
| สิทธิของรัฐในการติดตามเงินงบประมาณคืนจากผู้รับเงินโดยผิดหลง(ฎีกา 4569/2566)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ การโอนเงินงบประมาณผิดตัวกับสิทธิของรัฐในการติดตามทรัพย์คืน: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกา 4569/2566 บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการโอนเงินงบประมาณแผ่นดินให้แก่บุคคลที่ไม่มีสิทธิรับเงินโดยผิดหลง อันเกิดจากความคลาดเคลื่อนในการปฏิบัติราชการภายใต้สัญญาจ้างของหน่วยงานรัฐ และปัญหาว่าหน่วยงานของรัฐมีสิทธิฟ้องเรียกเงินดังกล่าวคืนในฐานะลาภมิควรได้ หรือเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์ของแผ่นดินคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ศาลฎีกาวินิจฉัยยืนยันหลักการคุ้มครองทรัพย์ของรัฐว่า แม้ผู้รับเงินจะอ้างความสุจริตและใช้เงินไปแล้ว ก็ยังมีหน้าที่ต้องคืนเงินงบประมาณพร้อมดอกเบี้ยให้แก่รัฐ คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ 1. การโอนเงินงบประมาณแผ่นดินให้แก่ผู้ไม่มีสิทธิรับเงิน ถือเป็นลาภมิควรได้หรือเป็นการติดตามทรัพย์ของรัฐ 2. หน่วยงานของรัฐมีฐานะเป็นเจ้าของทรัพย์และใช้สิทธิติดตามเงินคืนได้เพียงใดภายใต้กฎหมายแพ่ง 3. ความสุจริตของผู้รับเงินโดยผิดหลงอาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้เพื่อไม่ต้องคืนเงินงบประมาณได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐสังกัดกระทรวงมหาดไทย มีอำนาจหน้าที่บริหารราชการและกำกับการใช้งบประมาณแผ่นดิน โดยได้รับการจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล และมอบอำนาจให้นายอำเภอเป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างแทนผู้ว่าราชการจังหวัด ภายใต้สัญญาจ้างปรับปรุงผิวจราจร วงเงิน 439,000 บาท ต่อมาผู้รับจ้างได้โอนสิทธิเรียกร้องในเงินค่าจ้างให้แก่บุคคลหนึ่งโดยชอบด้วยกฎหมายและมีการบอกกล่าวแก่โจทก์แล้ว แต่เกิดความคลาดเคลื่อนในการปฏิบัติราชการ ทำให้เงินค่าจ้างถูกโอนให้แก่จำเลยซึ่งไม่ใช่ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่ลักษณะของสิทธิเรียกร้องของโจทก์ ว่าเป็นการฟ้องเรียกคืนทรัพย์ในฐานะลาภมิควรได้ หรือเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์ของแผ่นดินคืนจากผู้ไม่มีสิทธิรับเงิน ซึ่งมีผลต่อหลักกฎหมายที่ใช้บังคับและแนวทางพิจารณาคดี แนววินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า เงินที่โอนให้จำเลยเป็นเงินงบประมาณแผ่นดิน อันเป็นทรัพย์ของแผ่นดิน การโอนเงินให้แก่ผู้ไม่มีสิทธิรับเงินถือเป็นการโอนโดยผิดหลง หน่วยงานของรัฐในฐานะเจ้าของทรัพย์ย่อมมีสิทธิติดตามเอาทรัพย์คืนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ไม่ใช่การใช้สิทธิในฐานะเจ้าหนี้ตามหลักลาภมิควรได้ แม้จำเลยจะอ้างความสุจริตหรืออ้างว่าได้ใช้เงินไปแล้วก่อนถูกทวงถาม ก็ไม่อาจตัดสิทธิของรัฐในการติดตามทรัพย์คืนได้ หลักกฎหมายและแนวคำพิพากษาที่วางไว้ คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักการคุ้มครองทรัพย์ของรัฐอย่างเคร่งครัด โดยแยกให้เห็นชัดเจนระหว่าง “ลาภมิควรได้” ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ระหว่างเอกชน กับ “การติดตามทรัพย์ของแผ่นดิน” ซึ่งรัฐใช้สิทธิในฐานะเจ้าของทรัพย์โดยตรง หลักดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อการบริหารงบประมาณ การตรวจสอบการใช้เงินหลวง และความรับผิดของผู้ได้รับเงินโดยไม่มีสิทธิ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า เงินงบประมาณแผ่นดินได้รับความคุ้มครองเป็นพิเศษ ผู้รับเงินโดยไม่มีสิทธิไม่อาจอ้างความสุจริตหรือการใช้เงินไปแล้วเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิด และหน่วยงานของรัฐมีอำนาจหน้าที่ต้องติดตามเงินดังกล่าวคืนเพื่อประโยชน์ของการบริหารราชการแผ่นดิน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4569/2566 โจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการประจำทั่วไปของกระทรวงมหาดไทย รวมทั้งกำกับและเร่งรัดการปฏิบัติราชการของส่วนราชการในกระทรวงให้เป็นไปตามนโยบายและแผนการปฏิบัติราชการของหน่วยงาน โจทก์โดยสำนักงบประมาณได้โอนจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556 ถึงปี 2558 เป็นเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นให้แก่สำนักงานจังหวัดโดยตรง เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล จากนั้นจังหวัดขอนแก่นเห็นชอบหลักเกณฑ์ ขั้นตอน แนวทางและคู่มือการดำเนินงานมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบลตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ จึงมอบอำนาจให้นายอำเภอพระยืนเป็นผู้มีอำนาจปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นในการสั่งซื้อสั่งจ้างและดำเนินการเกี่ยวกับการพัสดุทุกขั้นตอนในวงเงินสั่งซื้อสั่งจ้างไม่เกิน 5,000,000 บาท โจทก์โดยนายอำเภอพระยืนในฐานะผู้รับมอบอำนาจได้ตกลงทำสัญญาจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. ให้ดำเนินการปรับปรุงผิวจราจรลูกรังวงเงิน 439,000 บาท ตามสัญญาจ้างเลขที่ 15/2559 ต่อมาห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องในเงินค่าจ้างตามสัญญาจ้างเลขที่ 15/2559 จำนวนเงินค่าจ้าง 439,000 บาท ให้แก่ ก. โดยห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. มีหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้โจทก์ทราบแล้ว แต่โจทก์กลับโอนเงินตามสัญญาจ้างดังกล่าวให้แก่จำเลยโดยคลาดเคลื่อนซึ่งเป็นการโอนเงินให้ผู้รับผิดคนและเป็นการผิดหลง ซึ่งจำเลยให้การและนำสืบรับว่าจำเลยได้รับเงินดังกล่าวจากโจทก์จริง เช่นนี้ เมื่อปรากฏว่าเงินที่โจทก์โอนให้แก่จำเลยเป็นเงินงบประมาณแผ่นดินอันเป็นทรัพย์ของแผ่นดินโดยผิดหลง โจทก์จึงมีหน้าที่และสิทธิติดตามนำเงินงบประมาณแผ่นดินดังกล่าวคืนกลับมาเพื่อใช้ในการบริหารราชการแผ่นดินจากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิรับเงินงบประมาณแผ่นดิน แม้จำเลยจะอ้างว่าจำเลยเข้าใจว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างที่จำเลยจะต้องได้รับจากโจทก์ และได้ใช้เงินจำนวนดังกล่าวไปแล้วก่อนที่โจทก์จะทวงถามให้จำเลยคืนก็ตาม จำเลยก็ต้องส่งเงินที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องคืนให้แก่โจทก์ผู้เป็นเจ้าของงบประมาณที่มีสิทธิติดตามเอาคืนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 และไม่ใช่กรณีที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องในฐานะเจ้าหนี้ฟ้องให้จำเลยคืนทรัพย์ในฐานะลาภมิควรได้ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าจ้างที่ได้รับโดยผิดหลงคืนแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง โดยเห็นว่าเป็นเงินงบประมาณแผ่นดินที่จำเลยไม่มีสิทธิรับ 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เฉพาะอัตราดอกเบี้ยให้เป็นไปตามกฎหมายที่ใช้บังคับในแต่ละช่วงเวลา นอกจากนั้นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น 3. ศาลฎีกาพิพากษายืน เห็นว่าโจทก์ใช้สิทธิติดตามทรัพย์ของแผ่นดินคืนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 มิใช่คดีลาภมิควรได้ และจำเลยต้องคืนเงินพร้อมดอกเบี้ย
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงิน 409,220.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 397,143.20 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระต้นเงิน 397,143.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้อง (14 มิถุนายน 2562) จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยรับผิดค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เฉพาะดอกเบี้ยเป็นร้อยละ 7.5 ต่อปีตั้งแต่วันฟ้องถึง 10 เมษายน 2564 และร้อยละ 5 ต่อปีตั้งแต่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป โดยให้ปรับตามพระราชกฤษฎีกาแต่ไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกนั้นให้เป็นไปตามศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทำสัญญาจ้างปรับปรุงถนนวงเงิน 439,000 บาท ผู้รับจ้างโอนสิทธิเรียกร้องค่าจ้างให้ “นางกัญญาภัทร” และบอกกล่าวแล้ว แต่เกิดความคลาดเคลื่อนทำให้สำนักงานจังหวัดโอนเงินคงเหลือ 397,143.20 บาทให้จำเลยโดยผิดหลง ต่อมานางกัญญาภัทรฟ้องศาลปกครองและโจทก์ต้องชำระเงินดังกล่าวให้แล้ว ประเด็นสำคัญคือ การฟ้องเป็นลาภมิควรได้หรือการใช้สิทธิติดตามทรัพย์คืน ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า เงินที่โอนผิดเป็นงบประมาณแผ่นดินซึ่งเป็นทรัพย์ของแผ่นดิน โจทก์ในฐานะหน่วยงานรัฐมีสิทธิติดตามเอาคืนจากผู้ไม่มีสิทธิรับได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ไม่ใช่คดีลาภมิควรได้ แม้จำเลยอ้างสุจริตและใช้เงินไปแล้วก็ต้องคืนพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง ศาลฎีกาพิพากษายืน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ |




