
| คนเสมือนไร้ความสามารถ ผู้พิทักษ์มีอำนาจทำการแทนได้หรือไม่ หากยังไม่เกิดเหตุจริง ศาลมีอำนาจอนุญาตล่วงหน้าเพียงใด
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับขอบเขตอำนาจของผู้พิทักษ์ในการกระทำการแทนคนเสมือนไร้ความสามารถ โดยเฉพาะประเด็นสำคัญว่าผู้พิทักษ์สามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลอนุญาตล่วงหน้าเพื่อกระทำการแทนในเรื่องสำคัญต่าง ๆ เช่น การจัดการทรัพย์สิน การทำสัญญา หรือการดำเนินคดีได้หรือไม่ ทั้งที่ยังไม่ปรากฏเหตุการณ์จำเป็นเกิดขึ้นจริงในขณะนั้น คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญในการตีความบทบัญญัติมาตรา 34 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าการใช้อำนาจของผู้พิทักษ์ต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว มิใช่การคาดการณ์ล่วงหน้า และศาลจะใช้ดุลพินิจได้ต่อเมื่อมีข้อเท็จจริงเพียงพอเท่านั้น ข้อเท็จจริงของคดี ผู้ร้องซึ่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของหญิงผู้ป่วยโรคเส้นเลือดในสมองแตก ได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้บุคคลดังกล่าวเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ และให้อยู่ในความพิทักษ์ของผู้ร้อง พร้อมทั้งขอให้ศาลมีคำสั่งเพิ่มเติมให้ผู้ร้องในฐานะผู้พิทักษ์มีอำนาจกระทำการแทนในเรื่องสำคัญหลายประการ เช่น การให้เช่าทรัพย์สิน การจัดการสิทธิในทรัพย์สิน การดำเนินคดี และการประนีประนอมยอมความ โดยเป็นการขออนุญาตล่วงหน้าโดยยังไม่มีเหตุการณ์เฉพาะเกิดขึ้นจริง ศาลได้มีการประกาศนัดไต่สวนและไม่มีผู้ใดคัดค้าน จากนั้นศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้บุคคลดังกล่าวเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและให้อยู่ในความพิทักษ์ของผู้ร้อง แต่ไม่ได้อนุญาตให้ผู้ร้องมีอำนาจกระทำการแทนตามที่ขอ ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย ประเด็นสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การตีความว่า ผู้พิทักษ์สามารถขอให้ศาลอนุญาตให้มีอำนาจกระทำการแทนคนเสมือนไร้ความสามารถล่วงหน้าได้หรือไม่ โดยที่ยังไม่เกิดเหตุการณ์ที่จำเป็นต้องกระทำการนั้นจริง อีกทั้งต้องพิจารณาว่าการที่ศาลชั้นต้นไม่วินิจฉัยคำขอส่วนนี้โดยชัดแจ้ง ถือเป็นการละเลยการวินิจฉัยหรือไม่ และคำสั่งดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คำวินิจฉัยของศาล ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเฉพาะให้บุคคลเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและให้อยู่ในความพิทักษ์ โดยไม่ได้อนุญาตตามคำขอเพิ่มเติมนั้น สามารถอนุโลมถือได้ว่าเป็นการยกคำขอในส่วนนั้นแล้ว อีกทั้งผู้ร้องได้ใช้สิทธิอุทธรณ์และได้รับการวินิจฉัยจากศาลอุทธรณ์แล้ว จึงไม่มีปัญหาเรื่องการละเลยคำวินิจฉัย ในส่วนเนื้อหาสำคัญ ศาลฎีกาได้ตีความมาตรา 34 วรรคสาม ว่าการที่ศาลจะอนุญาตให้ผู้พิทักษ์มีอำนาจกระทำการแทนได้นั้น ต้องมีข้อเท็จจริงปรากฏว่า คนเสมือนไร้ความสามารถไม่สามารถกระทำการนั้นได้จริงในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว มิใช่เพียงการคาดการณ์หรือขออนุญาตไว้ล่วงหน้า วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ หลักกฎหมายตามมาตรา 34 มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองบุคคลที่ไม่สามารถจัดการกิจการของตนเองได้ โดยกำหนดให้การใช้อำนาจของผู้พิทักษ์ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของศาล เพื่อป้องกันการใช้อำนาจเกินขอบเขตหรือในทางที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลนั้น การที่กฎหมายกำหนดให้ต้องมีเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงก่อน จึงสะท้อนหลักสำคัญว่า ศาลจะต้องใช้ดุลพินิจบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่ชัดเจน มิใช่การวินิจฉัยในเชิงสมมติหรือการคาดการณ์ในอนาคต ซึ่งอาจทำให้เกิดการใช้อำนาจโดยไม่จำเป็น แนวคำพิพากษานี้จึงสอดคล้องกับหลักทั่วไปของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่ว่า ศาลจะต้องวินิจฉัยคดีจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในขณะพิจารณา และต้องมีข้อพิพาทหรือเหตุแห่งคดีเกิดขึ้นแล้ว จึงจะมีอำนาจวินิจฉัยได้ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1 ศาลชั้นต้น ศาลมีคำสั่งให้นางจินตนาเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ และให้อยู่ในความพิทักษ์ของผู้ร้อง แต่ไม่ได้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องในฐานะผู้พิทักษ์มีอำนาจกระทำการแทนในเรื่องต่าง ๆ ตามที่ผู้ร้องขอไว้ล่วงหน้า ซึ่งโดยผลถือได้ว่าเป็นการยกคำขอในส่วนดังกล่าวโดยปริยาย 2 ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นชอบแล้ว และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ 3 ศาลฎีกา วินิจฉัยว่าการที่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องมีอำนาจกระทำการแทนตามที่ขอ สามารถถือได้ว่าเป็นการยกคำขอแล้ว และเมื่อคำร้องดังกล่าวเป็นเพียงการขออนุญาตล่วงหน้าโดยยังไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง จึงไม่มีข้อเท็จจริงเพียงพอให้ศาลใช้ดุลพินิจตามมาตรา 34 วรรคสาม การที่ศาลล่างทั้งสองยกคำขอในส่วนนี้จึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น ข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นถึงหลักการสำคัญในกฎหมายแพ่งเกี่ยวกับการคุ้มครองบุคคลที่มีความบกพร่องในการจัดการกิจการของตนเองว่า แม้กฎหมายจะเปิดโอกาสให้ผู้พิทักษ์สามารถกระทำการแทนได้ในบางกรณี แต่การใช้อำนาจดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวด โดยเฉพาะต้องมีเหตุการณ์หรือข้อเท็จจริงเกิดขึ้นแล้วอย่างชัดเจน การขออนุญาตล่วงหน้าในลักษณะเป็นการทั่วไปหรือเป็นการคาดการณ์ล่วงหน้า ย่อมไม่สอดคล้องกับหลักการใช้ดุลพินิจของศาล ซึ่งต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงเฉพาะกรณี นอกจากนี้ยังสะท้อนหลักพื้นฐานของกระบวนพิจารณาที่ว่า ศาลไม่มีอำนาจวินิจฉัยเรื่องสมมติหรือเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้น เพราะจะเป็นการขยายอำนาจของศาลเกินกว่าที่กฎหมายบัญญัติไว้ อันอาจกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่อยู่ในความพิทักษ์โดยไม่จำเป็น ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความขอบเขตอำนาจของผู้พิทักษ์ตามมาตรา 34 วรรคสาม ว่าสามารถขอให้ศาลอนุญาตล่วงหน้าเพื่อกระทำการแทนคนเสมือนไร้ความสามารถได้หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการใช้อำนาจดังกล่าวต้องมีเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงและมีข้อเท็จจริงเพียงพอ มิใช่การขอล่วงหน้าในลักษณะทั่วไป สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1 อำนาจผู้พิทักษ์ตามมาตรา 34 