
| คดีละเมิดจากการรื้อถอนอาคาร & ค่าสินไหมทดแทนตามสภาพความเสียหายแท้จริง(ฎีกา 464/2567)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับคดีละเมิดจากการรื้อถอนอาคารเพื่อโครงการรถไฟฟ้า ซึ่งส่งผลให้อาคารของโจทก์ได้รับความเสียหายจนถูกสั่งระงับการใช้อาคารตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พศ 2522 มาตรา 46 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องต้องเป็นผลโดยตรงจากการละเมิดและจำเลยควรคาดเห็นได้ตามปกติธรรมดา โดยจำกัดค่าสินไหมทดแทนเฉพาะส่วนที่พิสูจน์ได้ว่าเกิดขึ้นจริงและไม่สูงเกินกว่าความเสียหายแท้จริง ส่วนความเสียหายในอนาคตหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการคาดคะเนไม่อยู่ในขอบเขตความรับผิดทางละเมิด คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังนี้ 1 การรื้อถอนอาคารของคู่กรณีซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่ออาคารข้างเคียง ถือเป็นความเสียหายอันเป็นผลโดยตรงและจำเลยควรคาดเห็นได้เพียงใด 2 ค่าเช่าสำนักงานชั่วคราวและค่าซ่อมแซมโครงสร้างอาคารที่ถูกสั่งระงับการใช้นั้น อยู่ในขอบเขตค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ทำละเมิดต้องรับผิดตามกฎหมายหรือไม่ 3 ค่าเสียหายในอนาคตซึ่งตั้งอยู่บนการคาดคะเน เช่น ค่าปรับปรุงพื้นที่เช่าเป็นเวลาหลายปี สามารถเรียกให้จำเลยรับผิดในทางละเมิดได้เพียงใด สรุปข้อเท็จจริง โจทก์เป็นสถาบันการเงินประกอบกิจการธนาคาร ณ อาคารสาขาหัวหมาก ซึ่งตั้งอยู่ติดกับอาคารที่จำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้รื้อถอนเพื่อดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม ในวันที่ 7 มกราคม 2562 จำเลยที่ 2 ทำการรื้อถอนอาคาร 4 ชั้น 4 คูหาในบริเวณใกล้เคียงและเกิดเหตุอาคารทรุดตัวลง ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างอาคารของโจทก์ที่อยู่ติดกันจนเกิดความเสียหาย สำนักงานเขตบางกะปิออกหนังสือสั่งให้โจทก์ระงับการใช้อาคารเนื่องจากสภาพอาคารอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พศ 2522 มาตรา 46 และสั่งให้แก้ไขภายใน 30 วัน โจทก์จึงไม่สามารถใช้สถานที่ประกอบกิจการธุรกรรมทางการเงินได้ ต้องหาที่ทำการชั่วคราวและว่าจ้างบริษัทต่าง ๆ ให้ตรวจสอบและซ่อมแซมความเสียหาย ระหว่างเกิดเหตุมีการประชุมร่วมกันหลายฝ่าย ทั้งสำนักงานเขต กรุงเทพมหานคร วิศวกรผู้เชี่ยวชาญ และหน่วยงานของรัฐอื่นเพื่อประเมินความเสียหาย จำเลยที่ 2 มีหนังสือยอมรับความรับผิดต่อเหตุที่เกิดขึ้น ต่อมาเมื่อผลตรวจสอบปรากฏว่าสามารถซ่อมแซมได้ สำนักงานเขตจึงเพิกถอนคำสั่งระงับการใช้อาคาร โจทก์เรียกค่าเสียหายรวม 6,835,190 บาท จากจำเลยทั้งสอง แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้ลดจำนวนลง ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าเสียหายใดและเพียงใด ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการใช้หลักละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ร่วมกับหลักการคาดเห็นได้แห่งความเสียหายตามปกติธรรมดา และการบังคับใช้มาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พศ 2522 เพื่อวินิจฉัยว่า