
| บัตรเดบิตถูกลักใช้ ร้านค้าไม่ตรวจลายมือชื่อ ธนาคารรับผิด 3 ใน 4(ฎีกาที่ 4568/2566)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทผู้บริโภคจากกรณีบัตรเดบิตถูกลักไปใช้ชำระค่าสินค้าและบริการจนเงินถูกหักออกจากบัญชี โดยศาลวินิจฉัยว่าเงื่อนไขการใช้บัตรซึ่งเป็นสัญญาสำเร็จรูปของธนาคารยังไม่เป็น “ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม” หากเมื่อพิจารณาโดยรวมแล้วไม่ได้เอาเปรียบผู้ถือบัตรเกินสมควร และยังเปิดช่องให้ทักท้วงรายการได้ อย่างไรก็ดี เมื่อร้านค้าที่รับบัตรไม่ตรวจสอบลายมือชื่อในเซลล์สลิปเทียบกับลายมือชื่อหลังบัตร ถือเป็นการปฏิบัติผิดเงื่อนไขร้านค้า ทำให้ธนาคารผู้ออกบัตรซึ่งเป็นผู้หักเงินไม่อาจปฏิเสธความรับผิด ต้องคืนเงินแก่ผู้ถือบัตร แต่ศาลยังหักลดตามส่วนประมาทของผู้ถือบัตรที่ไม่ระมัดระวังตรวจตราบัตรเป็นเวลาหลายวัน และยืนยันว่าไม่อาจกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษได้ เพราะคดีนี้เป็นเพียงการเรียกคืนเงินที่ถูกหัก มิใช่ “ค่าเสียหาย” ตามหลักเกณฑ์มาตรา 42 แห่ง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ 1.เงื่อนไขบัตรเดบิตที่ธนาคารกำหนดล่วงหน้า จะเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ 2.เมื่อร้านค้าไม่ตรวจลายมือชื่อในเซลล์สลิป ธนาคารผู้ออกบัตรยังปฏิเสธคืนเงินได้หรือไม่ 3.ผู้ถือบัตรละเลยตรวจตราบัตรหลายวัน ศาลจะหักลดความรับผิดของธนาคารเพียงใด หลักความรับผิดธนาคารกรณีบัตรเดบิตถูกลักใช้ซื้อสินค้า ร้านค้าไม่ตรวจลายมือชื่อ ผู้ถือบัตรมีส่วนประมาท และการไม่ให้ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษในคดีผู้บริโภค สาระสำคัญของคดี คดีนี้เป็นข้อพิพาทระหว่างผู้บริโภคผู้ถือบัตรเดบิตกับธนาคารผู้ออกบัตร เมื่อมีบุคคลอื่นนำบัตรเดบิตไปใช้ชำระค่าสินค้าและบริการผ่านเครื่อง EDC จนธนาคารหักเงินออกจากบัญชีเงินฝากของผู้ถือบัตร ผู้บริโภคฟ้องเรียกให้ธนาคารคืนเงินพร้อมดอกเบี้ย และขอให้ศาลกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตามกฎหมายคดีผู้บริโภค ข้อเท็จจริงที่ศาลรับฟังเป็นหลัก 1. โจทก์เปิดบัญชีออมทรัพย์กับจำเลย (ธนาคาร) และขอใช้บริการบัตรเดบิตซึ่งใช้ได้ทั้งเบิกถอนเงินสดจากตู้เอทีเอ็มและชำระค่าสินค้า/บริการแทนเงินสดภายในวงเงินคงเหลือในบัญชี 2. ต่อมามีบุคคลอื่นนำบัตรเดบิตของโจทก์ไปใช้ชำระค่าสินค้าและบริการต่อเนื่องหลายรายการในช่วงวันที่ 11–21 เมษายน 2561 ทำให้เงินถูกหักจากบัญชีโจทก์ 3. โจทก์ทราบความผิดปกติภายหลังและไปติดต่อธนาคารเพื่อตรวจสอบ จึงแจ้งความร้องทุกข์ กระทั่งคดีอาญามีคำพิพากษาให้ผู้กระทำผิดคืนเงินต้นจำนวนหนึ่งแก่โจทก์ 4. โจทก์ฟ้องคดีผู้บริโภคเรียกให้ธนาคารชำระเงินรวมพร้อมดอกเบี้ย และขอค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มเติม ประเด็นข้อกฎหมายสำคัญที่ศาลฎีกาวินิจฉัย ข้อตกลงการใช้บริการบัตรเอทีเอ็ม/บัตรเดบิตเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ศาลฎีกาวางหลักว่า แม้เงื่อนไขการใช้บัตรเป็นสัญญาสำเร็จรูปที่ธนาคารกำหนดไว้ล่วงหน้า แต่ “ความเป็นสัญญาสำเร็จรูป” เพียงอย่างเดียว ยังไม่ทำให้ข้อสัญญานั้นกลายเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมโดยอัตโนมัติ ต้องพิจารณาโดยรวมจากที่มาและโครงสร้างสิทธิหน้าที่ของคู่สัญญา รวมถึงความสุจริต ความรู้ความเข้าใจ แนวปฏิบัติเดิม และดุลประโยชน์ได้เสียตามสภาพที่เป็นจริง ในคดีนี้ เงื่อนไขสำคัญของสัญญาไม่ได้มีแต่การกำหนดให้ผู้ถือบัตรต้องรับผิดเมื่อบัตรสูญหายหรือถูกลักไป หากยังมีเงื่อนไขคุ้มครองผู้ถือบัตร เช่น 1. สิทธิในการขอระงับการใช้บัตรได้ทันทีและธนาคารต้องระงับภายในเวลาสั้น 2. การไม่ให้ผู้ถือบัตรต้องรับผิดภาระหนี้หลังพ้นเวลาระงับ เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าเป็นการกระทำของผู้ถือบัตรเอง 3. กลไกให้ผู้ถือบัตรทักท้วงรายการที่ไม่ถูกต้อง และกำหนดหน้าที่ธนาคารในการระงับหรือคืนเงินภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด 4. หลักเกณฑ์การโต้แย้งรายการภายในกำหนดเวลา รวมถึงแนวทางเมื่อไม่ได้รับใบแจ้งรายการ เมื่อพิจารณาประกอบกัน ศาลเห็นว่าเงื่อนไขไม่ได้ทำให้ธนาคารได้เปรียบผู้บริโภคเกินสมควร และไม่ได้ตัดสิทธิการคัดค้านรายการโดยไม่เป็นธรรม จึงไม่เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และมีผลผูกพันคู่สัญญา สาระเชิงปฏิบัติ ผู้ประกอบธุรกิจธนาคารสามารถใช้เงื่อนไขมาตรฐานได้ แต่ต้องจัดระบบสิทธิของผู้ถือบัตรให้สมดุล มีช่องทางอายัด/ทักท้วงที่มีประสิทธิภาพ และไม่ผลักภาระทั้งหมดไปยังผู้บริโภคจนเกินสมควร ธนาคารต้องรับผิดต่อรายการใช้บัตรเดบิตที่ถูกลักไปหรือไม่ แม้ศาลจะรับรองว่าเงื่อนไขสัญญาไม่เป็นธรรม แต่ความรับผิดของธนาคารในคดีนี้ต้องดู “พฤติการณ์การทำรายการจริง” และ “หน้าที่ของร้านค้า/เครือข่ายรับชำระ” ประกอบ ศาลวิเคราะห์ว่า บัตรเดบิตของธนาคารหนึ่งสามารถนำไปใช้ชำระผ่านเครื่อง EDC ของธนาคารอื่นได้ แสดงว่าในระบบการรับชำระเงินต้องมีความตกลงหรือความเชื่อมโยงกัน (เช่น ผ่านเครือข่ายเดียวกัน) และจากพยานหลักฐานในคดี ศาลรับฟังได้ว่าธนาคารหลายแห่งที่ปรากฏชื่อบนเซลล์สลิปเป็นสมาชิกเครือข่ายเดียวกัน ทำให้เกิดความสัมพันธ์ในทางธุรกิจที่รองรับการทำรายการข้ามธนาคาร ประเด็นชี้ขาดอยู่ที่ “หน้าที่ตรวจสอบลายมือชื่อ” ศาลถือว่า เงื่อนไขการเป็นร้านค้ารับชำระเงินกำหนดให้ร้านค้าต้องให้ผู้ใช้บัตรลงลายมือชื่อในเซลล์สลิป และต้องตรวจสอบเปรียบเทียบกับลายมือชื่อด้านหลังบัตร แต่ในคดีนี้ ลายมือชื่อบนเซลล์สลิปแตกต่างจากลายมือชื่อของโจทก์อย่างเห็นได้ชัดและตรวจพบได้ด้วยตาเปล่า แม้ไม่มีความชำนาญ ร้านค้ากลับไม่ตรวจสอบ จึงถือว่าร้านค้าปฏิบัติผิดเงื่อนไขของการเป็นร้านค้ารับชำระ ผลทางกฎหมายที่ศาลยึดถือ 1. เมื่อร้านค้าผิดเงื่อนไขดังกล่าว ธนาคารผู้ออกบัตรซึ่งเป็นผู้หักเงินจากบัญชีของโจทก์ “ไม่อาจยกเงื่อนไขในสัญญาบัตร” มาอ้างเพื่อปฏิเสธการคืนเงินได้ 2. ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องไปเรียกร้องคืนเงินจากธนาคารเจ้าของเครื่อง EDC หรือจากร้านค้า เพราะผู้ที่หักเงินออกจากบัญชีคือธนาคารผู้ออกบัตร 3. การไล่เบี้ยหรือการจัดสรรความรับผิดระหว่างธนาคารกับธนาคารเจ้าของเครื่อง EDC หรือกับร้านค้า เป็นเรื่องความผูกพันภายในของผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งธนาคารต้องไปดำเนินการกันเอง สาระเชิงปฏิบัติ คดีนี้ตอกย้ำว่า “ความมีผลผูกพันของเงื่อนไขสัญญา” ไม่ได้เท่ากับ “ธนาคารจะปฏิเสธความรับผิดได้ทุกกรณี” หากพฤติการณ์การรับชำระฝ่าฝืนมาตรฐานความปลอดภัย (เช่น ไม่ตรวจลายมือชื่อ) ผู้บริโภคยังมีสิทธิเรียกคืนเงินจากธนาคารผู้ออกบัตรได้โดยตรง ผู้ถือบัตรมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายหรือไม่ และผลคืออะไร แม้ธนาคารต้องคืนเงินโดยหลักข้างต้น แต่ศาลฎีกายังพิจารณาพฤติการณ์ของผู้ถือบัตรว่าได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรหรือไม่ ศาลชี้ว่า บัตรเดบิตเป็นเอกสารสำคัญโดยสภาพ ผู้ถือบัตรต้องเก็บรักษาและต้องตรวจตราเมื่อใช้งาน โดยเฉพาะเมื่อเบิกถอนเงินสดจากตู้เอทีเอ็มแล้วควรตรวจสอบว่าได้รับบัตรคืนและเก็บไว้เรียบร้อย เพราะหากตกอยู่ในความครอบครองของบุคคลอื่นโดยไม่ชอบ ย่อมเปิดช่องให้เกิดการทุจริตได้ ในคดีนี้ โจทก์เบิกความเพียงว่าเก็บรักษาบัตรและรหัสไว้คนเดียว แต่ไม่ได้นำสืบให้เห็นถึงวิธีการเก็บรักษา เหตุบัตรหาย หรือพฤติการณ์การตรวจตรา อีกทั้งโจทก์ทราบการหายของเงินหลังจากบัตรหายไปแล้วเป็นเวลามากกว่า 10 วัน ทั้งที่ในช่วงนั้นมีการใช้บัตรต่อเนื่องหลายรายการ ศาลจึงเห็นว่าโจทก์ละเลยการระมัดระวังในการเก็บรักษาและตรวจตรา เป็น “ส่วนประมาท” ที่ทำให้ความเสียหายเกิดขึ้นด้วย ผลทางกฎหมาย: ป.พ.พ. มาตรา 223 วรรคหนึ่ง ศาลนำหลักเรื่องความเสียหายเกิดจากความผิดของผู้เสียหายด้วยมาปรับใช้ แล้วกำหนดให้ธนาคารรับผิดเพียง “สามในสี่” ของจำนวนเงินที่มีการใช้บัตรเดบิต กล่าวคือคืนเงินให้แต่ลดตามส่วนประมาทของโจทก์ สาระเชิงปฏิบัติ ผู้บริโภคที่ฟ้องเรียกเงินคืนในคดีทุจริตบัตร ควรเตรียมพยานหลักฐานให้ครบในประเด็น “ความระมัดระวัง” เช่น การเก็บบัตร การตรวจสอบหลังใช้งาน การรู้ตัวว่าบัตรหายเมื่อใด การแจ้งอายัด/ทักท้วงเมื่อใด เพราะศาลอาจหักลดตามส่วนประมาทได้ ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค มาตรา 42 ให้ได้หรือไม่ ประเด็นนี้เป็นหัวใจที่ทำให้ผลคดีในชั้นฎีกาเปลี่ยนแปลงจากศาลล่าง ศาลฎีกาวางหลักว่า มาตรา 42 ให้อำนาจศาลกำหนด “ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ” เพิ่มจากค่าเสียหายที่แท้จริงได้ เฉพาะเมื่อการกระทำของผู้ประกอบธุรกิจเข้าลักษณะตามที่กฎหมายกำหนด เช่น เจตนาเอาเปรียบ จงใจให้เสียหาย ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือฝ่าฝืนความรับผิดในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพที่ประชาชนไว้วางใจ และเมื่อศาลมีคำพิพากษาให้ชดใช้ “ค่าเสียหาย” แก่ผู้บริโภค แต่คดีนี้ โจทก์ฟ้องเรียกร้อง “ให้คืนเงินที่ถูกหักจากบัญชีเงินฝาก” พร้อมดอกเบี้ย ซึ่งศาลเห็นว่าเงินที่ถูกหักนั้นมิใช่ “ค่าเสียหาย” ตามกรอบมาตรา 42 ในลักษณะที่จะนำไปกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษได้ จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ให้สั่งค่าเสียหายเชิงลงโทษ และศาลฎีกาไม่เห็นพ้องกับศาลล่างที่ให้ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ สาระเชิงปฏิบัติ การขอค่าเสียหายเพื่อการลงโทษในคดีผู้บริโภค ต้องจัดคำฟ้องและฐานข้อเท็จจริงให้เข้าองค์ประกอบของมาตรา 42 อย่างชัดเจน และต้องชี้ให้เห็นว่าเป็น “ค่าเสียหาย” ในเชิงกฎหมาย มิใช่เพียงการทวงคืนเงินที่ถูกหัก/ถูกโอน หากฐานคำขอไม่เข้าเกณฑ์ ศาลอาจยกคำขอแม้จะพิพากษาให้คืนเงินก็ตาม สรุปคำวินิจฉัยสำคัญของศาลฎีกาที่ควรนำไปใช้เป็นแนวทาง 1. สัญญาสำเร็จรูปของธนาคารไม่เป็นข้อสัญญาไม่เป็นธรรมโดยอัตโนมัติ ต้องพิจารณาโดยรวมว่ามีความสมดุลสิทธิหน้าที่และไม่เอาเปรียบเกินสมควร 2. แม้ข้อสัญญาผูกพัน แต่ธนาคารไม่อาจอ้างข้อสัญญาปฏิเสธคืนเงินได้ หากกระบวนการรับชำระฝ่าฝืนมาตรฐาน เช่น ร้านค้าไม่ตรวจลายมือชื่อเทียบหลังบัตร 3. ผู้บริโภคมีสิทธิเรียกคืนเงินจากธนาคารผู้ออกบัตรซึ่งเป็นผู้หักเงิน โดยไม่จำเป็นต้องไปฟ้องร้านค้าหรือธนาคารเจ้าของเครื่อง EDC ก่อน 4. หากผู้ถือบัตรมีส่วนประมาท ศาลอาจหักลดความรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 223 วรรคหนึ่ง 5. ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตามมาตรา 42 ต้องเข้าเงื่อนไขของกฎหมาย และต้องเป็นคดี “ค่าเสียหาย” ตามกรอบดังกล่าว ไม่ใช่เพียงการเรียกคืนเงินที่ถูกหัก สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 1. ผู้ประกอบธุรกิจการเงินควรออกแบบเงื่อนไขการใช้บัตรให้สมดุลและมีมาตรการคุ้มครองผู้ถือบัตรจริง มิฉะนั้นเสี่ยงถูกวินิจฉัยเป็นข้อสัญญาไม่เป็นธรรม 2. ระบบรับชำระเงินต้องยืนยันตัวตนตามมาตรฐานขั้นต่ำ หากละเลยขั้นพื้นฐานอย่างการตรวจลายมือชื่อ ความเสียหายจะย้อนกลับมาที่ผู้เกี่ยวข้องในระบบ แม้ผู้ถือบัตรจะไม่ได้ทำรายการเอง 3. ผู้ถือบัตรต้องพิสูจน์ “ความระมัดระวัง” ให้ได้ ไม่เช่นนั้นอาจถูกหักลดสิทธิเรียกร้องตามส่วนประมาท 4. การขอค่าเสียหายเพื่อการลงโทษในคดีผู้บริโภคต้องวางฐานคำฟ้องให้ตรงองค์ประกอบ มิใช่ขอเพิ่มโดยไม่เข้าเงื่อนไข เพราะศาลฎีกาตรวจเข้มและพร้อมยกคำขอ 5. สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4568/2566 เมื่อพิจารณาที่มาและข้อตกลงการใช้บัตรเอทีเอ็ม/บัตรเดบิต คำนึงถึงสิทธิและหน้าที่ของผู้ถือบัตรและผู้ประกอบธุรกิจบัตรเอทีเอ็ม/บัตรเดบิต โดยพิจารณาความสุจริต ความรู้ ความเข้าใจ แนวทางที่เคยปฏิบัติและทางได้เสียของคู่สัญญาตามสภาพที่เป็นจริงแล้ว ไม่ปรากฏว่าโจทก์ถูกบังคับหรือไม่ยินยอมในการทำข้อตกลงและเงื่อนไขการถือบัตรเอทีเอ็ม/บัตรเดบิต ข้อตกลงและเงื่อนไขดังกล่าวมิได้กำหนดให้จำเลยซึ่งเป็นผู้กำหนด เงื่อนไขได้เปรียบโจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรเกินสมควร ประกอบกับโจทก์ยังมีโอกาสทักท้วงโต้แย้งรายการใช้บัตรที่ไม่ถูกต้องตามข้อตกลงดังกล่าว ข้อตกลงการใช้บริการบัตรเอทีเอ็ม/บัตรเดบิตมิได้เป็นผลให้จำเลยซึ่งเป็นผู้กำหนดข้อตกลงได้เปรียบโจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรที่เป็นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเกินสมควร ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม จึงมีผลผูกพันโจทก์จำเลยได้ ร้านค้าที่รับชำระค่าสินค้าและบริการด้วยบัตรเดบิตไม่ได้ตรวจสอบลายมือชื่อที่ลงบนเซลล์สลิปเปรียบเทียบกับลายมือชื่อด้านหลังบัตร กรณีจึงต้องถือว่าร้านค้าที่รับชำระค่าสินค้าและบริการด้วยบัตรเดบิตที่พิพาทปฏิบัติผิดเงื่อนไขข้อตกลงการเป็นร้านค้าต่อธนาคารพาณิชย์เจ้าของเครื่อง EDC จำเลยซึ่งถือว่าเป็นตัวการของธนาคารพาณิชย์เจ้าของเครื่อง EDC จึงไม่อาจยกเอาข้อตกลงการใช้บริการบัตรเอทีเอ็ม/บัตรเดบิตขึ้นอ้างเพื่อที่จะไม่คืนเงินที่หักไปจากบัญชีเงินฝากโจทก์ได้ โจทก์ไม่จำต้องไปเรียกร้องเงินคืนจากธนาคารพาณิชย์เจ้าของเครื่อง EDC หรือร้านค้าที่รับชำระค่าสินค้าหรือบริการที่พิพาท จำเลยจึงต้องคืนเงินที่หักไปจากบัญชีเงินฝากให้แก่โจทก์ แต่โจทก์เบิกความเพียงว่าโจทก์เก็บรักษาบัตรและรหัสประจำตัวในการเบิกถอนเงินสดแต่เพียงผู้เดียว แต่ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์เก็บรักษาบัตรเดบิตอย่างไร ที่บัตรเดบิตหายไปนั้นถูกลักไปได้อย่างไร ทั้งโจทก์เพิ่งมาทราบเรื่องหลังจากบัตรหายไปแล้วเป็นเวลามากกว่า 10 วัน โดยในช่วงเวลาดังกล่าวบัตรเดบิตถูกนำไปใช้ชำระค่าสินค้าและบริการเรื่อยมา ถือว่าโจทก์ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังในการเก็บรักษาตลอดจนตรวจตราบัตรเดบิตซึ่งเป็นเอกสารสำคัญตามที่พึงกระทำ ถือว่าโจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่อ เป็นกรณีที่ความเสียหายได้เกิดขึ้นเพราะความผิดของโจทก์เองด้วย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 223 วรรคหนึ่ง จึงเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์เป็นจำนวนสามในสี่ของจำนวนเงินที่มีการใช้บัตรเดบิต เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกร้องเพียงให้จำเลยคืนเงินที่หักไปจากบัญชีเงินฝากของโจทก์พร้อมดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่จำเลยหักเงินครั้งสุดท้าย ซึ่งเงินดังกล่าวมิใช่ค่าเสียหายตามความใน พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะกำหนดให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษได้ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ธนาคารชำระเงิน 519,619.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยจากวันถัดจากวันฟ้อง และให้ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ 200,000 บาท โดยกำหนดให้หักลดได้หากโจทก์ได้รับคืนจากคดีอาญา 2. ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เรื่องอัตราดอกเบี้ยเป็นช่วงเวลา (ก่อน–หลัง 11 เมษายน 2564) นอกนั้นคงตามศาลชั้นต้น 3. ศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้ธนาคารรับผิดเพียงสามในสี่ เป็นเงิน 350,305.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามช่วงเวลา และยกคำขอค่าเสียหายเพื่อการลงโทษทั้งหมด |