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดให้ผู้พิทักษ์สามารถกระทำการแทนคนเสมือนไร้ความสามารถได้ในบางกรณี แต่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของศาล และต้องมีเหตุจำเป็นเฉพาะกรณีเกิดขึ้นแล้วเท่านั้น เพื่อป้องกันการใช้อำนาจเกินขอบเขต 2 การขออนุญาตล่วงหน้าโดยไม่มีเหตุเกิดขึ้นจริง เป็นการขอให้ศาลวินิจฉัยในเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งขัดต่อหลักกฎหมายว่าศาลจะต้องใช้ดุลพินิจจากข้อเท็จจริงที่มีอยู่ในขณะพิจารณา จึงไม่อาจอนุญาตได้ คำถามที่พบบ่อย FAQ 1 คำถาม ผู้พิทักษ์สามารถขอให้ศาลอนุญาตล่วงหน้าเพื่อกระทำการแทนคนเสมือนไร้ความสามารถได้หรือไม่ คำตอบ หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 34 วรรคสาม กำหนดให้ศาลมีอำนาจอนุญาตให้ผู้พิทักษ์กระทำการแทนคนเสมือนไร้ความสามารถได้ในกรณีที่บุคคลดังกล่าวไม่สามารถกระทำการนั้นได้ด้วยตนเองเนื่องจากความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ อย่างไรก็ดี การใช้อำนาจดังกล่าวมิใช่อำนาจทั่วไปที่ผู้พิทักษ์จะขอได้โดยล่วงหน้า หากแต่ต้องมีเหตุการณ์เฉพาะเกิดขึ้นจริงและมีข้อเท็จจริงเพียงพอให้ศาลใช้ดุลพินิจ การขออนุญาตล่วงหน้าในลักษณะครอบคลุมหลายกรณีหรือเป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าย่อมไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย เพราะศาลไม่อาจวินิจฉัยโดยปราศจากข้อเท็จจริงที่ชัดเจนได้ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการใช้อำนาจเกินจำเป็นและคุ้มครองสิทธิของคนเสมือนไร้ความสามารถอย่างเคร่งครัด 2 คำถาม การที่ศาลไม่วินิจฉัยคำขอบางส่วนโดยชัดแจ้งถือว่าเป็นการละเลยคำพิพากษาหรือไม่ คำตอบ ในทางปฏิบัติของศาล หากคำสั่งหรือคำพิพากษามีเนื้อหาที่แสดงให้เห็นโดยปริยายว่าศาลไม่รับคำขอในส่วนนั้น แม้จะมิได้มีถ้อยคำระบุชัดเจนก็อาจตีความได้ว่าเป็นการยกคำขอแล้ว ทั้งนี้ต้องพิจารณาจากเนื้อหาคำสั่งโดยรวมว่าศาลได้พิจารณาและมีเจตนาไม่อนุญาตหรือไม่ กรณีเช่นนี้ไม่ถือว่าเป็นการละเลยคำพิพากษา เนื่องจากคู่ความยังสามารถใช้สิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาในประเด็นดังกล่าวได้ การตีความในลักษณะนี้สอดคล้องกับหลักความประหยัดแห่งกระบวนพิจารณาและป้องกันไม่ให้เกิดความล่าช้าโดยไม่จำเป็น อย่างไรก็ตาม หากปรากฏว่าศาลมิได้พิจารณาประเด็นสำคัญเลยจริง อาจเป็นเหตุให้เพิกถอนคำพิพากษาได้ในบางกรณี 3 คำถาม เหตุใดศาลจึงต้องมีข้อเท็จจริงเกิดขึ้นจริงก่อนจึงจะอนุญาตให้ผู้พิทักษ์กระทำการแทนได้ คำตอบ หลักสำคัญของกระบวนพิจารณาคือศาลต้องวินิจฉัยข้อพิพาทจากข้อเท็จจริงที่มีอยู่จริงในขณะพิจารณา มิใช่ข้อสมมติหรือเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การกำหนดให้ต้องมีเหตุเกิดขึ้นจริงก่อนจึงเป็นการจำกัดขอบเขตการใช้ดุลพินิจของศาลให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงเฉพาะกรณี ซึ่งจะทำให้การอนุญาตมีความเหมาะสมและไม่เกินความจำเป็น อีกทั้งยังช่วยคุ้มครองสิทธิของคนเสมือนไร้ความสามารถไม่ให้ถูกกระทำการแทนโดยไม่มีเหตุจำเป็น หากศาลอนุญาตล่วงหน้าโดยไม่มีเหตุเกิดขึ้น อาจเปิดช่องให้มีการใช้อำนาจในทางที่ไม่เหมาะสมหรือก่อให้เกิดความเสียหายได้ ดังนั้นหลักการนี้จึงมีบทบาทสำคัญในการรักษาความสมดุลระหว่างการคุ้มครองและการควบคุมอำนาจของผู้พิทักษ์ 4 คำถาม ผู้พิทักษ์มีขอบเขตอำนาจในการจัดการทรัพย์สินของคนเสมือนไร้ความสามารถเพียงใด คำตอบ ผู้พิทักษ์มีหน้าที่ดูแลและจัดการทรัพย์สินของคนเสมือนไร้ความสามารถภายใต้กรอบของกฎหมาย โดยการกระทำบางประเภท เช่น การจำหน่ายทรัพย์สินสำคัญ การให้เช่าระยะยาว หรือการดำเนินคดี อาจต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน ทั้งนี้เพื่อให้มีการตรวจสอบความเหมาะสมและป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่บุคคลดังกล่าว อำนาจของผู้พิทักษ์จึงมิใช่อำนาจเด็ดขาด แต่เป็นอำนาจที่อยู่ภายใต้การควบคุมของศาลอย่างใกล้ชิด การใช้อำนาจต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของคนเสมือนไร้ความสามารถ และต้องสอดคล้องกับสถานการณ์จริงในขณะนั้น หากกระทำเกินขอบเขตหรือโดยปราศจากเหตุอันสมควร อาจถูกเพิกถอนหรือมีความรับผิดทางกฎหมายได้ 5 คำถาม การยื่นคำร้องในคดีประเภทนี้ต้องมีลักษณะอย่างไรจึงจะได้รับการพิจารณา คำตอบ คำร้องต้องแสดงข้อเท็จจริงอย่างชัดเจนและเฉพาะเจาะจงว่ามีเหตุใดที่จำเป็นต้องให้ศาลมีคำสั่ง รวมทั้งต้องระบุพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าบุคคลนั้นไม่สามารถจัดการกิจการของตนเองได้จริง และในกรณีที่ขอให้ศาลอนุญาตให้ผู้พิทักษ์กระทำการแทน ต้องแสดงเหตุการณ์หรือความจำเป็นเฉพาะกรณีที่เกิดขึ้นแล้ว มิใช่เพียงการขอโดยทั่วไปหรือเพื่อรองรับเหตุการณ์ในอนาคต การจัดทำคำร้องที่มีรายละเอียดครบถ้วนจะช่วยให้ศาลสามารถใช้ดุลพินิจได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว หากคำร้องขาดข้อเท็จจริงสำคัญ ศาลอาจมีคำสั่งยกคำขอได้โดยไม่ต้องพิจารณาในเนื้อหาเชิงลึก 6 คำถาม หลักการใช้ดุลพินิจของศาลในคดีเกี่ยวกับผู้พิทักษ์มีลักษณะอย่างไร คำตอบ ศาลจะใช้ดุลพินิจโดยพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในแต่ละกรณีเป็นสำคัญ โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของคนเสมือนไร้ความสามารถเป็นหลัก การพิจารณาจะรวมถึงสภาพร่างกายและจิตใจ ความสามารถในการจัดการทรัพย์สิน และความจำเป็นในการให้ผู้พิทักษ์เข้ามาดำเนินการแทน นอกจากนี้ศาลยังต้องพิจารณาความเหมาะสมของการกระทำที่ขออนุญาตว่ามีความจำเป็นเพียงใด และมีผลกระทบต่อสิทธิของบุคคลนั้นหรือไม่ การใช้ดุลพินิจจึงต้องอยู่บนพื้นฐานของเหตุผล ความเป็นธรรม และความสมดุล เพื่อป้องกันการใช้อำนาจเกินขอบเขตและคุ้มครองสิทธิของบุคคลอย่างรอบด้าน 7 คำถาม หากผู้พิทักษ์กระทำการเกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนดจะมีผลอย่างไร คำตอบ การกระทำของผู้พิทักษ์ที่เกินขอบเขตอำนาจหรือไม่ได้รับอนุญาตจากศาลในกรณีที่กฎหมายกำหนด อาจทำให้การกระทำนั้นไม่มีผลผูกพันต่อคนเสมือนไร้ความสามารถ และผู้พิทักษ์อาจต้องรับผิดในทางแพ่งต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ ศาลอาจพิจารณาเพิกถอนอำนาจหรือเปลี่ยนตัวผู้พิทักษ์ได้หากเห็นว่าการกระทำนั้นไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของบุคคลที่อยู่ในความพิทักษ์ หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมการใช้อำนาจของผู้พิทักษ์และป้องกันการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ดังนั้นผู้พิทักษ์ต้องใช้ความระมัดระวังและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด 8 คำถาม แนวคำพิพากษานี้มีผลต่อการปฏิบัติของผู้พิทักษ์ในอนาคตอย่างไร คำตอบ แนวคำพิพากษานี้ยืนยันหลักการสำคัญว่าการใช้อำนาจของผู้พิทักษ์ต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้วและมีความจำเป็นเฉพาะกรณี จึงทำให้ผู้พิทักษ์ต้องระมัดระวังในการยื่นคำร้องต่อศาล โดยต้องรวบรวมพยานหลักฐานและแสดงเหตุผลให้ชัดเจนก่อนการยื่นคำร้อง มิอาจขออนุญาตแบบครอบคลุมหรือเผื่อไว้ล่วงหน้าได้ แนวทางดังกล่าวช่วยให้การดำเนินการของผู้พิทักษ์มีความโปร่งใสและอยู่ภายใต้การตรวจสอบของศาลอย่างเหมาะสม อีกทั้งยังเสริมสร้างความมั่นใจว่าการกระทำทุกอย่างจะเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของคนเสมือนไร้ความสามารถ อธิบายหลักกฎหมาย ข้อ 1 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 34 มาตรา 34 เป็นบทบัญญัติสำคัญที่กำหนดกรอบอำนาจของผู้พิทักษ์ในการกระทำการแทนคนเสมือนไร้ความสามารถ โดยวรรคหนึ่งและวรรคสองระบุประเภทของการกระทำที่มีความสำคัญ เช่น การจัดการทรัพย์สิน การทำสัญญา หรือการดำเนินคดี ซึ่งโดยหลักแล้วบุคคลดังกล่าวยังมีความสามารถในทางกฎหมายอยู่บางส่วน แต่ไม่สามารถจัดการกิจการบางอย่างได้อย่างสมบูรณ์ จึงต้องมีผู้พิทักษ์เข้ามาช่วยเหลือ สำหรับวรรคสามเป็นบทบัญญัติที่เปิดช่องให้ศาลสามารถอนุญาตให้ผู้พิทักษ์กระทำการแทนได้ หากปรากฏว่าคนเสมือนไร้ความสามารถไม่สามารถกระทำการนั้นได้จริงเนื่องจากสภาพร่างกายหรือจิตใจ อย่างไรก็ตาม การใช้อำนาจตามวรรคนี้ต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว และต้องมีรายละเอียดเพียงพอให้ศาลใช้ดุลพินิจพิจารณาว่าการอนุญาตนั้นเหมาะสมหรือไม่ เจตนารมณ์ของกฎหมายจึงมุ่งเน้นการคุ้มครองสิทธิของบุคคลดังกล่าวควบคู่กับการควบคุมอำนาจของผู้พิทักษ์ไม่ให้เกินขอบเขต จำนวนตัวอักษร 1308 ข้อ 2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 มาตรา 55 วางหลักว่าการฟ้องคดีต่อศาลจะต้องมีสิทธิเรียกร้องและต้องมีข้อพิพาทเกิดขึ้นแล้ว มิใช่การฟ้องเพื่อขอให้ศาลวินิจฉัยในเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้นหรือเป็นเพียงข้อสมมติ หลักการนี้มีความสำคัญต่อการกำหนดขอบเขตอำนาจของศาล เนื่องจากศาลมีหน้าที่ระงับข้อพิพาท มิใช่ให้คำปรึกษาหรือวินิจฉัยล่วงหน้าในเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้น ในคดีเกี่ยวกับผู้พิทักษ์ หลักการดังกล่าวถูกนำมาใช้ประกอบการตีความว่าการขออนุญาตให้กระทำการแทนต้องมีเหตุจำเป็นเกิดขึ้นจริงก่อน จึงจะถือว่ามีข้อพิพาทหรือเหตุแห่งคดีให้ศาลวินิจฉัยได้ หากเป็นเพียงการขอล่วงหน้า ศาลย่อมไม่มีข้อเท็จจริงเพียงพอในการใช้ดุลพินิจ หลักการนี้จึงช่วยรักษาความเป็นธรรมในกระบวนพิจารณาและป้องกันไม่ให้ศาลใช้อำนาจเกินขอบเขตตามที่กฎหมายกำหนด จำนวนตัวอักษร 1316 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 66/2553 คำร้องขอที่ให้ศาลมีคำสั่งว่า จ. เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและให้อยู่ในความพิทักษ์ของผู้ร้องจะมีคำขอมาด้วยกันเป็นการล่วงหน้าเพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้พิทักษ์เป็นผู้มีอำนาจทำการอย่างหนึ่งอย่างใดที่กล่าวไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 34 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ได้ด้วยตนเองไม่ได้ เนื่องจากคำร้องขอของผู้ร้องเป็นแต่เพียงการขอล่วงหน้าโดยยังไม่ปรากฏว่ามีเหตุการณ์ตามที่ขอเกิดขึ้นจริง จึงไม่มีข้อเท็จจริงที่จะให้ศาลนำมาพิจารณาวินิจฉัยเพื่อใช้ดุลพินิจได้ ศาลจึงมีคำสั่งยกคำขอส่วนนี้ของผู้ร้อง ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนางจินตนา ซึ่งป่วยด้วยโรคเส้นเลือดในสมองแตก ไม่สามารถจัดการงานด้วยตนเองได้ ขอให้สั่งว่านางจินตนาเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ อยู่ในความพิทักษ์ของผู้ร้อง และขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้พิทักษ์เป็นผู้มีอำนาจกระทำการ หรือให้เช่าสังหาริมทรัพย์มีกำหนดระยะเวลาเกินกว่าหกเดือน หรืออสังหาริมทรัพย์มีกำหนดระยะเวลาเกินกว่าสามปี หรือทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจะได้มาหรือปล่อยไปซึ่งสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ หรือในสังหาริมทรัพย์อันมีค่า เสนอคดีต่อศาลหรือดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ และประนีประนอมยอมความแทนคนเสมือนไร้ความสามารถได้ ศาลประกาศวันนัดไต่สวนแล้ว ไม่มีผู้ใดคัดค้าน ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า นางจินตนา เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและให้อยู่ในความพิทักษ์ของนางสาวนันทวรรณผู้ร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ที่ผู้ร้องฎีกาว่า ศาลชั้นต้นยังไม่ได้มีคำวินิจฉัยและมีคำสั่งเกี่ยวกับคำขอของผู้ร้องที่ขอให้สั่งอนุญาตให้ผู้ร้องในฐานะผู้พิทักษ์เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนนางจินตนา คนเสมือนไร้ความสามารถจึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งเฉพาะคำขอของผู้ร้องที่ให้นางจินตนาเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ และให้อยู่ในความพิทักษ์ของผู้ร้อง โดยไม่ได้สั่งอนุญาตให้ผู้ร้องมีอำนาจกระทำการแทนอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่ผู้ร้องขอ เช่นนี้พอที่จะอนุโลมถือได้ว่า ศาลชั้นต้นสั่งยกคำขอให้ข้อนี้ของผู้ร้อง ทั้งผู้ร้องก็ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องแล้ว ปัญหาที่ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยจึงมีตามที่ผู้ร้องฎีกาว่า ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำขอโดยไม่อนุญาตให้ผู้ร้องในฐานะผู้พิทักษ์เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนนางจินตนาคนเสมือนไร้ความสามารถนั้นชอบแล้วหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 34 วรรคสาม ที่บัญญัติว่า ในกรณีที่คนเสมือนไร้ความสามารถไม่สามารถจะทำการอย่างหนึ่งอย่างใดที่กล่าวมาในวรรคหนึ่งหรือวรรคสองได้ด้วยตนเอง เพราะเหตุมีกายพิการหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ศาลจะสั่ง่ให้ผู้พิทักษ์เป็นผู้มีอำนาจกระทำการนั้นแทนคนเสมือนไร้ความสามารถก็ได้ มีความหมายว่า จะต้องมีกรณีใดกรณีหนึ่งเกิดขึ้นแล้ว และปรากฏข้อเท็จจริงว่าคนเสมือนไร้ความสามารถไม่สามารถกระทำการนั้นๆ ในสถานการณ์หรือเวลาในขณะนั้นได้ด้วยตนเองเพราะเหตุมีกายพิการหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ กรณีใดกรณีหนึ่งนั้นจะต้องมีรายละเอียดข้อเท็จจริงพอที่จะทำให้ศาลสามารถใช้ดุลพินิจฉัยพิจารณาวินิจฉัยว่า สมควรจะอนุญาตให้ผู้พิทักษ์มีอำนาจกระทำการนั้นแทนคนเสมือนไร้ความสามารถหรือไม่เมื่อตามคำร้องและคำขอของผู้ร้องเป็นแต่เพียงการขอล่วงหน้าโดยยังไม่ปรากฏว่ามีเหตุการณ์ตามที่ขอเกิดขึ้นจริง จึงไม่มีข้อเท็จจริงที่จะให้ศาลนำมาพิจารณาวินิจฉัยเพื่อใช้ดุลพินิจได้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งยกคำขอของผู้ร้องในส่วนนี้ชอบแล้ว ฎีกาผู้ร้องฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|




.jpg)