ความเสียหายที่โจทก์เรียกร้องนั้นเป็นผลโดยตรงจากการรื้อถอนอาคารของจำเลยที่ 2 หรือเป็นความเสียหายในอนาคตที่ไม่อาจคาดหมายได้ ศาลฎีกาเน้นว่าจำเลยต้องรับผิดเฉพาะส่วนที่เป็นความเสียหายแท้จริงและเกิดขึ้นโดยตรงจากการละเมิดเท่านั้น มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ 1 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ว่าด้วยการกระทำละเมิด 2 พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พศ 2522 มาตรา 46 ว่าด้วยคำสั่งระงับการใช้อาคารที่เป็นอันตราย 3 หลักการชดใช้ค่าเสียหายเฉพาะความเสียหายที่เป็นผลโดยตรงและคาดเห็นได้ตามควร 4 หลักการประเมินความเสียหายแท้จริงและไม่สูงเกินจริง 5 หลักการห้ามศาลพิพากษาเกินคำขอในส่วนของดอกเบี้ย key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1 ผลโดยตรงของการละเมิด หมายถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นทันทีจากการรื้อถอนอาคารของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นสาเหตุให้โจทก์ไม่สามารถใช้อาคารประกอบกิจการตามปกติได้ 2 คาดเห็นได้ตามปกติธรรมดา เป็นหลักสำคัญในการชดใช้ค่าเสียหาย โดยศาลพิจารณาว่าผู้รื้อถอนอาคารควรคาดหมายได้ว่าความเสียหายเช่นนี้ย่อมเกิดขึ้นหากทำงานโดยประมาทหรือไม่ระมัดระวังเพียงพอ 3 ความเสียหายแท้จริง ศาลย้ำว่าต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง เช่น ค่าเช่าสำนักงานชั่วคราว และค่าซ่อมแซมอาคาร ไม่ใช่ค่าเสียหายในอนาคตหรือค่าที่คาดคะเน 4 ความเสียหายในอนาคตที่ไม่อยู่ในขอบเขตชดใช้ ค่าใช้จ่ายเพื่อรองรับเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิด เช่น การซ่อมแซมหลายครั้งในอนาคต หรือการปรับปรุงพื้นที่เช่าที่เกินจำเป็น ถือว่าไม่ใช่ผลโดยตรงและไม่จำเป็นต้องชดใช้ 5 อำนาจเจ้าพนักงานตามมาตรา 46 พรบควบคุมอาคาร คำสั่งระงับการใช้อาคารเป็นผลทางกฎหมายโดยตรงจากความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งศาลชี้ว่าเป็นเหตุจำเป็นที่ทำให้โจทก์ต้องหาพื้นที่ทำการใหม่ชั่วคราว และเป็นค่าเสียหายที่จำเลยควรรับผิด คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า เหตุละเมิดเกิดจากการรื้อถอนของจำเลยที่ 2 ทำให้อาคารโจทก์เสียหายอย่างมีนัยสำคัญจนถูกสั่งระงับการใช้อาคาร การที่โจทก์ไม่สามารถใช้สถานที่ประกอบกิจการได้เป็นความเสียหายตามปกติธรรมดาที่จำเลยควรคาดเห็นได้ตั้งแต่ก่อนหรือระหว่างกระบวนการรื้อถอน ค่าเสียหายที่เป็นผลโดยตรงและคาดหมายได้ประกอบด้วย 1 ค่าเช่าสำนักงานชั่วคราวตามจำนวนเดือนที่เหมาะสม 2 ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมโครงสร้างอาคารที่เสียหาย 3 ค่าเสียหายส่วนที่จำเป็นต่อการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ค่าเสียหายที่พิสูจน์ได้ว่าเกิดขึ้นจริงมีจำนวนดังต่อไปนี้ • ค่าเช่าสำนักงานชั่วคราว 10 เดือน รวม 282,500 บาท • ค่าใช้จ่ายซ่อมแซมอาคารสาขาหัวหมาก 1,000,000 บาท • ค่าปรับปรุงพื้นที่เช่าชั่วคราว 400,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,837,500 บาท ส่วนค่าเสียหายในอนาคต เช่น ค่าใช้จ่ายอาจเกิดขึ้นจากการซ่อมแซมซ้ำหลายครั้ง หรือค่าเช่าที่สูงเกินระยะเวลาที่เหมาะสม เป็นค่าเสียหายที่ไม่อาจถือเป็นผลโดยตรงหรือไม่อาจคาดเห็นได้ตามควร จึงไม่อยู่ในขอบเขตความรับผิดทางละเมิด ศาลฎีกาจึงแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าเสียหาย 1,837,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องตามอัตราที่ศาลอุทธรณ์กำหนด วิเคราะห์ประเด็นกฎหมายสำคัญ 1 หลักละเมิดและความรับผิดตาม ปพพ มาตรา 420 การรื้อถอนอาคารที่กระทบอาคารข้างเคียงย่อมอยู่ในขอบเขตความรับผิดของผู้รับจ้าง หากทำด้วยความประมาทเลินเล่อจนทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย ถือเป็นการละเมิดตามมาตรา 420 โดยจำเลยต้องรับผิดเพราะ • การรื้อถอนมีความเสี่ยงกระทบโครงสร้างอาคารใกล้เคียง • จำเลยทราบถึงสภาพพื้นที่และความหนาแน่นของสิ่งปลูกสร้าง • จำเลยควรคาดเห็นได้ว่าความเสียหายอาจเกิดขึ้น 2 ความเสียหายที่เป็นผลโดยตรงและคาดเห็นได้ ศาลฎีกาเน้นย้ำว่า ความเสียหายที่ได้รับชดใช้ต้องเป็น • ความเสียหายปกติธรรมดา • เป็นผลโดยตรงจากการกระทำ • สามารถคาดเห็นได้โดยบุคคลทั่วไป พื้นที่ที่ถูกสั่งระงับการใช้อาคารตามมาตรา 46 พรบควบคุมอาคาร ย่อมทำให้กิจการต้องหยุดลงชั่วคราว โจทก์ต้องเช่าพื้นที่อื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 3 ความเสียหายในอนาคตหรือความเสียหายสูงเกินจริง ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการคาดคะเน เช่น • การซ่อมแซมในอนาคตที่อาจต้องทำซ้ำหลายครั้ง • ค่าเช่าสำนักงานชั่วคราวเป็นระยะเวลานานกว่าที่จำเป็น ถือเป็นความเสียหายที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่ผลโดยตรง จึงเรียกไม่ได้ตามกฎหมาย 4 ดอกเบี้ยที่พิพากษาเกินคำขอ ศาลฎีกาชี้ว่าศาลอุทธรณ์กำหนดดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง ซึ่งเกินคำขอท้ายฟ้องและต้องแก้ไขให้ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ตอกย้ำหลักสำคัญว่า • ผู้ดำเนินงานก่อสร้างหรือรื้อถอนต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูงเพื่อป้องกันความเสียหายต่ออาคารข้างเคียง • ค่าเสียหายในทางละเมิดต้องพิสูจน์ได้ว่าเป็นผลโดยตรงและคาดเห็นได้ตามควร • ความเสียหายในอนาคตหรือค่าเสียหายที่ตั้งอยู่บนการคาดคะเนไม่อยู่ในขอบเขตชดใช้ • การกำหนดดอกเบี้ยต้องไม่เกินคำขอท้ายฟ้อง มิฉะนั้นเป็นการพิพากษาเกินคำขอ IRAC Issue ประเด็นว่าค่าเสียหายที่โจทก์เรียก ได้แก่ ค่าเช่าสำนักงานชั่วคราว ค่าปรับปรุงพื้นที่ชั่วคราว และค่าซ่อมแซมอาคารที่เสียหาย มีลักษณะเป็นความเสียหายอันเป็นผลโดยตรงจากการละเมิดที่จำเลยคาดเห็นได้ตามควรหรือไม่ และจำเลยต้องรับผิดเพียงใด Rule • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 กำหนดความรับผิดฐานละเมิดเมื่อผู้ใดกระทำโดยเจตนาหรือประมาทเลินเล่อให้ผู้อื่นเสียหาย • หลักการชดใช้ค่าเสียหายในทางละเมิดต้องเป็นผลโดยตรงจากการกระทำและเป็นความเสียหายที่ผู้ก่อเหตุควรคาดเห็นได้ • พรบควบคุมอาคาร พศ 2522 มาตรา 46 กำหนดอำนาจเจ้าพนักงานในการสั่งระงับการใช้อาคารที่เป็นอันตราย ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดค่าเสียหายจำเป็นตามปกติธรรมดา Application การรื้อถอนอาคารของจำเลยที่ 2 ทำให้อาคารของโจทก์ได้รับความเสียหายจนต้องถูกสั่งระงับการใช้อาคาร การที่โจทก์ต้องเช่าสำนักงานชั่วคราวและซ่อมแซมอาคารถือเป็นความเสียหายตามปกติที่จำเลยน่าจะคาดเห็นได้ เช่น ค่าเช่าในช่วงที่ไม่สามารถใช้อาคารและการซ่อมโครงสร้างที่เสียหายจริง อย่างไรก็ดี ค่าใช้จ่ายบางส่วน เช่น ค่าปรับปรุงพื้นที่เช่าชั่วคราวที่สูงเกินจริงและค่าใช้จ่ายที่ตั้งอยู่บนการคาดคะเนอนาคต มิใช่ผลโดยตรงและไม่ใช่ความเสียหายที่จำเลยควรคาดเห็นได้ตามควร จึงไม่อยู่ในขอบเขตความรับผิด ศาลฎีกาจึงกำหนดค่าเสียหายตามผลโดยตรงและตามหลักความเสียหายแท้จริง ได้แก่ 1,837,500 บาท Conclusion จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นผลโดยตรงและจำเลยควรคาดเห็นได้ตามควรตามมาตรา 420 และมาตรา 46 พรบควบคุมอาคาร โดยศาลฎีกากำหนดค่าเสียหาย 1,837,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามคำขอและแก้ไขให้ไม่เกินคำขอท้ายฟ้อง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 464/2567 เหตุแห่งการละเมิดของจำเลยที่ 2 เป็นผลโดยตรงทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้อาคารของโจทก์ในการประกอบกิจกรรมบริการเชิงเศรษฐกิจการพาณิชย์ได้ เนื่องเพราะสำนักงานเขตบางกะปิมีหนังสือถึงโจทก์แจ้งว่าอาคารมีสภาพที่อาจเป็นภยันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สิน และมีคำสั่งให้โจทก์ระงับการใช้อาคารและให้ดำเนินการแก้ไขอาคารให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำสั่งตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 46 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ไม่สามารถเข้าใช้อาคารได้ ย่อมเป็นความเสียหายตามปกติธรรมดาที่จำเลยที่ 2 ควรจะได้คาดเห็นเสียแต่ก่อนหรือขณะเข้ารื้อถอนอาคาร หาใช่ความเสียหายพิเศษหรือเป็นเรื่องเกินเลยจากความเสียหายแท้จริงอันมิใช่ผลโดยตรงจากการทำละเมิดของจำเลยที่ 2 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ ส่วนค่าจ้างปรับปรุงพื้นที่เช่า 1,275,000 บาท เป็นการปรับปรุงเพื่อรอเวลาให้จำเลยที่ 1 ก่อสร้างรถไฟฟ้าให้แล้วเสร็จซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 3 ปี หากโจทก์ทำการซ่อมแซมในขณะนี้ ก็อาจต้องซ่อมแซมอาคารดังกล่าวอีกหลายครั้ง เป็นความเสียหายในอนาคตอันเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1 และจากการคาดคะเนของโจทก์ซึ่งอาจไม่เกิดขึ้นก็ได้ ความเสียหายเป็นค่าจ้างปรับปรุงพื้นที่เช่าอาคารชั่วคราวส่วนที่โจทก์ไม่ได้ใช้อาคารสาขาหัวหมากส่วนที่เกินไปกว่า 10 เดือน จึงสูงกว่าความเสียหายแท้จริง โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหาย 6,835,190 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดและหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชดใช้เงิน 5,035,190 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 มกราคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระให้ยึดและหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 50,000 บาท และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 455,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 มกราคม 2563 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความว่า จำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้ดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ถูกเวนคืนการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มบริเวณสถานีรามคำแหง เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2562 จำเลยที่ 2 ดำเนินการรื้อถอนอาคาร 4 ชั้น 4 คูหา บริเวณซอยรามคำแหง 51/1 และ 51/2 ซึ่งอยู่ติดกับอาคารธนาคาร อ. สาขาหัวหมาก ของโจทก์ โดยในวันดังกล่าวเกิดเหตุอาคารที่จำเลยที่ 2 รื้อถอนทรุดตัวลง ทำให้อาคารของโจทก์ที่ตั้งอยู่ข้างเคียงได้รับความเสียหาย หลังจากเกิดเหตุสำนักงานเขตบางกะปิได้มีคำสั่งให้โจทก์ดำเนินการแก้ไขอาคารตามมาตรา 46 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 วันที่ 8 มกราคม 2562 ได้มีการประชุมหารือร่วมกันระหว่างโจทก์ จำเลยทั้งสอง สำนักงานกรุงเทพมหานคร สำนักงานเขตบางกะปิ สำนักการโยธาวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) สภาวิศวกร และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อหารือแนวทางดำเนินการกรณีที่พิพาทดังกล่าว วันเดียวกันจำเลยที่ 2 มีหนังสือแจ้งมายังโจทก์ว่าขอรับผิดชอบจากอุบัติเหตุที่ทำให้อาคารของโจทก์เกิดความเสียหายและวันที่ 10 มกราคม 2562 มีการประชุมร่วมกันระหว่างโจทก์ จำเลยที่ 2 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางการดำเนินการกรณีพิพาทอีกครั้ง ต่อมาโจทก์ว่าจ้างบริษัท น. ให้ดำเนินการตรวจสอบความเสียหายที่เกิดขึ้น จากนั้นโจทก์ส่งรายงานผลการตรวจสอบไปยังสำนักงานเขตบางกะปิ สำนักงานเขตบางกะปิจึงมีหนังสือแจ้งเพิกถอนคำสั่งที่ให้โจทก์ดำเนินการแก้ไขอาคาร ต่อมาวันที่ 1 เมษายน 2562 โจทก์ได้ทำสัญญาเช่ากับบริษัท ศ. เพื่อเช่าอาคารเป็นที่ทำการสำนักงานสาขาหัวหมากชั่วคราวและได้ทำสัญญาจ้างบริษัท ซ. เพื่อปรับปรุงพื้นที่อาคารสำนักงานชั่วคราว ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และกำหนดค่าเสียหายเป็นค่าจ้างที่โจทก์จ่ายให้บริษัท น. ดำเนินการตรวจสอบความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นเงิน 155,000 บาท คู่ความไม่อุทธรณ์ คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 และค่าเสียหายดังกล่าว จึงเป็นที่สุดตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายสำหรับค่าเช่าสำนักงานชั่วคราว 2,105,190 บาท ค่าปรับปรุงพื้นที่เช่าสำนักงานชั่วคราว 1,275,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารสาขาหัวหมาก 3,300,000 บาท หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า โจทก์ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ให้บริการด้านธุรกรรมการเงินแก่ประชาชนทั่วไป เหตุแห่งการละเมิดของจำเลยที่ 2 เป็นผลโดยตรงทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้อาคารของโจทก์ในการประกอบกิจกรรมบริการเชิงเศรษฐกิจการพาณิชย์ได้ เนื่องเพราะสำนักงานเขตบางกะปิมีหนังสือถึงโจทก์แจ้งว่าอาคารมีสภาพที่อาจเป็นภยันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สิน และมีคำสั่งให้โจทก์ระงับการใช้อาคารและให้ดำเนินการแก้ไขอาคารให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำสั่งตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 46 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ไม่สามารถเข้าใช้อาคารได้ ย่อมเป็นความเสียหายตามปกติธรรมดาที่จำเลยที่ 2 ควรจะได้คาดเห็นเสียแต่ก่อนหรือขณะเข้ารื้อถอนอาคาร หาใช่ความเสียหายพิเศษหรือเป็นเรื่องเกินเลยจากความเสียหายแท้จริงอันมิใช่ผลโดยตรงจากการทำละเมิดของจำเลยที่ 2 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ จนวันที่ 4 เมษายน 2562 สำนักงานเขตบางกะปิจึงมีหนังสือเพิกถอนคำสั่งระงับการใช้อาคารซึ่งล่วงไปเป็นระยะเวลา 3 เดือน และโจทก์ต้องใช้เวลาในการซ่อมแซมพื้นอาคารภายในที่ทรุดตัวแยกออกจากกัน ผนังแตกร้าว พื้นชั้นลอยภายในเอียง พื้นภายในชั้นดาดฟ้าทรุดตัว ซึ่งมิใช่การซ่อมแซมในลักษณะเพียงแค่ก่ออิฐฉาบปูนใหม่ จึงต้องใช้ผู้รับจ้างที่มีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะ และน่าจะต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 7 เดือน จึงกำหนดค่าเสียหายที่โจทก์ไม่ได้ใช้อาคารสาขาหัวหมากเป็นเวลา 10 เดือน ๆ ละ 28,250 บาท เท่าที่โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นค่าเช่าอาคารสำนักงานชั่วคราวเป็นเงิน 282,500 บาท และสมควรกำหนดค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารสาขาหัวหมากเป็นเงิน 1,000,000 บาท ส่วนค่าจ้างปรับปรุงพื้นที่เช่า 1,275,000 บาท เป็นการปรับปรุงเพื่อรอเวลาให้จำเลยที่ 1 ก่อสร้างรถไฟฟ้าให้แล้วเสร็จซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 3 ปี หากโจทก์ทำการซ่อมแซมในขณะนี้ ก็อาจต้องซ่อมแซมอาคารดังกล่าวอีกหลายครั้ง เป็นความเสียหายในอนาคตอันเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1 และจากการคาดคะเนของโจทก์ซึ่งอาจไม่เกิดขึ้นก็ได้ ความเสียหายเป็นค่าจ้างปรับปรุงพื้นที่เช่าอาคารชั่วคราวส่วนที่โจทก์ไม่ได้ใช้อาคารสาขาหัวหมากส่วนที่เกินไปกว่า 10 เดือน จึงสูงกว่าความเสียหายแท้จริง เห็นควรกำหนดให้เป็นเงิน 400,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหาย 1,837,500 บาท เยี่ยงนี้ ค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยที่ 2 ชดใช้แก่โจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน อนึ่ง ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ขอให้จำเลยทั้งสองใช้ดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ ศาลฎีกาเห็นสมควรปรับแก้เสียให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 1,837,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ตามอัตราและระยะเวลาที่ศาลอุทธรณ์กำหนด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์จากการรื้อถอนอาคารที่ทำให้โครงสร้างอาคารโจทก์เสียหาย จึงให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าเสียหาย 5,035,190 บาท พร้อมดอกเบี้ย และยกฟ้องจำเลยที่ 1 เพราะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการกระทำละเมิด 2 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ ลดค่าเสียหายเหลือ 455,000 บาท โดยให้จำเลยที่ 2 รับผิดเฉพาะค่าเสียหายบางส่วน และกำหนดดอกเบี้ยตามอัตราใหม่ตามพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ส่วนค่าเสียหายอื่นให้ยก 3 ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ใหม่ กำหนดค่าเสียหายที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดเป็น 1,837,500 บาท โดยถือว่าเป็นความเสียหายที่เป็นผลโดยตรงและจำเลยควรคาดเห็นได้ตามปกติ ทั้งนี้ให้คิดดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องตามอัตราที่ถูกต้อง ไม่เกินคำขอท้ายฟ้อง แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1 หากการรื้อถอนอาคารของจำเลยที่ 2 ทำให้อาคารของโจทก์ทรุดตัวและถูกเจ้าพนักงานเขตสั่งให้ระงับการใช้อาคารตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พศ 2522 มาตรา 46 การที่โจทก์ไม่สามารถใช้สถานที่ประกอบกิจการธนาคารได้เป็นระยะเวลานานถึง 3 เดือน และต้องเช่าสำนักงานชั่วคราวเพื่อทำการต่อเนื่อง ถือได้หรือไม่ว่าเป็นความเสียหายที่เป็นผลโดยตรงจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 2 และเป็นความเสียหายที่จำเลยควรคาดเห็นได้ตามปกติธรรมดาเพียงใด ธงคำตอบ การรื้อถอนอาคารซึ่งอยู่ในพื้นที่จำกัดและติดกับอาคารของโจทก์ย่อมเป็นกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูง จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับเหมารื้อถอนย่อมต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง เมื่อการรื้อถอนทำให้อาคารของโจทก์ทรุดตัวและถูกสั่งระงับการใช้อาคารตามมาตรา 46 ย่อมถือเป็นผลโดยตรงจากการละเมิดที่เกิดในวันเกิดเหตุ ซึ่งจำเลยที่ 2 ควรคาดหมายได้ว่า หากการรื้อถอนไม่ได้ทำอย่างปลอดภัย อาคารข้างเคียงจะได้รับผลกระทบและทำให้กิจการต้องหยุดชะงัก ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า ค่าเสียหายส่วนค่าเช่าสำนักงานชั่วคราวในระยะเวลาที่ไม่สามารถใช้อาคารได้เป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงและจำเลยต้องรับผิดตามมาตรา 420 ข้อ 2 ในกรณีที่โจทก์เรียกค่าเสียหายเป็นค่าปรับปรุงพื้นที่เช่าสำนักงานชั่วคราวจำนวนสูงถึง 1,275,000 บาท โดยอ้างว่าจำเป็นต้องเตรียมสถานที่เพื่อรอให้การก่อสร้างรถไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 แล้วเสร็จเป็นเวลา 3 ปี การเรียกร้องค่าเสียหายดังกล่าวถือเป็นความเสียหายในอนาคตที่คาดหมายได้หรือไม่ และจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดเพียงใด ธงคำตอบ แม้โจทก์จะต้องย้ายสถานที่ทำการชั่วคราวอันเกิดจากผลของการละเมิด แต่การปรับปรุงพื้นที่เช่าจำนวนมากเพื่อเตรียมใช้งานนานถึง 3 ปีเป็นค่าเสียหายในอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น และตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าการก่อสร้างรถไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 จะแล้วเสร็จช้าหรือทำให้โจทก์ต้องยืดเวลาการเช่าชั่วคราวออกไป ซึ่งไม่ใช่ผลโดยตรงจากการละเมิดของจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า ส่วนนี้เป็นเพียงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต จึงไม่อาจให้ชดใช้เต็มจำนวนตามที่โจทก์เรียกได้ และให้จำกัดเพียง 400,000 บาทซึ่งเป็นจำนวนที่สอดคล้องกับความเสียหายจริงและไม่สูงเกินควร ข้อ 3 เมื่ออาคารของโจทก์ได้รับความเสียหายหลายส่วน เช่น พื้นอาคารทรุด ผนังแตกร้าว พื้นดาดฟ้าทรุดตัว ซึ่งต้องใช้ผู้รับจ้างที่มีความเชี่ยวชาญและใช้เวลาไม่น้อยกว่า 7 เดือนในการซ่อมแซม การพิจารณาค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมดังกล่าวศาลจะประเมินอย่างไรว่าเป็นความเสียหายแท้จริง และจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดในจำนวนเท่าใด ธงคำตอบ ศาลต้องประเมินจากลักษณะความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงในตัวอาคาร เช่น ความเสียหายต่อโครงสร้าง พื้นทรุด ผนังแตกร้าว และดาดฟ้าที่ทรุดตัว ซึ่งเป็นความเสียหายเชิงโครงสร้างที่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการซ่อม มิใช่งานทั่วไปที่ใช้เวลาเพียงสั้น ๆ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า การซ่อมแซมดังกล่าวต้องใช้เวลานานและมีค่าใช้จ่ายสูง แต่ต้องประเมินให้พอสมควรตามสภาพความเสียหายแท้จริง โดยกำหนดให้จำเลยที่ 2 รับผิดเป็นเงิน 1,000,000 บาทซึ่งเป็นจำนวนที่สอดคล้องกับงานซ่อมโครงสร้างและไม่เกินกว่าที่ความเสียหายแท้จริงจำต้องมี ข้อ 4 โจทก์ขอให้คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 2 นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้คิดดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันฟ้องโดยใช้อัตราดอกเบี้ยตามพระราชกฤษฎีกามาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ใหม่ การกำหนดดอกเบี้ยดังกล่าวถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ และศาลฎีกามีแนวทางแก้ไขอย่างไร ธงคำตอบ คำขอท้ายฟ้องของโจทก์กำหนดให้จำเลยใช้ดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องตามอัตราที่กฎหมายกำหนด แต่ศาลอุทธรณ์กำหนดอัตราดอกเบี้ยที่ส่งผลให้จำเลยต้องรับภาระสูงกว่าที่โจทก์ร้องขอ ถือว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาเกินคำขอท้ายฟ้อง ซึ่งขัดต่อหลักว่า ศาลจะพิพากษาให้เกินคำขอไม่ได้ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขคำพิพากษาให้ดอกเบี้ยเป็นไปตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์เท่านั้น ข้อ 5 การที่ศาลล่างทั้งสองยกฟ้องจำเลยที่ 1 โดยถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้มีส่วนโดยตรงในเหตุละเมิดจากการรื้อถอนอาคาร แม้จะเป็นผู้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้ดำเนินการรื้อถอน กรณีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างไรเกี่ยวกับฐานะของผู้ว่าจ้าง และจำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดในทางละเมิดหรือไม่ ธงคำตอบ แม้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้รื้อถอนอาคารเพื่อดำเนินโครงการรถไฟฟ้า แต่การรื้อถอนเป็นกิจกรรมที่ต้องดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง จำเลยที่ 2 มีอิสระในการทำงานและเป็นผู้ลงมือรื้อถอนโดยตรง เหตุละเมิดที่ทำให้อาคารของโจทก์เสียหายเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 2 โดยตรง ไม่ใช่การสั่งการหรือควบคุมโดยจำเลยที่ 1 จึงไม่อาจให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดแทนได้ ศาลฎีกาจึงเห็นสอดคล้องกับศาลล่างทั้งสองว่าควรยกฟ้องจำเลยที่ 1 |




