
| การเลิกสัญญาจ้างตกแต่งภายใน การเลิกสัญญาโดยปริยาย และสิทธิเรียกคืนเงินล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 391(ฎีกา 146/2567)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสัญญาจ้างตกแต่งภายในโครงการอสังหาริมทรัพย์มูลค่า 240,000,000 บาท ซึ่งมีการกำหนดให้ผู้ว่าจ้างชำระเงินค่าจ้างล่วงหน้า 36,000,000 บาท พร้อมวางหลักประกันเป็นหนังสือค้ำประกันของธนาคาร ต่อมามีปัญหาเรื่องความล่าช้าของงาน การแก้ไขแบบ และการอนุมัติวัสดุ ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างคู่สัญญา ผู้ว่าจ้างอาศัยข้อเสนอของผู้รับเหมาหลักให้ยกเลิกสัญญากับผู้รับจ้างทั้งที่ในสัญญามิได้กำหนดสิทธิเลิกสัญญาในลักษณะดังกล่าว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การบอกเลิกสัญญาของผู้ว่าจ้างเป็นการเลิกสัญญาโดยไม่ชอบ ไม่มีผลทำให้สัญญาเลิกกันในทันที แต่เมื่อคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายมีพฤติการณ์เจรจาเพียงเรื่องค่าการงานที่ได้กระทำไป โดยผู้รับจ้างไม่ได้ยืนยันกลับเข้าทำงานให้เสร็จตามสัญญา ภายหลังจึงถือว่ามีการเลิกสัญญากันโดยปริยาย ทำให้ต้องใช้หลักคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ผู้รับจ้างต้องคืนเงินค่าจ้างล่วงหน้าแก่ผู้ว่าจ้าง ขณะที่ผู้ว่าจ้างต้องชำระค่าการงานตามควรแก่ผู้รับจ้าง รวมทั้งคืนหนังสือค้ำประกันและเงินค่าประกันผลงานที่หักไว้ และเมื่อคู่สัญญาต่างสมัครใจเลิกสัญญาแล้ว ข้อตกลงเรื่องกำไรตามสัญญาในอัตราร้อยละ 6 ย่อมไม่มีผลผูกพัน ผู้รับจ้างจึงไม่อาจเรียกค่าเสียหายในลักษณะกำไรที่คาดหมายตามมาตรา 222 วรรคสองได้ คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ 1 การบอกเลิกสัญญาของผู้ว่าจ้างซึ่งไม่มีอำนาจตามข้อสัญญาจะก่อผลเป็นการเลิกสัญญาโดยปริยายหรือไม่ 2 เมื่อคู่สัญญาเลิกสัญญากันโดยพฤติการณ์ร่วมกัน คู่สัญญาต้องคืนสู่ฐานะเดิมตามมาตรา 391 ในขอบเขตเพียงใด 3 ผู้รับเหมาตกแต่งภายในมีสิทธิเรียกค่าเสียหายเป็นผลกำไรที่คาดหมายตามมาตรา 222 วรรคสองหรือไม่ เมื่อไม่มีฝ่ายใดผิดสัญญา ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการเลิกสัญญาจ้างตกแต่งภายในของคู่สัญญาโดยพฤติการณ์ซึ่งตีความได้ว่าเป็นการเลิกสัญญาโดยปริยาย และการคืนสู่ฐานะเดิมตามหลักของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 รวมทั้งข้อจำกัดในการเรียกค่าเสียหายเป็นกำไรที่คาดหมายตามมาตรา 222 วรรคสอง ว่าจะใช้ได้ต่อเมื่อมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายผิดสัญญาเท่านั้น มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 ว่าด้วยการคืนสู่ฐานะเดิมเมื่อมีการเลิกสัญญา มาตรา 222 วรรคสอง ว่าด้วยค่าเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษโดยเฉพาะกรณีเรียกกำไรที่คาดหมาย มาตรา 7 ว่าด้วยอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายที่ปรับเปลี่ยนได้ตามพระราชกฤษฎีกา และหลักทั่วไปตามมาตรา 420 เรื่องละเมิดซึ่งใช้พิจารณาฟ้องแย้งของจำเลย แม้ท้ายที่สุดศาลจะวินิจฉัยว่าไม่เข้าองค์ประกอบละเมิดก็ตาม key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1 เลิกสัญญาโดยปริยาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้การบอกเลิกสัญญาของจำเลยจะไม่ชอบตามข้อสัญญา แต่เมื่อหลังจากนั้นคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายมิได้ยืนยันให้กลับไปปฏิบัติตามสัญญา หากแต่เจรจากันเฉพาะเรื่องค่างานและค่าใช้จ่ายที่ผ่านมา ถือได้ว่าคู่สัญญาต่างสมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยาย 2 คืนสู่ฐานะเดิมตามมาตรา 391 เมื่อศาลเห็นว่ามีการเลิกสัญญาโดยปริยาย จึงนำมาตรา 391 วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายต้องคืนสิ่งที่ตนได้รับไปให้แก่กัน โจทก์ต้องคืนเงินค่าจ้างล่วงหน้า 36,000,000 บาท ขณะที่จำเลยต้องคืนหนังสือค้ำประกันและชำระค่าการงานตามควร พร้อมคืนเงินส่วนที่หักไว้เป็นค่าประกันและค่าจ้างล่วงหน้าบางส่วน 3 กำไรที่คาดหมายตามมาตรา 222 วรรคสอง โจทก์อ้างว่ามีข้อตกลงให้กำไรจากงานรับจ้างอยู่ในอัตราร้อยละ 6 และจำเลยคาดเห็นได้ว่าการเลิกสัญญาทำให้โจทก์สูญเสียกำไรดังกล่าว แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อคู่สัญญาเลิกสัญญากันโดยปริยายโดยไม่มีฝ่ายใดผิดสัญญา ข้อตกลงเรื่องกำไรดังกล่าวย่อมสิ้นผลผูกพัน โจทก์จึงไม่อาจอาศัยมาตรา 222 วรรคสอง เรียกค่าเสียหายจากกำไรที่คาดหมายได้ 4 ค่าการงานตามควรแห่งการงานที่ได้กระทำ ภายใต้หลักคืนสู่ฐานะเดิม ศาลต้องกำหนดมูลค่าการงานที่โจทก์ได้ปฏิบัติให้จำเลยจริง โดยพิจารณาจากเอกสารรับรองงาน รายละเอียดงาน ภาพถ่าย และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความบกพร่องของงานบางส่วน เพื่อกำหนดจำนวนเงินที่จำเลยต้องชำระเป็นค่าการงานตามควร แล้วจึงนำไปหักกลบลบหนี้กับเงินล่วงหน้าที่โจทก์ต้องคืน 5 ไม่มีฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดสัญญาโดยเฉพาะ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าความล่าช้าและปัญหาในโครงการมิได้เกิดจากการกระทำของโจทก์ฝ่ายเดียว แต่เกิดจากปัจจัยหลายส่วน รวมทั้งการส่งมอบพื้นที่ล่าช้าและการแก้ไขแบบของโครงการเอง ทำให้ไม่อาจถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาได้ เมื่อไม่มีฝ่ายใดผิดสัญญา จึงใช้ฐานเลิกสัญญาร่วมกันและคืนสู่ฐานะเดิม แทนฐานผิดสัญญาหรือละเมิด และตัดสิทธิการเรียกกำไรที่คาดหมายของโจทก์ รวมทั้งจำกัดสิทธิเรียกค่าเสียหายของจำเลยในส่วนละเมิดด้วย ข้อเท็จจริงของคดี จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของโครงการอสังหาริมทรัพย์ ทำสัญญาจ้างโจทก์ให้ตกแต่งภายในและติดตั้งวัสดุอุปกรณ์เฟอร์นิเจอร์ในห้องพักจำนวน 146 ห้อง มูลค่างานรวม 240,000,000 บาท กำหนดระยะเวลาดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2560 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2561 เป็นสัญญาจ้างทำของลักษณะเบ็ดเสร็จ รวมค่าของ ค่าแรง และภาษีมูลค่าเพิ่ม ในสัญญามีข้อตกลงให้จำเลยชำระเงินค่าจ้างล่วงหน้าแก่โจทก์จำนวน 36,000,000 บาท โดยโจทก์ต้องจัดให้มีหนังสือค้ำประกันของธนาคารสำหรับเงินล่วงหน้าดังกล่าว และหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาอีกจำนวน 24,000,000 บาท ฝ่ายจำเลยมีสิทธิหักคืนเงินค่าจ้างล่วงหน้าในอัตราร้อยละ 15 ของเงินค่าจ้างที่ชำระแต่ละงวด และหักเงินประกันผลงานอัตราร้อยละ 5 จากค่าจ้างแต่ละงวด ต่อมาโจทก์เริ่มดำเนินงานและเบิกเงินค่าจ้างไปแล้ว 5 งวด อย่างไรก็ดี โครงการมีความล่าช้าในหลายส่วน ได้แก่ งานโครงสร้างและงานสถาปัตยกรรมที่เป็นความรับผิดชอบของผู้รับเหมารายอื่น ซึ่งส่งผลให้การส่งมอบพื้นที่สำหรับงานตกแต่งภายในของโจทก์ล่าช้าไปด้วย ในการประชุมประจำสัปดาห์และรายงานการประชุมหลายครั้ง ปรากฏข้อเท็จจริงว่า งานของผู้รับเหมาอื่นยังไม่แล้วเสร็จ งานภายในบางส่วนยังรอการแก้ไขแบบฝ้าเพดาน รวมทั้งมีการขออนุมัติวัสดุและการเทียบเคียงวัสดุจากแหล่งผลิตในต่างประเทศ ซึ่งต้องผ่านการอนุมัติของจำเลยและบริษัทที่ปรึกษา บริษัท อ. ซึ่งเป็นผู้รับเหมาหลักของโครงการ มีหนังสือถึงบริษัท ป. ซึ่งจำเลยว่าจ้างให้บริหารและควบคุมการก่อสร้าง แจ้งข้อเสนอให้ยกเลิกสัญญางานตกแต่งภายในของโจทก์ โดยอ้างเหตุความล่าช้าจากแผนงานหลักเกินกว่า 3 เดือน ภายหลังบริษัท ป. จึงมีหนังสือถึงโจทก์แจ้งยกเลิกสัญญางานตกแต่งภายใน โจทก์มีหนังสือชี้แจงสาเหตุความล่าช้า โดยอ้างถึงการส่งมอบพื้นที่ล่าช้า การรอการอนุมัติแบบและวัสดุ และปัญหาประสานงานระหว่างผู้รับเหมาหลายราย อย่างไรก็ดี เมื่อจำเลยมีหนังสือขอยกเลิกสัญญาแล้ว โจทก์มิได้ใช้สิทธิคัดค้านหรือแสดงเจตนารักษาสัญญาเพื่อกลับเข้าทำงานให้เสร็จ กลับมีการเจรจากับจำเลยในประเด็นการประเมินค่างานที่โจทก์ได้ทำไปแล้ว รวมถึงค่าใช้จ่ายที่ได้เตรียมการเพื่อปฏิบัติงานในโครงการ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนหนังสือค้ำประกันการชำระเงินล่วงหน้าจำนวน 36,000,000 บาท และหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาจำนวน 24,000,000 บาท พร้อมทั้งขอให้จำเลยชำระเงิน 51,252,165.