ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




คำพิพากษาศาล(ฎีกาที่ 3373/2567): *ค่าธรรมเนียมค้ำประกัน บสย. และความรับผิดของลูกหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 816

 ภาพบทความกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3373/2567 เกี่ยวกับค่าธรรมเนียมค้ำประกันของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ศาลฎีกาวินิจฉัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 816 ว่าลูกหนี้ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมที่ธนาคารทดรองจ่าย แต่ผู้ค้ำประกันไม่ต้องร่วมรับผิด พร้อมกำหนดดอกเบี้ยผิดนัดใหม่ตามกฎหมายปี 2564 จากร้อยละ 7.5 เหลือร้อยละ 5 ต่อปี บวกไม่เกินร้อยละ 2 แสดงหัวข้อ “ค่าธรรมเนียมค้ำประกัน บสย. และความรับผิดของลูกหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 816” โดยสำนักงานทนายพีศิริ ทนายลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ


บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการชำระค่าธรรมเนียมค้ำประกันของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ที่ธนาคารโจทก์ได้ทดรองจ่ายแทนจำเลยผู้กู้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะมีสิทธิฟ้องเรียกคืนเงินดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 816 แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันไม่ต้องร่วมรับผิด เนื่องจากสัญญาค้ำประกันไม่ได้ครอบคลุมถึงค่าธรรมเนียมส่วนนี้ อีกทั้งศาลยังตีความอัตราดอกเบี้ยผิดนัดให้เป็นไปตามกฎหมายใหม่ปี 2564 ที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี บวกอัตราเพิ่มไม่เกินร้อยละ 2 ต่อปี แทนที่อัตราเดิมร้อยละ 7.5 ต่อปี


ข้อเท็จจริงโดยสรุป

จำเลยที่ 1 กู้เงินจากธนาคารโจทก์ 20 ล้านบาท โดยมีที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและบุคคลค้ำประกัน รวมทั้ง บสย. เป็นผู้ค้ำประกัน

บสย. ทำหนังสือค้ำประกัน โดยมีเงื่อนไขว่าต้องมีการชำระค่าธรรมเนียมค้ำประกันทุกปี

จำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าธรรมเนียม โจทก์จึงชำระแทน 2 ครั้ง รวม 700,000 บาท

โจทก์ฟ้องเรียกเงินคืนพร้อมดอกเบี้ย 18% ต่อปี จากจำเลยทั้ง 1-3

ศาลชั้นต้นและอุทธรณ์มีคำพิพากษาแตกต่างกันในบางส่วน โดยศาลฎีกาต้องวินิจฉัยขั้นสุดท้าย


คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

1. สิทธิของโจทก์ในการฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 816 เนื่องจากเป็นเงินที่ทดรองจ่ายแทนลูกหนี้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของลูกหนี้เอง

2. ความรับผิดของผู้ค้ำประกัน (จำเลยที่ 2 และที่ 3)

ศาลชี้ว่าในสัญญาค้ำประกันไม่ได้กำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดค่าธรรมเนียมค้ำประกันที่โจทก์จ่ายแทน ดังนั้นจึงไม่ต้องร่วมรับผิดในหนี้ส่วนนี้

3. อัตราดอกเบี้ยผิดนัด

ศาลยึดหลักตามกฎหมายใหม่ปี 2564 ที่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดจาก 7.5% เหลือ 5% ต่อปี บวกอัตราเพิ่ม 2% รวมไม่เกิน 7.5% โดยมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป


วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย

มาตรา 816 ป.พ.พ. เป็นหัวใจสำคัญในคดีนี้ เพราะกำหนดสิทธิของผู้ให้กู้ที่ทดรองจ่ายแทนลูกหนี้ในการฟ้องเรียกคืน

ความแตกต่างของหนี้ค้ำประกัน: ศาลแยกหนี้ค่าธรรมเนียมค้ำประกันออกจากหนี้เงินกู้หลัก ทำให้ผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับผิดในหนี้ดังกล่าว

ดอกเบี้ยผิดนัดตามกฎหมายใหม่: ศาลฎีกานำบทบัญญัติพระราชกำหนดปี 2564 มาใช้ แม้คู่ความไม่ได้อ้าง ถือเป็นข้อกฎหมายเพื่อความสงบเรียบร้อย

การตีความผลประโยชน์ของลูกหนี้: การที่โจทก์จ่ายค่าธรรมเนียมแทนทำให้ลูกหนี้ยังมีหลักประกันจาก บสย. ต่อไป ถือว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์ของลูกหนี้เอง


IRAC Analysis

Issue (ประเด็นปัญหา)

โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกค่าธรรมเนียมค้ำประกันที่ตนชำระแทนจำเลยที่ 1 คืนได้หรือไม่ และผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 2 และ 3 ต้องร่วมรับผิดด้วยหรือไม่

Rule (กฎเกณฑ์กฎหมาย)

ป.พ.พ. มาตรา 816 วรรคหนึ่ง: ผู้ใดชำระหนี้แทนลูกหนี้ มีสิทธิเรียกคืนจากลูกหนี้

ป.พ.พ. มาตรา 7 (เดิม) และกฎหมายแก้ไข พ.ศ. 2564 ว่าด้วยดอกเบี้ยผิดนัด

หลักกฎหมายสัญญาค้ำประกัน: ผู้ค้ำประกันรับผิดตามขอบเขตที่กำหนดในสัญญาเท่านั้น

Application (การปรับใช้)

โจทก์ทดรองจ่ายค่าธรรมเนียมเพื่อรักษาผลประโยชน์ของจำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกคืนได้

แต่สัญญาค้ำประกันไม่ได้ครอบคลุมค่าธรรมเนียมนี้ จำเลยที่ 2 และ 3 ไม่ต้องร่วมรับผิด

อัตราดอกเบี้ยผิดนัดต้องปรับใช้ตามกฎหมายใหม่ (5% + ไม่เกิน 2%) ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นไป

Conclusion (ข้อสรุป)

โจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ชำระค่าธรรมเนียมค้ำประกันพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายใหม่ แต่จำเลยที่ 2 และ 3 ไม่ต้องร่วมรับผิด


สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

1. ผู้ให้กู้มีสิทธิเรียกคืนค่าใช้จ่ายที่ทดรองแทนลูกหนี้ได้ หากเป็นไปเพื่อประโยชน์ของลูกหนี้ตาม มาตรา 816

2. ผู้ค้ำประกันรับผิดเฉพาะที่ระบุไว้ในสัญญาค้ำประกันเท่านั้น ไม่ขยายไปถึงค่าใช้จ่ายอื่นหากไม่ระบุไว้ชัดเจน

3. การปรับปรุงกฎหมายดอกเบี้ยปี 2564 มีผลโดยตรงต่อการคิดดอกเบี้ยผิดนัด แม้คู่ความไม่อ้าง ก็เป็นข้อกฎหมายที่ศาลยกขึ้นวินิจฉัยได้

4. คำพิพากษานี้สะท้อนหลักการสำคัญเรื่องขอบเขตความรับผิดของลูกหนี้และผู้ค้ำประกันในคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจ


English Summary 

The Supreme Court Decision No. 3373/2024 deals with guarantee fee payments to the Thai Credit Guarantee Corporation (TCG). The bank, as creditor, paid the fees on behalf of the borrower to maintain the guarantee and sued for reimbursement. The Court ruled that the borrower must repay under Section 816 of the Civil and Commercial Code, but guarantors are not liable since the guarantee contract did not cover such fees. Interest rates were adjusted according to the 2021 amendment, reducing default interest from 7.5% to 5% plus up to 2%. This case highlights the limits of guarantor liability and the effect of the new interest law.


ภาพประกอบบทความกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3373/2567 เกี่ยวกับการฟ้องลูกหนี้ชำระค่าธรรมเนียมค้ำประกันของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ศาลฎีกาวินิจฉัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 816 ให้ลูกหนี้ต้องรับผิด แต่ผู้ค้ำประกันไม่ต้องร่วมรับผิด พร้อมกำหนดดอกเบี้ยผิดนัดใหม่ตามกฎหมายปี 2564 แสดงสัญลักษณ์ค้อนตุลาการและตราชั่ง สื่อถึงความยุติธรรม คดีพาณิชย์และเศรษฐกิจ การบังคับจำนอง และขอบเขตความรับผิดของผู้ค้ำประกัน


