
| ผู้จัดการมรดกขายทรัพย์มรดกแล้วนำเงินเข้าบัญชีตนเอง เป็นยักยอกหรือไม่ และมีขอบเขตอำนาจเพียงใดในการจัดการมรดก
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับขอบเขตอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกที่ศาลตั้ง ความสัมพันธ์ระหว่างผู้จัดการมรดกกับทายาท วิธีแบ่งปันทรัพย์มรดกตามกฎหมาย และความรับผิดทางอาญาเมื่อผู้จัดการมรดกใช้อำนาจที่มีอยู่ไปในทางทุจริตเพื่อแสวงหาประโยชน์จากทรัพย์มรดกให้แก่ตนเองหรือบุคคลที่สาม คดีนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า แม้ผู้จัดการมรดกจะมีอำนาจจัดการทรัพย์มรดกและขายทรัพย์เพื่อแบ่งเงินแก่ทายาทได้ แต่การใช้อำนาจดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้หลักสุจริต โปร่งใส และต้องกระทำเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกโดยแท้ หากนำเงินค่าขายทรัพย์มรดกเข้าบัญชีส่วนตัว เบียดบังไว้บางส่วน หรือจัดการทรัพย์มรดกโดยมีพฤติการณ์ไม่ชอบมาพากล ย่อมไม่ใช่เพียงความรับผิดทางแพ่งต่อทายาทเท่านั้น แต่ยังอาจเป็นความผิดอาญาฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญาได้ด้วย สรุปข้อเท็จจริงของคดี นายวิฑูรย์เป็นเจ้ามรดก มีที่ดินโฉนดเลขที่ 12243 เนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา ต่อมาได้ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่นางสมพรและบุตรทั้งห้าคนคนละส่วนเท่า ๆ กัน พร้อมตั้งนายสมชายเป็นผู้จัดการมรดก ภายหลังนายวิฑูรย์ถึงแก่กรรม ศาลมีคำสั่งตั้งนายสมชายเป็นผู้จัดการมรดก ต่อมานางสมพรทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินทั้งหมดของตนให้แก่จำเลยเพียงผู้เดียว และตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนางสมพร เมื่อภายหลังนางสมพรถึงแก่กรรม ศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนางสมพรด้วย ภายหลังจำเลยยื่นคำร้องขอให้ถอนนายสมชายออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนายวิฑูรย์ และขอให้ตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกแทน ศาลมีคำสั่งถอนนายสมชายและตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายวิฑูรย์ เมื่อจำเลยเข้ารับหน้าที่แล้ว จำเลยดำเนินการเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจากชื่อนายวิฑูรย์เป็นชื่อจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวิฑูรย์ จากนั้นจำเลยขอแบ่งแยกที่ดินพิพาทออกเป็นแปลงย่อยอีก 4 แปลง ต่อมาจำเลยขายที่ดินรวม 5 แปลงให้แก่นายศิริชัยในราคา 19,000,000 บาท โดยนำแคชเชียร์เช็คค่าซื้อที่ดินทั้งสองฉบับเข้าบัญชีเงินฝากส่วนตัวของจำเลยทันที หลังจากนั้นจำเลยถอนเงิน 9,000,000 บาท ไปฝากเข้าบัญชีธนาคารที่ใช้ในนามผู้จัดการมรดกของนายวิฑูรย์ แต่เงินอีก 10,000,000 บาท ยังคงอยู่ในบัญชีส่วนตัวของจำเลย โจทก์ซึ่งเป็นทายาทเห็นว่าจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกเบียดบังทรัพย์ของกองมรดกไปเป็นของตนหรือของบุคคลที่สามโดยทุจริต จึงฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ประกอบมาตรา 354 คำวินิจฉัยของศาลฎีกา 1 ผู้จัดการมรดกมีอำนาจจัดการมรดกด้วยตนเอง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้จัดการมรดกที่ศาลตั้งมีอำนาจและหน้าที่ทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป หรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 การจัดการมรดกเป็นหน้าที่โดยตรงของผู้จัดการมรดกซึ่งโดยหลักต้องกระทำด้วยตนเอง เว้นแต่จะมีเหตุที่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 1723 กล่าวคือ มีอำนาจชัดแจ้งหรือโดยปริยายในพินัยกรรม มีคำสั่งศาล หรือมีพฤติการณ์จำเป็นเพื่อประโยชน์แก่กองมรดก ดังนั้น แม้ก่อนหน้าจะมีมติของที่ประชุมทายาทให้มีคณะกรรมการขายที่ดิน แต่เมื่อจำเลยได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกแล้ว โจทก์ซึ่งเป็นทายาทไม่มีอำนาจบังคับจำเลยให้ต้องขายทรัพย์มรดกตามรูปแบบของคณะกรรมการดังกล่าว และจำเลยก็ไม่จำต้องขออนุญาตหรือความยินยอมจากโจทก์หรือที่ประชุมทายาทก่อนเสมอไป 2 ผู้จัดการมรดกไม่ใช่ตัวแทนของทายาท ศาลฎีกายืนยันหลักสำคัญว่า ผู้จัดการมรดกที่ศาลตั้งมิใช่ตัวแทนของทายาทโดยตรง อำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกเกิดจากบทบัญญัติของกฎหมาย มิใช่เกิดจากคำสั่งมอบหมายของทายาท ผู้จัดการมรดกจึงอยู่ในฐานะ “ผู้แทนตามกฎหมาย” ของทายาทและกองมรดก ไม่ใช่ลูกจ้างหรือผู้รับมอบอำนาจของทายาทแต่ละคน ทายาทไม่มีอำนาจสั่งการให้ผู้จัดการมรดกทำหรือไม่ทำสิ่งใดตามอำเภอใจ แต่ทายาทมีสิทธิใช้กลไกตามกฎหมายเพื่อควบคุมตรวจสอบ และหากผู้จัดการมรดกละเลยหรือฝ่าฝืนหน้าที่ก็อาจร้องขอให้ศาลถอนออกได้ 3 วิธีแบ่งปันทรัพย์มรดกต้องเป็นไปตามมาตรา 1750 คดีนี้พินัยกรรมของเจ้ามรดกระบุเพียงให้ทายาท 6 คนได้รับส่วนแบ่งเท่า ๆ กัน มิได้กำหนดวิธีแบ่งทรัพย์ไว้โดยเฉพาะ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าต้องใช้หลักตามมาตรา 1750 ซึ่งรองรับวิธีแบ่งปันทรัพย์มรดกได้ 3 แนวทาง ได้แก่ หนึ่ง ให้ทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด สอง ขายทรัพย์มรดกแล้วนำเงินมาแบ่งกัน สาม ทายาทตกลงกันเป็นอย่างอื่นโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือในลักษณะสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังนั้น การที่จำเลยเลือก “ขายที่ดินมรดกแล้วนำเงินมาแบ่ง” จึงเป็นวิธีที่กฎหมายเปิดช่องไว้ ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายในตัวเอง ปัญหาแท้จริงจึงไม่ใช่อยู่ที่การขาย แต่อยู่ที่ “วิธีการขาย” และ “การจัดการเงินที่ได้จากการขาย” ว่าเป็นไปโดยสุจริตและเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกหรือไม่ 4 การกระทำของจำเลยเป็นเพียงผิดหน้าที่ทางแพ่ง หรือเป็นความผิดอาญาด้วย ศาลฎีกาเห็นว่า พฤติการณ์ของจำเลยมิใช่เพียงการบริหารจัดการผิดพลาดหรือขัดต่อความเห็นของทายาทเท่านั้น แต่เป็นการกระทำที่มีลักษณะวางแผนแสวงหาประโยชน์โดยทุจริต