
| หนังสือมอบอำนาจถือเป็นพินัยกรรมได้หรือไม่ ศาลวินิจฉัยกรณีโอนทรัพย์มรดกและสิทธิของทายาทตามพินัยกรรมโดยชอบด้วยกฎหมาย
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความว่า “หนังสือมอบอำนาจ” ที่มีเงื่อนไขเกี่ยวข้องกับการตายของผู้มอบอำนาจนั้น จะสามารถถือเป็น “พินัยกรรม” ตามกฎหมายได้หรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในทางกฎหมายมรดกเกี่ยวกับการแสดงเจตนาเผื่อตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1646 และ 1647 โดยคดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงหลักเกณฑ์สำคัญในการแยกแยะระหว่างการมอบอำนาจเพื่อบริหารจัดการทรัพย์สินกับการกำหนดการเผื่อตายในทรัพย์มรดก ตลอดจนสิทธิของทายาทตามพินัยกรรมในการรับโอนทรัพย์สินของผู้ตาย ประเด็นข้อพิพาทเกิดจากการที่ผู้ตายเคยทำพินัยกรรมยกทรัพย์ให้จำเลย แต่ต่อมามีหนังสือมอบอำนาจที่มีข้อความเกี่ยวข้องกับการขายทรัพย์เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย โจทก์จึงอ้างว่าหนังสือดังกล่าวมีลักษณะเป็นพินัยกรรมและเป็นเหตุให้ต้องเพิกถอนการโอนทรัพย์สิน อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาได้วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่าการจะถือเป็นพินัยกรรมได้นั้น ต้องมีลักษณะเป็นการแสดงเจตนาเผื่อตายโดยตรง มิใช่เพียงข้อความประกอบหรือเงื่อนไขในการบริหารจัดการทรัพย์สิน ข้อเท็จจริงของคดี ผู้ตายมีทรัพย์สินเป็นบ้านและที่ดิน โดยได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินบางส่วนให้แก่จำเลยซึ่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาผู้ตายได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้นางพรทิพย์บริหารจัดการทรัพย์สิน โดยให้นำค่าเช่าบ้านไปชำระหนี้ และกำหนดว่า หากไม่มีรายได้หรือผู้ตายถึงแก่ความตาย ให้ขายบ้านเพื่อนำเงินไปใช้หนี้และจัดการส่วนที่เหลือตามดุลพินิจ ภายหลังผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยได้โอนทรัพย์สินมาเป็นของตนตามพินัยกรรม ขณะที่โจทก์ซึ่งเป็นบุตรนอกกฎหมายที่ได้รับการรับรองแล้ว ฟ้องเพิกถอนการโอนโดยอ้างว่าหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวเป็นพินัยกรรม ประเด็นข้อพิพาททางกฎหมาย ประเด็นสำคัญคือ หนังสือมอบอำนาจที่มีข้อความเกี่ยวข้องกับการตายของผู้ตาย จะถือเป็นพินัยกรรมตามกฎหมายหรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวมีลักษณะเป็นเพียงการมอบอำนาจให้บริหารจัดการทรัพย์สินและชำระหนี้ มิใช่การแสดงเจตนาเผื่อตายในทรัพย์สิน แม้จะมีข้อความว่า “หรือข้าพเจ้าถึงแก่ความตาย” ก็เป็นเพียงเงื่อนไขในการดำเนินการ ไม่ใช่สาระสำคัญของการกำหนดทรัพย์สินหลังความตาย ทั้งยังไม่มีการกำหนดให้ทรัพย์ตกแก่บุคคลใดอย่างแน่นอน และการจัดสรรทรัพย์ยังขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้รับมอบอำนาจ จึงขาดลักษณะของพินัยกรรม วิเคราะห์หลักกฎหมาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1646 และ 1647 พินัยกรรมต้องเป็นการแสดงเจตนา “เผื่อตาย” โดยมีผลเมื่อผู้ทำถึงแก่ความตาย และต้องกำหนดการจัดการทรัพย์สินอย่างชัดเจน กรณีนี้ไม่มีลักษณะดังกล่าว เพราะ * เป็นเพียงการมอบอำนาจ * ไม่มีการกำหนดสิทธิรับทรัพย์อย่างแน่นอน * เป็นการบริหารทรัพย์ระหว่างมีชีวิต เจตนารมณ์ของกฎหมาย กฎหมายมรดกต้องการให้การโอนทรัพย์หลังความตายมีความชัดเจน แน่นอน และตรวจสอบได้ เพื่อป้องกันข้อพิพาทระหว่างทายาท แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาวางหลักสม่ำเสมอว่า หากไม่มี “เจตนาเผื่อตายโดยตรง” จะไม่ถือเป็นพินัยกรรม แม้จะมีข้อความเกี่ยวข้องกับความตายก็ตาม สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง เห็นว่าการโอนทรัพย์สินของจำเลยเป็นไปโดยชอบตามพินัยกรรม 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าหนังสือมอบอำนาจไม่ใช่พินัยกรรม 3. ศาลฎีกา พิพากษายืน โดยวินิจฉัยว่าหนังสือมอบอำนาจไม่มีลักษณะเป็นการแสดงเจตนาเผื่อตายตามกฎหมาย จึงไม่ใช่พินัยกรรม จำเลยมีสิทธิรับโอนทรัพย์โดยชอบ ข้อคิดทางกฎหมาย การตีความเอกสารทางกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์มรดกต้องพิจารณาจาก “เจตนาแท้จริงของผู้ทำเอกสาร” เป็นสำคัญ มิใช่เพียงถ้อยคำบางส่วนที่อาจเกี่ยวข้องกับความตาย หากเอกสารดังกล่าวมีลักษณะเป็นเพียงการมอบอำนาจหรือการจัดการทรัพย์สินในระหว่างมีชีวิต แม้จะมีเงื่อนไขเกี่ยวกับการตาย ก็ไม่อาจถือเป็นพินัยกรรมได้ เว้นแต่จะปรากฏเจตนาเผื่อตายโดยชัดแจ้งและมีการกำหนดสิทธิในทรัพย์สินอย่างแน่นอน ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการแยกแยะว่า หนังสือมอบอำนาจเป็น “พินัยกรรม” หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าต้องพิจารณาจากเจตนาเผื่อตายเป็นหลัก มิใช่เพียงข้อความประกอบ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ 1. “การแสดงเจตนาเผื่อตาย” (ป.พ.พ. มาตรา 1646, 1647) ต้องมีการกำหนดทรัพย์สินหลังความตายอย่างชัดเจน หากไม่ชัดเจนจะไม่เป็นพินัยกรรม 2. “ลักษณะของการมอบอำนาจ” เป็นเพียงการจัดการทรัพย์ระหว่างมีชีวิต ไม่ก่อให้เกิดสิทธิในมรดกโดยตรง คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม-หนังสือมอบอำนาจสามารถถือเป็นพินัยกรรมได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้วหนังสือมอบอำนาจไม่ถือเป็นพินัยกรรม เว้นแต่จะปรากฏว่ามีการแสดงเจตนาเผื่อตายอย่างชัดแจ้งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1646 และ 1647 กล่าวคือ ต้องมีการกำหนดให้ทรัพย์สินตกแก่บุคคลใดเมื่อผู้ทำถึงแก่ความตาย และต้องมีความแน่นอนในสิทธิของผู้รับ หากเป็นเพียงการให้อำนาจจัดการทรัพย์สินหรือกำหนดเงื่อนไขในการดำเนินการ เช่น การขายทรัพย์เพื่อชำระหนี้ แม้จะมีข้อความเกี่ยวกับการตาย ก็ยังไม่ถือเป็นพินัยกรรม เพราะขาดเจตนาเผื่อตายโดยตรงและขาดความแน่นอนของการจัดสรรทรัพย์สิน 2. คำถาม-ข้อความในเอกสารที่กล่าวถึงการตายเพียงอย่างเดียวเพียงพอหรือไม่ที่จะเป็นพินัยกรรม คำตอบ ข้อความที่กล่าวถึงการตายของผู้ทำเอกสารเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้เอกสารนั้นเป็นพินัยกรรมได้ ศาลจะพิจารณาว่าข้อความดังกล่าวเป็นเพียงเงื่อนไขประกอบหรือเป็นสาระสำคัญของการกำหนดสิทธิในทรัพย์สิน หากเป็นเพียงเงื่อนไขเพื่อให้ดำเนินการบางอย่าง เช่น การขายทรัพย์เพื่อชำระหนี้ ย่อมไม่ถือเป็นการแสดงเจตนาเผื่อตาย แต่หากเป็นการกำหนดให้ทรัพย์ตกแก่บุคคลใดอย่างชัดเจนหลังความตาย จึงจะเข้าลักษณะของพินัยกรรม 3. คำถาม-การกำหนดให้บุคคลหนึ่งมีดุลพินิจจัดการทรัพย์สินหลังความตายมีผลอย่างไร คำตอบ หากการจัดการทรัพย์สินหลังความตายขึ้นอยู่กับดุลพินิจของบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยไม่มีการกำหนดสิทธิของผู้รับทรัพย์อย่างแน่นอน ย่อมขาดลักษณะสำคัญของพินัยกรรม เนื่องจากพินัยกรรมต้องกำหนดสิทธิในทรัพย์สินอย่างชัดเจนแน่นอน ไม่เปิดช่องให้บุคคลอื่นใช้ดุลพินิจแทนเจตนาของผู้ตายในภายหลัง หลักการนี้มีขึ้นเพื่อป้องกันข้อพิพาทและรักษาความแน่นอนของการโอนทรัพย์มรดก 4. คำถาม-หากผู้ตายเคยทำพินัยกรรมมาก่อน จะมีผลต่อการตีความเอกสารอื่นหรือไม่ คำตอบ การที่ผู้ตายเคยทำพินัยกรรมมาก่อน เป็นพฤติการณ์สำคัญที่ศาลอาจนำมาพิจารณาประกอบในการตีความเอกสารอื่น หากผู้ตายมีความสามารถและเข้าใจวิธีการทำพินัยกรรมแล้ว แต่กลับเลือกใช้เอกสารประเภทอื่น เช่น หนังสือมอบอำนาจ ศาลอาจตีความว่าไม่ได้มีเจตนาจะทำพินัยกรรมเพิ่มเติม เพราะหากต้องการกำหนดการเผื่อตายจริง ย่อมสามารถใช้รูปแบบพินัยกรรมตามกฎหมายได้โดยตรง 5. คำถาม-ทายาทตามพินัยกรรมมีสิทธิเหนือทายาทโดยธรรมหรือไม่ คำตอบ ทายาทตามพินัยกรรมมีสิทธิได้รับทรัพย์สินตามที่กำหนดไว้ในพินัยกรรมก่อนทายาทโดยธรรม เว้นแต่พินัยกรรมนั้นจะตกเป็นโมฆะหรือถูกเพิกถอนตามกฎหมาย ดังนั้น หากพินัยกรรมมีผลสมบูรณ์ ทายาทโดยธรรมจะได้รับมรดกเฉพาะส่วนที่ไม่ได้ระบุไว้ในพินัยกรรมเท่านั้น หลักการนี้สะท้อนถึงการเคารพเจตนาของผู้ตายเป็นสำคัญ 6. คำถาม-สามารถฟ้องเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดกได้ในกรณีใด คำตอบ การฟ้องเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดกสามารถกระทำได้เมื่อมีเหตุว่าการโอนนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น ไม่มีสิทธิในทรัพย์ มรดกยังไม่ได้แบ่ง หรือเอกสารที่ใช้อ้างสิทธิเป็นโมฆะ อย่างไรก็ตาม หากการโอนเป็นไปตามพินัยกรรมที่สมบูรณ์และผู้รับโอนมีสิทธิชอบด้วยกฎหมาย การฟ้องเพิกถอนย่อมไม่อาจสำเร็จได้ 7. คำถาม-การมอบอำนาจให้ขายทรัพย์เพื่อชำระหนี้หลังความตายมีผลผูกพันหรือไม่ คำตอบ การมอบอำนาจโดยหลักจะสิ้นสุดลงเมื่อผู้มอบอำนาจถึงแก่ความตาย เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นพิเศษ ดังนั้น การกำหนดให้ผู้รับมอบอำนาจขายทรัพย์หลังความตายต้องพิจารณาว่าเป็นเพียงเงื่อนไขในการจัดการหนี้หรือเป็นการกำหนดทรัพย์มรดก หากเป็นเพียงการจัดการหนี้ ย่อมไม่ก่อให้เกิดสิทธิในทรัพย์มรดกแก่บุคคลอื่น 8. คำถาม-หลักสำคัญในการตีความเอกสารเกี่ยวกับมรดกคืออะไร คำตอบ หลักสำคัญคือการพิจารณา “เจตนาที่แท้จริงของผู้ทำเอกสาร” โดยดูจากข้อความทั้งหมด พฤติการณ์แวดล้อม และรูปแบบของเอกสาร หากเอกสารนั้นมีลักษณะเป็นพินัยกรรม ต้องมีความชัดเจนแน่นอนเกี่ยวกับการจัดสรรทรัพย์หลังความตาย แต่หากเป็นเพียงการบริหารจัดการทรัพย์ในระหว่างมีชีวิต ย่อมไม่อาจตีความให้เป็นพินัยกรรมได้ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4241/2565 ผู้ตายทำหนังสือมอบอำนาจให้ พ. นำค่าเช่าบ้านไปชำระหนี้สิ้นที่ผู้ตายติดค้าง พ. โดยทยอยผ่อนชำระจากเงินค่าเช่าบ้าน หากชำระไม่ได้เพราะไม่มีค่าเช่าต่อเนื่องหรือผู้ตายถึงแก่ความตายให้ พ. ขายบ้านได้ แม้หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจะมีข้อความว่าหรือข้าพเจ้าถึงแก่ความตายก็ตาม ข้อความนี้ก็เป็นเพียงขยายความว่ากรณีไม่มีเงินค่าเช่าต่อเนื่องก็ให้ขายบ้านเช่านำเงินมาชำระ การตายของผู้ตายที่ระบุไว้เป็นเพียงเหตุหนึ่งที่ต้องขายบ้านเช่า ประกอบกับผู้ตายเคยทำพินัยกรรมมาก่อน หากผู้ตายมีเจตนาจะทำพินัยกรรมก็มีความสามารถจะทำพินัยกรรมได้ไม่จำต้องใช้หนังสือมอบอำนาจ ถือได้ว่าหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว ไม่มีข้อความหรือแปลความได้ว่าเป็นการแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของผู้ตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1646 และ 1647 หนังสือมอบอำนาจจึงไม่ใช่พินัยกรรม เมื่อจำเลยเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกตามพินัยกรรมย่อมโอนที่ดินและบ้านมาเป็นของตนได้โดยชอบ ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 13864 รายการจดทะเบียนวันที่ 29 กันยายน 2558 และให้จำเลยส่งมอบโฉนดแก่ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของผู้ตาย โดยอ้างว่าหนังสือมอบอำนาจของผู้ตายมีลักษณะเป็นพินัยกรรม จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ตายเคยทำพินัยกรรมยกบ้านและที่ดินให้จำเลย ต่อมาผู้ตายทำหนังสือมอบอำนาจให้นางพรทิพย์บริหารทรัพย์สิน โดยให้นำค่าเช่าบ้านไปชำระหนี้ที่ผู้ตายค้างชำระ หากไม่มีรายได้จากค่าเช่าต่อเนื่องหรือผู้ตายถึงแก่ความตาย ก็ให้ขายบ้านเพื่อนำเงินใช้หนี้ ส่วนเงินที่เหลือให้จัดการต่อไป ข้อความดังกล่าวมีลักษณะเป็นเพียงการมอบอำนาจให้จัดการทรัพย์สินและชำระหนี้ มิใช่การแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายในทรัพย์สินของผู้ตาย แม้จะมีข้อความว่า “หรือข้าพเจ้าถึงแก่กรรม” ก็เป็นเพียงเหตุหนึ่งที่ทำให้ต้องขายบ้าน ไม่ใช่ข้อกำหนดให้ทรัพย์ตกแก่บุคคลใดโดยแน่นอน อีกทั้งผู้ตายเคยทำพินัยกรรมมาก่อน หากประสงค์จะทำพินัยกรรมย่อมทำได้โดยตรง หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจึงไม่ใช่พินัยกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1646 และ 1647 เมื่อจำเลยเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกตามพินัยกรรม การโอนที่ดินและบ้านเป็นของจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาพิพากษายืน ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ดินโฉนดเลขที่ 13864 สำหรับรายการจดทะเบียนลงวันที่ 29 กันยายน 2558 ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลย หากจำเลยไม่อาจปฏิบัติตามคำพิพากษาได้ให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่นางพรทิพย์ ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของผู้ตาย จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังยุติว่า จำเลยเป็นบุตรของนายอิทธิฤทธิ์ ผู้ตายกับนางอาบทิพย์ ปี 2534 ผู้ตายจดทะเบียนหย่ากับนางอาบทิพย์ ส่วนโจทก์เป็นบุตรนอกกฎหมายของผู้ตายที่ผู้ตายรับรองแล้ว อันเกิดจากผู้ตายกับนางสาวอัณณ์ณิชา ปี 2548 ผู้ตายทำพินัยกรรมยกบ้านเลขที่ 239 พร้อมที่ดิน และบ้านเลขที่ 114 พร้อมที่ดินให้จำเลย ต่อมาผู้ตายทำหนังสือมอบอำนาจให้นางสาวพรทิพย์ มีอำนาจบริหารจัดการทรัพย์สินของผู้ตาย 2 ฉบับ ลงวันที่ 28 มิถุนายน 2554 และลงวันที่ 7 มกราคม 2557 เอกสารหมาย จ.6 วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2557 ผู้ตายถึงแก่ความตายด้วยโรคหัวใจ แต่ก่อนถึงแก่ความตายผู้ตายได้โอนที่ดินพร้อมบ้านเลขที่ 114 ให้แก่โจทก์ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า หนังสือมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 7 มกราคม 2557 เป็นพินัยกรรมหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.6 มีข้อความว่า "ให้นางพรทิพย์บริหารทรัพย์สินของข้าพเจ้าที่พึงจะได้จากบ้านเลขที่ 239...โดยให้มีอำนาจจัดการแบ่งเงินค่าเช่าเพื่อทยอยชำระหนี้ที่ข้าพเจ้าได้กู้ยืมมาจากนางพรทิพย์ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2551 จนถึงวันที่ 7 มกราคม 2557 รวมเป็นเงิน 1,700,000 บาท (หนึ่งล้านเจ็ดแสนบาทถ้วน) ไม่รวมดอกเบี้ย โดยให้แบ่ง 1 ใน 3 ของรายได้จากค่าเช่าในแต่ละเดือนไปจนกว่าหนี้สินจะหมด ในกรณีที่ข้าพเจ้าไม่สามารถชำระหนี้สินจำนวนนี้เป็นรายเดือนด้วยสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง คือ ไม่มีรายได้จากการเช่าต่อเนื่องหรือข้าพเจ้าถึงแก่กรรม ข้าพเจ้าขอมอบอำนาจให้นางพรทิพย์ จัดการขายบ้านหลังดังกล่าวเพื่อใช้คืนหนี้สินที่ติดค้าง ส่วนที่เหลือให้แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งมอบให้นายพิรชัย และอีกส่วนหนึ่งขอมอบอำนาจให้นางพรทิพย์ หาซื้อบ้านหลังเล็ก ๆ เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยให้กับเด็กหญิง บ. ตามที่นางพรทิพย์เห็นสมควร จำนวนเงินที่เหลือจากการซื้อบ้าน ขอมอบให้นางพรทิพย์ใช้จ่ายเป็นค่าดูแลเด็กหญิง บ. แทนข้าพเจ้าจนเสร็จ..." เนื้อหาของหนังสือมอบอำนาจเป็นการมอบอำนาจให้นางพรทิพย์ดำเนินการเอาค่าเช่าบ้านไปชำระหนี้สินที่ผู้ตายติดค้างนางพรทิพย์โดยทยอยผ่อนชำระจากเงินค่าเช่าบ้านแต่หากชำระไม่ได้เพราะไม่มีค่าเช่าต่อเนื่องหรือผู้ตายถึงแก่ความตายก็ให้นางพรทิพย์ขายบ้านได้ ลักษณะของหนังสือมอบอำนาจเป็นเรื่องการมอบอำนาจให้จัดการบ้านเช่าเพื่อนำเงินมาชำระนางพรทิพย์ แม้จะมีข้อความว่าหรือข้าพเจ้าถึงแก่กรรมก็ตาม ข้อความนี้ก็เป็นเพียงขยายความว่ากรณีไม่มีเงินค่าเช่าต่อเนื่องก็ให้ขายบ้านเช่านำเงินมาชำระ การตายของผู้ตายที่ระบุไว้เป็นเพียงเหตุหนึ่งที่ต้องขายบ้านเช่า ทั้งไม่มีข้อความที่ระบุให้ทรัพย์ตกแก่โจทก์คงมีเพียงให้นางพรทิพย์เป็นคนจัดการโดยนางพรทิพย์เป็นผู้ตัดสินใจซื้อบ้านหลังเล็ก ๆ ให้โจทก์ซึ่งอยู่ในดุลพินิจของนางพรทิพย์ว่าบ้านหลังเล็ก ๆ นั้นจะมีขนาดเท่าใด เงินที่เหลือก็มอบให้นางพรทิพย์เป็นผู้ใช้จ่ายเป็นค่าดูแลโจทก์แทนผู้ตาย ซึ่งยังไม่แน่นอนแต่อยู่ที่ความพอใจของนางพรทิพย์ ประกอบกับผู้ตายเคยทำพินัยกรรมมาก่อน หากผู้ตายมีเจตนาจะทำพินัยกรรมก็มีความสามารถจะทำพินัยกรรมได้ไม่จำต้องใช้หนังสือมอบอำนาจ ถือได้ว่า ไม่มีข้อความหรือแปลความได้ว่าเป็นการแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของผู้ตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1646 และ 1647 ข้อความในหนังสือมอบอำนาจพิพาทจึงไม่ใช่พินัยกรรม เมื่อจำเลยเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกตามพินัยกรรมย่อมโอนที่ดินและบ้านมาเป็นของตนได้โดยชอบ สำหรับฎีกาของโจทก์และจำเลยในปัญหาอื่นนั้นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ |



.jpg)
