
| ผู้ว่าจ้างต้องรับผิดแทนผู้รับจ้างหรือไม่ ฟ้องแย้งเกี่ยวบุคคลภายนอกพิจารณาได้เพียงใด หลักกฎหมายมาตรา 428 และข้อจำกัดฟ้องแย้งในคดีแพ่ง
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับขอบเขตความรับผิดของผู้ว่าจ้างต่อความเสียหายที่ผู้รับจ้างก่อแก่บุคคลภายนอก และเงื่อนไขสำคัญของการยื่นฟ้องแย้งในคดีแพ่งว่าต้องมีความเกี่ยวเนื่องกับคำฟ้องเดิมเพียงใด ศาลฎีกาได้วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่ามาตรา 428 เป็นความรับผิดจากการกระทำของผู้ว่าจ้างเอง มิใช่ความรับผิดแทน และไม่เปิดช่องให้ผู้ว่าจ้างรับผิดต่อบุคคลภายนอกไปก่อนแล้วจึงไล่เบี้ยผู้รับจ้างในภายหลัง อีกทั้งยังวินิจฉัยว่าฟ้องแย้งที่ต้องอาศัยการพิสูจน์สิทธิของบุคคลภายนอกก่อน ไม่ถือว่าเกี่ยวเนื่องกับคำฟ้องเดิมเพียงพอที่จะรวมพิจารณาได้ ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์ฟ้องเรียกค่าจ้างค้างจากจำเลยเป็นเงินจำนวนมาก จำเลยให้การต่อสู้และยื่นฟ้องแย้งหลายข้อ โดยอ้างว่าการทำงานของโจทก์ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ถนนในโครงการและบ้านข้างเคียง รวมถึงค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภคระหว่างก่อสร้าง ศาลชั้นต้นรับบางข้อและไม่รับบางข้อ โดยเฉพาะข้อที่เกี่ยวกับความเสียหายต่อบุคคลภายนอก ต่อมาศาลอุทธรณ์รับเพิ่มเพียงบางส่วน และคดีถึงศาลฎีกาในประเด็นว่าควรรับฟ้องแย้งดังกล่าวหรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่าฟ้องแย้งที่อ้างความเสียหายต่อถนนโครงการและบ้านข้างเคียงเป็นกรณีที่ต้องวินิจฉัยสิทธิของบุคคลภายนอกก่อน จึงเป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไขและไม่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับคำฟ้องเรียกค่าจ้าง อีกทั้งข้อสัญญาที่กำหนดให้ผู้รับจ้างรับผิดก็เป็นเพียงการย้ำหลักมาตรา 428 มิใช่การสร้างความรับผิดใหม่ให้ผู้ว่าจ้างต้องรับแทน ศาลจึงวินิจฉัยว่าฟ้องแย้งดังกล่าวไม่อาจรวมพิจารณาได้ วิเคราะห์หลักกฎหมาย มาตรา 428 กำหนดหลักว่าผู้ว่าจ้างไม่ต้องรับผิดในความเสียหายที่ผู้รับจ้างก่อแก่บุคคลภายนอก เว้นแต่มีความผิดของผู้ว่าจ้างเอง เช่น สั่งการผิดหรือเลือกผู้รับจ้างโดยประมาท หลักนี้เป็นความรับผิดโดยตรงของผู้ว่าจ้าง มิใช่ความรับผิดแทน ดังนั้นจึงไม่มีสิทธิไล่เบี้ยโดยอัตโนมัติ ขณะที่มาตรา 177 และ 179 กำหนดว่าฟ้องแย้งต้องเกี่ยวเนื่องกับคำฟ้องเดิม หากต้องพิจารณาประเด็นใหม่ที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอกย่อมไม่เข้าเงื่อนไข เจตนารมณ์ของกฎหมาย กฎหมายมุ่งแยกความรับผิดของผู้ว่าจ้างออกจากผู้รับจ้าง เพื่อป้องกันการขยายความรับผิดเกินสมควร และเพื่อให้การพิจารณาคดีมีขอบเขตชัดเจน ไม่ให้มีการนำประเด็นที่ซับซ้อนเกี่ยวบุคคลอื่นเข้ามาปะปนในคดีเดียว แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง แนวฎีกาสอดคล้องกันว่าฟ้องแย้งต้องมีความเกี่ยวเนื่องอย่างใกล้ชิดกับคำฟ้องเดิม และความรับผิดตามมาตรา 428 เป็นความรับผิดเฉพาะตัว มิใช่ความรับผิดแทน จึงไม่เปิดโอกาสให้เรียกร้องไล่เบี้ยในลักษณะทั่วไป สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1 ศาลชั้นต้น รับคำให้การและรับฟ้องแย้งบางข้อ แต่ไม่รับฟ้องแย้งที่เกี่ยวกับความเสียหายต่อบุคคลภายนอก 2 ศาลอุทธรณ์ แก้ให้รับฟ้องแย้งเฉพาะส่วนค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภค แต่คงไม่รับฟ้องแย้งเกี่ยวบุคคลภายนอก 3 ศาลฎีกา พิพากษายืน เห็นว่าฟ้องแย้งเกี่ยวบุคคลภายนอกไม่เกี่ยวเนื่องกับคำฟ้องเดิม และมาตรา 428 ไม่ก่อสิทธิไล่เบี้ย ข้อคิดทางกฎหมาย หลักสำคัญของคดีนี้ชี้ให้เห็นว่าการกำหนดความรับผิดในสัญญาไม่อาจขยายผลเกินกว่าหลักกฎหมายได้ ผู้ว่าจ้างไม่ต้องรับผิดแทนผู้รับจ้าง เว้นแต่มีความผิดของตนเองโดยตรง อีกทั้งการยื่นฟ้องแย้งต้องคำนึงถึงความเกี่ยวเนื่องอย่างเคร่งครัด มิฉะนั้นจะถูกตัดออกจากการพิจารณา ส่งผลต่อกลยุทธ์ในการดำเนินคดีอย่างมีนัยสำคัญ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความความรับผิดของผู้ว่าจ้างตามมาตรา 428 และขอบเขตของการรับฟ้องแย้งตามมาตรา 177 และ 179 มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ด้านล่างนี้คือ 2 key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1 ความรับผิดผู้ว่าจ้างตามมาตรา 428 เป็นความรับผิดจากการกระทำของตนเอง มิใช่ความรับผิดแทน จึงไม่เกิดสิทธิไล่เบี้ยโดยอัตโนมัติ 2 ฟ้องแย้งต้องเกี่ยวเนื่องกับคำฟ้องเดิม หากต้องพิสูจน์สิทธิของบุคคลภายนอกก่อน ย่อมไม่อาจรวมพิจารณาได้ การอธิบายหลักกฎหมาย ปพพ ม 428 กำหนดว่าผู้ว่าจ้างทำของไม่ต้องรับผิดในความเสียหายที่ผู้รับจ้างก่อแก่บุคคลภายนอก เว้นแต่ผู้ว่าจ้างมีความผิดของตนเอง เช่น สั่งการผิด เลือกผู้รับจ้างโดยประมาท หรือควบคุมงานโดยประมาท หลักนี้เป็นความรับผิดเฉพาะตัวของผู้ว่าจ้าง มิใช่ความรับผิดแทน จึงไม่ก่อสิทธิไล่เบี้ยโดยอัตโนมัติ และต้องพิจารณาความผิดของผู้ว่าจ้างเป็นรายกรณี ปวิพ ม 177 วรรคสาม และ ม 179 วรรคท้าย กำหนดหลักเกี่ยวกับฟ้องแย้งว่าต้องเป็นข้อเรียกร้องที่เกี่ยวเนื่องกับคำฟ้องเดิมในลักษณะที่สามารถพิจารณาและวินิจฉัยร่วมกันได้โดยสะดวกและไม่ก่อให้เกิดความล่าช้า หากฟ้องแย้งต้องอาศัยการวินิจฉัยสิทธิของบุคคลภายนอกหรือข้อพิพาทใหม่ที่แยกต่างหาก ย่อมไม่เข้าเงื่อนไข ศาลจึงมีอำนาจไม่รับฟ้องแย้งดังกล่าวเพื่อรักษาประสิทธิภาพในการพิจารณาคดี คำถามที่พบบ่อย FAQ 1. คำถาม ผู้ว่าจ้างต้องรับผิดในความเสียหายที่ผู้รับจ้างก่อแก่บุคคลภายนอกหรือไม่ คำตอบ โดยหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 428 ผู้ว่าจ้างไม่ต้องรับผิดในความเสียหายที่ผู้รับจ้างก่อแก่บุคคลภายนอก เว้นแต่จะปรากฏว่าผู้ว่าจ้างมีความผิดของตนเอง เช่น การสั่งการที่ไม่ถูกต้อง การให้คำสั่งโดยประมาท หรือการเลือกผู้รับจ้างโดยไม่รอบคอบ หลักดังกล่าวเป็นความรับผิดเฉพาะตัวของผู้ว่าจ้าง มิใช่ความรับผิดแทนผู้อื่น ดังนั้นหากไม่ปรากฏพฤติการณ์ความผิดของผู้ว่าจ้างโดยตรง ผู้ว่าจ้างย่อมไม่ต้องรับผิด และผู้เสียหายต้องไปเรียกร้องเอากับผู้รับจ้างผู้ก่อความเสียหายโดยตรง 2. คำถาม ความรับผิดตามมาตรา 428 แตกต่างจากความรับผิดแทนอย่างไร คำตอบ ความรับผิดตามมาตรา 428 เป็นความรับผิดจากการกระทำของผู้ว่าจ้างเอง กล่าวคือ ผู้ว่าจ้างจะต้องมีส่วนในการก่อให้เกิดความเสียหาย เช่น สั่งการผิดหรือเลือกผู้รับจ้างโดยประมาท จึงจะต้องรับผิด ต่างจากความรับผิดแทนซึ่งเป็นกรณีที่บุคคลหนึ่งต้องรับผิดในความเสียหายที่ผู้อื่นก่อขึ้นโดยไม่ต้องมีความผิดของตนเอง ดังนั้นมาตรา 428 จึงไม่ก่อให้เกิดสิทธิไล่เบี้ยโดยอัตโนมัติ เพราะมิใช่ความรับผิดแทน แต่เป็นความรับผิดเฉพาะตัวที่ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี 3. คำถาม ฟ้องแย้งต้องมีเงื่อนไขอย่างไรจึงจะรับไว้พิจารณาได้ คำตอบ ฟ้องแย้งจะต้องเป็นข้อเรียกร้องที่มีความเกี่ยวเนื่องกับคำฟ้องเดิมทั้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย และสามารถพิจารณาร่วมกันได้โดยไม่ก่อให้เกิดความล่าช้าหรือความสับสนในกระบวนพิจารณา หากฟ้องแย้งเป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้อง หรือเกี่ยวข้องกับบุคคลภายนอกที่ยังมิได้เป็นคู่ความในคดี ย่อมไม่เข้าเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม และมาตรา 179 วรรคท้าย ศาลจึงมีอำนาจไม่รับฟ้องแย้งดังกล่าวไว้พิจารณา 4. คำถาม ฟ้องแย้งที่เกี่ยวข้องกับบุคคลภายนอกสามารถรวมพิจารณาได้หรือไม่ คำตอบ หากฟ้องแย้งมีลักษณะที่ต้องวินิจฉัยสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลภายนอกก่อน เช่น ความเสียหายที่เกิดแก่บุคคลอื่นที่มิใช่คู่ความในคดี ศาลจะถือว่าฟ้องแย้งดังกล่าวไม่เกี่ยวเนื่องกับคำฟ้องเดิมโดยตรง และไม่สามารถรวมพิจารณาได้ในคดีเดียว เนื่องจากจะทำให้กระบวนพิจารณาซับซ้อนและกระทบสิทธิของบุคคลภายนอกที่ไม่ได้เข้ามาในคดี จึงต้องแยกฟ้องเป็นคดีใหม่เพื่อให้มีการพิจารณาอย่างครบถ้วนและเป็นธรรม 5. คำถาม ข้อสัญญาที่กำหนดให้ผู้รับจ้างรับผิดมีผลทางกฎหมายอย่างไร คำตอบ ข้อสัญญาที่กำหนดให้ผู้รับจ้างต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดจากงานของตน เป็นเพียงการย้ำหรือสอดคล้องกับหลักกฎหมายตามมาตรา 428 มิได้เป็นการสร้างภาระให้ผู้ว่าจ้างต้องรับผิดแทนผู้รับจ้างแต่อย่างใด ดังนั้นแม้จะมีข้อตกลงดังกล่าว ผู้ว่าจ้างก็ยังคงไม่ต้องรับผิด เว้นแต่จะปรากฏว่าตนมีความผิดโดยตรงตามเงื่อนไขของกฎหมาย การตีความสัญญาจึงต้องสอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ไม่อาจขยายความรับผิดเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดได้ 6. คำถาม ผู้ว่าจ้างสามารถเรียกค่าเสียหายคืนจากผู้รับจ้างได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้วมาตรา 428 ไม่ได้กำหนดให้ผู้ว่าจ้างมีสิทธิไล่เบี้ยผู้รับจ้างโดยอัตโนมัติ เนื่องจากความรับผิดของผู้ว่าจ้างเป็นความรับผิดจากการกระทำของตนเอง มิใช่ความรับผิดแทน อย่างไรก็ตาม หากมีข้อตกลงในสัญญาที่ชัดเจนให้ผู้รับจ้างต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ว่าจ้าง หรือเป็นกรณีที่ผู้รับจ้างผิดสัญญา ผู้ว่าจ้างอาจเรียกร้องได้ตามหลักสัญญาหรือหลักละเมิด ทั้งนี้ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและเงื่อนไขของสัญญาเป็นสำคัญ 7. คำถาม การรวมพิจารณาคดีตามกฎหมายมีวัตถุประสงค์อย่างไร คำตอบ การกำหนดให้ฟ้องแย้งต้องเกี่ยวเนื่องกับคำฟ้องเดิม มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปอย่างรวดเร็ว ประหยัด และไม่ซ้ำซ้อน โดยให้ศาลสามารถวินิจฉัยข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกันในคราวเดียว หากอนุญาตให้ฟ้องแย้งที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาในคดีเดียว จะทำให้กระบวนพิจารณายุ่งยาก ล่าช้า และอาจกระทบต่อความเป็นธรรมของคู่ความและบุคคลภายนอกได้ 8. คำถาม หากเกิดความเสียหายแก่บุคคลภายนอกจากงานรับเหมา ควรดำเนินคดีอย่างไร คำตอบ ในกรณีที่มีความเสียหายเกิดแก่บุคคลภายนอก ผู้เสียหายต้องใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้รับจ้างโดยตรง หรือจากผู้ว่าจ้างหากมีพฤติการณ์เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 428 โดยต้องฟ้องเป็นคดีแยกต่างหาก มิอาจนำมาฟ้องแย้งรวมกับคดีเรียกค่าจ้างได้ เพราะเป็นข้อพิพาทที่มีลักษณะต่างกันและเกี่ยวข้องกับบุคคลภายนอกซึ่งต้องได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรม ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7965/2568 ฟ้องแย้งข้อ 5.2.1 และข้อ 5.2.2 เป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไขต้องพิจารณาข้อโต้แย้งสิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก โดยที่สัญญาว่าจ้างรับเหมาข้อ 13 ที่ตกลงกันว่า "ผู้รับจ้างจะต้องรับผิดชอบต่ออุปัทวะเหตุ หรือภยันตราย ความเสียหายใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากการงานของผู้รับจ้างเอง..." นั้น เป็นเพียงการล้อตามหลักการใน ป.พ.พ. มาตรา 428 ที่ว่า "ผู้ว่าจ้างทำของ (จำเลย) ไม่ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันผู้รับจ้าง (โจทก์) ได้ก่อให้เกิดขึ้นแก่บุคคลภายนอกในระหว่างทำการงานที่ว่าจ้าง เว้นแต่ผู้ว่าจ้างจะเป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ หรือในคำสั่งที่ตนให้ไว้ หรือในการเลือกหาผู้รับจ้าง" ซึ่งกรณีความรับผิดของผู้ว่าจ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 428 นี้ เป็นความรับผิดเพื่อละเมิดเนื่องจากการกระทำของตนเอง ไม่ใช่ความรับผิดแทนผู้อื่นที่จะไล่เบี้ยผู้เป็นต้นเหตุได้ หาได้มีนัยว่าให้จำเลยรับผิดต่อบุคคลภายนอกไปก่อนแล้วมาไล่เบี้ยกับโจทก์ภายหลัง ฟ้องแย้งข้อ 5.2.1 และข้อ 5.2.2 จึงไม่เกี่ยวข้องกันกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม และ 179 วรรคท้าย ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินค่าจ้างค้างจำนวน 6,285,079.44 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การต่อสู้และฟ้องแย้งว่า การดำเนินงานของโจทก์ก่อให้เกิดความเสียหายหลายประการ ได้แก่ ถนนในโครงการหมู่บ้านชำรุดจากการขนถ่ายเครื่องมือหนัก ต้องซ่อมแซมเป็นเงิน 200,000 บาท ความเสียหายแก่บ้านข้างเคียง 3 หลังจากการเทปูนและขึ้นโครงสร้างเป็นเงิน 50,000 บาท และค่าน้ำค่าไฟระหว่างก่อสร้างรวมถึงค่าติดตั้งมิเตอร์ใหม่เป็นเงิน 25,000 บาท รวมเรียกค่าเสียหาย 2,570,683.72 บาท ศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งบางข้อ แต่ไม่รับฟ้องแย้งในข้อที่เกี่ยวกับความเสียหายต่อถนน บ้านข้างเคียง และค่าสาธารณูปโภค จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แก้ให้รับฟ้องแย้งเฉพาะข้อค่าน้ำค่าไฟไว้พิจารณา นอกจากนั้นให้เป็นไปตามคำสั่งเดิม จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าฟ้องแย้งเกี่ยวกับความเสียหายต่อถนนและบ้านข้างเคียงเป็นกรณีที่ต้องพิจารณาสิทธิของบุคคลภายนอกก่อน จึงไม่เกี่ยวเนื่องกับคำฟ้องเดิม ขณะเดียวกันข้อสัญญาที่กำหนดให้ผู้รับจ้างรับผิดเป็นเพียงการย้ำหลักตาม ป.พ.พ. มาตรา 428 ซึ่งกำหนดให้ผู้ว่าจ้างไม่ต้องรับผิดในความเสียหายที่ผู้รับจ้างก่อ เว้นแต่มีความผิดของตนเอง และเป็นความรับผิดเฉพาะตัว มิใช่ความรับผิดแทน จึงไม่ก่อสิทธิไล่เบี้ย ฟ้องแย้งดังกล่าวจึงไม่เข้าเงื่อนไขตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 และ 179 พิพากษายืน ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าจ้างที่ค้าง 6,285,079.44 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การและฟ้องแย้งข้อ 5.2.1 ว่า ถนนหน้าบ้านของจำเลยซึ่งเป็นถนนในโครงการหมู่บ้านชำรุดเนื่องจากการขนถ่ายเครื่องมือหนักของโจทก์ จำเลยต้องรับผิดชอบซ่อมแซมให้โครงการ โจทก์จึงต้องชดใช้ค่าซ่อมแซมเป็นเงิน 200,000 บาท 5.2.2 การเทปูนโครงสร้างและขึ้นหลังคาของโจทก์ทำให้บ้านข้างเคียง 3 หลัง ผนังและหลังคาเลอะปูน จำเลยต้องรับผิดชอบแก้ไข โจทก์จึงต้องชดใช้ค่าแก้ไขเป็นเงิน 50,000 บาท 5.2.3 โจทก์ต้องจ่ายค่าน้ำประปาและค่าไฟฟ้าระหว่างก่อสร้างเป็นเวลา 10 เดือน และค่าติดตั้งมิเตอร์ใหม่เนื่องจากถูกถอดเป็นเงิน 25,000 บาท ขอให้บังคับโจทก์ชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 2,570,683.72 บาท พร้อมดอกเบี้ย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การของจำเลยและรับฟ้องแย้งของจำเลย ข้อ 5.1 และ 5.3 ส่วนข้อ 5.2.1, 5.2.2 และข้อ 5.2.3 ไม่รับฟ้องแย้ง จำเลยอุทธรณ์ ขอให้รับฟ้องแย้งในข้อที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รับฟ้องแย้งข้อ 5.2.3 ไว้พิจารณาด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าสมควรรับฟ้องแย้ง ข้อ 5.2.1 และข้อ 5.2.2 ไว้พิจารณาหรือไม่ เห็นว่า ฟ้องแย้งข้อ 5.2.1 และข้อ 5.2.2 เป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไขต้องพิจารณาข้อโต้แย้งสิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก (นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรและบ้านข้างเคียง 3 หลัง) ให้ได้ข้อยุติแล้วก่อน โดยที่สัญญาว่าจ้างรับเหมาข้อ 13 ที่ตกลงกันว่า "ผู้รับจ้างจะต้องรับผิดชอบต่ออุปัทวะเหตุ หรือภยันตราย ความเสียหายใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากการงานของผู้รับจ้างเอง..." นั้น เป็นเพียงการล้อตามหลักการในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 428 ที่ว่า "ผู้ว่าจ้างทำของ (จำเลย) ไม่ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันผู้รับจ้าง (โจทก์) ได้ก่อให้เกิดขึ้นแก่บุคคลภายนอกในระหว่างทำการงานที่ว่าจ้าง เว้นแต่ผู้ว่าจ้างจะเป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ หรือในคำสั่งที่ตนให้ไว้ หรือในการเลือกหาผู้รับจ้าง" ซึ่งกรณีความรับผิดของผู้ว่าจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 428 นี้ เป็นความรับผิดเพื่อละเมิดเนื่องจากการกระทำของตนเอง ไม่ใช่ความรับผิดแทนผู้อื่นที่จะไล่เบี้ยผู้เป็นต้นเหตุได้ หาได้มีนัยว่าให้จำเลยรับผิดต่อบุคคลภายนอกไปก่อนแล้วมาไล่เบี้ยกับโจทก์ภายหลัง ฟ้องแย้งข้อ 5.2.1 และข้อ 5.2.2 จึงไม่เกี่ยวข้องกันกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม และ 179 วรรคท้าย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ |