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จำเลยให้การปฏิเสธและฟ้องแย้ง ขอให้โจทก์คืนเงินค่าจ้างล่วงหน้า 35,384,984.60 บาท และค่าเสียหายอีก 91,544,040.15 บาท รวม 126,929,024.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยอ้างว่าโจทก์ปฏิบัติงานล่าช้า ใช้วัสดุไม่เป็นไปตามแบบและไม่สามารถดำเนินงานให้แล้วเสร็จตามกำหนด ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์ต้องคืนเงินสุทธิส่วนหนึ่งแก่จำเลย และให้จำเลยคืนหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับแก่โจทก์ สำหรับเงินล่วงหน้าและเงินประกันผลงานให้มีการหักกลบลบหนี้กัน โจทก์และจำเลยต่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แก้บางส่วนโดยกำหนดจำนวนเงินที่โจทก์ต้องชำระลดลง และปรับอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับพระราชกฤษฎีกาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ คู่ความทั้งสองฝ่ายฎีกา ศาลฎีกาจึงพิจารณาวินิจฉัยในประเด็นอำนาจฟ้อง การผิดสัญญา การเลิกสัญญาโดยปริยาย การคืนเงินค่าจ้างล่วงหน้า การชดใช้ค่าการงาน และสิทธิเรียกค่าเสียหายจากกำไรที่คาดหมายตามมาตรา 222 วรรคสอง รวมทั้งประเด็นละเมิดและค่าเสียหายตามฟ้องแย้งของจำเลย ข้อพิพาทและประเด็นปัญหาทางกฎหมายในชั้นฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาประเด็นสำคัญโดยสรุปดังนี้ 1 โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ ในเมื่อจำเลยอ้างว่าเป็นเพียงผู้เสนอชื่อโจทก์เป็นผู้รับเหมาช่วงของบริษัท อ. ไม่ใช่ผู้ว่าจ้างโดยตรง 2 โจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา และการที่จำเลยเห็นชอบให้บริษัท ป. แจ้งยกเลิกสัญญากับโจทก์นั้น เป็นการบอกเลิกสัญญาโดยชอบด้วยสัญญาหรือไม่ 3 เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติการณ์ภายหลังการบอกเลิกสัญญา ศาลจะถือว่าคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายเลิกสัญญากันโดยปริยายหรือไม่ และหากเลิกสัญญากันโดยปริยายแล้ว จะต้องใช้หลักคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 อย่างไร 4 การกำหนดค่าการงานที่โจทก์ได้ทำไปแล้ว การคืนเงินค่าจ้างล่วงหน้า และการคืนหรือใช้สิทธิภายใต้หนังสือค้ำประกันธนาคาร ควรเป็นไปในแนวทางใด 5 โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายเป็นกำไรตามที่ระบุในสัญญาในอัตราร้อยละ 6 ตามมาตรา 222 วรรคสอง หรือไม่ ภายหลังคู่สัญญาเลิกสัญญากันโดยปริยาย 6 จำเลยมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากการละเมิดของโจทก์ตามฟ้องแย้งหรือไม่ ในเมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา 7 การคิดดอกเบี้ยในอัตราต่างกันสองช่วงเวลา ตามวันที่ 10 เมษายน 2564 และ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป รวมทั้งความสอดคล้องกับพระราชกฤษฎีกาตาม ป.พ.พ. มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกาในประเด็นสำคัญ 1 ฐานะคู่สัญญาและอำนาจฟ้องของโจทก์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จากหนังสือแจ้งให้โจทก์เป็นผู้ชนะการประกวดราคา มีข้อความระบุชัดเจนให้จำเลยเป็นผู้ว่าจ้าง และให้จำเลยมีหน้าที่ชำระเงินค่าจ้างล่วงหน้าแก่โจทก์ รวมทั้งเป็นผู้รับประโยชน์ตามหนังสือค้ำประกันธนาคารทั้งสองฉบับ ประกอบกับข้อเท็จจริงว่า โจทก์เสนอราคาและรายการวัสดุให้จำเลยพิจารณาโดยตรง บริษัท อ. มีบทบาทเพียงผู้รับเหมาหลักในโครงการและร่วมตรวจสอบงาน มิใช่คู่สัญญาโดยตรงของโจทก์ นอกจากนี้ ในการเบิกค่าจ้างแต่ละงวด จำเลยเป็นผู้อนุมัติและชำระเงินแก่โจทก์โดยลำพัง บริษัท อ. และบริษัท ป. มีบทบาทเพียงตรวจสอบและรายงานผลการปฏิบัติงานเพื่อเสนอให้จำเลยอนุมัติเท่านั้น พฤติการณ์ทั้งปวงจึงแสดงให้เห็นว่าจำเลยเป็นผู้ว่าจ้างโดยนิตินัยและนิติสัมพันธ์ของสัญญาจ้างทำของเกิดขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยโดยตรง เมื่อจำเลยบอกเลิกสัญญาและปฏิเสธการชำระค่าจ้าง ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์โดยตรง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกสิทธิตามสัญญาจากจำเลย ศาลฎีกาวินิจฉัยให้ฎีกาของจำเลยในประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น 2 การบอกเลิกสัญญาโดยไม่ชอบและการเลิกสัญญาโดยปริยายตามมาตรา 391 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าความล่าช้าในโครงการมีสาเหตุจากหลายส่วน ทั้งงานโครงสร้างและงานสถาปัตยกรรมของผู้รับเหมาอื่น การส่งมอบพื้นที่ล่าช้า การขอแก้ไขแบบและรอการอนุมัติวัสดุ รวมถึงการปรับแบบตามความต้องการของเจ้าของโครงการ ประกอบกับการที่จำเลยชำระเงินค่าจ้างล่วงหน้าล่าช้ากว่าวันเริ่มสัญญาถึง 4 เดือน ซึ่งย่อมส่งผลต่อการวางแผนงานของโจทก์ ในภาวะดังกล่าวโจทก์ยังคงปฏิบัติงานและเบิกเงินค่าจ้างงวดต่าง ๆ ต่อเนื่อง มีการประชุมติดตามความคืบหน้าและการขยายระยะเวลาก่อสร้างของผู้รับเหมาหลายราย ศาลฎีกาจึงเห็นว่ามิอาจถือว่าความล่าช้าเป็นความรับผิดของโจทก์แต่ฝ่ายเดียว การที่จำเลยเห็นชอบกับข้อเสนอของบริษัท อ. ให้ยกเลิกสัญญากับโจทก์ และให้บริษัท ป. แจ้งยกเลิกสัญญา ทั้งที่ในข้อสัญญามิได้ให้สิทธิจำเลยบอกเลิกสัญญาในลักษณะดังกล่าว เป็นการบอกเลิกสัญญาโดยไม่ชอบด้วยข้อตกลง จึงไม่มีผลทำให้สัญญาเลิกกันในขณะนั้น อย่างไรก็ดี ภายหลังการบอกเลิกสัญญา โจทก์มิได้โต้แย้งหรือยืนยันขอกลับเข้าทำงานให้เสร็จสมบูรณ์ หากแต่เจรจากับจำเลยเพียงเรื่องค่าการงานที่ได้ทำไปและค่าใช้จ่ายที่เตรียมการเพื่อปฏิบัติงาน อีกทั้งยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อเรียกร้องสิทธิทางการเงินโดยไม่ขอให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาต่อ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงเจตนาโดยปริยายของคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายว่าไม่ประสงค์จะผูกพันกันต่อไป และต่างสมัครใจเลิกสัญญาจ้างทำของดังกล่าวโดยปริยาย เมื่อสัญญาถูกเลิกโดยความสมัครใจของคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย ต้องใช้หลักคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง คู่สัญญาแต่ละฝ่ายต้องคืนสิ่งที่ตนได้รับไปแก่อีกฝ่ายหนึ่ง 3 การกำหนดค่าการงาน ค่าจ้างล่วงหน้า และการคืนหลักประกัน เมื่อศาลเห็นว่าคู่สัญญาเลิกสัญญากันโดยปริยาย โจทก์จึงต้องคืนเงินค่าจ้างล่วงหน้าจำนวน 36,000,000 บาท แก่จำเลย ขณะเดียวกัน จำเลยต้องชำระเงินค่าการงานแก่โจทก์ตามควรแก่เหตุ โดยพิจารณาจากงานที่โจทก์ได้ปฏิบัติจริง ศาลฎีกาตรวจสอบงานงวดที่ 6 และงวดที่ 7 จากเอกสารรับรองงาน รายละเอียดการทำงาน และภาพถ่าย ซึ่งประกอบกับข้อเท็จจริงว่ามีการควบคุมงานโดยคณะทำงานของจำเลย จึงเชื่อได้ว่าโจทก์ได้ปฏิบัติงานสองงวดดังกล่าวจริง ศาลกำหนดค่าการงานรวมตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้คือ 3,045,903.93 บาท สำหรับค่างานที่จำเลยให้โจทก์เร่งดำเนินการต่อเนื่องในช่วงเดือนมกราคม 2561 ถึง 23 กุมภาพันธ์ 2561 ซึ่งอยู่นอกเหนือจากงวดที่ 6 และ 7 ศาลพิจารณาเอกสารรายละเอียดการทำงานและภาพถ่ายประกอบ เห็นว่าไม่น่าเชื่อว่าโจทก์จะสร้างหลักฐานขึ้นเอง จึงกำหนดค่าการงานในส่วนนี้เป็นเงิน 4,809,522.33 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายที่โจทก์เตรียมการ เช่น การจัดหาบุคลากร การสั่งซื้อวัสดุอุปกรณ์เพื่อเตรียมใช้ในโครงการ ศาลฎีกาพิจารณารายงานการประชุมและข้อเท็จจริงที่ระบุว่าโจทก์มีปัญหาเรื่องการวางแผนงานและการจัดบุคลากร มีงานที่ไม่เรียบร้อยเป็นจำนวนมาก และไม่สามารถแก้ไขโดยไม่ต้องรื้อถอน ทำให้โจทก์ต้องรับผิดในส่วนของความบกพร่องดังกล่าวด้วย ศาลจึงกำหนดค่าการงานในส่วนนี้เฉพาะส่วนที่มีหลักฐานแน่นอนเป็นเงิน 1,384,978.76 บาท และเห็นสมควรปรับลดกำหนดให้เป็นเงิน 1,000,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการสั่งผลิตเฟอร์นิเจอร์จากต่างประเทศที่โจทก์อ้างและนำเอกสารหลักฐานมาแสดง ศาลเห็นว่าพยานหลักฐานดังกล่าวขาดความน่าเชื่อถือ และไม่ปรากฏในกระบวนการประชุมหรือรายงานการติดตามงาน อีกทั้งสัญญาสั่งทำเฟอร์นิเจอร์ไม่มีวันที่ทำสัญญาหรือเลขที่สัญญา ประกอบกับจำเลยไม่สามารถตรวจสอบเอกสารต้นฉบับได้ ศาลจึงไม่รับรองค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ เมื่อรวมการคืนเงินและการชดใช้ค่าการงาน พร้อมทั้งคืนเงินค่าประกันผลงานและค่าจ้างล่วงหน้าที่หักไว้ โดยหักกลบลบหนี้ระหว่างกันแล้ว ศาลฎีกากำหนดให้โจทก์ต้องชำระเงินสุทธิแก่จำเลยจำนวน 26,324,553.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามอัตราที่กำหนด 4 การเรียกกำไรที่คาดหมายตามมาตรา 222 วรรคสอง โจทก์อ้างว่าในสัญญาจ้างมีการกำหนดอัตรากำไรจากการรับจ้างเป็นร้อยละ 6 ของมูลค่างาน และจำเลยย่อมคาดเห็นหรือควรคาดเห็นได้ว่าหากเลิกสัญญาจะทำให้โจทก์สูญเสียกำไรดังกล่าว จึงขอเรียกค่าเสียหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 วรรคสอง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต่างสมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยาย และไม่มีฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดสัญญา ข้อตกลงตามสัญญาทั้งหมด รวมทั้งเงื่อนไขเรื่องกำไรตามอัตราร้อยละ 6 ย่อมสิ้นผลผูกพัน คู่สัญญาไม่มีสิทธิจะยึดถือข้อกำหนดในสัญญาดังกล่าวมาเรียกร้องค่าเสียหายได้ โจทก์จึงไม่อาจเรียกค่าเสียหายในลักษณะกำไรที่คาดหมายตามมาตรา 222 วรรคสองได้ ฎีกาของโจทก์ในประเด็นนี้จึงฟังไม่ขึ้น 5 ประเด็นละเมิดและค่าเสียหายตามฟ้องแย้งของจำเลย จำเลยฟ้องแย้งโดยอ้างว่าโจทก์ปฏิบัติงานล่าช้า ใช้วัสดุไม่ตรงตามแบบ ทำให้งานโครงการเสียหาย เป็นเหตุให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม จึงขอให้โจทก์รับผิดค่าเสียหายดังกล่าว เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วว่าความล่าช้าในโครงการไม่อาจถือว่ามาจากการปฏิบัติงานของโจทก์เพียงฝ่ายเดียว และไม่ฟังได้ว่าโจทก์ผิดสัญญาโดยตรง การกระทำของโจทก์จึงไม่เป็นการละเมิดต่อจำเลยในความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 เมื่อไม่ปรากฏองค์ประกอบของการกระทำละเมิด ค่าเสียหายตามฟ้องแย้งในส่วนที่อ้างละเมิดจึงไม่อาจกำหนดให้ได้ 6 การคิดดอกเบี้ยตาม ป.พ.พ. มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ ศาลฎีกายืนยันแนวทางของศาลอุทธรณ์ในการกำหนดดอกเบี้ยสองช่วงเวลา คือร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และร้อยละ 3 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป โดยให้อัตราดอกเบี้ยสามารถปรับเปลี่ยนตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่จำเลยขอ วิเคราะห์ประเด็นกฎหมายจากคำพิพากษา 1 หลักการเลิกสัญญาโดยปริยายและผลทางกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 146/2567 ยืนยันหลักการว่าการเลิกสัญญาอาจเกิดขึ้นได้จากเจตนาของคู่สัญญาที่แสดงออกโดยปริยาย ไม่จำเป็นต้องมีข้อความเป็นลายลักษณ์อักษร หรืออาศัยบทบัญญัติในสัญญาเท่านั้น หากพฤติการณ์โดยรวมแสดงให้เห็นว่าคู่สัญญาไม่ประสงค์จะปฏิบัติตามสัญญาต่อไป เช่น ฝ่ายหนึ่งบอกเลิกสัญญา แม้จะบอกเลิกโดยไม่ชอบ แต่อีกฝ่ายหนึ่งมิได้คัดค้านหรือเรียกร้องให้กลับเข้าทำงานต่อ กลับเจรจาเฉพาะเรื่องค่าการงานและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นแล้ว และใช้สิทธิต่อศาลเฉพาะในส่วนของการเรียกร้องสิทธิทางการเงิน ในสถานการณ์เช่นนี้ ศาลอาจวินิจฉัยว่ามีการเลิกสัญญาโดยปริยายโดยความสมัครใจของคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย และให้ใช้หลักคืนสู่ฐานะเดิมตามมาตรา 391 วรรคหนึ่ง เพื่อปรับสมดุลสิทธิหน้าที่ของคู่สัญญา 2 หลักคืนสู่ฐานะเดิมตามมาตรา 391 และการหักกลบลบหนี้ เมื่อสัญญาจ้างทำของถูกเลิกด้วยความสมัครใจของคู่สัญญา มาตรา 391 วรรคหนึ่ง กำหนดให้แต่ละฝ่ายต้องคืนสิ่งที่ตนได้รับไป ตามสภาพที่ยังมีอยู่หรือใช้วิธีคิดเป็นค่าเท่าที่ควรแก่เหตุ ในคดีนี้ โจทก์ได้รับเงินค่าจ้างล่วงหน้า 36,000,000 บาท จึงต้องคืนเงินดังกล่าวแก่จำเลย ขณะเดียวกัน จำเลยก็ได้รับประโยชน์จากการงานที่โจทก์ได้ปฏิบัติไปแล้วในลักษณะต่าง ๆ ศาลจึงต้องกำหนดค่าการงานตามสมควร โดยพิจารณาพยานหลักฐานอย่างละเอียด ทั้งเอกสารรับรองงาน ภาพถ่าย รายงานการประชุม และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความบกพร่องของงานบางส่วน จากนั้นจึงนำยอดเงินที่คู่สัญญาต้องคืนให้แก่กันมาหักกลบลบหนี้กัน เหลือยอดสุทธิที่ฝ่ายหนึ่งต้องชำระให้อีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งในคดีนี้คือยอดหนี้ที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลยเป็นจำนวน 26,324,553.15 บาท แนววินิจฉัยเช่นนี้สะท้อนว่าศาลมิได้มองเพียงมูลค่าตามการอ้างของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ใช้การประเมินค่าการงานตามสมควรในทางรูปธรรม และให้ความสำคัญกับการหักกลบลบหนี้เพื่อให้ผลแห่งการเลิกสัญญาเกิดความเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่าย 3 ขอบเขตการใช้มาตรา 222 วรรคสองในเรื่องกำไรที่คาดหมาย มาตรา 222 วรรคสอง เปิดช่องให้ผู้เสียหายเรียกค่าเสียหายจากพฤติการณ์พิเศษ เช่น กำไรที่คาดหมายจากสัญญา แต่การใช้บทบัญญัติดังกล่าวมีเงื่อนไขสำคัญหลายประการ ได้แก่ ต้องมีการผิดสัญญาของอีกฝ่ายหนึ่ง และต้องพิสูจน์ได้ว่าคู่สัญญาอีกฝ่ายคาดเห็นหรือควรคาดเห็นผลเสียหายดังกล่าวได้ในขณะทำนิติกรรมหรืออย่างช้าขณะผิดสัญญา ในคดีนี้ ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายเลิกสัญญากันโดยปริยายโดยไม่มีฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดสัญญา ข้อตกลงในสัญญาว่าด้วยกำไรในอัตราร้อยละ 6 ย่อมสิ้นผลผูกพัน ไม่อาจใช้เป็นฐานในการเรียกค่าเสียหายในลักษณะกำไรที่คาดหมายได้ การอ้างมาตรา 222 วรรคสอง จึงฟังไม่ขึ้น แนวคำพิพากษานี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญว่าการเรียกกำไรตามสัญญาในฐานะค่าเสียหายจากพฤติการณ์พิเศษต้องมีเงื่อนไขเรื่องความผิดสัญญาของอีกฝ่ายอยู่ด้วย ไม่ใช่เป็นสิทธิเรียกร้องโดยอัตโนมัติทุกกรณี 4 บทบาทของหนังสือค้ำประกันและข้อควรระวังในทางปฏิบัติ คดีนี้แสดงให้เห็นบทบาทของหนังสือค้ำประกันทั้งในส่วนการชำระเงินล่วงหน้าและการปฏิบัติตามสัญญา ผู้ว่าจ้างถือหนังสือค้ำประกันเป็นประกันความเสี่ยงหากผู้รับจ้างไม่ปฏิบัติตามสัญญา แต่เมื่อศาลวินิจฉัยว่าคู่สัญญาเลิกสัญญากันโดยปริยาย และไม่มีฝ่ายใดผิดสัญญาโดยเฉพาะ ผู้ว่าจ้างย่อมไม่มีสิทธิถือหนังสือค้ำประกันไว้ต่อไป ต้องส่งคืนแก่ผู้รับจ้าง ในทางปฏิบัติ ผู้ประกอบการและนักกฎหมายควรให้ความสำคัญกับเงื่อนไขการใช้สิทธิภายใต้หนังสือค้ำประกัน ว่าจะใช้ได้เมื่อใด ภายใต้ฐานความรับผิดใด และเมื่อมีการเลิกสัญญาด้วยความสมัครใจ การถือค้ำประกันต่อไปโดยไม่มีเหตุจะใช้สิทธิ อาจเป็นการขัดต่อหลักความสุจริตและไม่ตรงกับสภาพนิติสัมพันธ์ที่แท้จริง 5 นัยสำคัญต่อการบริหารสัญญาในโครงการก่อสร้าง คำพิพากษานี้สะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่มีผู้รับเหมาหลายราย ทั้งผู้รับเหมาหลัก ผู้รับเหมารอง และผู้บริหารโครงการ การประสานงาน การส่งมอบพื้นที่ และการจัดการความล่าช้า เป็นปัจจัยที่มีผลต่อความรับผิดของคู่สัญญาในทางกฎหมาย ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับรายงานการประชุม การชี้แจงเหตุแห่งความล่าช้า และการยอมรับร่วมกันของคู่สัญญาและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ว่าความล่าช้ามาจากหลายสาเหตุและมิได้เกิดจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดแต่เพียงลำพัง แนวคำพิพากษานี้จึงเป็นบทเรียนสำคัญว่า การจัดทำบันทึกการประชุมและเอกสารประกอบในระหว่างการปฏิบัติงานมีผลต่อการวินิจฉัยคดีอย่างมากในภายหลัง ข้อคิดทางกฎหมาย 1 เมื่อคู่สัญญาประสงค์เลิกสัญญา ไม่ว่าจะมีการบอกเลิกโดยชอบหรือไม่ หากภายหลังทั้งสองฝ่ายปฏิบัติตนเสมือนไม่ประสงค์จะผูกพันกันต่อไป ศาลอาจถือว่าเป็นการเลิกสัญญาโดยปริยาย และใช้หลักคืนสู่ฐานะเดิมตามมาตรา 391 2 ผู้รับจ้างที่ประสงค์จะรักษาสัญญาและยืนยันสิทธิในอนาคต ควรแสดงเจตนาอย่างชัดแจ้งคัดค้านการเลิกสัญญาที่เห็นว่าไม่ชอบ มิฉะนั้นพฤติการณ์ภายหลังอาจถูกตีความว่าเป็นการยอมรับการเลิกสัญญาและเปลี่ยนฐานสิทธิจากการบังคับสัญญามาเป็นการเรียกร้องคืนสู่ฐานะเดิมแทน 3 การกำหนดอัตรากำไรในสัญญา ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าผู้รับจ้างจะเรียกกำไรดังกล่าวในฐานะค่าเสียหายได้เสมอไป การใช้มาตรา 222 วรรคสอง ต้องมีความผิดสัญญาของอีกฝ่ายเป็นเงื่อนไขสำคัญ 4 หนังสือค้ำประกันธนาคารแม้เป็นหลักประกันสำคัญของผู้ว่าจ้าง แต่เมื่อมูลหนี้ตามสัญญาสิ้นสุดหรือสัญญาถูกเลิกโดยสมัครใจทั้งสองฝ่าย ผู้ว่าจ้างย่อมไม่มีสิทธิเก็บหนังสือค้ำประกันไว้โดยไม่มีกฎหมายรองรับ จำต้องคืนเอกสารให้แก่คู่สัญญา 5 ในโครงการก่อสร้างที่มีผู้รับเหมาหลายราย การจัดทำรายงานการประชุม การติดตามแผนงาน และบันทึกการชี้แจงเหตุแห่งความล่าช้าอย่างชัดเจน จะช่วยให้ศาลเห็นภาพรวมของความรับผิดและแบ่งแยกสาเหตุความล่าช้าอย่างเป็นธรรม IRAC Issue ประเด็นปัญหา 1 จำเลยอยู่ในฐานะผู้ว่าจ้างและมีนิติสัมพันธ์สัญญาจ้างทำของกับโจทก์โดยตรงหรือไม่ และโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ 2 การที่จำเลยเห็นชอบให้บริษัท ป. แจ้งยกเลิกสัญญากับโจทก์ โดยอ้างความล่าช้าของงาน เป็นการบอกเลิกสัญญาโดยชอบหรือไม่ และหากไม่ชอบ ผลทางกฎหมายเป็นอย่างไร 3 เมื่อคู่สัญญามีพฤติการณ์ภายหลังการบอกเลิกสัญญาเข้าสู่การเจรจาเฉพาะเรื่องค่าการงานที่ทำไปแล้ว โดยมิได้ยืนยันจะกลับเข้าทำงานต่อ ศาลจะถือว่ามีการเลิกสัญญาโดยปริยายหรือไม่ และต้องใช้หลักคืนสู่ฐานะเดิมตามมาตรา 391 หรือไม่ 4 โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายเป็นกำไรในอัตราร้อยละ 6 ของมูลค่างานตามสัญญา โดยอาศัยมาตรา 222 วรรคสอง หรือไม่ 5 จำเลยมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากการละเมิดของโจทก์ตามฟ้องแย้งหรือไม่ ในเมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาโดยแท้จริง Rule กฎเกณฑ์กฎหมายที่เกี่ยวข้อง 1 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง บัญญัติหลักทั่วไปของการคืนสู่ฐานะเดิมเมื่อมีการเลิกสัญญา โดยกำหนดให้คู่สัญญาต่างต้องคืนสิ่งที่ตนได้รับไป 2 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 วรรคสอง กำหนดหลักเรื่องค่าเสียหายจากพฤติการณ์พิเศษ รวมถึงกำไรที่คาดหมายได้ หากคู่สัญญาอีกฝ่ายคาดเห็นหรือควรคาดเห็นได้ในขณะทำนิติกรรมหรืออย่างช้าขณะผิดนิติกรรม 3 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ว่าด้วยองค์ประกอบการกระทำละเมิดและความรับผิดในทางละเมิด 4 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และพระราชกฤษฎีกากำหนดอัตราดอกเบี้ยใหม่ ใช้เป็นเกณฑ์กำหนดอัตราดอกเบี้ยและการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยตามช่วงเวลาที่กฎหมายแก้ไข 5 หลักทั่วไปเรื่องการแสดงเจตนาโดยปริยายและการตีความพฤติการณ์ของคู่สัญญาในทางกฎหมาย เมื่อไม่มีข้อความเป็นลายลักษณ์อักษรกำหนดไว้อย่างชัดเจน Application การปรับใช้กฎเกณฑ์กับข้อเท็จจริง ในประเด็นอำนาจฟ้อง ศาลฎีกานำข้อความในหนังสือแจ้งผู้ชนะการประกวดราคา และพฤติการณ์ในการเสนอราคา การอนุมัติและชำระเงินค่าจ้าง ตลอดจนการถือหนังสือค้ำประกันของธนาคาร มาวินิจฉัยรวมกัน เห็นได้ว่าจำเลยเป็นผู้ว่าจ้างโดยตรง มิใช่เพียงผู้ประสานงานกับบริษัท อ. โจทก์จึงมีนิติสัมพันธ์โดยตรงกับจำเลยและมีอำนาจฟ้องตามสัญญาจ้างทำของ ในประเด็นการบอกเลิกสัญญา ศาลพิเคราะห์ข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่า ความล่าช้าในโครงการเกิดจากหลายส่วน ไม่ใช่ผลของการปฏิบัติงานของโจทก์แต่ฝ่ายเดียว อีกทั้งในสัญญามิได้กำหนดสิทธิให้จำเลยบอกเลิกสัญญาโดยอาศัยข้อเสนอของผู้รับเหมาหลักเช่นนี้ การที่บริษัท ป. แจ้งยกเลิกสัญญาโดยอาศัยข้อเสนอของบริษัท อ. และการเห็นชอบของจำเลย จึงเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยไม่ชอบและไม่มีผลทำให้สัญญาเลิกกันโดยชอบในทันที อย่างไรก็ดี เมื่อตรวจพฤติการณ์ภายหลังการบอกเลิกสัญญา ศาลพบว่าโจทก์ไม่ได้เรียกร้องกลับเข้าทำงานให้เสร็จตามสัญญา มิได้แสดงเจตนาคัดค้านการเลิกสัญญา แต่กลับเข้าสู่การเจรจาเรื่องค่าการงานและค่าใช้จ่ายที่ผ่านมา และนำคดีขึ้นสู่ศาลโดยอ้างสิทธิทางการเงินเท่านั้น พฤติการณ์ดังกล่าวศาลเห็นว่าเป็นการแสดงเจตนาโดยปริยายของคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายในการเลิกสัญญาโดยสมัครใจ เมื่อมีการเลิกสัญญาโดยสมัครใจของคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย ศาลจึงปรับใช้มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ให้คู่สัญญาต่างคืนสิ่งที่ตนได้รับ กล่าวคือ โจทก์คืนเงินค่าจ้างล่วงหน้า 36,000,000 บาท แก่จำเลย และจำเลยชำระค่าการงานที่โจทก์ทำไปแล้วตามสมควร รวมทั้งคืนหนังสือค้ำประกันและเงินค่าประกันผลงานบางส่วนที่หักไว้ ทั้งนี้ โดยใช้วิธีการหักกลบลบหนี้เพื่อหายอดสุทธิที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลย สำหรับการเรียกกำไรในอัตราร้อยละ 6 ตามสัญญา ศาลเห็นว่าเมื่อคู่สัญญาต่างเลิกสัญญาโดยสมัครใจ และไม่มีการวินิจฉัยว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา ข้อตกลงเรื่องกำไรในสัญญาย่อมสิ้นผล โจทก์จึงไม่อาจใช้มาตรา 222 วรรคสอง เป็นฐานเรียกค่าเสียหายในลักษณะกำไรที่คาดหมายได้ ในส่วนของฟ้องแย้งที่จำเลยอ้างละเมิด ศาลพิจารณาข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่าไม่ปรากฏว่าความล่าช้าและความเสียหายของโครงการเป็นผลจากการกระทำของโจทก์แต่ฝ่ายเดียว และไม่เข้าองค์ประกอบละเมิดตามมาตรา 420 ค่าเสียหายจากละเมิดที่จำเลยอ้างจึงไม่อาจกำหนดให้ได้ Conclusion ข้อสรุป ศาลฎีกาสรุปว่า 1 จำเลยเป็นผู้ว่าจ้างโดยตรง โจทก์มีอำนาจฟ้องเรียกสิทธิตามสัญญาจากจำเลย 2 การบอกเลิกสัญญาของจำเลยโดยอาศัยข้อเสนอของผู้รับเหมาหลักเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยไม่ชอบ แต่ภายหลังคู่สัญญาทั้งสองมีพฤติการณ์แสดงเจตนาโดยปริยายว่าต่างสมัครใจเลิกสัญญาต่อกัน จึงถือว่าสัญญาถูกเลิกโดยความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย 3 เมื่อสัญญาถูกเลิกโดยสมัครใจ ต้องใช้หลักคืนสู่ฐานะเดิมตามมาตรา 391 วรรคหนึ่ง โจทก์ต้องคืนเงินค่าจ้างล่วงหน้า 36,000,000 บาท และจำเลยต้องชำระค่าการงานและคืนเงินในส่วนที่หักไว้ รวมทั้งคืนหนังสือค้ำประกัน 4 เมื่อไม่ปรากฏว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายเป็นกำไรตามอัตราร้อยละ 6 ตามสัญญาโดยอาศัยมาตรา 222 วรรคสอง 5 การอ้างละเมิดของจำเลยไม่เข้าองค์ประกอบตามมาตรา 420 ค่าเสียหายในส่วนฟ้องแย้งจึงไม่อาจกำหนดให้ได้ 6 ภายใต้การหักกลบลบหนี้และการคืนสู่ฐานะเดิม ศาลฎีกากำหนดให้โจทก์ต้องชำระเงินสุทธิแก่จำเลยจำนวน 26,324,553.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราที่สอดคล้องกับพระราชกฤษฎีกาออกตามมาตรา 7 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 146/2567 การที่จำเลยเห็นชอบกับข้อเสนอของบริษัท อ. ที่อ้างว่าผลงานของโจทก์มีความล่าช้ากว่าแผนงานหลักเกินกว่า 3 เดือน ไม่มีความเชื่อมั่นว่าโจทก์จะสามารถทำงานได้เสร็จทันตามสัญญา โดยบริษัท ป. แจ้งยกเลิกสัญญากับโจทก์ โดยไม่ปรากฏในข้อสัญญาให้จำเลยบอกเลิกสัญญาได้ จึงถือเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยไม่ชอบ ไม่มีผลทำให้สัญญาเลิกกัน อย่างไรก็ดีหลังจากจำเลยมีหนังสือขอยกเลิกสัญญากับโจทก์ โจทก์มิได้โต้แย้ง มีการเจรจาร่วมกันเพื่อหาทางชดใช้ค่าแห่งการงานที่โจทก์ได้กระทำไป โดยโจทก์ได้มาฟ้องคดีหลังจากนั้นไม่นานและไม่ได้ขอให้จำเลยให้โจทก์เข้าทำงานต่อจนเสร็จ พฤติการณ์เช่นนี้ถือได้ว่าทั้งสองฝ่ายต่างสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงต้องคืนเงินที่ได้รับไว้ล่วงหน้า 36,000,000 บาท แก่จำเลย ส่วนจำเลยจำต้องชดใช้เงินตามควรแห่งค่าการงานที่โจทก์ได้กระทำให้ โจทก์อ้างว่าตามสัญญาพิพาทระบุไว้โดยชัดแจ้งว่า ผลกำไรของการรับจ้างตามสัญญามีอยู่ในอัตราร้อยละ 6 จำเลยคาดเห็น หรือควรจะคาดเห็นขณะทำสัญญา หรืออย่างช้าขณะบอกเลิกสัญญาว่า หากเลิกสัญญาจะทำให้โจทก์สูญเสียผลกำไรหรือผลตอบแทนตามสัญญาที่ควรจะได้รับตามสัญญานั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า คู่กรณีทั้งสองฝ่ายต่างสมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยาย และไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดผิดสัญญา ข้อตกลงตามสัญญาระหว่างทั้งสองฝ่ายย่อมไม่มีผลผูกพันกันอีกต่อไป โจทก์จึงไม่อาจเรียกค่าเสียหายส่วนนี้จากจำเลยได้เช่นกัน โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนหนังสือค้ำประกันการชำระเงินล่วงหน้าฉบับลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2560 วงเงิน 36,000,000 บาท และหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาฉบับลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2560 วงเงิน 24,000,000 บาท กับให้จำเลยชำระเงิน 51,252,165.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์คืนเงินค่าจ้างล่วงหน้า 35,384,984.60 บาท กับชำระค่าเสียหาย 91,544,040.15 บาทรวมเป็นเงิน 126,929,024.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2561 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่จำเลย โจทก์ให้การฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนหนังสือค้ำประกันการชำระเงินล่วงหน้าของธนาคาร ก. วงเงิน 36,000,000 บาท และคืนหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาของธนาคาร ก. วงเงิน 24,000,000 บาท แก่โจทก์ และให้โจทก์ชำระเงิน 25,939,574.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 22 มิถุนายน 2561) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่จำเลย คำขออื่นตามฟ้องและตามฟ้องแย้งนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระเงิน 10,593,444.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 22 มิถุนายน 2561) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 3 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่จำเลยขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 35,385 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2560 จำเลยตกลงทำสัญญาให้โจทก์เป็นผู้ตกแต่งภายในติดตั้งวัสดุอุปกรณ์เครื่องใช้เฟอร์นิเจอร์ภายในโครงการของจำเลย รวม 146 ห้อง ในลักษณะการจ้างเหมา รวมค่าวัสดุอุปกรณ์ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ และภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นเงิน 240,000,000 บาท เริ่มตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2560 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2561 มีเงื่อนไขให้จำเลยชำระค่าจ้างล่วงหน้าแก่โจทก์ 36,000,000 บาท โดยจำเลยจะหักเงินค่าจ้างล่วงหน้าอัตราร้อยละ 15 ของค่าจ้างที่จำเลยต้องชำระแต่ละงวด กับหักเงินประกันผลงานหรือการปฏิบัติตามสัญญาอัตราร้อยละ 5 ของเงินค่าจ้างที่จำเลยต้องชำระแต่ละงวดหลังจากจำเลยชำระค่าจ้างล่วงหน้า โจทก์วางหลักประกันให้แก่จำเลยเป็นหนังสือค้ำประกันการชำระเงินล่วงหน้าของธนาคาร ก. วงเงินจำนวน 36,000,000 บาท กับหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาของธนาคาร ก. วงเงินจำนวน 24,000,000 บาท โจทก์ส่งมอบงานและเบิกค่าปฏิบัติงานจากจำเลยไปแล้ว 5 งวด วันที่ 26 มกราคม 2561 บริษัท อ. ซึ่งเป็นผู้รับเหมาหลักของจำเลยมีหนังสือถึงบริษัท ป. ซึ่งเป็นบริษัทที่จำเลยว่าจ้างให้บริหารและควบคุมการก่อสร้างของโจทก์ เรื่องขอยกเลิกสัญญางานตกแต่งภายในของโจทก์ วันที่ 29 มกราคม 2561 โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยชี้แจงเหตุผลของความล่าช้า หลังจากนั้นวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2561 บริษัท ป. มีหนังสือถึงโจทก์ขอยกเลิกสัญญางานตกแต่งภายในห้องพักโครงการของจำเลย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำเลยเป็นเพียงผู้เสนอชื่อโจทก์ให้เป็นผู้รับเหมาช่วงต่อบริษัท อ. สาเหตุที่จำเลยมีชื่อปรากฏอยู่ในหนังสือแจ้งให้เป็นผู้ชนะการประกวดเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์ในนามของบริษัท อ. เท่านั้น จำเลยจึงมิได้อยู่ในฐานะผู้ว่าจ้างหรือมีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ เห็นว่า ข้อความท้ายหนังสือแจ้งให้เป็นผู้ชนะการประกวดระบุไว้อย่างชัดแจ้งว่าจำเลย คือ ผู้ว่าจ้าง หรือ The Employer และเงื่อนไขตามหนังสือดังกล่าวกำหนดให้จำเลยเป็นผู้ชำระเงินล่วงหน้าแก่โจทก์ 36,000,000 บาท กับให้โจทก์ส่งมอบหลักประกันการชำระเงินล่วงหน้าและการปฏิบัติตามสัญญาในรูปแบบของหนังสือค้ำประกันจากธนาคาร โดยจำเลยเป็นผู้รับประโยชน์ ก่อนที่โจทก์จะเป็นผู้ชนะการประกวดราคาและตกลงทำสัญญากับจำเลย ยังได้ความตามสำเนาจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ว่า โจทก์เสนอราคาพร้อมรายการแสดงปริมาณวัสดุและราคา (BOQ) ให้จำเลยพิจารณา ไม่ปรากฏว่าบริษัท อ. เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ทั้งตามทางนำสืบของทั้งสองฝ่ายได้ความว่าในการเบิกเงินค่าจ้างแต่ละงวดของโจทก์ จำเลยเป็นผู้อนุมัติและชำระค่าจ้างแต่เพียงผู้เดียว ส่วนบริษัท อ. มีหน้าที่ตรวจสอบผลงานของโจทก์ร่วมกับบริษัท ป. เพื่อส่งต่อให้จำเลยพิจารณาเท่านั้น พฤติการณ์เช่นนี้บ่งชี้ได้ว่า จำเลยเป็นผู้ว่าจ้างและมีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ในลักษณะสัญญาจ้างทำของโดยตรง เมื่อจำเลยบอกเลิกสัญญาต่อโจทก์และไม่ยอมชำระค่าจ้าง ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของนายธราดล ผู้รับมอบอำนาจจำเลย ซึ่งเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ว่า ในการปฏิบัติงานของโจทก์ จะมีคณะทำงานร่วมตรวจสอบการทำงานประกอบด้วยตัวแทนของจำเลย บริษัท ป. และบริษัท อ. ซึ่งจะประชุมปรึกษาหารือกันทุกเดือนเกี่ยวกับปัญหา อุปสรรค และการแก้ไขความล่าช้า รวมทั้งมีการรายงานความคืบหน้าในการปฏิบัติงาน หากโจทก์จงใจไม่ปฏิบัติงานตามสัญญา หาวัสดุผิดประเภทมาใช้ตั้งแต่แรกหรือใช้วัสดุอุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐาน คณะทำงานน่าจะพบเห็นปัญหา ไม่น่าจะปล่อยให้โจทก์ปฏิบัติงานเรื่อยมา และยอมให้โจทก์เบิกเงินค่าปฏิบัติงานไปแล้วถึง 5 งวด ทั้งนายธราดลเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านยอมรับว่า การเทียบเคียงคุณสมบัติและลักษณะของสินค้าเป็นเรื่องปกติในการก่อสร้าง โจทก์เคยขอเทียบเคียงสินค้าหลายครั้ง และสามารถนำสินค้าที่ผลิตจากประเทศจีนมาใช้ในโครงการของจำเลยได้ เพียงแต่ต้องขออนุมัติสินค้าแต่ละรายการจากจำเลยก่อน ซึ่งสอดคล้องกับหมายเหตุท้ายใบเสนอราคาที่ระบุว่างานเทียบรายการต่าง ๆ ให้ทำตามข้อมูลจากผู้ซื้อและวัตถุดิบทั้งหมด รวมถึงอุปกรณ์ฟิตติ้งที่เกี่ยวข้องสามารถใช้ตัวเลือกอื่น ๆ จากประเทศจีน และแม้จะได้ความจากคำเบิกความของนายธราดลว่า เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2560 โจทก์นำตัวแทนของจำเลยไปเยี่ยมชมโรงงานผลิตสินค้าที่ประเทศจีนตามที่โจทก์ขอเทียบเคียงรายการวัสดุแล้วจำเลยไม่พึงพอใจตัวอย่างสินค้า แต่เมื่อพิจารณาหนังสือนำส่งเรื่อง Shop Drawing Furniture จะเห็นได้ว่า เมื่อโจทก์เสนอแบบเฟอร์นิเจอร์ประกอบการพิจารณาในการสั่งผลิตจากประเทศจีนตามคำแนะนำ ติชม และแก้ไขที่ประเทศจีน บริษัท ป. ผู้ควบคุมงานของจำเลย และบริษัท อ. ก็พิจารณาอนุมัติตามคำเสนอของโจทก์อยู่หลายครั้งหลายคราว ย่อมแสดงว่าจำเลยมิได้เคร่งครัดว่าโจทก์ต้องใช้วัสดุตามที่กำหนดไว้ในแบบแปลนและจำเลยยอมให้โจทก์ใช้วัสดุที่ผลิตจากประเทศจีนเทียบเคียงได้ ส่วนที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ทำงานล่าช้าและงานไม่สำเร็จตรงตามแผนงานนั้น ได้ความจากคำเบิกความของนายธราดลว่า ความล่าช้าในงานโครงสร้างและงานสถาปัตยกรรมมีอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนที่โจทก์จะเข้าทำงานในโครงการ ในโครงการจะมีผู้รับเหมารายย่อยอยู่ประมาณ 10 ราย ในการประชุมที่ไซต์งานแต่ละสัปดาห์จะพบความล่าช้าของงานทุกส่วน ซึ่งมีผลกระทบต่องานของผู้รับเหมารายอื่น ๆ ซึ่งก็ตรงตามรายงานการประชุมเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2560 ที่ปรากฏว่ามีงานสถาปัตยกรรมภายในห้องพักซึ่งเป็นงานของผู้รับเหมารายอื่นล่าช้ากว่าแผน และโจทก์ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมว่างานตกแต่งภายในที่ล่าช้ามาจากการที่โจทก์ยังไม่ได้รับมอบพื้นที่เพื่อติดตั้งฝ้า บางห้องรอสรุปแก้ไขหลุมฝ้า กับรายงานการประชุมเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2560 ที่ได้ความว่าจากการตรวจสอบสาเหตุงานตกแต่งภายในที่ล่าช้าเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 พบว่างานที่ล่าช้ามาจากการที่ผู้รับเหมาแต่ละรายทำไม่ครบถ้วนแต่ละขั้นตอน ทำให้ต้องรอซึ่งกันและกัน ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างว่า ในการขออนุมัติวัสดุของโจทก์ มีการส่งรายการเพื่อขออนุมัติวัสดุล่าช้าโดยอ้างรายงานการประชุมเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2560 และวันที่ 18 พฤษภาคม 2560 ว่า บริษัท ป. เร่งรัดให้โจทก์ดำเนินการขออนุมัติวัสดุให้ผู้ออกแบบโครงการ (Designer) พิจารณาโดยด่วน และบริษัท ป. แจ้งให้โจทก์ทราบว่าการดำเนินการอนุมัติวัสดุจะมีผลกระทบต่องานก่อสร้างห้องพักนั้น เมื่อพิจารณาตามรายงานการประชุมในครั้งต่อมาไม่ปรากฏว่าโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามนั้นหรือไม่ และจำเลยมิได้เร่งรัดเรื่องดังกล่าวต่อไปอีก ทั้งโจทก์ยังคงปฏิบัติงานและเบิกค่างวดงานต่อไปได้ ข้ออ้างนี้จึงฟังไม่ขึ้น ข้อเท็จจริงยังได้ความจากคำเบิกความของนายธราดลตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ผู้รับเหมารายย่อยแต่ละรายซึ่งถูกกำหนดให้ทำงานแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2561 ในลักษณะเดียวกับโจทก์ ปัจจุบันมีการขอขยายระยะเวลาตามสัญญาออกไปจากกำหนดเดิม และตามรายงานการประชุมเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2560 บริษัท อ. ซึ่งเป็นผู้รับเหมาหลักและผู้ร่วมตรวจสอบผลงานของโจทก์เองก็เคยเสนอต่อที่ประชุมขอขยายระยะเวลาก่อสร้างของตนเองออกไป ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันยังฟังได้ว่า จำเลยเพิ่งชำระเงินค่าจ้างล่วงหน้าจำนวน 36,000,000 บาท แก่โจทก์ เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2560 ล่าช้ากว่าวันเริ่มต้นทำสัญญาถึง 4 เดือน ย่อมมีผลต่อการตระเตรียมการงานของโจทก์ ประกอบกับมีการขอแก้ไขแบบและรอการอนุมัติจากจำเลยซึ่งบางครั้งใช้เวลานาน อีกทั้งยังมีการขอให้โจทก์แก้ไขปรับเปลี่ยนแบบตามความต้องการของเจ้าของอีกบางส่วนพฤติการณ์เช่นนี้จึงไม่อาจถือว่างานที่ล่าช้ากว่าแผนงานออกไปเกิดจากการปฏิบัติงานของโจทก์หรือเป็นความรับผิดชอบของโจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียว ไม่อาจถือได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา ดังนี้ เมื่อโจทก์เสนอแผนงานต่อจำเลยและขอขยายระยะเวลาออกไปโดยขอทำงานให้แล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 หากจำเลยไม่เห็นด้วย จำเลยน่าจะกำหนดระยะเวลาพอสมควรให้โจทก์มีโอกาสปฏิบัติตามสัญญาหรือแก้ไขงานให้ได้ตามกำหนดเสียก่อน เฉพาะอย่างยิ่งในขณะนั้นยังเหลือเวลาตามกำหนดสัญญาเดิมอีกกว่า 6 เดือน การที่จำเลยเห็นชอบกับข้อเสนอของบริษัท อ. ที่อ้างว่าผลงานของโจทก์มีความล่าช้ากว่าแผนงานหลักเกินกว่า 3 เดือน ไม่มีความเชื่อมั่นว่าโจทก์จะสามารถทำงานได้เสร็จทันตามสัญญา โดยบริษัท ป. แจ้งยกเลิกสัญญากับโจทก์ โดยไม่ปรากฏในข้อสัญญาให้จำเลยบอกเลิกสัญญาได้ จึงถือเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยไม่ชอบ ไม่มีผลทำให้สัญญาเลิกกัน อย่างไรก็ดีหลังจากจำเลยมีหนังสือขอยกเลิกสัญญากับโจทก์ โจทก์มิได้โต้แย้ง มีการเจรจาร่วมกันเพื่อหาทางชดใช้ค่าแห่งการงานที่โจทก์ได้กระทำไป โดยโจทก์ได้มาฟ้องคดีหลังจากนั้นไม่นานและไม่ได้ขอให้จำเลยให้โจทก์เข้าทำงานต่อจนเสร็จ พฤติการณ์เช่นนี้ถือได้ว่าทั้งสองฝ่ายต่างสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงต้องคืนเงินที่ได้รับไว้ล่วงหน้า 36,000,000 บาท แก่จำเลย ส่วนจำเลยจำต้องชดใช้เงินตามควรแห่งค่าการงานที่โจทก์ได้กระทำให้ สำหรับค่างานงวดที่ 6 และงวดที่ 7 ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้ 3,045,903.93 บาท นั้น จำเลยมิได้ฎีกาโต้แย้งว่าที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ทำงานทั้ง 2 งวด ดังกล่าวเสร็จแล้วนั้น ไม่ตรงกับมูลค่างานที่โจทก์ปฏิบัติอย่างไร กลับยอมรับในฎีกาว่า บริษัท ค. ซึ่งเป็นบริษัทที่จำเลยว่าจ้างให้บริหารควบคุมต้นทุนและประเมินมูลค่างานของผู้รับเหมาในโครงการ ดำเนินการออกเอกสารรับรองงานให้แก่โจทก์แล้ว และต่อสู้แต่เพียงว่าโจทก์ไม่นำใบรับรองดังกล่าวไปวางบิล ส่วนงานงวดที่ 7 แม้ไม่ปรากฏใบรับรองค่างวดงาน แต่โจทก์มีรายละเอียดการปฏิบัติงานพร้อมภาพถ่ายประกอบแสดงอยู่ในหนังสือเบิกค่างวดงานฟังได้ว่าโจทก์ทำงานงวดที่ 6 และที่ 7 ให้จำเลยจริง จึงเห็นควรกำหนดให้ 3,045,903.93 บาท ส่วนค่างานที่จำเลยให้โจทก์เร่งทำงานอย่างต่อเนื่องในช่วงเดือนมกราคม 2561 ถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2561 นอกเหนือจากค่างานงวดที่ 6 และที่ 7 ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้ 4,809,522.33 บาท จำเลยฎีกาว่า ค่างวดงานยังไม่มีการตรวจรับงาน และเป็นเอกสารที่โจทก์จัดทำขึ้นมาเอง แต่เอกสารดังกล่าวมีรายละเอียดของงานจำนวนมากพร้อมภาพถ่าย ซึ่งในการทำงานดังกล่าวของโจทก์มีคณะทำงานของจำเลยดูแลอยู่ด้วย ทำให้ไม่น่าเชื่อว่าโจทก์จะสร้างหลักฐานขึ้นมาเอง จึงเห็นสมควรกำหนดให้ 4,809,522.33 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายที่โจทก์เตรียมว่าจ้างทีมงาน สั่งซื้อวัสดุอุปกรณ์เตรียมใช้งานในโครงการที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้ 2,142,890.04 บาท นั้น แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่ามีวัสดุบางรายการของโจทก์อยู่ที่โครงการของจำเลย และจำเลยสามารถนำไปใช้ต่อได้ กับมีรายการสินค้าที่โจทก์สั่งซื้อไว้ล่วงหน้าเพื่อเตรียมใช้ในโครงการของจำเลย แต่เมื่อพิจารณาตามรายงานการประชุมเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2561 ซึ่งโจทก์มิได้โต้แย้งถึงความไม่ถูกต้อง ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์มีปัญหาในเรื่องการจัดหาบุคลากรและการวางแผนงานที่ดีอันเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้งานของจำเลยเกิดความล่าช้า ทั้งยังได้ความจากนายหลิว กรรมการโจทก์ ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ฝ่ายโจทก์เป็นผู้สรุปบันทึกข้อความหน้า 16 ว่า มีงานที่ไม่เรียบร้อย 180 ข้อ เป็นของโจทก์ 127 ข้อ และนายหลิว ยอมรับว่างานที่ไม่เรียบร้อยไม่สามารถแก้ไขได้ หากแก้ไขต้องรื้องานเดิมทิ้ง โจทก์จึงมีส่วนต้องรับผิดต่อความเสียหายของจำเลยด้วย กรณีเห็นควรกำหนดค่าการงานในส่วนนี้แก่โจทก์เฉพาะที่โจทก์มีหลักฐานเป็นเงิน 1,384,978.76 บาท หักค่าเสียหายดังกล่าวแล้วเห็นควรกำหนดให้ 1,000,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายที่โจทก์อ้างว่าโจทก์สั่งผลิตชิ้นส่วน วัสดุผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์จากประเทศจีนเพื่อเตรียมใช้ในโครงการของจำเลย และศาลอุทธรณ์กำหนดให้เฉพาะเงินค่ามัดจำสินค้า เป็นเงิน 14,588,218.59 บาท นั้น เห็นว่า โจทก์นำสืบและอ้างเอกสารดังกล่าวประกอบว่า โจทก์จ่ายเงินมัดจำร้อยละ 30 ในการสั่งผลิตเฟอร์นิเจอร์จากประเทศจีน โดยโอนเงินมัดจำไป 3 ครั้ง เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2561 วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2561 และวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2561 แต่ข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าวไม่สอดคล้องกับหัวข้อพิจารณาและติดตามในรายงานการประชุม ซึ่งที่ประชุมพิจารณาแผนงานเร่งรัดงานตกแต่งภายในของโจทก์แล้ว สรุปว่าโจทก์มิได้กล่าวถึงแผนการผลิตและติดตั้งเฟอร์นิเจอร์ และในรายงานการประชุมในครั้งต่อมาเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2561 ปรากฏว่าเมื่อบริษัท อ. แจ้งว่าแผนงานที่โจทก์จัดทำให้เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2561 และต่อเนื่องถึงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 ไม่สามารถดำเนินการได้จริง โจทก์ก็มิได้โต้แย้งเกี่ยวกับเรื่องการสั่งผลิตเฟอร์นิเจอร์จากประเทศจีนมาแล้วแต่อย่างใด อันเป็นเรื่องผิดวิสัย ข้ออ้างของโจทก์จึงขาดความน่าเชื่อถือ ประกอบกับสำเนาสัญญาสั่งทำเฟอร์นิเจอร์พร้อมคำแปลมิได้ระบุวันที่ทำสัญญา ไม่มีเลขที่สัญญา และทนายจำเลยแถลงคัดค้านว่าโจทก์ไม่ส่งต้นฉบับเอกสาร ทำให้จำเลยไม่สามารถตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารได้ จึงไม่กำหนดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ให้ และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยเลิกสัญญากันด้วยความสมัครใจ คู่สัญญาจึงไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาต่อกันอีกต่อไป จำเลยจึงต้องคืนหนังสือค้ำประกันการชำระเงินล่วงหน้าและหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญา รวมทั้งคืนเงินในส่วนที่หักไว้เป็นค่าประกันผลงานและค่าจ้างล่วงหน้าจำนวน 205,005.15 บาท และ 615,015.44 บาท ตามลำดับแก่โจทก์ เมื่อหักกลบลบหนี้กันแล้ว คงเหลือหนี้ที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลย 26,324,553.15 บาท สำหรับประเด็นตามฎีกาของจำเลยที่ว่า โจทก์กระทำละเมิดต่อจำเลยตามฟ้องแย้งหรือไม่ และจำเลยได้รับความเสียหายเพียงใดนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา การกระทำของโจทก์ย่อมไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อจำเลย ที่จำเลยขอค่าเสียหายส่วนนี้ จึงไม่กำหนดให้ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน ส่วนปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ขอค่าเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 วรรคสอง โดยอ้างว่าตามสัญญาพิพาทระบุไว้โดยชัดแจ้งว่า ผลกำไรของการรับจ้างตามสัญญามีอยู่ในอัตราร้อยละ 6 จำเลยคาดเห็น หรือควรจะคาดเห็นขณะทำสัญญา หรืออย่างช้าขณะบอกเลิกสัญญาว่า หากเลิกสัญญาจะทำให้โจทก์สูญเสียผลกำไรหรือผลตอบแทนตามสัญญาที่ควรจะได้รับตามสัญญานั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า คู่กรณีทั้งสองฝ่ายต่างสมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยาย และไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดผิดสัญญา ข้อตกลงตามสัญญาระหว่างทั้งสองฝ่ายย่อมไม่มีผลผูกพันกันอีกต่อไป โจทก์จึงไม่อาจเรียกค่าเสียหายส่วนนี้จากจำเลยได้เช่นกัน ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยได้รับเงินค่าจ้างล่วงหน้าคืน 36,000,000 บาท จำเลยฎีกาค่าเสียหายตามฟ้องแย้งในทุนทรัพย์ 126,929,024.75 บาท ซึ่งต้องหักต้นเงิน 36,000,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ชำระแก่จำเลยออก ที่จำเลยชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในทุนทรัพย์ค่าเสียหาย 126,929,024.75 บาท เป็นการชำระเกินมาให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินมาแก่จำเลย 36,000 บาท พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระเงิน 26,324,553.