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3373/2567


โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2557 จำเลยที่ 1 ขอสินเชื่อประเภทวงเงินกู้โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 20,000,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 มอบหลักประกัน คือ บุคคลค้ำประกัน ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันจำนวน 20,000,000 บาท เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2557 บสย. ทำหนังสือค้ำประกันหนี้ตามสัญญารับชำระหนี้ (กรณีกู้เงินโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน) ของจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 20,000,000 บาท ต่อโจทก์ โดยหนังสือค้ำประกันดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตราบเท่าที่โจทก์จัดการให้ บสย. ได้รับชำระค่าธรรมเนียมค้ำประกันล่วงหน้าเป็นรายปีต่อเนื่องกันทุกปี ต่อมาโจทก์ชำระค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันแทนจำเลยที่ 1 ไปก่อน รวม 2 ครั้ง คือ วันที่ 28 กรกฎาคม 2559 และวันที่ 27 กรกฎาคม 2560 ครั้งละ 350,000 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันที่ชำระแทนไป รวมเป็นต้นเงินค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกัน 700,000 บาท ดอกเบี้ย 184,339.72 บาท รวมเป็นเงิน 884,339.72 บาท อันเป็นการบรรยายฟ้องให้เห็นถึงนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในหนี้ค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกัน บสย. ว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดในมูลหนี้ค่าธรรมเนียมการค้ำประกันของ บสย. ซึ่งจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องชำระ แต่ไม่ชำระและโจทก์ได้ชำระแทนไปก่อน


หนังสือค้ำประกันมีข้อความระบุว่า หนังสือค้ำประกันมีผลบังคับใช้ตราบเท่าที่ผู้ให้กู้ (โจทก์) จัดการให้ บสย. ได้รับชำระค่าธรรมเนียมค้ำประกันล่วงหน้าเป็นรายปีต่อเนื่องกันทุกปี จึงแสดงให้เห็นว่าหนังสือค้ำประกันดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ต่อเมื่อ บสย. ได้รับชำระค่าธรรมเนียมค้ำประกัน และเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ผู้กู้ที่ต้องชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าว แม้โจทก์มิได้นำสืบโดยตรงว่าหากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าธรรมเนียม จำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์ทดรองจ่ายแทนโดยจำเลยที่ 1 ต้องชำระคืนให้แก่โจทก์ก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 1 ดำเนินการให้มีหนังสือค้ำประกันของ บสย. เป็นหลักประกันก็ย่อมประสงค์ให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องจาก บสย. ในฐานะผู้ค้ำประกัน เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้กู้เข้าจัดการให้ บสย. ได้รับชำระค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันดังกล่าวแทนจำเลยที่ 1 ก็เพื่อให้หนังสือค้ำประกันมีผลใช้บังคับต่อเนื่องอันเป็นไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 ยังคงมีหลักประกันเพื่อเป็นประกันหนี้ตามสัญญารับชำระหนี้ (กรณีกู้เงินโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน) วงเงิน 20,000,000 บาท ที่มีอยู่กับโจทก์ ประกอบกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การลอย ๆ ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกัน โดยไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบสนับสนุน ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันแทนจำเลยที่ 1 ไปรวม 2 ครั้ง คือ วันที่ 28 กรกฎาคม 2559 จำนวน 350,000 บาท และวันที่ 27 กรกฎาคม 2560 จำนวน 350,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นเงินทดรองจ่ายที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชำระเงินค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันดังกล่าว รวมทั้งดอกเบี้ยนับแต่วันที่โจทก์ได้ออกเงินทดรองจ่ายไปในแต่ละปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 816 วรรคหนึ่ง


สำหรับอัตราดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดนั้น ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่ามีข้อตกลงหรือสัญญาให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดได้ในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราดังกล่าว แต่เมื่อมิได้มีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ โจทก์คงคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 7 (เดิม) นับแต่วันที่โจทก์ได้ออกเงินทดรองจ่ายไป ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกัน นั้น ตามสัญญาค้ำประกันหนี้สัญญารับชำระหนี้ไม่มีข้อความว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตกลงยอมรับผิดในมูลหนี้อันเกิดจากการที่โจทก์ออกเงินทดรองจ่ายค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันไป จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในหนี้ค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันดังกล่าว



โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 60,231,700.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 40,766,509.95 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดชำระเงิน 29,773,738.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน


จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ


จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง


ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี 4,004,744.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราเอ็มโออาร์ บวกร้อยละ 4 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดในดอกเบี้ยเป็นเวลา 60 วัน นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินตามสัญญากู้เงินประจำเป็นเงิน 6,322,098.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราเอ็มแอลอาร์ บวกร้อยละ 4 ต่อปี ของต้นเงิน 6,027,414.72 บาท นับแต่วันที่ 26 มกราคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดในดอกเบี้ยเป็นเวลา 60 วัน นับแต่วันที่ 26 มกราคม 2559 ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินตามสัญญารับชำระหนี้ฉบับลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2556 เป็นเงิน 5,132,516.02 บาท และตามสัญญารับชำระหนี้ฉบับลงวันที่ 26 สิงหาคม 2558 เป็นเงิน 4,044,876.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราเอ็มโออาร์ บวกร้อยละ 4 ต่อปี ของต้นเงิน 5,132,516.02 บาท นับแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2558 และของต้นเงิน 4,000,000 บาท นับแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดในดอกเบี้ยเป็นเวลา 60 วัน นับแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2558 และวันที่ 22 ตุลาคม 2558 ตามลำดับ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินตามสัญญารับชำระหนี้ฉบับลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2557 เป็นเงิน 20,378,970.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราเอ็มโออาร์ บวกร้อยละ 4 ต่อปี ของต้นเงิน 3,000,000 บาท นับแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2558 ของต้นเงิน 14,500,000 บาท นับแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2558 และของต้นเงิน 2,500,000 บาท นับแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมรับผิดในดอกเบี้ยเป็นเวลา 60 วัน นับแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2558 วันที่ 4 ธันวาคม 2558 และวันที่ 9 ธันวาคม 2558 ตามลำดับ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวให้ปรับเปลี่ยนขึ้นลงแปรผันไปตามประกาศของโจทก์ที่ประกาศไว้แล้วหรือที่จะให้มีผลบังคับต่อไป แต่ดอกเบี้ยทุกช่วงระยะต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินค่าเบี้ยประกันภัย เป็นเงิน 34,350.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินค่าธรรมเนียมการค้ำประกันของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมเป็นเงิน 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 350,000 บาท นับแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2559 และของต้นเงิน 350,000 บาท นับแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 3163 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่บังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท คำขออื่นให้ยก


โจทก์อุทธรณ์


ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินตามสัญญารับชำระหนี้ฉบับลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2556 เป็นเงิน 6,002,531.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราเอ็มโออาร์ บวกร้อยละ 4 ต่อปี ของต้นเงิน 6,000,000 บาท นับแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ต้องรับผิดค่าธรรมเนียมการค้ำประกันของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมจำนวน 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ


โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา


ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ค้างชำระหนี้ต่อโจทก์ เป็นหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี หนี้ตามสัญญากู้เงินประจำและหนี้ตามสัญญารับชำระหนี้ (กรณีกู้เงินโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน) ซึ่งจำเลยที่ 1 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินแล้วมาทำหนังสือขอรับเงินกู้กับโจทก์ 5 ฉบับ มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกัน นอกจากนี้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 3163 พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์ในวงเงิน 48,300,000 บาท มีข้อตกลงว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้จำเลยที่ 2 ยอมรับผิดชดใช้เงินส่วนที่ขาดอยู่แก่โจทก์จนครบ และจำเลยที่ 2 ทำหนังสือยินยอมให้โจทก์นำทรัพย์จำนองเข้าทำสัญญาประกันภัยกับบริษัทผู้รับประกันภัย โดยให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยเพื่อนำไปชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่กับโจทก์ จำเลยที่ 1 ตกลงเป็นผู้ชำระค่าเบี้ยประกันภัย แต่หากโจทก์ชำระค่าเบี้ยประกันภัยแทนจำเลยที่ 1 ไป จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยินยอมชำระคืนให้แก่โจทก์จนครบถ้วนพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่โจทก์ได้จ่ายเงิน เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2559 โจทก์จ่ายเงินค่าเบี้ยประกันภัยแทนจำเลยที่ 1 ไปจำนวน 34,350.65 บาท และเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2557 บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ทำหนังสือค้ำประกันหนี้ตามสัญญารับชำระหนี้ (กรณีกู้เงินโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน) วงเงิน 20,000,000 บาท ของจำเลยที่ 1 ต่อมาโจทก์ชำระค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันแทนจำเลยที่ 1 ไปก่อน รวม 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2559 เป็นเงิน 350,000 บาท ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2560 เป็นเงิน 350,000 บาท ก่อนฟ้องโจทก์ทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยทั้งสี่แล้ว


คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้ชำระหนี้ค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้น จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จำนองและผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ 3 และที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันซึ่งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ร่วมกันรับผิดชำระหนี้ ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญากู้เงินประจำ สัญญารับชำระหนี้ (กรณีกู้เงินโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน) ค่าเบี้ยประกันภัยทรัพย์ที่จำนองและค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) โดยในส่วนของหนี้ค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมนั้น โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2557 จำเลยที่ 1 ขอสินเชื่อประเภทวงเงินกู้โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 20,000,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 มอบหลักประกัน คือ บุคคลค้ำประกัน ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันจำนวน 20,000,000 บาท เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2557 บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ทำหนังสือค้ำประกันหนี้ตามสัญญารับชำระหนี้ (กรณีกู้เงินโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน) ของจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 20,000,000 บาท ต่อโจทก์ โดยหนังสือค้ำประกันดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตราบเท่าที่โจทก์จัดการให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ได้รับชำระค่าธรรมเนียมค้ำประกันล่วงหน้าเป็นรายปีต่อเนื่องกันทุกปี ต่อมาโจทก์ชำระค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันแทนจำเลยที่ 1 ไปก่อน รวม 2 ครั้ง คือ วันที่ 28 กรกฎาคม 2559 และวันที่ 27 กรกฎาคม 2560 ครั้งละ 350,000 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันที่ชำระแทนไป รวมเป็นต้นเงินค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกัน 700,000 บาท ดอกเบี้ย 184,339.72 บาท รวมเป็นเงิน 884,339.72 บาท อันเป็นการบรรยายฟ้องให้เห็นถึงนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในหนี้ค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดในมูลหนี้ค่าธรรมเนียมการค้ำประกันของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ซึ่งจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องชำระ แต่ไม่ชำระและโจทก์ได้ชำระแทนไปก่อน เมื่อหนังสือค้ำประกันมีข้อความระบุว่า หนังสือค้ำประกันมีผลบังคับใช้ตราบเท่าที่ผู้ให้กู้ (โจทก์) จัดการให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ได้รับชำระค่าธรรมเนียมค้ำประกันล่วงหน้าเป็นรายปีต่อเนื่องกันทุกปี จึงแสดงให้เห็นว่า หนังสือค้ำประกันดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ต่อเมื่อบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ได้รับชำระค่าธรรมเนียมค้ำประกัน และเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ผู้กู้ที่ต้องชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าว แม้โจทก์มิได้นำสืบโดยตรงว่าหากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าธรรมเนียม จำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์ทดรองจ่ายแทนโดยจำเลยที่ 1 ต้องชำระคืนให้แก่โจทก์ก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 1ดำเนินการให้มีหนังสือค้ำประกันของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)เป็นหลักประกันก็ย่อมประสงค์ให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ในฐานะผู้ค้ำประกัน เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้กู้เข้าจัดการให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ได้รับชำระค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันดังกล่าวแทนจำเลยที่ 1 ก็เพื่อให้หนังสือค้ำประกันมีผลใช้บังคับต่อเนื่องอันเป็นไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 ยังคงมีหลักประกันเพื่อเป็นประกันหนี้ตามสัญญารับชำระหนี้ (กรณีกู้เงินโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน) วงเงิน 20,000,000 บาท ที่มีอยู่กับโจทก์ ประกอบกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การลอย ๆ ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกัน โดยไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบสนับสนุน ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันแทนจำเลยที่ 1 ไปรวม 2 ครั้ง คือ วันที่ 28 กรกฎาคม 2559 จำนวน 350,000 บาท และวันที่ 27 กรกฎาคม 2560 จำนวน 350,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นเงินทดรองจ่ายที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชำระเงินค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันดังกล่าว รวมทั้งดอกเบี้ยนับแต่วันที่โจทก์ได้ออกเงินทดรองจ่ายไปในแต่ละครั้ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 816 วรรคหนึ่ง สำหรับอัตราดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดนั้น ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่ามีข้อตกลงหรือสัญญาให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดได้ในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราดังกล่าว แต่เมื่อมิได้มีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ โจทก์คงคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 (เดิม) นับแต่วันที่โจทก์ได้ออกเงินทดรองจ่ายไป ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกัน นั้น ตามสัญญาค้ำประกันหนี้สัญญารับชำระหนี้ไม่มีข้อความว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตกลงยอมรับผิดในมูลหนี้อันเกิดจากการที่โจทก์ออกเงินทดรองจ่ายค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันไป จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในหนี้ค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ในหนี้ค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน


อนึ่ง การที่โจทก์ทวงถามและฟ้องเรียกค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกัน ย่อมถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ส่วนนี้แล้ว แต่เนื่องจากได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แล้วให้ใช้ข้อความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดฉบับดังกล่าวใช้บังคับ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) นอกจากนี้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ในส่วนของหนี้ตามสัญญารับชำระหนี้ฉบับลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2556 โดยมิได้ระบุให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดในดอกเบี้ยเป็นเวลา 60 วัน นับแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 2558 นั้น ยังไม่ครบถ้วน ศาลฎีกาเห็นสมควรระบุให้ครบถ้วนตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้แล้ว


พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับหนี้ตามสัญญารับชำระหนี้ฉบับลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2556 ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดในดอกเบี้ยเป็นเวลา 60 วัน นับแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 2558 และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็นเงิน 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 350,000 บาท นับแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2559 และของต้นเงิน 350,000 บาท นับแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2560 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราที่จะปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่รวมแล้วต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเสร็จ ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในหนี้ค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำประกันของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

 



ภาพสรุปการวิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมายจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3373/2567 โดยสำนักงานทนายพีศิริ ทนายลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ เน้นมาตรา 816 ป.พ.พ. เรื่องสิทธิเรียกคืนค่าธรรมเนียมค้ำประกันของธนาคาร การแยกหนี้ค่าธรรมเนียมออกจากหนี้เงินกู้หลัก ทำให้ผู้ค้ำไม่ต้องร่วมรับผิด การปรับดอกเบี้ยผิดนัดตามกฎหมายใหม่ปี 2564 จาก 7.5% เหลือ 5% บวกไม่เกิน 2% และการตีความว่าการทดรองจ่ายค่าธรรมเนียมเป็นประโยชน์ของลูกหนี้




ตัวบทมาตราแพ่ง

ค่าสินไหมจากบริษัทประกันภัยต้องหักจากความรับผิดของผู้ก่อเหตุหรือไม่ในคดีอุบัติเหตุถึงแก่ความตาย article
สัญญาขายฝากที่ดินเป็นโมฆะเพราะสำคัญผิดในราคา ตามกฎหมายแพ่งมาตรา 156
บัตรเดบิตถูกลักใช้ ร้านค้าไม่ตรวจลายมือชื่อ ธนาคารรับผิด 3 ใน 4(ฎีกาที่ 4568/2566)
สิทธิของรัฐในการติดตามเงินงบประมาณคืนจากผู้รับเงินโดยผิดหลง(ฎีกา 4569/2566)
สิทธิในเหล็กเส้นและเบี้ยปรับงานก่อสร้าง, มาตรา 381, มาตรา 382,(ฎีกา 132/2567)
การเลิกสัญญาจ้างตกแต่งภายใน การเลิกสัญญาโดยปริยาย และสิทธิเรียกคืนเงินล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 391(ฎีกา 146/2567)
คดีละเมิดจากการรื้อถอนอาคาร & ค่าสินไหมทดแทนตามสภาพความเสียหายแท้จริง(ฎีกา 464/2567)
เพิกถอนคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการกรณีความประมาทเท่ากัน (ฎีกา 145/2568)
ความรับผิดของผู้ครอบครองรถ (ประกัน, เมาสุรา)ค่าสินไหมทดแทน (ฎีกา 1953/2567)
ชดใช้คืนเงิน เลิกสัญญา & ห้ามกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษ,กฎหมายผู้บริโภค(ฎีกา 2019/2567)
ประเด็นเรื่องการจับฉลากแบ่งมรดกโดยไม่มีทายาทครบทุกคน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4442/2567: สมาชิกสหกรณ์ยังมีหนี้ค้างชำระ ไม่มีสิทธิลาออกและขอถอนเงินค่าหุ้น
ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2)-คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5659/2567: การปิดกั้นทางพิพาทที่เป็นสาธารณสมบัติและผลของกฎหมายปรับเป็นพินัย
การรับช่วงสิทธิคืออะไร การรับช่วงสิทธิหมายความว่าอย่างไร
ค่าสินไหมทดแทนเพื่อที่เขาต้องขาดแรงงาน
ค่าเสียหายที่คู่สัญญาได้ตกลงกันไว้ล่วงหน้าให้ชดใช้ให้แก่กัน