผลให้ความผิดตามพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 มาตรา 19, 57 ซึ่งเป็นความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวและเป็นกฎหมายที่มีอยู่ในบัญชี 1 ท้ายพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัยฯ เปลี่ยนเป็นความผิดทางพินัย และเมื่อความผิดทางพินัยฐานดังกล่าวนี้เป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 385 ความผิดทางพินัยจึงเป็นอันยุติไปตามบทบัญญัติมาตรา 16 (1) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัยฯ กรณีต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 385 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 385 ปรับ 5,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 IRAC Analysis Issue: การปิดกั้นทางพิพาทที่เดิมประชาชนใช้สัญจรมาเป็นเวลานาน ถือเป็นการปิดกั้นทางสาธารณะหรือไม่ และเมื่อมีกฎหมายใหม่ว่าด้วยการปรับเป็นพินัย ผลทางกฎหมายจะเป็นอย่างไร Rule: •ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2) – สาธารณสมบัติของแผ่นดิน •ป.อ. มาตรา 385 – วางสิ่งกีดขวางบนถนน •พ.ร.บ. รักษาความสะอาดฯ มาตรา 4, 19, 57 •พ.ร.บ. ปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 มาตรา 39, 45, 16 (1) Application: •เจ้าของเดิมเปิดให้ประชาชนใช้โดยไม่มีการหวงกันตั้งแต่ปี 2530 ถือเป็นการอุทิศโดยปริยาย •การจดทะเบียนเป็นทรัพย์ส่วนกลางไม่เปลี่ยนสถานะสาธารณะ •การปิดกั้นทางพิพาทเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ. รักษาความสะอาดฯ และ ป.อ. มาตรา 385 •กฎหมายใหม่เปลี่ยนโทษบางบทเป็นพินัย แต่ยังต้องลงโทษตามบทอาญาที่โทษหนักกว่า Conclusion: ทางพิพาทคงสภาพเป็นสาธารณะ การปิดกั้นเป็นความผิดอาญาตาม ป.อ. มาตรา 385 ลงโทษปรับ 5,000 บาท แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1 ในกรณีตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏว่า นายประเสริฐ ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 43829 ได้เปิดทางพิพาทให้ประชาชนทั่วไปใช้สัญจรตั้งแต่ปี 2530 โดยไม่เคยแสดงเจตนาหวงกันใด ๆ และต่อมาที่ดินดังกล่าวถูกนำไปจดทะเบียนเป็นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุด ศ. ในภายหลังนั้น การที่จำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลอาคารชุดก่อสร้างคานเหล็กแบบเปิด-ปิดปิดกั้นทางพิพาทอ้างว่าเป็นการคุ้มครองทรัพย์ส่วนกลางรวมทั้งได้รับอนุญาตจากเทศบาลนครเชียงใหม่ จะถือได้หรือไม่ว่า ทางพิพาทได้เคยตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินโดยปริยายแล้ว และจำเลยมีสิทธิตามกฎหมายที่จะปิดกั้นทางดังกล่าวหรือไม่ ธงคำตอบ ข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่า นายประเสริฐเจ้าของที่ดินเดิมได้เปิดให้ประชาชนใช้ทางพิพาทโดยทั่วไปมาตั้งแต่ปี 2530 โดยไม่มีการหวงกันใด ๆ การอนุญาตให้ประชาชนใช้ร่วมกันต่อเนื่องเป็นเวลานานดังกล่าว ถือเป็นการแสดงเจตนายกทางพิพาทให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันโดยปริยายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) แม้จะไม่มีการจดทะเบียนหรือทำหนังสืออุทิศอย่างเป็นทางการก็ตาม เมื่อที่ดินถูกนำไปจดทะเบียนเป็นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดภายหลัง ก็ไม่ทำให้สถานะความเป็นสาธารณสมบัติสิ้นสุดลง และการที่จำเลยสร้างคานเหล็กปิดกั้นทางพิพาทในลักษณะหวงกันย่อมเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อสาธารณสมบัติที่ประชาชนใช้ร่วมกัน จำเลยจึงไม่มีสิทธิตามกฎหมายอาคารชุดมาหักล้างเจตนาเดิมของเจ้าของที่ดินและไม่อาจอ้างสิทธิใดในการปิดกั้นทางดังกล่าวได้ ข้อ 2 เมื่อสภาพของทางพิพาทตามข้อเท็จจริงปรากฏว่า ประชาชนใช้เป็นทางสัญจรสาธารณะสม่ำเสมอตั้งแต่ปี 2530 อันเข้าลักษณะเป็น “ถนน” ตามนิยามของพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 มาตรา 4 การที่จำเลยก่อสร้างคานเหล็กปิดกั้นทางพิพาทอันเป็นส่วนของถนนนั้น จะเข้าข่ายความผิดฐานตั้ง วาง หรือกองวัตถุใด ๆ ลงบนถนนตามมาตรา 19 และมาตรา 57 ของกฎหมายดังกล่าวหรือไม่ และในคดีนี้ศาลจำต้องลงโทษตามกฎหมายบทใด ธงคำตอบ เมื่อทางพิพาทเป็นถนนส่วนบุคคลที่เจ้าของยินยอมให้ประชาชนใช้เป็นทางสัญจรตามนิยามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดฯ การที่จำเลยก่อสร้างคานเหล็กปิดกั้นย่อมเป็นการตั้งวัตถุบนถนนซึ่งเป็นการกระทำต้องห้ามตามมาตรา 19 และมีโทษปรับตามมาตรา 57 แต่เนื่องจากในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 มีผลใช้บังคับ โดยมาตรา 39 บัญญัติให้ความผิดในบัญชี 1 ท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งรวมถึงมาตรา 19 และ 57 เปลี่ยนเป็นความผิดทางพินัย และมาตรา 45 กำหนดให้ศาลต้องลงโทษเป็นค่าปรับพินัยแทน อย่างไรก็ดี การกระทำกรรมเดียวกันยังเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 385 ซึ่งเป็นบทลงโทษที่หนักกว่า จึงทำให้ความผิดทางพินัยเป็นอันยุติตามมาตรา 16 (1) จำเลยจึงต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 385 เท่านั้นไม่ต้องรับโทษซ้ำในส่วนความผิดทางพินัย ข้อ 3 ในกรณีที่จำเลยฎีกายกข้อเท็จจริงใหม่ว่า ประชาชนมิได้ใช้ทางพิพาทตั้งแต่ปี 2530 และจำเลยปิดทางมาตลอด อีกทั้งได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างคานจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น การนำข้อเท็จจริงชุดนี้ขึ้นกล่าวในชั้นศาลฎีกาเพื่อโต้แย้งสภาพทางสาธารณะจะสามารถกระทำได้หรือไม่ และศาลฎีกาจะรับวินิจฉัยหรือไม่เพราะเหตุใด ธงคำตอบ ข้อเท็จจริงที่จำเลยยกขึ้นในชั้นฎีกาเป็นข้อเท็จจริงใหม่ซึ่งไม่ได้ยกโต้แย้งต่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 มาก่อน จึงเข้าข่ายเป็น “ข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงฯ ผลคือข้อเท็จจริงดังกล่าวต้องห้ามไม่ให้นำขึ้นฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยประเด็นนี้ ทั้งยังย้ำว่าการอนุญาตของเทศบาลหรือความเชื่อของจำเลย ไม่สามารถลบล้างข้อเท็จจริงที่ได้ยุติไปแล้วว่า ประชาชนใช้ทางดังกล่าวเป็นสาธารณะเป็นเวลาหลายสิบปี การยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอ้างเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายจึงไม่อาจทำได้ในชั้นฎีกา ข้อ 4 เมื่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัยฯ พ.ศ. 2565 มีผลใช้บังคับในระหว่างพิจารณาคดีในศาลฎีกา และมีบทบัญญัติมาตรา 39 มาตรา 45 และมาตรา 16 (1) ที่เปลี่ยนสถานะความผิดโทษปรับสถานเดียวให้เป็นความผิดทางพินัย ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยคือ การเปลี่ยนสถานะดังกล่าวจะมีผลย้อนหลังไปถึงคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาหรือไม่ และศาลต้องลงโทษจำเลยในรูปแบบใดเพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย ธงคำตอบ พระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัยฯ มาตรา 39 กำหนดให้ความผิดตามกฎหมายที่ระบุในบัญชี 1 ซึ่งมีโทษปรับสถานเดียว เปลี่ยนสภาพเป็นความผิดทางพินัยหลังจากพ้น 360 วันนับแต่ประกาศใช้ และมาตรา 45 บัญญัติชัดว่า หากคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ให้ศาลลงโทษเป็นค่าปรับพินัยแทนค่าปรับอาญา จึงถือได้ว่ากฎหมายมีผลครอบคลุมถึงคดีที่กำลังพิจารณาอยู่ด้วย อย่างไรก็ดี เมื่อความผิดทางพินัยนี้เป็นกรรมเดียวกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 385 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักกว่า บทบัญญัติมาตรา 16 (1) กำหนดให้ความผิดทางพินัยเป็นอันยุติ ศาลจึงต้องลงโทษเฉพาะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 385 โดยปรับ 5,000 บาท พร้อมบังคับตามมาตรา 29 หากไม่ชำระค่าปรับ การลงโทษในส่วนความผิดทางพินัยจึงไม่อาจกระทำซ้ำได้อีก ข้อ 5 เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ทางพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตั้งแต่ปี 2530 แม้ต่อมาที่ดินนั้นจะถูกนำไปจดทะเบียนเป็นทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดก็ตาม ประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ กฎหมายอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 15 (1), มาตรา 16 และมาตรา 48 ซึ่งให้ความคุ้มครองทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุด สามารถนำมาใช้หักล้างสถานะทางสาธารณะของที่ดินดังกล่าวได้หรือไม่ และจำเลยสามารถอ้างอำนาจกฎหมายอาคารชุดเพื่อสร้างคานปิดกั้นได้เพียงใด ธงคำตอบ แม้พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 จะให้สิทธิแก่นิติบุคคลอาคารชุดในการจัดการ คุ้มครอง และดูแลทรัพย์ส่วนกลาง แต่มาตรา 15 (1) มาตรา 16 และมาตรา 48 (2)(4)(6) เป็นบทกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของเจ้าของร่วมภายในอาคารชุดเท่านั้น ไม่ใช่กฎหมายที่มีผลยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงสถานะสาธารณสมบัติที่ได้ตกเป็นของแผ่นดินแล้วโดยปริยายตามมาตรา 1304 (2) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อทางพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้ว การจดทะเบียนที่ดินเป็นทรัพย์ส่วนกลางย่อมไม่อาจนำกลับไปเป็นกรรมสิทธิ์ของอาคารชุดหรือเจ้าของร่วมได้อีก จำเลยจึงไม่มีอำนาจตามกฎหมายอาคารชุดที่จะสร้างคานเหล็กปิดกั้นทางดังกล่าว และเมื่อกระทำไปก็เป็นความผิดตามกฎหมายบ้านเมืองตามฟ้องอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ |