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 22 มิถุนายน 2561) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 3 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่จำเลยขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนหนังสือค้ำประกันเงินล่วงหน้า 36,000,000 บาท และหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญา 24,000,000 บาท แก่โจทก์ และให้โจทก์ชำระเงิน 25,939,574.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องแย้งแก่จำเลย 2 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ โดยลดจำนวนเงินที่โจทก์ต้องชำระเหลือ 10,593,444.52 บาท และกำหนดดอกเบี้ยสองช่วงคือ ร้อยละ 7.5 ต่อปีถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และร้อยละ 3 ต่อปีนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป พร้อมให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์บางส่วนแก่จำเลย 3 ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า คู่สัญญาถือว่าต่างสมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยาย ต้องคืนสู่ฐานะเดิมตามมาตรา 391 โจทก์ต้องคืนเงินล่วงหน้าเต็มจำนวนและได้รับค่าการงานตามควร เมื่อหักกลบลบหนี้แล้วให้โจทก์ชำระเงิน 26,324,553.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราเดียวกับที่ศาลอุทธรณ์กำหนดแก่จำเลย แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1 หากคู่สัญญามีการบอกเลิกสัญญาโดยฝ่ายจำเลยอ้างว่าผู้รับเหมาไม่สามารถทำงานเสร็จตามกำหนด แต่ข้อเท็จจริงพบว่าการบอกเลิกสัญญานั้นไม่มีอำนาจตามข้อสัญญา และหลังจากการบอกเลิกสัญญาคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายกลับเข้าสู่กระบวนการเจรจาเฉพาะเรื่องค่างานที่ผ่านมาโดยไม่มีฝ่ายใดเรียกร้องให้กลับไปทำงานต่อจนเสร็จ การกระทำดังกล่าวจะถือได้หรือไม่ว่าเป็นการเลิกสัญญาโดยปริยาย และหากเป็นเช่นนั้น คู่สัญญามีหน้าที่ต้องคืนสู่ฐานะเดิมตามกฎหมายหรือไม่ ธงคำตอบ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า การบอกเลิกสัญญาของจำเลยไม่มีอำนาจตามข้อสัญญา แต่โจทก์มิได้ทักท้วง มิได้เรียกร้องให้กลับเข้าปฏิบัติงาน และต่อมามีการเจรจาร่วมกันเฉพาะเรื่องค่างานที่ได้ปฏิบัติไปแล้ว การประพฤติปฏิบัติเช่นนี้ถือได้ว่าคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต่างสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยให้นำหลักตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับ กล่าวคือ คู่สัญญาแต่ละฝ่ายต้องคืนสิ่งที่ได้รับไปให้แก่กัน โจทก์ต้องคืนเงินค่าจ้างล่วงหน้า 36,000,000 บาทแก่จำเลย ขณะที่จำเลยต้องคืนหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับ รวมถึงเงินที่หักไว้เป็นค่าประกันผลงานและค่าจ้างล่วงหน้าบางส่วน การคืนสู่ฐานะเดิมจึงเป็นผลโดยอัตโนมัติเมื่อถือว่ามีการเลิกสัญญาโดยปริยายตามเจตนาร่วมของคู่สัญญา ข้อ 2 กรณีที่โจทก์อ้างสิทธิเรียกค่าเสียหายเป็นกำไรตามที่คาดหมายไว้ในสัญญา โดยอ้างว่าผลกำไรอัตราร้อยละ 6 เป็นผลประโยชน์ที่จำเลยคาดเห็นหรือควรคาดเห็นได้ขณะทำสัญญาหรือขณะบอกเลิกสัญญา โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 วรรคสอง หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงชี้ว่าคู่สัญญาเลิกสัญญากันโดยปริยายโดยไม่มีฝ่ายใดผิดสัญญา ธงคำตอบ การเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษตามมาตรา 222 วรรคสอง จะใช้บังคับได้ต่อเมื่อมีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดผิดสัญญาและความเสียหายนั้นเป็นสิ่งที่อีกฝ่ายคาดเห็นหรือควรคาดเห็น แต่เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต่างสมัครใจเลิกสัญญาโดยปริยายโดยไม่มีฝ่ายใดผิดสัญญา ข้อตกลงเรื่องกำไรย่อมหมดผลผูกพัน และไม่อาจนำมาตรา 222 วรรคสอง มาอ้างเพื่อเรียกค่าเสียหายส่วนกำไรที่คาดหมายได้ เพราะเมื่อสัญญาเลิกกันโดยความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย ย่อมไม่มีฐานให้เรียกค่าเสียหายจากการผิดสัญญาอีกต่อไป คำฎีกาของโจทก์ข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น ข้อ 3 ในคดีรับเหมาก่อสร้างที่มีผู้รับเหมาหลายรายในไซต์งานเดียวกัน และข้อเท็จจริงปรากฏว่าเกิดความล่าช้าจากงานส่วนอื่นของโครงการ เช่น งานสถาปัตยกรรม งานโครงสร้าง การส่งมอบพื้นที่ล่าช้า รวมถึงการแก้ไขแบบที่ผู้ว่าจ้างต้องพิจารณา และมีการอนุมัติวัสดุที่ล่าช้า การล่าช้าของงานตกแต่งภายในของโจทก์จะถือว่าเป็นความผิดสัญญาของผู้รับเหมาหรือไม่ ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยพิเคราะห์พยานหลักฐานว่า ความล่าช้าของงานในโครงการมิได้เกิดจากโจทก์เพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นผลมาจากความล่าช้าของงานส่วนอื่นในโครงการ การส่งมอบพื้นที่ล่าช้า การแก้ไขแบบและรออนุมัติวัสดุจากจำเลย รวมถึงการที่ผู้รับเหมารายอื่นขอขยายระยะเวลาเช่นเดียวกัน จึงไม่อาจฟังได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา การปฏิบัติงานของโจทก์ยังอยู่ภายใต้ระบบการตรวจสอบร่วมกันของจำเลย บริษัท ป และบริษัท อ ซึ่งต่างอนุมัติแบบและตรวจรับงานหลายครั้ง การฟังเพียงว่ามีงานล่าช้าตามแผนจึงไม่พอที่จะวินิจฉัยว่าเป็นความผิดของโจทก์โดยลำพัง ข้อ 4 หากมีข้อพิพาทเกี่ยวกับค่างานที่ผู้รับเหมาปฏิบัติไปบางส่วน โดยผู้ว่าจ้างอ้างว่าไม่มีการตรวจรับงานและเอกสารที่ผู้รับเหมาจัดทำขึ้นไม่น่าเชื่อถือ แต่ในขณะเดียวกันข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีการรับรองงานบางงวดโดยบริษัทตรวจประเมินที่ผู้ว่าจ้างว่าจ้าง และมีภาพถ่ายรวมถึงรายละเอียดแสดงผลงาน จะกำหนดค่าการงานที่ผู้รับเหมาควรได้รับอย่างไร ธงคำตอบ การกำหนดค่าการงานตามควรนั้น ศาลฎีกาพิจารณาจากพยานหลักฐานทั้งเอกสารรับรองค่างานของบริษัท ค ซึ่งผู้ว่าจ้างมอบหมายให้ประเมินมูลค่างาน รายละเอียดงานพร้อมภาพถ่าย รวมถึงลักษณะการควบคุมงานที่มีคณะทำงานของจำเลยร่วมตรวจสอบอยู่ตลอด ทำให้เชื่อได้ว่าผู้รับเหมาปฏิบัติงานจริง แม้บางส่วนไม่มีใบรับรองงานอย่างเป็นทางการ แต่เมื่อมีพยานด้านรูปธรรมประกอบ จึงอนุมานให้ค่าการงานตามสมควร ขณะเดียวกันหากส่วนใดมีความบกพร่องซึ่งผู้รับเหมามีส่วนต้องรับผิด เช่น รายการงานที่ไม่เรียบร้อยจำนวนมากจนต้องรื้องาน ศาลจึงกำหนดให้เฉพาะส่วนที่มีหลักฐานเพียงพอ และหักค่าเสียหายก่อนกำหนดจำนวนเงินสุดท้ายที่ผู้ว่าจ้างต้องชำระ ข้อ 5 กรณีที่จำเลยยื่นฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายจากการผิดสัญญาและละเมิด โดยอ้างว่าโจทก์ทำงานล่าช้า ส่งมอบงานไม่ได้ตามสัญญา และทำให้โครงการเกิดความเสียหาย การเรียกค่าเสียหายดังกล่าวจะสำเร็จหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังคู่สัญญาเลิกสัญญากันโดยปริยายและไม่ปรากฏว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา ธงคำตอบ เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าความล่าช้าในโครงการไม่ได้เกิดจากโจทก์ฝ่ายเดียว และคู่สัญญาเลิกสัญญากันโดยปริยายโดยไม่มีฝ่ายใดผิดสัญญา การอ้างผิดสัญญาของจำเลยจึงขาดมูล แม้จำเลยจะฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายฐานละเมิด แต่เมื่อไม่ปรากฏการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของโจทก์ที่เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยตามองค์ประกอบละเมิดตามมาตรา 420 การฟ้องแย้งจึงไม่อาจรับฟังได้ ศาลฎีกาจึงไม่กำหนดค่าเสียหายแก่จำเลยในส่วนนี้ |




