ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




บัตรเดบิตถูกลักใช้ ร้านค้าไม่ตรวจลายมือชื่อ ธนาคารรับผิด 3 ใน 4(ฎีกาที่ 4568/2566)

ข้อสัญญาการใช้บัตรเดบิตเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่, หลักพิจารณาสัญญาสำเร็จรูปของธนาคารกับผู้บริโภค, ร้านค้ารับชำระเงินด้วยบัตรเดบิตไม่ตรวจสอบลายมือชื่อบนเซลล์สลิป, ความรับผิดของธนาคารผู้ออกบัตรเมื่อมีการหักเงินจากบัญชีโดยมิชอบ, ความสัมพันธ์ตัวการตัวแทนระหว่างธนาคารสมาชิกเครือข่าย VISA และธนาคารเจ้าของเครื่อง EDC, ผู้ถือบัตรมีหน้าที่เก็บรักษาบัตรเดบิตและตรวจตราเอกสารสำคัญ, การหักลดค่าสินไหมทดแทนตามส่วนประมาท ป.พ.พ. มาตรา 223 วรรคหนึ่ง

       ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ 

บทนำ 

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทผู้บริโภคจากกรณีบัตรเดบิตถูกลักไปใช้ชำระค่าสินค้าและบริการจนเงินถูกหักออกจากบัญชี โดยศาลวินิจฉัยว่าเงื่อนไขการใช้บัตรซึ่งเป็นสัญญาสำเร็จรูปของธนาคารยังไม่เป็น “ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม” หากเมื่อพิจารณาโดยรวมแล้วไม่ได้เอาเปรียบผู้ถือบัตรเกินสมควร และยังเปิดช่องให้ทักท้วงรายการได้ อย่างไรก็ดี เมื่อร้านค้าที่รับบัตรไม่ตรวจสอบลายมือชื่อในเซลล์สลิปเทียบกับลายมือชื่อหลังบัตร ถือเป็นการปฏิบัติผิดเงื่อนไขร้านค้า ทำให้ธนาคารผู้ออกบัตรซึ่งเป็นผู้หักเงินไม่อาจปฏิเสธความรับผิด ต้องคืนเงินแก่ผู้ถือบัตร แต่ศาลยังหักลดตามส่วนประมาทของผู้ถือบัตรที่ไม่ระมัดระวังตรวจตราบัตรเป็นเวลาหลายวัน และยืนยันว่าไม่อาจกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษได้ เพราะคดีนี้เป็นเพียงการเรียกคืนเงินที่ถูกหัก มิใช่ “ค่าเสียหาย” ตามหลักเกณฑ์มาตรา 42 แห่ง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค

คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

1.เงื่อนไขบัตรเดบิตที่ธนาคารกำหนดล่วงหน้า จะเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่

2.เมื่อร้านค้าไม่ตรวจลายมือชื่อในเซลล์สลิป ธนาคารผู้ออกบัตรยังปฏิเสธคืนเงินได้หรือไม่

3.ผู้ถือบัตรละเลยตรวจตราบัตรหลายวัน ศาลจะหักลดความรับผิดของธนาคารเพียงใด

หลักความรับผิดธนาคารกรณีบัตรเดบิตถูกลักใช้ซื้อสินค้า ร้านค้าไม่ตรวจลายมือชื่อ ผู้ถือบัตรมีส่วนประมาท และการไม่ให้ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษในคดีผู้บริโภค

สาระสำคัญของคดี

คดีนี้เป็นข้อพิพาทระหว่างผู้บริโภคผู้ถือบัตรเดบิตกับธนาคารผู้ออกบัตร เมื่อมีบุคคลอื่นนำบัตรเดบิตไปใช้ชำระค่าสินค้าและบริการผ่านเครื่อง EDC จนธนาคารหักเงินออกจากบัญชีเงินฝากของผู้ถือบัตร ผู้บริโภคฟ้องเรียกให้ธนาคารคืนเงินพร้อมดอกเบี้ย และขอให้ศาลกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตามกฎหมายคดีผู้บริโภค

ข้อเท็จจริงที่ศาลรับฟังเป็นหลัก

1. โจทก์เปิดบัญชีออมทรัพย์กับจำเลย (ธนาคาร) และขอใช้บริการบัตรเดบิตซึ่งใช้ได้ทั้งเบิกถอนเงินสดจากตู้เอทีเอ็มและชำระค่าสินค้า/บริการแทนเงินสดภายในวงเงินคงเหลือในบัญชี

2. ต่อมามีบุคคลอื่นนำบัตรเดบิตของโจทก์ไปใช้ชำระค่าสินค้าและบริการต่อเนื่องหลายรายการในช่วงวันที่ 11–21 เมษายน 2561 ทำให้เงินถูกหักจากบัญชีโจทก์

3. โจทก์ทราบความผิดปกติภายหลังและไปติดต่อธนาคารเพื่อตรวจสอบ จึงแจ้งความร้องทุกข์ กระทั่งคดีอาญามีคำพิพากษาให้ผู้กระทำผิดคืนเงินต้นจำนวนหนึ่งแก่โจทก์

4. โจทก์ฟ้องคดีผู้บริโภคเรียกให้ธนาคารชำระเงินรวมพร้อมดอกเบี้ย และขอค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มเติม

ประเด็นข้อกฎหมายสำคัญที่ศาลฎีกาวินิจฉัย

ข้อตกลงการใช้บริการบัตรเอทีเอ็ม/บัตรเดบิตเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่

ศาลฎีกาวางหลักว่า แม้เงื่อนไขการใช้บัตรเป็นสัญญาสำเร็จรูปที่ธนาคารกำหนดไว้ล่วงหน้า แต่ “ความเป็นสัญญาสำเร็จรูป” เพียงอย่างเดียว ยังไม่ทำให้ข้อสัญญานั้นกลายเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมโดยอัตโนมัติ ต้องพิจารณาโดยรวมจากที่มาและโครงสร้างสิทธิหน้าที่ของคู่สัญญา รวมถึงความสุจริต ความรู้ความเข้าใจ แนวปฏิบัติเดิม และดุลประโยชน์ได้เสียตามสภาพที่เป็นจริง

ในคดีนี้ เงื่อนไขสำคัญของสัญญาไม่ได้มีแต่การกำหนดให้ผู้ถือบัตรต้องรับผิดเมื่อบัตรสูญหายหรือถูกลักไป หากยังมีเงื่อนไขคุ้มครองผู้ถือบัตร เช่น

1. สิทธิในการขอระงับการใช้บัตรได้ทันทีและธนาคารต้องระงับภายในเวลาสั้น

2. การไม่ให้ผู้ถือบัตรต้องรับผิดภาระหนี้หลังพ้นเวลาระงับ เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าเป็นการกระทำของผู้ถือบัตรเอง

3. กลไกให้ผู้ถือบัตรทักท้วงรายการที่ไม่ถูกต้อง และกำหนดหน้าที่ธนาคารในการระงับหรือคืนเงินภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด

4. หลักเกณฑ์การโต้แย้งรายการภายในกำหนดเวลา รวมถึงแนวทางเมื่อไม่ได้รับใบแจ้งรายการ

เมื่อพิจารณาประกอบกัน ศาลเห็นว่าเงื่อนไขไม่ได้ทำให้ธนาคารได้เปรียบผู้บริโภคเกินสมควร และไม่ได้ตัดสิทธิการคัดค้านรายการโดยไม่เป็นธรรม จึงไม่เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และมีผลผูกพันคู่สัญญา

สาระเชิงปฏิบัติ

ผู้ประกอบธุรกิจธนาคารสามารถใช้เงื่อนไขมาตรฐานได้ แต่ต้องจัดระบบสิทธิของผู้ถือบัตรให้สมดุล มีช่องทางอายัด/ทักท้วงที่มีประสิทธิภาพ และไม่ผลักภาระทั้งหมดไปยังผู้บริโภคจนเกินสมควร

ธนาคารต้องรับผิดต่อรายการใช้บัตรเดบิตที่ถูกลักไปหรือไม่

แม้ศาลจะรับรองว่าเงื่อนไขสัญญาไม่เป็นธรรม แต่ความรับผิดของธนาคารในคดีนี้ต้องดู “พฤติการณ์การทำรายการจริง” และ “หน้าที่ของร้านค้า/เครือข่ายรับชำระ” ประกอบ

ศาลวิเคราะห์ว่า บัตรเดบิตของธนาคารหนึ่งสามารถนำไปใช้ชำระผ่านเครื่อง EDC ของธนาคารอื่นได้ แสดงว่าในระบบการรับชำระเงินต้องมีความตกลงหรือความเชื่อมโยงกัน (เช่น ผ่านเครือข่ายเดียวกัน) และจากพยานหลักฐานในคดี ศาลรับฟังได้ว่าธนาคารหลายแห่งที่ปรากฏชื่อบนเซลล์สลิปเป็นสมาชิกเครือข่ายเดียวกัน ทำให้เกิดความสัมพันธ์ในทางธุรกิจที่รองรับการทำรายการข้ามธนาคาร

ประเด็นชี้ขาดอยู่ที่ “หน้าที่ตรวจสอบลายมือชื่อ”

ศาลถือว่า เงื่อนไขการเป็นร้านค้ารับชำระเงินกำหนดให้ร้านค้าต้องให้ผู้ใช้บัตรลงลายมือชื่อในเซลล์สลิป และต้องตรวจสอบเปรียบเทียบกับลายมือชื่อด้านหลังบัตร แต่ในคดีนี้ ลายมือชื่อบนเซลล์สลิปแตกต่างจากลายมือชื่อของโจทก์อย่างเห็นได้ชัดและตรวจพบได้ด้วยตาเปล่า แม้ไม่มีความชำนาญ ร้านค้ากลับไม่ตรวจสอบ จึงถือว่าร้านค้าปฏิบัติผิดเงื่อนไขของการเป็นร้านค้ารับชำระ

ผลทางกฎหมายที่ศาลยึดถือ

1. เมื่อร้านค้าผิดเงื่อนไขดังกล่าว ธนาคารผู้ออกบัตรซึ่งเป็นผู้หักเงินจากบัญชีของโจทก์ “ไม่อาจยกเงื่อนไขในสัญญาบัตร” มาอ้างเพื่อปฏิเสธการคืนเงินได้

2. ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องไปเรียกร้องคืนเงินจากธนาคารเจ้าของเครื่อง EDC หรือจากร้านค้า เพราะผู้ที่หักเงินออกจากบัญชีคือธนาคารผู้ออกบัตร

3. การไล่เบี้ยหรือการจัดสรรความรับผิดระหว่างธนาคารกับธนาคารเจ้าของเครื่อง EDC หรือกับร้านค้า เป็นเรื่องความผูกพันภายในของผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งธนาคารต้องไปดำเนินการกันเอง

สาระเชิงปฏิบัติ

คดีนี้ตอกย้ำว่า “ความมีผลผูกพันของเงื่อนไขสัญญา” ไม่ได้เท่ากับ “ธนาคารจะปฏิเสธความรับผิดได้ทุกกรณี” หากพฤติการณ์การรับชำระฝ่าฝืนมาตรฐานความปลอดภัย (เช่น ไม่ตรวจลายมือชื่อ) ผู้บริโภคยังมีสิทธิเรียกคืนเงินจากธนาคารผู้ออกบัตรได้โดยตรง

ผู้ถือบัตรมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายหรือไม่ และผลคืออะไร

แม้ธนาคารต้องคืนเงินโดยหลักข้างต้น แต่ศาลฎีกายังพิจารณาพฤติการณ์ของผู้ถือบัตรว่าได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรหรือไม่

ศาลชี้ว่า บัตรเดบิตเป็นเอกสารสำคัญโดยสภาพ ผู้ถือบัตรต้องเก็บรักษาและต้องตรวจตราเมื่อใช้งาน โดยเฉพาะเมื่อเบิกถอนเงินสดจากตู้เอทีเอ็มแล้วควรตรวจสอบว่าได้รับบัตรคืนและเก็บไว้เรียบร้อย เพราะหากตกอยู่ในความครอบครองของบุคคลอื่นโดยไม่ชอบ ย่อมเปิดช่องให้เกิดการทุจริตได้

ในคดีนี้ โจทก์เบิกความเพียงว่าเก็บรักษาบัตรและรหัสไว้คนเดียว แต่ไม่ได้นำสืบให้เห็นถึงวิธีการเก็บรักษา เหตุบัตรหาย หรือพฤติการณ์การตรวจตรา อีกทั้งโจทก์ทราบการหายของเงินหลังจากบัตรหายไปแล้วเป็นเวลามากกว่า 10 วัน ทั้งที่ในช่วงนั้นมีการใช้บัตรต่อเนื่องหลายรายการ ศาลจึงเห็นว่าโจทก์ละเลยการระมัดระวังในการเก็บรักษาและตรวจตรา เป็น “ส่วนประมาท” ที่ทำให้ความเสียหายเกิดขึ้นด้วย

ผลทางกฎหมาย: ป.พ.พ. มาตรา 223 วรรคหนึ่ง

ศาลนำหลักเรื่องความเสียหายเกิดจากความผิดของผู้เสียหายด้วยมาปรับใช้ แล้วกำหนดให้ธนาคารรับผิดเพียง “สามในสี่” ของจำนวนเงินที่มีการใช้บัตรเดบิต กล่าวคือคืนเงินให้แต่ลดตามส่วนประมาทของโจทก์

สาระเชิงปฏิบัติ

ผู้บริโภคที่ฟ้องเรียกเงินคืนในคดีทุจริตบัตร ควรเตรียมพยานหลักฐานให้ครบในประเด็น “ความระมัดระวัง” เช่น การเก็บบัตร การตรวจสอบหลังใช้งาน การรู้ตัวว่าบัตรหายเมื่อใด การแจ้งอายัด/ทักท้วงเมื่อใด เพราะศาลอาจหักลดตามส่วนประมาทได้

ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค มาตรา 42 ให้ได้หรือไม่

ประเด็นนี้เป็นหัวใจที่ทำให้ผลคดีในชั้นฎีกาเปลี่ยนแปลงจากศาลล่าง

ศาลฎีกาวางหลักว่า มาตรา 42 ให้อำนาจศาลกำหนด “ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ” เพิ่มจากค่าเสียหายที่แท้จริงได้ เฉพาะเมื่อการกระทำของผู้ประกอบธุรกิจเข้าลักษณะตามที่กฎหมายกำหนด เช่น เจตนาเอาเปรียบ จงใจให้เสียหาย ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือฝ่าฝืนความรับผิดในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพที่ประชาชนไว้วางใจ และเมื่อศาลมีคำพิพากษาให้ชดใช้ “ค่าเสียหาย” แก่ผู้บริโภค

แต่คดีนี้ โจทก์ฟ้องเรียกร้อง “ให้คืนเงินที่ถูกหักจากบัญชีเงินฝาก” พร้อมดอกเบี้ย ซึ่งศาลเห็นว่าเงินที่ถูกหักนั้นมิใช่ “ค่าเสียหาย” ตามกรอบมาตรา 42 ในลักษณะที่จะนำไปกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษได้ จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ให้สั่งค่าเสียหายเชิงลงโทษ และศาลฎีกาไม่เห็นพ้องกับศาลล่างที่ให้ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ

สาระเชิงปฏิบัติ

การขอค่าเสียหายเพื่อการลงโทษในคดีผู้บริโภค ต้องจัดคำฟ้องและฐานข้อเท็จจริงให้เข้าองค์ประกอบของมาตรา 42 อย่างชัดเจน และต้องชี้ให้เห็นว่าเป็น “ค่าเสียหาย” ในเชิงกฎหมาย มิใช่เพียงการทวงคืนเงินที่ถูกหัก/ถูกโอน หากฐานคำขอไม่เข้าเกณฑ์ ศาลอาจยกคำขอแม้จะพิพากษาให้คืนเงินก็ตาม

สรุปคำวินิจฉัยสำคัญของศาลฎีกาที่ควรนำไปใช้เป็นแนวทาง

1. สัญญาสำเร็จรูปของธนาคารไม่เป็นข้อสัญญาไม่เป็นธรรมโดยอัตโนมัติ ต้องพิจารณาโดยรวมว่ามีความสมดุลสิทธิหน้าที่และไม่เอาเปรียบเกินสมควร

2. แม้ข้อสัญญาผูกพัน แต่ธนาคารไม่อาจอ้างข้อสัญญาปฏิเสธคืนเงินได้ หากกระบวนการรับชำระฝ่าฝืนมาตรฐาน เช่น ร้านค้าไม่ตรวจลายมือชื่อเทียบหลังบัตร

3. ผู้บริโภคมีสิทธิเรียกคืนเงินจากธนาคารผู้ออกบัตรซึ่งเป็นผู้หักเงิน โดยไม่จำเป็นต้องไปฟ้องร้านค้าหรือธนาคารเจ้าของเครื่อง EDC ก่อน

4. หากผู้ถือบัตรมีส่วนประมาท ศาลอาจหักลดความรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 223 วรรคหนึ่ง

5. ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตามมาตรา 42 ต้องเข้าเงื่อนไขของกฎหมาย และต้องเป็นคดี “ค่าเสียหาย” ตามกรอบดังกล่าว ไม่ใช่เพียงการเรียกคืนเงินที่ถูกหัก

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

1. ผู้ประกอบธุรกิจการเงินควรออกแบบเงื่อนไขการใช้บัตรให้สมดุลและมีมาตรการคุ้มครองผู้ถือบัตรจริง มิฉะนั้นเสี่ยงถูกวินิจฉัยเป็นข้อสัญญาไม่เป็นธรรม

2. ระบบรับชำระเงินต้องยืนยันตัวตนตามมาตรฐานขั้นต่ำ หากละเลยขั้นพื้นฐานอย่างการตรวจลายมือชื่อ ความเสียหายจะย้อนกลับมาที่ผู้เกี่ยวข้องในระบบ แม้ผู้ถือบัตรจะไม่ได้ทำรายการเอง

3. ผู้ถือบัตรต้องพิสูจน์ “ความระมัดระวัง” ให้ได้ ไม่เช่นนั้นอาจถูกหักลดสิทธิเรียกร้องตามส่วนประมาท

4. การขอค่าเสียหายเพื่อการลงโทษในคดีผู้บริโภคต้องวางฐานคำฟ้องให้ตรงองค์ประกอบ มิใช่ขอเพิ่มโดยไม่เข้าเงื่อนไข เพราะศาลฎีกาตรวจเข้มและพร้อมยกคำขอ

5. สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4568/2566 

เมื่อพิจารณาที่มาและข้อตกลงการใช้บัตรเอทีเอ็ม/บัตรเดบิต คำนึงถึงสิทธิและหน้าที่ของผู้ถือบัตรและผู้ประกอบธุรกิจบัตรเอทีเอ็ม/บัตรเดบิต โดยพิจารณาความสุจริต ความรู้ ความเข้าใจ แนวทางที่เคยปฏิบัติและทางได้เสียของคู่สัญญาตามสภาพที่เป็นจริงแล้ว ไม่ปรากฏว่าโจทก์ถูกบังคับหรือไม่ยินยอมในการทำข้อตกลงและเงื่อนไขการถือบัตรเอทีเอ็ม/บัตรเดบิต ข้อตกลงและเงื่อนไขดังกล่าวมิได้กำหนดให้จำเลยซึ่งเป็นผู้กำหนด เงื่อนไขได้เปรียบโจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรเกินสมควร ประกอบกับโจทก์ยังมีโอกาสทักท้วงโต้แย้งรายการใช้บัตรที่ไม่ถูกต้องตามข้อตกลงดังกล่าว ข้อตกลงการใช้บริการบัตรเอทีเอ็ม/บัตรเดบิตมิได้เป็นผลให้จำเลยซึ่งเป็นผู้กำหนดข้อตกลงได้เปรียบโจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรที่เป็นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเกินสมควร ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม จึงมีผลผูกพันโจทก์จำเลยได้

ร้านค้าที่รับชำระค่าสินค้าและบริการด้วยบัตรเดบิตไม่ได้ตรวจสอบลายมือชื่อที่ลงบนเซลล์สลิปเปรียบเทียบกับลายมือชื่อด้านหลังบัตร กรณีจึงต้องถือว่าร้านค้าที่รับชำระค่าสินค้าและบริการด้วยบัตรเดบิตที่พิพาทปฏิบัติผิดเงื่อนไขข้อตกลงการเป็นร้านค้าต่อธนาคารพาณิชย์เจ้าของเครื่อง EDC จำเลยซึ่งถือว่าเป็นตัวการของธนาคารพาณิชย์เจ้าของเครื่อง EDC จึงไม่อาจยกเอาข้อตกลงการใช้บริการบัตรเอทีเอ็ม/บัตรเดบิตขึ้นอ้างเพื่อที่จะไม่คืนเงินที่หักไปจากบัญชีเงินฝากโจทก์ได้ โจทก์ไม่จำต้องไปเรียกร้องเงินคืนจากธนาคารพาณิชย์เจ้าของเครื่อง EDC หรือร้านค้าที่รับชำระค่าสินค้าหรือบริการที่พิพาท จำเลยจึงต้องคืนเงินที่หักไปจากบัญชีเงินฝากให้แก่โจทก์ แต่โจทก์เบิกความเพียงว่าโจทก์เก็บรักษาบัตรและรหัสประจำตัวในการเบิกถอนเงินสดแต่เพียงผู้เดียว แต่ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์เก็บรักษาบัตรเดบิตอย่างไร ที่บัตรเดบิตหายไปนั้นถูกลักไปได้อย่างไร ทั้งโจทก์เพิ่งมาทราบเรื่องหลังจากบัตรหายไปแล้วเป็นเวลามากกว่า 10 วัน โดยในช่วงเวลาดังกล่าวบัตรเดบิตถูกนำไปใช้ชำระค่าสินค้าและบริการเรื่อยมา ถือว่าโจทก์ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังในการเก็บรักษาตลอดจนตรวจตราบัตรเดบิตซึ่งเป็นเอกสารสำคัญตามที่พึงกระทำ ถือว่าโจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่อ เป็นกรณีที่ความเสียหายได้เกิดขึ้นเพราะความผิดของโจทก์เองด้วย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 223 วรรคหนึ่ง จึงเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์เป็นจำนวนสามในสี่ของจำนวนเงินที่มีการใช้บัตรเดบิต

เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกร้องเพียงให้จำเลยคืนเงินที่หักไปจากบัญชีเงินฝากของโจทก์พร้อมดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่จำเลยหักเงินครั้งสุดท้าย ซึ่งเงินดังกล่าวมิใช่ค่าเสียหายตามความใน พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะกำหนดให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษได้

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ธนาคารชำระเงิน 519,619.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยจากวันถัดจากวันฟ้อง และให้ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ 200,000 บาท โดยกำหนดให้หักลดได้หากโจทก์ได้รับคืนจากคดีอาญา

2. ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เรื่องอัตราดอกเบี้ยเป็นช่วงเวลา (ก่อน–หลัง 11 เมษายน 2564) นอกนั้นคงตามศาลชั้นต้น

3. ศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้ธนาคารรับผิดเพียงสามในสี่ เป็นเงิน 350,305.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามช่วงเวลา และยกคำขอค่าเสียหายเพื่อการลงโทษทั้งหมด




ตัวบทมาตราแพ่ง

สิทธิของรัฐในการติดตามเงินงบประมาณคืนจากผู้รับเงินโดยผิดหลง(ฎีกา 4569/2566)
สิทธิในเหล็กเส้นและเบี้ยปรับงานก่อสร้าง, มาตรา 381, มาตรา 382,(ฎีกา 132/2567)
การเลิกสัญญาจ้างตกแต่งภายใน การเลิกสัญญาโดยปริยาย และสิทธิเรียกคืนเงินล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 391(ฎีกา 146/2567)
คดีละเมิดจากการรื้อถอนอาคาร & ค่าสินไหมทดแทนตามสภาพความเสียหายแท้จริง(ฎีกา 464/2567)
เพิกถอนคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการกรณีความประมาทเท่ากัน (ฎีกา 145/2568)
ความรับผิดของผู้ครอบครองรถ (ประกัน, เมาสุรา)ค่าสินไหมทดแทน (ฎีกา 1953/2567)
ชดใช้คืนเงิน เลิกสัญญา & ห้ามกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษ,กฎหมายผู้บริโภค(ฎีกา 2019/2567)
ประเด็นเรื่องการจับฉลากแบ่งมรดกโดยไม่มีทายาทครบทุกคน
คำพิพากษาศาล(ฎีกาที่ 3373/2567): *ค่าธรรมเนียมค้ำประกัน บสย. และความรับผิดของลูกหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 816
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4442/2567: สมาชิกสหกรณ์ยังมีหนี้ค้างชำระ ไม่มีสิทธิลาออกและขอถอนเงินค่าหุ้น
ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2)-คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5659/2567: การปิดกั้นทางพิพาทที่เป็นสาธารณสมบัติและผลของกฎหมายปรับเป็นพินัย
การรับช่วงสิทธิคืออะไร การรับช่วงสิทธิหมายความว่าอย่างไร
ค่าสินไหมทดแทนเพื่อที่เขาต้องขาดแรงงาน
ค่าเสียหายที่คู่สัญญาได้ตกลงกันไว้ล่วงหน้าให้ชดใช้ให้แก่กัน
สัญญาขายฝากที่ดินพิพาทจึงตกเป็นโมฆะ