
| การหักค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยในคดีละเมิดจากอุบัติเหตุรถยนต์
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายสำคัญในคดีอุบัติเหตุรถยนต์ซึ่งมีผลให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย โดยเฉพาะประเด็นการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากผู้กระทำละเมิดควบคู่กับการได้รับค่าสินไหมจากบริษัทประกันภัยหลายแห่ง ทั้งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 และตามสัญญาประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ สาระสำคัญของคดีอยู่ที่ว่า เมื่อผู้เสียหายได้รับเงินชดใช้จากบริษัทประกันภัยแล้ว ศาลจะต้องนำเงินดังกล่าวมาหักออกจากค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องรับผิดหรือไม่ เพื่อมิให้ผู้เสียหายได้รับค่าเสียหายซ้ำซ้อนเกินกว่าความเสียหายที่แท้จริง อันเป็นหลักการพื้นฐานของกฎหมายละเมิดและกฎหมายประกันภัย คำพิพากษานี้จึงเป็นแนวทางสำคัญในการตีความความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กับสิทธิได้รับเงินตามสัญญาประกันภัย รวมถึงการอธิบายสถานะทางกฎหมายของเงินชดใช้จากบริษัทประกันภัยว่าเป็น “ค่าสินไหมทดแทน” ซึ่งต้องนำมาหักออกหรือไม่ และในขอบเขตเพียงใด ข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้เกิดจากอุบัติเหตุรถยนต์ที่จำเลยขับขี่โดยประมาท เป็นเหตุให้เด็กชาย ณ. ถึงแก่ความตาย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส พนักงานอัยการฟ้องจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 และ 300 รวมถึงความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก ระหว่างพิจารณา มารดาของผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ และมีการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในฐานะโจทก์ร่วม โดยขอค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะเป็นเงินจำนวนมาก จำเลยรับสารภาพในคดีอาญา แต่โต้แย้งในส่วนคดีแพ่งว่า ค่าเสียหายที่เรียกร้องสูงเกินความเป็นจริง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในคดีอาญา แต่ยกคำร้องในส่วนคดีแพ่ง ต่อมาโจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แก้คำพิพากษาให้จำเลยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 830,038 บาท โดยไม่นำเงินที่โจทก์ร่วมได้รับจากบริษัทประกันภัยมาหักออก ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย ประเด็นสำคัญในชั้นฎีกา คือ 1. เงินค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ร่วมได้รับจากบริษัทประกันภัยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ถือเป็นค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือไม่ 2. เงินค่าสินไหมทดแทนที่ได้รับจากบริษัทประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ เป็นการจ่ายแทนจำเลยตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนหรือไม่ 3. เงินดังกล่าวต้องนำมาหักออกจากค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องรับผิดหรือไม่ เพื่อป้องกันการได้รับค่าเสียหายซ้ำซ้อน การวิเคราะห์หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ศาลฎีกาวิเคราะห์บทบัญญัติของพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 โดยเฉพาะมาตรา 22, มาตรา 25 วรรคสอง และมาตรา 31 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ค่าเสียหายเบื้องต้นและค่าสินไหมทดแทนตาม พ.ร.บ. ดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และบริษัทประกันภัยมีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากผู้ก่อให้เกิดความเสียหาย ในส่วนของประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ศาลฎีกาอาศัยหลักตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 วรรคหนึ่ง ซึ่งกำหนดให้การจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยค้ำจุน เป็นการจ่ายแทนผู้เอาประกันภัย ดังนั้นเงินที่โจทก์ร่วมได้รับจากบริษัทประกันภัยรถยนต์ของจำเลย จึงถือเป็นเงินที่จำเลยได้ชำระผ่านบริษัทประกันภัยแล้ว แนวคำพิพากษาศาลฎีกาและเจตนารมณ์ของกฎหมาย ศาลฎีกายึดหลักการสำคัญของกฎหมายละเมิดว่า ผู้เสียหายมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนเพียงเท่ากับความเสียหายที่แท้จริง ไม่อาจได้รับประโยชน์เกินควรจากเหตุละเมิดเดียวกัน การไม่นำเงินค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยมาหักออก จะทำให้ผู้เสียหายได้รับเงินเกินกว่าความเสียหายจริง อันขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาลงโทษจำเลยในคดีอาญา แต่ยกคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนในส่วนแพ่ง 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แก้คำพิพากษา ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 จำนวน 830,038 บาท โดยไม่หักเงินจากบริษัทประกันภัย 3. ศาลฎีกา พิพากษาแก้ว่า เงินค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยทั้งตาม พ.ร.บ. และประกันภัยค้ำจุน ต้องนำมาหักออก และเมื่อจำนวนเงินดังกล่าวคุ้มกับความเสียหายแล้ว จำเลยไม่ต้องชดใช้เพิ่มเติม พร้อมยกคำร้องของโจทก์ร่วมที่ 2 สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักการสำคัญของกฎหมายละเมิดและกฎหมายประกันภัยว่า การชดใช้ค่าสินไหมทดแทนมีวัตถุประสงค์เพื่อเยียวยาความเสียหาย มิใช่เพื่อให้ผู้เสียหายได้รับประโยชน์เกินกว่าความเสียหายที่แท้จริง เงินที่บริษัทประกันภัยจ่าย ไม่ว่าจะเป็นตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ หรือประกันภัยค้ำจุน ล้วนเป็นการชดใช้แทนผู้ก่อให้เกิดความเสียหาย และต้องนำมาหักออกจากความรับผิดของจำเลย เพื่อคงไว้ซึ่งความเป็นธรรมในระบบกฎหมาย คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. เงินจากประกัน พ.ร.บ. ต้องนำมาหักจากค่าสินไหมทดแทนหรือไม่ ต้องนำมาหัก เนื่องจากถือเป็นค่าสินไหมทดแทนส่วนหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 2. เงินจากประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจถือเป็นของจำเลยหรือไม่ ถือเป็นการจ่ายแทนจำเลยตามสัญญาประกันภัยค้ำจุน 3. ผู้เสียหายสามารถรับเงินจากหลายแหล่งได้หรือไม่ รับได้ แต่ต้องไม่เกินความเสียหายที่แท้จริง และต้องหักออกเพื่อไม่ให้ซ้ำซ้อน 4. คำพิพากษานี้มีผลอย่างไรต่อการฟ้องคดีอุบัติเหตุรถยนต์ เป็นแนวทางชัดเจนในการคำนวณและหักค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัย ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5398/2568 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 แยกเป็นค่าปลงศพ 269,597 บาท และค่าขาดไร้อุปการะ 672,000 บาท รวมเป็นค่าสินไหมทดแทนทั้งสิ้น 941,597 บาท จำเลยชำระค่ารักษาพยาบาลแล้ว 11,559 บาท กับเงินบรรเทาความเดือดร้อนอีก 100,000 บาท จึงให้นำมาหักคงเหลือค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมที่ 1 จำนวน 830,038 บาท การที่โจทก์ร่วมที่ 1 ยังได้ค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทผู้รับประกันภัยตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 จำนวน 488,441 บาท และได้รับค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยขับอีก 500,000 บาท แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่นำค่าสินไหมทดแทนทั้งสองจำนวนนี้มาหักออกจากจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมที่ 1 นั้น เมื่อค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถประกอบด้วยค่าเสียหายเบื้องต้นและค่าสินไหมทดแทนเพื่อชดเชยความเสียหายใดๆ อันเกิดจากการทำละเมิดซึ่งรวมถึงค่าขาดไร้อุปการะด้วย ซึ่งตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 31 บัญญัติว่า ในกรณีที่ความเสียหายเกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคลภายนอก... เมื่อบริษัทได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นหรือค่าสินไหมทดแทนไปแล้วจำนวนเท่าใดให้บริษัท...มีสิทธิไล่เบี้ยได้ บ่งชี้ชัดว่าค่าเสียหายที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถล้วนเป็นค่าสินไหมทดแทนที่ต้องจ่ายตามสัญญาประกันวินาศภัยด้วยกันทั้งสิ้น จึงต้องนำค่าเสียหายตามกรมธรรม์จำนวน 488,441 บาท มาหักชำระเป็นค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะ ส่วนค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับจากผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยขับอีก 500,000 บาท อันเป็นความรับผิดตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนตาม ป.ป.พ. มาตรา 887 วรรคหนึ่ง กรณีต้องนำมาหักชำระด้วยเช่นกัน เมื่อค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับจากบริษัทประกันภัยทั้งสองแห่งมีจำนวนรวม 988,441 บาท คุ้มกับค่าสินไหมทดแทนในส่วนที่ยังเหลืออยู่อีก 830,038 บาท แล้ว จำเลยหาต้องรับผิดแก่โจทก์ร่วมที่ 1 อีกเพราะนอกจากจะเป็นการซ้ำซ้อนแล้ว ยังเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับค่าเสียหายเกินไปจากความเป็นจริง การไม่นำค่าสินไหมทดแทนที่ได้มาจากบริษัทประกันภัยดังกล่าวมาหักออกจากค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงไม่ชอบ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 และ 300 และตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 และ 157 ต่อมาระหว่างพิจารณา มารดาของผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเฉพาะข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัส โดยเรียกเป็นโจทก์ร่วมที่ 1 และอนุญาตให้อีกฝ่ายเป็นโจทก์ร่วมที่ 2 โจทก์ร่วมที่ 1 ขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 1,500,000 บาท ส่วนโจทก์ร่วมที่ 2 ขอค่าสินไหม 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยรับสารภาพในคดีอาญา แต่โต้แย้งคดีแพ่งว่าค่าเสียหายสูงเกินจริง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ลงโทษจำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท ลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือจำคุก 6 เดือน ปรับ 10,000 บาท และรอการลงโทษไว้ พร้อมคุมประพฤติและให้ทำกิจกรรมบริการสังคม โดยยกคำร้องในส่วนแพ่ง โจทก์ร่วมทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แก้คำพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 830,038 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยไม่นำเงินที่โจทก์ร่วมได้รับจากบริษัทประกันภัยมาหักออก จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เงินค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับจากบริษัทประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 เป็นค่าสินไหมทดแทนที่ต้องถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าสินไหมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้ค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นส่วนหนึ่งของค่าสินไหม และเปิดทางให้บริษัทประกันมีสิทธิไล่เบี้ยจากผู้ก่อเหตุได้ จึงสามารถนำมาหักเป็นค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะได้ ส่วนเงินค่าสินไหมจากบริษัทประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจของรถคันที่จำเลยขับ เป็นการจ่ายแทนจำเลยตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 วรรคหนึ่ง ต้องนำมาหักออกเช่นกัน เมื่อรวมเงินจากบริษัทประกันทั้งสองแห่งแล้วมีจำนวนคุ้มกับค่าสินไหมที่เหลืออยู่ หากยังให้จำเลยชดใช้เพิ่มเติมจะเป็นการซ้ำซ้อนและทำให้โจทก์ร่วมได้รับเกินความเสียหายจริง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่นำเงินดังกล่าวมาหักออกจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้ ศาลฎีกายังเห็นว่าโจทก์ร่วมที่ 2 มีส่วนประมาทในเหตุเกิดขึ้น จึงไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ไม่มีสิทธิเข้าร่วมเป็นโจทก์ พิพากษาแก้ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมที่ 2 และยกคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนในส่วนของโจทก์ร่วมที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 |



.jpg)