กล่าวคือ จำเลยให้บุตรชายเข้าประมูลซื้อที่ดินพิพาทเพื่อให้ตกเป็นของจำเลยในราคา 8,150,000 บาท โดยไม่ได้นำมูลค่าดังกล่าวมาแบ่งแก่ทายาท จากนั้นจำเลยกลับแบ่งแยกที่ดินและขายต่อทั้งแปลงคงและแปลงย่อยรวม 5 แปลงในราคา 19,000,000 บาท แล้วนำเงินเข้าบัญชีส่วนตัวของตน แม้ต่อมาจะมีการนำเงิน 9,000,000 บาท เข้าบัญชีกองมรดก แต่เงินอีก 10,000,000 บาท ยังคงอยู่ในบัญชีส่วนตัว ทั้งที่เงินทั้งหมดเป็นเงินที่เกิดจากการขายทรัพย์มรดกในฐานะผู้จัดการมรดก หาใช่เงินส่วนตัวของจำเลยไม่ พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงชัดถึงการครอบครองและเบียดบังเอาทรัพย์ของกองมรดกไปเป็นของตนหรือของบุคคลที่สามโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ประกอบมาตรา 354 5 การนำแคชเชียร์เช็ค 2 ฉบับเข้าคนละบัญชี เป็น 2 กรรม หรือ 1 กรรม โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยนำเช็ค 2 ฉบับแยกเข้าคนละบัญชีควรถือเป็น 2 กรรม แต่ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการกระทำที่มีเจตนาเดียว คือมุ่งแสวงหาประโยชน์จากเงินค่าขายที่ดินมรดกทั้งหมดโดยทุจริต จึงเป็นความผิดเพียงกรรมเดียว 6 ฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยต่อสู้ว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยยักยอก “ที่ดินมรดก” มิใช่ “เงินค่าขายที่ดิน” ศาลจึงไม่มีอำนาจลงโทษฐานยักยอกเงิน และยังอ้างว่าฟ้องเคลือบคลุม ศาลฎีกาไม่เห็นด้วย โดยวินิจฉัยว่า คำฟ้องของโจทก์มีสาระสำคัญชัดว่าจำเลยในฐานะผู้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นตามคำสั่งศาล เบียดบังทรัพย์สินของกองมรดกไปเพื่อประโยชน์ของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ไม่ว่าพยานหลักฐานจะรับฟังได้ว่าเป็นการเบียดบังตัวที่ดินหรือเงินค่าขายที่ดิน ก็ยังอยู่ในกรอบข้อหาเดียวกัน และจำเลยก็เข้าใจข้อกล่าวหาได้ดี มิได้หลงต่อสู้ ฟ้องจึงไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม วิเคราะห์หลักกฎหมาย 1 มาตรา 1719 อำนาจและหน้าที่ของผู้จัดการมรดก มาตรา 1719 เป็นบทหลักว่าด้วยฐานะของผู้จัดการมรดก โดยมุ่งหมายให้มีบุคคลหนึ่งทำหน้าที่รวบรวม ดูแล จัดการ และแบ่งปันทรัพย์มรดกแทนกองมรดก เพื่อไม่ให้ทรัพย์สินของผู้ตายตกอยู่ในสภาพไร้ผู้จัดการและก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทายาทหลายฝ่าย เจตนารมณ์ของมาตรานี้คือให้ผู้จัดการมรดกมีอำนาจเพียงพอในการตัดสินใจและดำเนินการที่จำเป็น แต่ในขณะเดียวกันต้องใช้อำนาจนั้นเพื่อตอบสนอง “ประโยชน์ของกองมรดก” ไม่ใช่ประโยชน์ของตนเอง คำพิพากษานี้ชี้ชัดว่า อำนาจตามมาตรา 1719 ไม่ได้หมายความว่าผู้จัดการมรดกจะทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ ตรงกันข้าม ยิ่งกฎหมายให้อำนาจมากเพียงใด มาตรฐานความสุจริตและความโปร่งใสที่ต้องถือปฏิบัติก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น 2 มาตรา 1720 ความรับผิดต่อทายาท มาตรา 1720 เป็นกลไกถ่วงดุลอำนาจของผู้จัดการมรดก เพราะแม้ผู้จัดการมรดกไม่ใช่ตัวแทนของทายาท แต่ก็มีหน้าที่ต้องรับผิดต่อทายาทหากบริหารจัดการโดยมิชอบ เจตนารมณ์ของมาตรานี้คือคุ้มครองทายาททุกคนให้ได้รับส่วนแบ่งตามสิทธิ และป้องกันไม่ให้ผู้จัดการมรดกใช้อำนาจเบี่ยงเบนทรัพย์จากกองมรดกไปสู่ตนเองหรือพวกพ้อง คำพิพากษานี้จึงวางหลักสำคัญว่า ความผิดของผู้จัดการมรดกอาจเริ่มต้นจากการละเมิดหน้าที่ทางแพ่ง แต่หากข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีการครอบครองและเบียดบังทรัพย์โดยทุจริต ก็ย่อมยกระดับเป็นความรับผิดทางอาญาได้ 3 มาตรา 1723 การมอบหมายให้ผู้อื่นทำแทน มาตรา 1723 เป็นข้อยกเว้นจากหลักที่ว่าผู้จัดการมรดกต้องทำหน้าที่ด้วยตนเอง เจตนารมณ์เพื่อรองรับกรณีมีเหตุจำเป็นหรือมีอำนาจชัดแจ้งให้มอบหมายได้ แต่ในคดีนี้ศาลฎีกาชี้ว่าไม่มีเหตุพิเศษใดอันทำให้จำเลยต้องมอบให้ผู้อื่นดำเนินการแทน การยกเรื่องคณะกรรมการขายที่ดินหรือมติทายาทขึ้นอ้างจึงไม่ทำให้จำเลยหลุดพ้นจากหน้าที่โดยตรงของตน หลักนี้มีความสำคัญมาก เพราะหากเปิดช่องให้ผู้จัดการมรดกหลีกเลี่ยงหน้าที่ด้วยการอ้างบุคคลอื่นอยู่เสมอ จะทำให้การตรวจสอบความรับผิดตามกฎหมายอ่อนตัวลงและกระทบต่อความมั่นคงในการจัดการกองมรดก 4 มาตรา 1750 วิธีแบ่งปันทรัพย์มรดก มาตรา 1750 เป็นบทที่สะท้อนเจตนารมณ์ในการทำให้การแบ่งมรดกเกิดขึ้นได้จริง แม้ทรัพย์มรดกจะเป็นทรัพย์ที่แบ่งทางกายภาพได้ยาก เช่น ที่ดินแปลงเดียวขนาดใหญ่ กฎหมายจึงเปิดทางให้ขายแล้วนำเงินมาแบ่งได้ หรือให้ตกลงกันเป็นหนังสือได้ ในคดีนี้ศาลฎีกาไม่ได้ปฏิเสธอำนาจผู้จัดการมรดกในการขายทรัพย์มรดก ตรงกันข้าม ศาลรับรองว่าการขายเพื่อนำเงินมาแบ่งกันเป็นหนึ่งในวิธีแบ่งที่กฎหมายยอมรับ แต่ผู้จัดการมรดกจะต้องแจกแจงรายรับรายจ่ายอย่างละเอียด นำเงินเข้ากองมรดกทั้งหมดก่อน แล้วจึงแบ่งตามสิทธิของแต่ละทายาท การนำเงินเข้าบัญชีส่วนตัวก่อนหรือเก็บไว้บางส่วน จึงขัดต่อโครงสร้างของมาตรา 1750 โดยตรง 5 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และ 354 มาตรา 352 ว่าด้วยความผิดฐานยักยอก โดยแก่นสำคัญคือผู้กระทำต้องได้ครอบครองทรัพย์ของผู้อื่นอยู่ก่อนโดยชอบ แล้วภายหลังกลับเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือของบุคคลที่สามโดยทุจริต ส่วนมาตรา 354 เป็นบทขยายไปถึงกรณีผู้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นซึ่งกระทำผิดหน้าที่โดยทุจริต ผู้จัดการมรดกเป็นตัวอย่างสำคัญของบุคคลที่ได้ครอบครองหรือมีอำนาจจัดการทรัพย์ของผู้อื่นโดยชอบตั้งแต่ต้น เพราะศาลเป็นผู้ตั้งและกฎหมายรับรองอำนาจไว้ แต่เมื่อใช้อำนาจนั้นไปเบียดบังเอาทรัพย์ของกองมรดกเข้าบัญชีตนเองโดยทุจริต การกระทำจึงเข้าองค์ประกอบของยักยอกอย่างชัดเจน 6 หลักเรื่องความสุจริต โปร่งใส และเปิดเผย แม้คำว่า “สุจริต โปร่งใส และตรงไปตรงมาอย่างเปิดเผย” จะไม่ใช่ถ้อยคำในตัวบทมาตราโดยตรงทั้งหมด แต่เป็นมาตรฐานเชิงหลักกฎหมายที่ศาลฎีกาใช้ตีความหน้าที่ของผู้จัดการมรดก คดีนี้จึงมีความสำคัญมากในเชิงนโยบายกฎหมาย เพราะศาลมิได้มองเฉพาะการมีอำนาจตามรูปแบบ แต่ยังมองถึง “คุณภาพของการใช้อำนาจ” ด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้จัดการมรดกที่ทำถูกขั้นตอนภายนอก แต่มีพฤติการณ์ซ่อนเร้น เอื้อประโยชน์ตนเอง หรือไม่เปิดเผยต่อทายาท ย่อมไม่อาจอ้างความชอบด้วยกฎหมายได้อย่างสมบูรณ์ วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง 1 แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเรื่องผู้จัดการมรดกโดยทั่วไปวางหลักสอดคล้องกันใน 3 ประการสำคัญ คือ ประการแรก ผู้จัดการมรดกมีฐานะตามกฎหมาย มิใช่ตัวแทนของทายาทรายบุคคล ประการที่สอง ผู้จัดการมรดกมีอำนาจจัดการทรัพย์มรดกได้จริง แต่ต้องอยู่ภายในกรอบแห่งพินัยกรรมและกฎหมาย ประการที่สาม หากผู้จัดการมรดกเบียดบังทรัพย์มรดกหรือใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ของตน ย่อมไม่ใช่เพียงผิดหน้าที่ทางแพ่ง แต่เข้าข่ายความผิดอาญาได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3256/2563 มีความโดดเด่นตรงที่วิเคราะห์อย่างละเอียดทั้งด้านแพ่งและอาญาในคดีเดียวกัน กล่าวคือ ศาลยอมรับอำนาจผู้จัดการมรดกในการขายทรัพย์มรดก แต่ขณะเดียวกันก็ลงโทษเมื่อพบว่าการขายและการรับเงินมีเจตนาทุจริต เป็นการใช้ “อำนาจที่มีอยู่จริง” ไปในทางมิชอบ มิใช่กรณี “ไม่มีอำนาจแต่แรก” สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ประกอบมาตรา 354 ลงโทษจำคุก 1 ปี และยกคำขอของโจทก์ที่ให้นับโทษต่อจากคดีอื่น 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โดยเห็นแตกต่างจากศาลชั้นต้นในประเด็นความรับผิดของจำเลย 3. ศาลฎีกา พิพากษากลับให้ลงโทษจำเลย โดยวินิจฉัยว่าจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกได้เบียดบังเงินค่าขายที่ดินมรดกเข้าบัญชีส่วนตัวโดยทุจริต เป็นความผิดฐานยักยอกตามมาตรา 352 ประกอบมาตรา 354 ลงโทษจำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท แต่รอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี พร้อมยกคำขอนับโทษต่อ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย ข้อคิดสำคัญจากคดีนี้คือ ผู้จัดการมรดกมิใช่เจ้าของทรัพย์มรดก และมิใช่ผู้มีอำนาจใช้ดุลพินิจอย่างเสรีเหนือทรัพย์ของกองมรดก หากแต่เป็นผู้ใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อประโยชน์ของทายาททุกคนโดยเสมอภาค อำนาจตามมาตรา 1719 จึงต้องถูกควบคุมด้วยหลักสุจริต ความเปิดเผย และความรับผิดตามมาตรา 1720 เสมอ คดีนี้ยังตอกย้ำว่า การกระทำซึ่งเริ่มต้นจากหน้าที่ทางแพ่ง อาจกลายเป็นความผิดทางอาญาได้เมื่อมีการเบียดบังทรัพย์โดยทุจริต โดยเฉพาะกรณีผู้จัดการมรดกขายทรัพย์มรดกแล้วไม่ได้นำเงินทั้งหมดเข้ากองมรดก หรือแยกเก็บไว้ในบัญชีส่วนตัว ผู้จัดการมรดกต้องตระหนักว่าทรัพย์หรือเงินทุกบาทที่ได้มาจากการจัดการมรดกยังคงเป็นทรัพย์ของกองมรดกจนกว่าจะมีการแจกแจงและแบ่งปันโดยชอบ ในเชิงปฏิบัติ คดีนี้เป็นคำเตือนอย่างเข้มข้นว่า ผู้จัดการมรดกต้องจัดทำบัญชีรับจ่ายอย่างละเอียด เปิดเผยข้อมูลแก่ทายาทอย่างโปร่งใส และหลีกเลี่ยงพฤติการณ์ที่ก่อให้เกิดข้อสงสัยเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะต่อให้มีอำนาจขายทรัพย์มรดกโดยชอบ หากกระบวนการขายและการถือครองเงินหลังการขายไม่ชอบ ก็ย่อมนำไปสู่ความรับผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญาได้ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการใช้ดุลพินิจของผู้จัดการมรดกภายใต้กรอบกฎหมาย ว่าผู้จัดการมรดกแม้จะมีอำนาจจัดการและขายทรัพย์มรดกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 และมาตรา 1750 แต่เมื่อใช้อำนาจดังกล่าวไปในทางทุจริต โดยเบียดบังเงินค่าขายที่ดินมรดกเข้าบัญชีส่วนตัว ย่อมเป็นความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ประกอบมาตรา 354 ได้ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ป.พ.พ. มาตรา 1719, 1720, 1723, 1750 และ ป.อ. มาตรา 352, 354 สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. ผู้จัดการมรดกไม่ใช่เจ้าของทรัพย์มรดก แม้ผู้จัดการมรดกจะมีอำนาจตามกฎหมายในการดูแล รวบรวม ขาย หรือแบ่งทรัพย์มรดก แต่ทรัพย์ดังกล่าวยังเป็นของกองมรดกเพื่อประโยชน์ของทายาททุกคน ผู้จัดการมรดกจึงต้องใช้อำนาจอย่างสุจริต เปิดเผย และตรวจสอบได้ ไม่อาจถือเอาทรัพย์หรือเงินที่ได้จากการขายเป็นของตนเอง 2. การนำเงินค่าขายทรัพย์มรดกเข้าบัญชีส่วนตัวอาจเป็นยักยอก เมื่อผู้จัดการมรดกขายที่ดินมรดกในฐานะผู้จัดการมรดก เงินที่ได้รับต้องนำเข้ากองมรดกทั้งหมดก่อนเพื่อจัดสรรตามส่วนของทายาท หากนำเข้าบัญชีส่วนตัวและเบียดบังไว้บางส่วนโดยทุจริต การกระทำนั้นย่อมเข้าองค์ประกอบความผิดฐานยักยอก ไม่ใช่เพียงการจัดการมรดกผิดพลาดในทางแพ่งเท่านั้น คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม-ผู้จัดการมรดกมีอำนาจขายทรัพย์มรดกได้เองหรือไม่ คำตอบ ผู้จัดการมรดกที่ศาลตั้งย่อมมีอำนาจทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปและเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 หากพินัยกรรมมิได้กำหนดวิธีจัดการไว้โดยเฉพาะ ผู้จัดการมรดกอาจเลือกวิธีขายทรัพย์มรดกแล้วนำเงินมาแบ่งแก่ทายาทตามมาตรา 1750 ได้ ทั้งนี้การขายดังกล่าวต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของกองมรดกอย่างแท้จริง มิใช่เพื่อให้ตนเองหรือบุคคลใกล้ชิดได้ประโยชน์เหนือทายาทคนอื่น และต้องดำเนินการโดยสุจริต โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ หากการขายแม้จะอยู่ในขอบอำนาจตามกฎหมาย แต่มีพฤติการณ์แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เช่น ใช้บุคคลใกล้ชิดเข้าซื้อในราคาต่ำผิดปกติ หรือไม่นำเงินทั้งหมดเข้ากองมรดก ก็อาจกลายเป็นทั้งความรับผิดทางแพ่งและความผิดอาญาได้ 2. คำถาม-ทายาทมีสิทธิสั่งให้ผู้จัดการมรดกต้องทำตามมติที่ประชุมทายาทหรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้ว ทายาทไม่มีอำนาจสั่งการผู้จัดการมรดกโดยตรง เพราะผู้จัดการมรดกมิใช่ตัวแทนของทายาทแต่ละคน หากเป็นผู้แทนตามกฎหมายซึ่งได้รับอำนาจจากบทบัญญัติแห่งกฎหมายและคำสั่งศาลโดยตรง ดังนั้นแม้ทายาทจะประชุมและมีมติร่วมกันในเรื่องใด เช่น วิธีขายทรัพย์มรดก หรือการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาช่วยดำเนินการ แต่มติดังกล่าวย่อมไม่ตัดอำนาจหน้าที่โดยตรงของผู้จัดการมรดก เว้นแต่จะสอดคล้องกับพินัยกรรม คำสั่งศาล หรือหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ทายาทยังคงมีสิทธิตรวจสอบและคัดค้านการใช้อำนาจของผู้จัดการมรดกได้ หากเห็นว่ามีการกระทำเกินขอบเขต ละเลยหน้าที่ หรือมีพฤติการณ์ทุจริต ก็อาจขอให้ศาลมีคำสั่งควบคุมหรือถอนผู้จัดการมรดกได้ 3. คำถาม-ผู้จัดการมรดกต้องนำเงินค่าขายทรัพย์มรดกเข้าบัญชีใด คำตอบ หลักกฎหมายและแนวคำพิพากษาในคดีนี้ชี้ชัดว่า เมื่อผู้จัดการมรดกขายทรัพย์มรดกในฐานะผู้จัดการมรดก เงินที่ได้รับจากการขายย่อมเป็นทรัพย์ของกองมรดกทั้งหมด ไม่ใช่เงินส่วนตัวของผู้จัดการมรดก แม้ผู้จัดการมรดกจะเป็นทายาทคนหนึ่งด้วยก็ตาม เงินดังกล่าวจึงต้องถูกรวบรวมและนำเข้าระบบบัญชีของกองมรดกอย่างครบถ้วนก่อน เพื่อให้สามารถแจกแจงรายรับรายจ่ายและแบ่งปันแก่ทายาทตามส่วนได้โดยชอบ การนำเงินเข้าบัญชีส่วนตัวแม้เพียงชั่วคราว ย่อมก่อให้เกิดข้อสงสัยอย่างร้ายแรงเรื่องความสุจริต และหากปรากฏว่ามีการเบียดบังไว้บางส่วนเพื่อประโยชน์ของตนหรือบุคคลที่สาม ก็อาจเข้าข่ายความผิดฐานยักยอกได้ทันที 4. คำถาม-ถ้าผู้จัดการมรดกเป็นทายาทด้วย จะถือเงินส่วนหนึ่งไว้ก่อนได้หรือไม่ คำตอบ ไม่ได้โดยหลัก เพราะแม้ผู้จัดการมรดกจะมีสิทธิในทรัพย์มรดกในฐานะทายาท แต่สิทธิดังกล่าวเป็นเพียงสิทธิได้รับส่วนแบ่งเมื่อมีการจัดการและแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยชอบแล้วเท่านั้น ผู้จัดการมรดกไม่มีสิทธินำส่วนที่ตนคิดว่าเป็นของตนแยกถือไว้ก่อนตามลำพัง เพราะก่อนการแบ่งปันโดยสมบูรณ์ ทรัพย์หรือเงินที่ได้จากการจัดการมรดกยังคงเป็นทรัพย์รวมของกองมรดกเพื่อประโยชน์ของทายาททุกคนอย่างเสมอภาค การกันเงินไว้ในบัญชีส่วนตัวโดยอ้างว่าเป็นส่วนของตนจึงขัดต่อหลักการจัดการมรดก และหากมีเจตนาเบียดบังหรือไม่สามารถอธิบายการถือครองเงินนั้นได้โดยสุจริต ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกฟ้องทั้งทางแพ่งและอาญา 5. คำถาม-ผู้จัดการมรดกมอบหมายให้ผู้อื่นดำเนินการแทนได้มากน้อยเพียงใด คำตอบ การจัดการมรดกโดยหลักเป็นหน้าที่เฉพาะตัวของผู้จัดการมรดก ซึ่งต้องกระทำด้วยตนเองเพื่อให้เกิดความรับผิดชอบโดยตรงต่อกองมรดกและทายาททุกคน การมอบหมายให้บุคคลอื่นทำแทนจึงทำได้เฉพาะในกรณีที่กฎหมายเปิดช่องไว้ตามมาตรา 1723 เช่น มีข้อความชัดแจ้งหรือโดยปริยายในพินัยกรรม มีคำสั่งศาล หรือมีพฤติการณ์จำเป็นเพื่อประโยชน์แก่กองมรดก แต่แม้จะมอบหมายได้ในบางเรื่อง ผู้จัดการมรดกก็ยังไม่หลุดพ้นจากหน้าที่และความรับผิดของตน คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่า ผู้จัดการมรดกไม่อาจใช้บุคคลใกล้ชิดเป็นเครื่องมือในการได้มาซึ่งทรัพย์มรดกแล้วอ้างว่าตนมิได้กระทำเองโดยตรง เพราะศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวมว่ามีเจตนาแสวงหาประโยชน์โดยทุจริตหรือไม่ 6. คำถาม-การกระทำของผู้จัดการมรดกจะเป็นเพียงผิดหน้าที่ทางแพ่ง หรือเป็นอาญาด้วย ดูจากอะไร คำตอบ การแยกว่ากรณีใดเป็นเพียงความรับผิดทางแพ่ง และกรณีใดเป็นความผิดทางอาญา ต้องพิจารณาจากเจตนาและลักษณะการกระทำเป็นสำคัญ หากผู้จัดการมรดกเพียงบริหารจัดการผิดพลาด ไม่รอบคอบ หรือปฏิบัติไม่ตรงตามที่ทายาทบางคนคาดหวัง อาจเป็นเพียงเรื่องความรับผิดทางแพ่ง เช่น ต้องชดใช้ค่าเสียหายหรือถูกขอให้ศาลถอนออกจากตำแหน่ง แต่ถ้าพฤติการณ์แสดงให้เห็นชัดว่ามีการครอบครองและเบียดบังทรัพย์ของกองมรดกไปเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต เช่น นำเงินค่าขายทรัพย์มรดกเข้าบัญชีส่วนตัว ปกปิดข้อมูล ไม่แจกแจงบัญชี หรือวางแผนใช้บุคคลใกล้ชิดเข้าซื้อทรัพย์ในราคาต่ำเพื่อเอากำไรภายหลัง เช่นนี้ย่อมเป็นความผิดอาญาฐานยักยอกได้ 7. คำถาม-หากคำฟ้องระบุเรื่องที่ดินมรดก แต่ทางพิจารณาพบว่าเป็นการยักยอกเงินค่าขายที่ดิน ศาลลงโทษได้หรือไม่ คำตอบ ได้ หากสาระสำคัญของคำฟ้องแสดงชัดว่าโจทก์ประสงค์จะกล่าวหาจำเลยในฐานะผู้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นว่าได้เบียดบังทรัพย์ของกองมรดกไปโดยทุจริต ไม่ว่าทรัพย์ที่พิสูจน์ได้ในทางพิจารณาจะเป็นตัวที่ดินมรดกโดยตรง หรือเป็นเงินที่ได้จากการขายที่ดินมรดก ก็ยังเป็นทรัพย์ที่อยู่ในกรอบข้อกล่าวหาเดียวกัน คดีนี้ศาลฎีกาวางหลักว่า คำฟ้องมิได้เคลือบคลุม เพราะจำเลยย่อมเข้าใจได้ดีว่าโจทก์กล่าวหาการเบียดบังทรัพย์สินของกองมรดกโดยทุจริต และจำเลยก็สามารถต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ หลักสำคัญอยู่ที่ว่าจำเลยต้องไม่หลงข้อต่อสู้และต้องทราบสาระของข้อหาอย่างเพียงพอ 8. คำถาม-คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3256/2563 ให้อะไรเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่สุดสำหรับคดีมรดก คำตอบ บรรทัดฐานสำคัญที่สุดของคดีนี้คือ การยืนยันอย่างชัดเจนว่า “อำนาจ” และ “ความรับผิด” ของผู้จัดการมรดกต้องเดินควบคู่กัน ผู้จัดการมรดกมีอำนาจจริงในการจัดการมรดก ขายทรัพย์ และเลือกวิธีแบ่งปันทรัพย์ตามกฎหมายได้ แต่ยิ่งมีอำนาจมากเท่าใด ยิ่งต้องปฏิบัติด้วยความสุจริต โปร่งใส และตรวจสอบได้มากเท่านั้น หากใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ของตนเอง แม้จะอ้างว่าตนมีสิทธิตามฐานะทายาทหรือมีอำนาจจัดการมรดกอยู่แล้ว ก็ไม่อาจปกป้องตนจากความรับผิดได้ คดีนี้จึงเป็นแนวทางสำคัญสำหรับทั้งผู้จัดการมรดก ทายาท และนักกฎหมาย ว่าการจัดการกองมรดกต้องรักษาดุลระหว่างประสิทธิภาพในการจัดการกับความซื่อสัตย์ต่อสิทธิของทายาททุกคนอย่างเคร่งครัด ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3256/2563 เมื่อศาลตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของ ว. แล้ว จำเลยไม่อาจจัดการมรดกให้เป็นไปทางหนึ่งทางใดตามอำเภอใจได้ แต่จักต้องทำหน้าที่ผู้จัดการมรดกภายใต้กรอบและหลักเกณฑ์ที่ ป.พ.พ. กำหนดไว้ โดยประการสำคัญ จำเลยมีหน้าที่ต้องรวบรวมทรัพย์มรดกทั้งหลายของ ว. แล้วนำมาจัดการมรดกโดยทั่วไปและจัดสรรแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิทุกคนให้เป็นไปตามกฎหมายและตามพินัยกรรมของ ว. ซึ่งในการนี้ จำเลยต้องกระทำเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกด้วยความสุจริต โปร่งใสและตรงไปตรงมาอย่างเปิดเผยเพื่อไม่ได้เป็นที่คลางแคลงใจ อันจะก่อให้เกิดความขัดแย้งกระทบกระทั่งต่อความสัมพันธ์อันดีในระหว่างทายาทผู้มีสิทธิทุกคน มิฉะนั้น จำเลยอาจต้องรับผิดในทางแพ่งต่อทายาทตามมาตรา 1720 ทั้งหากกระทำการโดยทุจริตเพื่อประโยชน์แก่ตนเองเป็นที่ตั้ง จำเลยก็อาจต้องรับผิดทางอาญาในความผิดฐานยักยอกตาม ป.อ. มาตรา 352 และ 354 ผู้จัดการมรดกที่ศาลตั้งมีอำนาจและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป หรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 ทั้งการจัดการมรดกเป็นหน้าที่ของผู้จัดการมรดกที่จะต้องจัดการโดยตนเอง เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นให้ผู้จัดการมรดกมอบให้ตัวแทนทำการได้ตามอำนาจที่ให้ไว้ชัดแจ้งหรือโดยปริยายในพินัยกรรม หรือโดยคำสั่งศาล หรือในพฤติการณ์เพื่อประโยชน์แก่กองมรดกตามมาตรา 1723 นอกจากนี้ ผู้จัดการมรดกที่ศาลมีคำสั่งตั้งมิใช่ตัวแทนของทายาท โดยอำนาจหน้าที่และความรับผิดของผู้จัดการมรดกที่มีต่อทายาทเกิดขึ้นโดยบทบัญญัติของกฎหมาย ผู้จัดการมรดกจึงอยู่ในฐานะเป็นผู้แทนตามกฎหมายของทายาทที่จะต้องจัดการมรดกเพื่อประโยชน์แก่ทายาทและกองมรดก โดยทายาทไม่มีอำนาจที่จะสั่งการให้ผู้จัดการมรดกกระทำการใด ๆ ได้ เพียงแต่ผู้จัดการมรดกจะต้องรับผิดต่อทายาทตามมาตรา 1720 โดยกฎหมายให้นำบทบัญญัติบางมาตราในลักษณะตัวแทนมาใช้บังคับโดยอนุโลม และทายาทอยู่ในฐานะเป็นผู้ควบคุมการจัดการมรดกของผู้จัดการมรดกให้อยู่ในขอบอำนาจตามที่พินัยกรรมและกฎหมายกำหนดไว้ รวมทั้งมีอำนาจที่จะขอให้ศาลสั่งถอนผู้จัดการมรดกที่ละเลยไม่ทำการตามหน้าที่ เมื่อการจัดการมรดกของ ว. เป็นหน้าที่โดยตรงของจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกที่จะต้องกระทำด้วยตนเอง โจทก์ซึ่งเป็นทายาทของ ว. จึงไม่มีอำนาจบังคับจำเลยให้ดำเนินการขายที่ดินพิพาทในรูปแบบของคณะกรรมการขายที่ดินตามมติที่ประชุมทายาทและในทางกลับกัน จำเลยย่อมมีอำนาจเต็มที่ที่จะจัดการมรดกของ ว ได้โดยไม่จำต้องขออนุญาตหรือต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์หรือที่ประชุมทายาทก่อน ว. เจ้ามรดก มิได้กำหนดให้ผู้จัดการมรดกกระทำโดยวิธีการใด เพียงแต่ระบุให้ทายาทรวม 6 คน ได้รับส่วนแบ่งทรัพย์สินคนละส่วนเท่า ๆ กัน ดังนั้น การแบ่งปันทรัพย์มรดกจึงต้องดำเนินการไปตามหลักเกณฑ์ที่ มาตรา 1750 กำหนดไว้โดยเฉพาะ กล่าวคือ การแบ่งปันทรัพย์มรดกสามารถกระทำได้ 3 วิธี โดยวิธีแรก ให้ทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด วิธีที่สอง ให้ดำเนินการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งปันกันระหว่างทายาท และวิธีที่สาม ให้ทายาทตกลงกันด้วยการทำรูปแบบของสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 850 และ 852 มาใช้บังคับโดยอนุโลม โดยทำหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อทายาทหรือตัวแทนของทายาทเป็นสำคัญ จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกเลือกวิธีการแบ่งมรดกด้วยการขายที่ดินพิพาทเพื่อเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งปันกันระหว่างทายาทแม้จำเลยจะเป็นทายาทของ ว. ที่มีส่วนในทรัพย์มรดกมากกว่าโจทก์และทายาทคนอื่น แต่เมื่อการประมูลขายที่ดินพิพาทของจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของ ว. เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และมีพฤติการณ์ที่ส่อไปในทางไม่ชอบมาพากลหลายประการ รูปคดีจึงบ่งชี้ว่าจำเลยไม่เพียงจัดการมรดกโดยมิชอบในทางแพ่งเท่านั้น แต่ยังมีเจตนากระทำความผิดทางอาญาด้วยการวางแผนแสวงหาประโยชน์จากที่ดินพิพาทอย่างเป็นขั้นเป็นตอนโดยทุจริต ซึ่งความในข้อนี้เห็นได้ชัดจากการที่จำเลยมอบหมายให้ อ. บุตรชายของจำเลยเข้าประมูลซื้อที่ดินพิพาทเพื่อให้เป็นของจำเลย โดยจำเลยไม่ได้นำมูลค่าของที่ดินพิพาท ที่ประมูลซื้อในราคา 8,150,000 บาท มาแบ่งปันแก่ทายาทแต่อย่างใด อีกทั้งจำเลยยังดำเนินการแบ่งแยกที่ดินพิพาทออกเป็นที่ดินแปลงย่อย 4 แปลง แล้วขายที่ดินแปลงคงและแปลงย่อยรวม 5 แปลง ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ว. ให้แก่ ศ. ในราคาสูงถึง 19,000,000 บาท แล้วนำเงินเข้าบัญชีของจำเลย แม้ต่อมาจำเลยได้ถอนเงินจำนวน 9,000,000 บาท นำเข้าฝากในบัญชีกองมรดกของ ว. ก็ตาม แต่เงินอีก 10,000,000 บาท ไม่ใช่เงินส่วนตัวของจำเลยเพราะจำเลยขายที่ดินพิพาทในฐานะผู้จัดการมรดกของ ว. คดีจึงรับฟังได้มั่นคงว่า จำเลยในฐานะที่เป็นผู้จัดการมรดกของ ว. ตามคำสั่งศาลได้ครอบครองและเบียดบังเอาทรัพย์มรดกของ ว. เป็นของตนหรือของบุคคลที่สามโดยทุจริต จำเลยจึงมีความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ประกอบมาตรา 354 ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล เบียดบังทรัพย์ของกองมรดกของนายวิฑูรย์ไปเพื่อประโยชน์ของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต โดยเฉพาะการนำแคชเชียร์เช็คค่าขายที่ดินมรดกจำนวน 10,000,000 บาท และ 9,000,000 บาท เข้าบัญชีส่วนตัว ฟ้องจึงมีสาระชัดเจนว่ากล่าวหายักยอกเงินค่าขายที่ดินมรดก ไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานยักยอกตาม ป.อ. มาตรา 352 ประกอบ 354 จำคุก 1 ปี แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับยกฟ้อง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ผู้จัดการมรดกมีอำนาจจัดการและขายทรัพย์มรดกได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 และเลือกวิธีแบ่งมรดกโดยขายทรัพย์แล้วนำเงินมาแบ่งกันได้ตามมาตรา 1750 แต่ต้องกระทำโดยสุจริต โปร่งใส และเพื่อประโยชน์ของกองมรดก ผู้จัดการมรดกมิใช่ตัวแทนของทายาท และทายาทไม่มีอำนาจสั่งการโดยตรง อย่างไรก็ดี เมื่อจำเลยให้บุตรชายเข้าประมูลซื้อที่ดินในราคาต่ำ ก่อนขายต่อรวม 5 แปลงได้ 19,000,000 บาท แล้วนำเงินเข้าบัญชีส่วนตัว และนำเพียง 9,000,000 บาท เข้าบัญชีกองมรดก คงเหลืออีก 10,000,000 บาท ไว้กับตน ย่อมเป็นการเบียดบังทรัพย์มรดกโดยทุจริต จึงมีความผิดฐานยักยอก พิพากษากลับลงโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 10,000 บาท และรอการลงโทษจำคุก 2 ปี ยกคำขอนับโทษต่อ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์บรรยายฟ้องมีสาระสำคัญว่า จำเลยในฐานที่เป็นผู้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นตามคำสั่งศาลได้กระทำผิดหน้าที่ของตนโดยเบียดบังเอาทรัพย์สินของกองมรดกของ ว. ไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ซึ่งการเบียดบังเอาที่ดินมรดกไปหรือเบียดบังเอาเงินที่ได้จากการขายที่ดินมรดกไปก็ย่อมถือเป็นความผิดที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสิ้น ฟ้องโจทก์บรรยายว่าจำเลยนำแคชเชียร์เช็คค่าซื้อที่ดินไปเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยจำนวนเงิน 10,000,000 บาท และ 9,000,000 บาท ตามลำดับ โดยเจตนาทุจริต ซึ่งคำฟ้องในลักษณะเช่นนี้ย่อมทำให้จำเลยเข้าใจได้ว่า โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยเบียดบังยักยอกเอาเงินค่าขายที่ดินมรดกไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่ชอบ และเมื่อจำเลยได้รับสำเนาคำฟ้องแล้ว จำเลยก็ให้การปฏิเสธว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้อง อันเป็นการแสดงว่าจำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีและไม่หลงข้อต่อสู้ ฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้จึงไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 352, 354 และนับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ อ.48/2559 และคดีหมายเลขดำที่ อ.52/2559 ของศาลแขวงลพบุรี ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ และแถลงรับว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 30 มกราคม 2561 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ประกอบมาตรา 354 จำคุก 1 ปี ยกคำขอนับโทษต่อ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ จำเลย นายสุภัสร์ นางสาวจันทนา และนางสาวจิตติมา เป็นบุตรของนายวิฑูรย์กับนางสมพร ระหว่างมีชีวิต นายวิฑูรย์มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 12243 เนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา ต่อมาวันที่ 25 พฤษภาคม 2531 นายวิฑูรย์ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองระบุยกที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่นางสมพรและบุตรทั้งห้าคน คนละส่วนเท่ากัน กับตั้งนายสมชาย เป็นผู้จัดการมรดกของนายวิฑูรย์ หลังจากนั้นนายวิฑูรย์ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2536 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายสมชายเป็นผู้จัดการมรดกของนายวิฑูรย์ สำหรับนางสมพร ภริยาของนายวิฑูรย์ ได้ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองฉบับลงวันที่ 7 เมษายน 2543 ระบุยกทรัพย์สินทั้งหมดของนางสมพรให้แก่จำเลยเพียงผู้เดียว กับตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนางสมพร หลังจากนั้นนางสมพรถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2546 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนางสมพร ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ถอนนายสมชายออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนายวิฑูรย์ และขอให้ตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายวิฑูรย์แทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2555 ถอนนายสมชายออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนายวิฑูรย์ และตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายวิฑูรย์ หลังจากจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายวิฑูรย์แล้ว เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2555 จำเลยได้ดำเนินการเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 12243 จากชื่อนายวิฑูรย์เป็นชื่อจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวิฑูรย์ และเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2556 จำเลยขอแบ่งแยกที่ดินพิพาทออกเป็นที่ดินแปลงย่อยอีก 4 แปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 88421 ถึง 88424 ต่อมาวันที่ 6 มิถุนายน 2559 จำเลยขายที่ดินพิพาทรวม 5 แปลงดังกล่าว ให้แก่นายศิริชัย ในราคา 19,000,000 บาท จำเลยนำเช็คทั้งสองฉบับเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย จากนั้นวันที่ 27 มิถุนายน 2559 จำเลยถอนเงิน 9,000,000 บาท ไปฝากเข้าบัญชีธนาคารที่มีชื่อจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวิฑูรย์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ จำเลยรับอาสาเข้ามาทำหน้าที่ผู้จัดการมรดกของนายวิฑูรย์แทนนายสมชายซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกคนเดิม โดยไม่มีผู้ใดบังคับขู่เข็ญและไม่มีทายาทผู้ใดคัดค้าน ประกอบกับทรัพย์มรดกของนายวิฑูรย์ที่ตกทอดแก่ทายาทคนละส่วนเท่า ๆ กัน มีเป็นจำนวนมากทั้งที่ดินหลายแปลงและสังหาริมทรัพย์ประเภทต่าง ๆ หลายรายการ กรณีจึงนับว่าจำเลยอุทิศตนและมีความเสียสละที่จะจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกที่มีมูลค่าสูงของนายวิฑูรย์ให้แก่ทายาททั้งหลายทั้ง ๆ ที่จำเลยไม่มีสิทธิที่จะได้รับบำเหน็จตอบแทนจากกองมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1721 อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายวิฑูรย์แล้ว จำเลยไม่อาจจัดการมรดกให้เป็นไปในทางหนึ่งทางใดตามอำเภอใจได้ แต่จักต้องทำหน้าที่ผู้จัดการมรดกภายใต้กรอบและหลักเกณฑ์ที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดไว้ โดยประการสำคัญ จำเลยมีหน้าที่ต้องรวบรวมทรัพย์มรดกทั้งหลายของนายวิฑูรย์แล้วนำมาจัดการมรดกโดยทั่วไปและจัดสรรแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิทุกคนให้เป็นไปตามกฎหมายและตามพินัยกรรมของนายวิฑูรย์ ซึ่งในการนี้ จำเลยต้องกระทำเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกด้วยความสุจริต โปร่งใสและตรงไปตรงมาอย่างเปิดเผยเพื่อไม่ได้เป็นที่คลางแคลงใจ อันจะก่อให้เกิดความขัดแย้งกระทบกระทั่งต่อความสัมพันธ์อันดีงามในระหว่างทายาทผู้มีสิทธิทุกคน มิฉะนั้น จำเลยอาจต้องรับผิดในทางแพ่งต่อทายาทตามาตรา 1720 ทั้งหากกระทำการโดยทุจริตเพื่อประโยชน์แก่ตนเองเป็นที่ตั้ง จำเลยก็อาจต้องรับผิดทางอาญาในความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และ 354 ปัญหาว่าจำเลยมีอำนาจจัดการมรดกของนายวิฑูรย์ได้เพียงใด ในประเด็นนี้ แม้ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า ก่อนที่จำเลยจะเข้ารับหน้าที่เป็นผู้จัดการมรดกของนายวิฑูรย์ตามคำสั่งศาลเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2555 โจทก์กับทายาทอื่นและนายสมชายซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายวิฑูรย์คนเดิมได้เคยร่วมประชุมปรึกษาหารือกัน และมีมติให้แต่งตั้งคณะกรรมการขายที่ดินมรดกของนายวิฑูรย์จำนวน 3 คน กับให้คณะกรรมการขายที่ดินดังกล่าวมีอำนาจกำหนดวิธีการขายที่ดินก็ตาม แต่ก็เห็นได้ว่าผู้จัดการมรดกที่ศาลตั้งมีอำนาจและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป หรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 ทั้งการจัดการมรดกตามบทบัญญัติของกฎหมายเป็นหน้าที่ของผู้จัดการมรดกที่จะต้องจัดการโดยตนเอง เว้นแต่กรณีเข้าข้อยกเว้นให้ผู้จัดการมรดกมอบให้ตัวแทนทำการได้ตามอำนาจที่ให้ไว้ชัดแจ้งหรือโดยปริยายในพินัยกรรม หรือโดยคำสั่งศาล หรือในพฤติการณ์เพื่อประโยชน์แก่กองมรดกตามมาตรา 1723 ซึ่งในคดีนี้ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงให้จำเลยที่เป็นผู้จัดการมรดกของนายวิฑูรย์ต้องมอบหมายให้ผู้อื่นจัดการมรดกแทนจำเลยแต่อย่างใด นอกจากนี้ ผู้จัดการมรดกที่ศาลมีคำสั่งตั้งมิใช่ตัวแทนของทายาท โดยอำนาจหน้าที่และความรับผิดของผู้จัดการมรดกที่มีต่อทายาทเกิดขึ้นโดยบทบัญญัติของกฎหมาย ผู้จัดการมรดกจึงอยู่ในฐานะเป็นผู้แทนตามกฎหมายของทายาทที่จะต้องจัดการมรดกเพื่อประโยชน์แก่ทายาทและกองมรดก โดยทายาทไม่มีอำนาจที่จะสั่งการให้ผู้จัดการมรดกกระทำการใด ๆ ได้ เพียงแต่ผู้จัดการมรดกจะต้องรับผิดต่อทายาทตามมาตรา 1720 โดยกฎหมายให้นำบทบัญญัติบางมาตราในลักษณะตัวแทนมาใช้บังคับโดยอนุโลม และทายาทอยู่ในฐานะเป็นผู้ควบคุมการจัดการมรดกของผู้จัดการมรดกให้อยู่ในขอบอำนาจตามที่พินัยกรรมและกฎหมายกำหนดไว้ รวมทั้งมีอำนาจที่จะขอให้ศาลสั่งถอนผู้จัดการมรดกที่ละเลยไม่ทำการตามหน้าที่ ส่วนมาตรา 1726, 1727 วรรคสอง 1729, 1731 และ 1732 เป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ศาลเป็นผู้ดูแลให้ผู้จัดการมรดกปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายเพื่อให้การจัดการมรดกเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เมื่อการจัดการมรดกของนายวิฑูรย์เป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกที่จะต้องกระทำโดยตนเอง โจทก์ซึ่งเป็นทายาทของนายวิฑูรย์จึงไม่มีอำนาจบังคับจำเลยให้ดำเนินการขายที่ดินพิพาทในรูปแบบของคณะกรรมการขายที่ดินตามมติที่ประชุมทายาทดังที่โจทก์นำสืบได้ และในทางกลับกัน จำเลยย่อมมีอำนาจเต็มที่ที่จะจัดการมรดกของนายวิฑูรย์ได้โดยไม่จำเป็นต้องขออนุญาตหรือต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์หรือที่ประชุมทายาทก่อนตามที่จำเลยฎีกา ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยจัดการมรดกของนายวิฑูรย์โดยชอบหรือโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือไม่ประการใด เห็นว่า จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวิฑูรย์มีหน้าที่ที่จะต้องจัดการมรดกโดยคำนึงถึงประโยชน์ของทายาทและกองมรดกเป็นสำคัญ ทั้งมีหน้าที่จัดสรรแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิทุกคนให้เป็นไปตามกฎหมายและตามพินัยกรรมของนายวิฑูรย์ ซึ่งการแบ่งปันทรัพย์มรดกอันเป็นที่ดินในคดีนี้ นายวิฑูรย์ เจ้ามรดก มิได้กำหนดให้ผู้จัดการมรดกกระทำโดยวิธีการใด เพียงแต่ระบุให้ทายาทรวม 6 คน ได้รับส่วนแบ่งทรัพย์สินคนละส่วนเท่า ๆ กัน ดังนั้น การแบ่งปันทรัพย์มรดกจึงต้องดำเนินการไปตามหลักเกณฑ์ที่ มาตรา 1750 กำหนดไว้โดยเฉพาะ กล่าวคือ การแบ่งปันทรัพย์มรดกสามารถกระทำได้ 3 วิธี โดยวิธีแรก ให้ทายาทต่างเข้าครอบครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด วิธีที่สอง ให้ดำเนินการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งปันกันระหว่างทายาท และวิธีที่สาม ให้ทายาทตกลงกันด้วยการทำรูปแบบของสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 850 และ 852 มาใช้บังคับโดยอนุโลม โดยทำหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อทายาทหรือตัวแทนของทายาทเป็นสำคัญ สำหรับการแบ่งปันที่ดินพิพาทตามฟ้อง จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกได้เลือกวิธีการแบ่งมรดกด้วยการขายที่ดินพิพาทเพื่อเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งปันกันระหว่างทายาท โดยการขายที่ดินพิพาทดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการนำออกขายโดยประมูลราคากันเองก็ดี หรือนำออกขายทอดตลาดให้แก่บุคคคลภายนอกก็ดี ล้วนเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการจัดการมรดกซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของจำเลยผู้เป็นผู้จัดการมรดกที่สามารถกระทำได้เองดังที่จำเลยฎีกา แม้จำเลยจะเป็นทายาทของนายวิฑูรย์ที่มีส่วนในทรัพย์มรดกของนายวิฑูรย์มากกว่าโจทก์และทายาทคนอื่น แต่เมื่อการประมูลขายที่ดินพิพาทของจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวิฑูรย์เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และมีพฤติการณ์ที่ส่อไปในทางไม่ชอบมาพากลหลายประการดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น รูปคดีจึงบ่งชี้ว่าจำเลยไม่เพียงจัดการมรดกโดยมิชอบในทางแพ่งเท่านั้น แต่ยังมีเจตนากระทำความผิดทางอาญาด้วยการวางแผนแสวงหาประโยชน์จากที่ดินพิพาทอย่างเป็นขั้นเป็นตอนโดยทุจริต ซึ่งความในข้อนี้เห็นได้ชัดจากการที่จำเลยมอบหมายให้นายอานันท์บุตรชายของจำเลยเข้าประมูลซื้อที่ดินพิพาทเพื่อให้เป็นของจำเลย โดยจำเลยไม่ได้นำมูลค่าของที่ดินพิพาท ที่ประมูลซื้อในราคา 8,150,000 บาท มาแบ่งปันแก่ทายาทแต่อย่างใด อีกทั้งจำเลยยังดำเนินการแบ่งแยกที่ดินพิพาทออกเป็นที่ดินแปลงย่อย 4 แปลง แล้วขายที่ดินแปลงคงและแปลงย่อยรวม 5 แปลง ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวิฑูรย์ให้แก่นายศิริชัยในราคาสูงถึง 19,000,000 บาท เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2559 โดยจำเลยนำแคชเชียร์เช็ค 2 ฉบับ ที่นายศิริชัยสั่งจ่ายจำนวน 19,000,000 บาท ฝากเข้าในบัญชีเงินฝากส่วนตัวของจำเลยในวันดังกล่าวทันที แม้ต่อมาวันที่ 27 มิถุนายน 2559 จำเลยได้ถอนเงินจำนวน 9,000,000 บาท (เกินกว่าราคาประมูล 8,150,000 บาท) ออกจากบัญชีเงินฝากส่วนตัวของจำเลยที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาศาลากลางจังหวัดลพบุรี แล้วนำเงินเข้าฝากในบัญชีกองมรดกของนายวิฑูรย์ที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบิ๊กซีลพบุรีก็ตาม แต่เงินอีก 10,000,000 บาท จำเลยยังคงฝากไว้ในบัญชีส่วนตัวของจำเลย ทั้ง ๆ ที่เงินจำนวน 19,000,000 บาท เป็นเงินที่ได้มาจากการขายที่ดินพิพาทที่จำเลยต้องแจกแจงแก่ทายาทอย่างละเอียดและต้องนำเข้าบัญชีกองมรดกทั้งหมดเสียก่อนแล้วจึงจะแบ่งปันให้แก่ทายาททุกคนตามส่วนของแต่ละคน เงินจำนวน 10,000,000 บาท จึงไม่ใช่เงินส่วนตัวของจำเลยเพียงคนเดียวดังที่จำเลยอ้างในฎีกาเพราะจำเลยขายที่ดินพิพาทในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวิฑูรย์ ไม่ได้ขายในฐานะส่วนตัว เมื่อข้อนำสืบของโจทก์มีพยานหลักฐานเชื่อมโยงสอดคล้องต้องกันสมเหตุสมผลเป็นที่น่าเชื่อถือ ประกอบกับจำเลยไม่ได้สืบพยานหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น คดีจึงรับฟังได้มั่นคงว่า จำเลยในฐานะที่เป็นผู้จัดการมรดกของนายวิฑูรย์ตามคำสั่งศาลได้ครอบครองและเบียดบังเอาทรัพย์มรดกของนายวิฑูรย์เป็นของตนหรือของบุคคลที่สามโดยทุจริต จำเลยจึงมีความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ประกอบมาตรา 354 ตามฟ้องโจทก์ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยนำแคชเชียร์เช็ค 2 ฉบับ ฉบับละ 10,000,000 บาท และ 9,000,000 บาท ที่นายศิริชัยสั่งจ่ายให้แก่จำเลยไปเข้าบัญชีเงินฝากส่วนตัวของจำเลยเป็น 2 บัญชี แยกจากกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิด 2 กรรมนั้น เห็นว่า การที่จำเลยนำแคชเชียร์เช็ค 2 ฉบับ ที่ได้มาจากการขายที่ดินพิพาทไปเข้าบัญชีเงินฝากส่วนตัวของจำเลย 2 บัญชี เป็นกรณีที่จำเลยมีเจตนาประการเดียวที่จะนำเงินทั้งสองจำนวนไปแสวงหาประโยชน์โดยทุจริต จึงเป็นการกระทำความผิดเพียงกรรมเดียว ส่วนข้อที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์บรรยายฟ้องประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในฐานยักยอกที่ดินมรดก โดยไม่ได้ประสงค์ให้ลงโทษฐานยักยอกเงินค่าขายที่ดินมรดกให้แก่นายศิริชัย ศาลจึงไม่มีอำนาจลงโทษจำเลยในฐานยักยอกเงินค่าขายที่ดินมรดกได้นั้น เห็นว่า คดีนี้ โจทก์บรรยายฟ้องมีสาระสำคัญว่า จำเลยในฐานที่เป็นผู้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นตามคำสั่งศาลได้กระทำผิดหน้าที่ของตนโดยเบียดบังเอาทรัพย์สินของกองมรดกของนายวิฑูรย์ไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ซึ่งการเบียดบังเอาทรัพย์สินของกองมรดกดังกล่าวไปนั้น ไม่ว่าทางพิจารณาจะรับฟังได้ว่าเป็นการเบียดบังเอาที่ดินมรดกไปหรือเบียดบังเอาเงินที่ได้จากการขายที่ดินมรดกไปก็ย่อมถือเป็นความผิดที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสิ้น ที่จำเลยฎีกาต่อไปว่า ฟ้องโจทก์ที่กล่าวหาว่าจำเลยเบียดบังเอาเงินที่ได้จากการขายที่ดินมรดกไปเป็นฟ้องเคลือบคลุมนั้น เห็นว่า ฟ้องโจทก์บรรยายว่าจำเลยนำแคชเชียร์เช็คค่าซื้อที่ดินมรดกไปเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยจำนวนเงิน 10,000,000 บาท และ 9,000,000 บาท ตามลำดับ โดยเจตนาทุจริต ซึ่งคำฟ้องในลักษณะเช่นนี้ย่อมทำให้จำเลยเข้าใจได้ว่า โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยเบียดบังยักยอกเอาเงินค่าขายที่ดินมรดกไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยมิชอบ และเมื่อจำเลยได้รับสำเนาคำฟ้องแล้ว จำเลยก็ให้การปฏิเสธว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้อง อันเป็นการแสดงว่าจำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีและไม่หลงข้อต่อสู้ ฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้จึงไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุมดังที่จำเลยอ้างและกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในประเด็นปลีกย่อยอื่น เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2560 มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 ใช้บังคับ โดยมาตรา 4 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 352 วรรคหนึ่ง และมาตรา 354 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน แต่อัตราโทษที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงให้ใช้อัตราโทษที่ใช้บังคับขณะกระทำผิดบังคับแก่จำเลย พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 (เดิม) ประกอบมาตรา 354 (เดิม) จำคุก 1 ปี ให้ปรับจำเลย 10,000 บาท จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำขอนับโทษต่อ |



