ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ประกันภัยรถยนต์ปฏิเสธความรับผิดได้หรือไม่เมื่อมีการลากจูงรถ ศาลวินิจฉัยอย่างไร บุคคลภายนอกเรียกร้องค่าสินไหมได้หรือไม่ตามหลักกฎหมายประกันภัย

ข้อยกเว้นกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ตีความอย่างไร, สิทธิบุคคลภายนอกในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัย, กรณีลากจูงรถประกันภัยยังคุ้มครองหรือไม่, หลักการตีความข้อยกเว้นในสัญญาประกันภัยรถยนต์, ความรับผิดของบริษัทประกันภัยต่อบุคคลภายนอกในอุบัติเหตุรถยนต์, การประกันภัยภาคบังคับและภาคสมัครใจต่างกันอย่างไร, ข้อยกเว้นความคุ้มครองต้องตีความเคร่งครัดหรือไม่, สิทธิผู้เสียหายจากอุบัติเหตุรถยนต์เรียกร้องจากประกันภัยได้หรือไม่, กฎหมายประกันภัยรถยนต์ 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความข้อยกเว้นในสัญญาประกันภัยรถยนต์ โดยเฉพาะกรณีที่เกิดอุบัติเหตุจากการลากจูงหรือผลักดันรถ ซึ่งบริษัทประกันภัยพยายามอ้างข้อยกเว้นเพื่อปฏิเสธความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ศาลฎีกาได้วินิจฉัยโดยยึดหลักการตีความข้อยกเว้นอย่างเคร่งครัด เนื่องจากข้อยกเว้นดังกล่าวมีผลกระทบต่อสิทธิของบุคคลภายนอกผู้เสียหายโดยตรง ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าการที่รถที่ถูกลากจูงมีการเอาประกันภัยไว้กับบริษัท ไม่ว่าจะเป็นประกันภัยประเภทใด ย่อมเข้าเงื่อนไขการเว้นข้อยกเว้น ส่งผลให้บริษัทประกันภัยยังคงต้องรับผิดร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย คดีนี้จึงเป็นแนวคำพิพากษาที่สำคัญในการยืนยันหลักการคุ้มครองบุคคลภายนอกและการจำกัดการตีความข้อยกเว้นในสัญญาประกันภัย

ข้อเท็จจริง

โจทก์เป็นเจ้าของรถบรรทุกและรถส่วนพ่วง ต่อมาจำเลยที่ 1 ขับรถกระบะลากจูงรถส่วนพ่วงที่มีการทำประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 3 และเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนรถของโจทก์จนได้รับความเสียหาย เหตุเกิดในช่วงเวลาที่กรมธรรม์ยังมีผลบังคับใช้ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 มีความประมาทและต้องรับผิด ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิด และให้จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดบางส่วน ต่อมาศาลอุทธรณ์ยกฟ้องจำเลยที่ 3 โดยเห็นว่าข้อยกเว้นตามกรมธรรม์สามารถใช้ได้ โจทก์จึงฎีกา

คำวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าประเด็นสำคัญอยู่ที่การตีความข้อยกเว้นในกรมธรรม์ประกันภัยที่ระบุว่าไม่คุ้มครองกรณีลากจูง เว้นแต่รถที่ถูกลากจูงได้ทำประกันภัยไว้กับบริษัท เมื่อข้อยกเว้นมีผลกระทบต่อบุคคลภายนอก จึงต้องตีความอย่างเคร่งครัด และเมื่อข้อความในกรมธรรม์ไม่ได้จำกัดประเภทของประกันภัย ศาลจึงไม่อาจตีความขยายความให้เป็นผลเสียต่อผู้เสียหายได้ ดังนั้นเมื่อรถส่วนพ่วงมีการทำประกันภัยกับบริษัทจำเลยที่ 3 ไม่ว่าจะเป็นประกันประเภทใด ก็เข้าเงื่อนไขการเว้นข้อยกเว้น ทำให้บริษัทประกันภัยยังต้องรับผิดร่วม

วิเคราะห์หลักกฎหมาย

หลักสำคัญคือการตีความข้อยกเว้นในสัญญาประกันภัยต้องตีความโดยเคร่งครัด ไม่อาจขยายความให้เป็นโทษแก่บุคคลภายนอก ผู้เสียหายมีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามเจตนารมณ์ของกฎหมายประกันภัย ซึ่งมุ่งคุ้มครองผู้เสียหายจากอุบัติเหตุ การที่บริษัทประกันภัยจะยกข้อยกเว้นต้องเป็นไปตามถ้อยคำในสัญญาอย่างชัดเจน หากมีความคลุมเครือ ต้องตีความไปในทางที่เป็นประโยชน์แก่ผู้เสียหาย

เจตนารมณ์ของกฎหมาย

กฎหมายประกันภัยรถยนต์มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองบุคคลภายนอกที่ได้รับความเสียหายจากการใช้รถยนต์ โดยเฉพาะการประกันภัยภาคบังคับที่มุ่งเยียวยาความเสียหายขั้นพื้นฐาน การตีความข้อยกเว้นจึงต้องไม่ทำลายวัตถุประสงค์ดังกล่าว และต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมต่อผู้เสียหายเป็นสำคัญ

แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาโดยทั่วไปยืนยันหลักว่าข้อยกเว้นในสัญญาต้องตีความอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับบุคคลภายนอก ศาลมักจะไม่ยอมให้บริษัทประกันภัยอาศัยข้อยกเว้นที่ไม่ชัดเจนเพื่อปฏิเสธความรับผิด ซึ่งสอดคล้องกับหลักการคุ้มครองผู้บริโภคและผู้เสียหาย

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1 ศาลชั้นต้น

พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์บางส่วน พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย โดยเห็นว่าจำเลยที่ 1 มีความประมาทและบริษัทประกันภัยต้องรับผิดร่วม

2 ศาลอุทธรณ์

พิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 1 รับผิดเพียงฝ่ายเดียว และยกฟ้องจำเลยที่ 3 โดยเห็นว่าบริษัทประกันภัยสามารถอ้างข้อยกเว้นตามกรมธรรม์ได้

3 ศาลฎีกา

พิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ร่วมกันรับผิด โดยวินิจฉัยว่าข้อยกเว้นต้องตีความอย่างเคร่งครัด และเมื่อรถที่ถูกลากจูงมีประกันภัยไว้กับบริษัท ย่อมเข้าเงื่อนไขเว้นข้อยกเว้น บริษัทประกันภัยจึงไม่อาจปฏิเสธความรับผิดได้

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

การตีความข้อยกเว้นในสัญญาประกันภัยต้องเคร่งครัดและยึดตามถ้อยคำในสัญญาโดยไม่ขยายความให้เป็นโทษแก่บุคคลภายนอก หลักการคุ้มครองผู้เสียหายต้องมาก่อนผลประโยชน์ของผู้รับประกันภัย การอ้างข้อยกเว้นต้องมีความชัดเจน มิฉะนั้นบริษัทประกันภัยยังคงต้องรับผิดตามกรมธรรม์

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความข้อยกเว้นในสัญญาประกันภัย และสิทธิของบุคคลภายนอกในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน

สาระสำีัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1 การตีความข้อยกเว้นในสัญญาประกันภัย

ต้องตีความโดยเคร่งครัดตามถ้อยคำ ไม่ขยายความให้เป็นผลเสียต่อบุคคลภายนอก

2 ความคุ้มครองบุคคลภายนอก

กฎหมายมุ่งคุ้มครองผู้เสียหายจากอุบัติเหตุให้ได้รับการชดใช้ แม้บริษัทประกันภัยจะอ้างข้อยกเว้นก็ตาม

คำถามที่พบบ่อย FAQ

1 คำถาม ข้อยกเว้นในกรมธรรม์ประกันภัยสามารถใช้ปฏิเสธความรับผิดได้เสมอหรือไม่

คำตอบ ข้อยกเว้นในกรมธรรม์ประกันภัยไม่สามารถใช้ปฏิเสธความรับผิดได้โดยอัตโนมัติ ศาลจะพิจารณาว่าข้อยกเว้นนั้นมีความชัดเจนหรือไม่ และมีผลกระทบต่อบุคคลภายนอกหรือไม่ หากเป็นข้อยกเว้นที่กระทบสิทธิของผู้เสียหายโดยตรง ศาลจะตีความอย่างเคร่งครัดและไม่ขยายความให้เป็นโทษแก่ผู้เสียหาย หากข้อความในสัญญาไม่ชัดเจนหรือเปิดช่องให้ตีความได้หลายทาง ศาลจะตีความให้เป็นประโยชน์แก่บุคคลภายนอกผู้ได้รับความเสียหาย ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองผู้เสียหายจากอุบัติเหตุ

2 คำถาม กรณีลากจูงรถแล้วเกิดอุบัติเหตุ ประกันภัยต้องรับผิดหรือไม่

คำตอบ การพิจารณาว่าบริษัทประกันภัยต้องรับผิดหรือไม่ในกรณีลากจูงรถ ต้องพิจารณาจากเงื่อนไขในกรมธรรม์เป็นสำคัญ โดยเฉพาะข้อยกเว้นที่ระบุเกี่ยวกับการลากจูงหรือผลักดันรถ หากกรมธรรม์กำหนดว่าไม่คุ้มครอง เว้นแต่รถที่ถูกลากจูงได้ทำประกันภัยไว้กับบริษัทเดียวกัน ต้องตรวจสอบว่ามีการทำประกันภัยจริงหรือไม่ และเป็นการทำประกันภัยในช่วงเวลาคุ้มครองหรือไม่ หากเข้าเงื่อนไขดังกล่าว บริษัทประกันภัยยังต้องรับผิด แม้จะมีการลากจูงเกิดขึ้นก็ตาม ทั้งนี้ ศาลจะตีความข้อยกเว้นอย่างเคร่งครัด และหากข้อความไม่ชัดเจนหรือมีช่องให้ตีความได้หลายทาง จะตีความให้เป็นประโยชน์แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นบุคคลภายนอก เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองผู้เสียหายจากอุบัติเหตุทางรถยนต์

3 คำถาม บุคคลภายนอกสามารถเรียกร้องค่าสินไหมจากบริษัทประกันภัยได้หรือไม่

คำตอบ บุคคลภายนอกผู้ได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุทางรถยนต์มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยได้ โดยเฉพาะในกรณีที่รถที่ก่อให้เกิดความเสียหายมีการทำประกันภัยไว้ ทั้งในรูปแบบประกันภัยภาคบังคับและภาคสมัครใจ สิทธิของบุคคลภายนอกดังกล่าวเกิดจากวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่ต้องการคุ้มครองผู้เสียหายให้ได้รับการเยียวยาอย่างเหมาะสม แม้ผู้เอาประกันภัยจะเป็นบุคคลอื่น ศาลก็ยังให้ความสำคัญกับสิทธิของบุคคลภายนอก และจะไม่อนุญาตให้บริษัทประกันภัยใช้ข้อยกเว้นที่ไม่ชัดเจนมาปฏิเสธความรับผิด ดังนั้น หากเข้าเงื่อนไขความคุ้มครองตามกรมธรรม์ บุคคลภายนอกย่อมมีสิทธิเรียกร้องได้โดยตรง

4 คำถาม การตีความสัญญาประกันภัยต้องยึดหลักใด

คำตอบ การตีความสัญญาประกันภัยต้องยึดหลักการตีความตามถ้อยคำในสัญญาเป็นสำคัญ โดยเฉพาะในส่วนของข้อยกเว้นซึ่งต้องตีความอย่างเคร่งครัด ไม่อาจขยายความให้เกินกว่าที่ระบุไว้ในสัญญาได้ หากมีความคลุมเครือหรือกำกวมในข้อความ ศาลจะตีความไปในทางที่เป็นประโยชน์แก่ผู้เอาประกันภัยหรือบุคคลภายนอกผู้ได้รับความเสียหาย ทั้งนี้ เนื่องจากสัญญาประกันภัยเป็นสัญญาสำเร็จรูปที่ผู้รับประกันภัยเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขไว้ฝ่ายเดียว การตีความจึงต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมและไม่เอาเปรียบผู้บริโภค รวมถึงต้องสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองผู้เสียหายเป็นสำคัญ

5 คำถาม ประกันภัยภาคบังคับและภาคสมัครใจแตกต่างกันอย่างไร

คำตอบ ประกันภัยภาคบังคับเป็นการประกันภัยที่กฎหมายกำหนดให้รถทุกคันต้องทำ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถโดยตรง โดยไม่คำนึงถึงความผิด ส่วนประกันภัยภาคสมัครใจเป็นการทำสัญญาเพิ่มเติมเพื่อขยายความคุ้มครอง เช่น ความเสียหายต่อทรัพย์สินหรือความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ในทางปฏิบัติ ทั้งสองประเภทมีบทบาทร่วมกันในการคุ้มครองผู้เสียหาย และศาลจะพิจารณาว่าความคุ้มครองใดสามารถนำมาใช้ได้ในกรณีที่เกิดข้อพิพาท โดยเฉพาะเมื่อมีข้อยกเว้นในกรมธรรม์ ศาลจะพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้ผู้เสียหายเสียสิทธิ

6 คำถาม บริษัทประกันภัยสามารถหลีกเลี่ยงความรับผิดได้หรือไม่

คำตอบ บริษัทประกันภัยสามารถหลีกเลี่ยงความรับผิดได้เฉพาะกรณีที่ข้อยกเว้นในกรมธรรม์มีความชัดเจน และข้อเท็จจริงเข้าเงื่อนไขตามที่กำหนดไว้อย่างครบถ้วนเท่านั้น หากข้อยกเว้นมีลักษณะกำกวม หรือมีความไม่ชัดเจนในถ้อยคำ ศาลจะไม่อนุญาตให้ใช้ข้อยกเว้นนั้นเพื่อปฏิเสธความรับผิด นอกจากนี้ หากข้อยกเว้นมีผลกระทบต่อบุคคลภายนอก ศาลจะยิ่งตีความอย่างเคร่งครัด เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหาย ดังนั้น การอ้างข้อยกเว้นต้องมีความชัดแจ้งและตรงตามเงื่อนไข มิฉะนั้นบริษัทประกันภัยยังคงต้องรับผิดตามกรมธรรม์

7 คำถาม ศาลให้ความสำคัญกับอะไรในการวินิจฉัยคดีประกันภัย

คำตอบ ศาลให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมและเจตนารมณ์ของกฎหมายเป็นหลัก โดยเฉพาะการคุ้มครองบุคคลภายนอกผู้ได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุ นอกจากนี้ยังพิจารณาถ้อยคำในกรมธรรม์ ความชัดเจนของข้อยกเว้น และข้อเท็จจริงของคดีประกอบกัน หากข้อยกเว้นไม่ชัดเจน ศาลจะตีความให้เป็นประโยชน์แก่ผู้เสียหาย เพื่อไม่ให้เกิดความไม่เป็นธรรม และเพื่อรักษาหลักการพื้นฐานของกฎหมายประกันภัยที่มุ่งเยียวยาความเสียหายแก่ผู้ได้รับผลกระทบ

8 คำถาม หากมีข้อสงสัยในข้อความสัญญา ศาลจะตีความอย่างไร

คำตอบ หากมีข้อสงสัยหรือความกำกวมในข้อความของสัญญาประกันภัย ศาลจะตีความโดยยึดหลักให้เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายที่เสียเปรียบ โดยเฉพาะบุคคลภายนอกผู้ได้รับความเสียหาย ทั้งนี้ เนื่องจากผู้รับประกันภัยเป็นผู้กำหนดข้อความในสัญญาเอง จึงต้องรับผลแห่งความไม่ชัดเจนนั้น การตีความในลักษณะดังกล่าวเป็นไปตามหลักความเป็นธรรมและหลักการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้รับประกันภัยใช้ข้อความที่ไม่ชัดเจนมาเป็นเหตุปฏิเสธความรับผิด และเพื่อให้ผู้เสียหายได้รับการเยียวยาอย่างเหมาะสมตามกฎหมาย

อธิบายหลักกฎหมาย ป.พ.พ. ม. 887

1 มาตรา 887 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับสัญญาประกันภัย โดยกำหนดหลักการเกี่ยวกับความรับผิดของผู้รับประกันภัยเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่เอาประกันภัย

2 หลักสำคัญของมาตรานี้คือ ผู้รับประกันภัยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามข้อตกลงในสัญญา เมื่อเกิดความเสียหายตามที่เอาประกันภัย เว้นแต่จะมีข้อยกเว้นที่ระบุไว้อย่างชัดเจน

3 การตีความเงื่อนไขในสัญญาประกันภัยต้องยึดตามถ้อยคำในสัญญาเป็นสำคัญ หากมีความกำกวมต้องตีความให้เป็นประโยชน์แก่ผู้เอาประกันภัยหรือบุคคลที่ได้รับความคุ้มครอง

4 มาตรานี้สะท้อนหลักความเป็นธรรมในการประกันภัย โดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้รับประกันภัยใช้ข้อยกเว้นอย่างกว้างขวางเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิด

5 ในทางปฏิบัติ ศาลมักนำมาตรานี้มาประกอบกับหลักการตีความข้อยกเว้นอย่างเคร่งครัด เพื่อคุ้มครองผู้เสียหายจากอุบัติเหตุและรักษาสมดุลระหว่างสิทธิของคู่สัญญา

6 มาตรานี้ยังเชื่อมโยงกับหลักความสุจริตและความเป็นธรรมในการทำสัญญา ซึ่งเป็นหลักทั่วไปของกฎหมายแพ่ง

7 ดังนั้น การใช้ข้อยกเว้นในกรมธรรม์ต้องไม่ขัดต่อเจตนารมณ์ของมาตรา 887 และต้องไม่ทำให้ผู้เสียหายถูกตัดสิทธิอย่างไม่เป็นธรรม

  ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

          เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7552/2568  

กรมธรรม์ประกันภัย หมวดที่ 2 ข้อ 7 กำหนดข้อยกเว้นความคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอกว่า การประกันภัยตามหมวดนี้ ไม่คุ้มครองความรับผิดอันเกิดจาก 7.4 การใช้ลากจูงหรือผลักดัน เว้นแต่รถที่ถูกลากจูงหรือผลักดันได้ประกันภัยไว้กับบริษัทด้วย อันเป็นเหตุยกเว้นความรับผิดที่ผู้รับประกันภัยจะยกขึ้นปฏิเสธการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความสูญเสียหรือความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแก่บุคคลภายนอกที่ได้รับความเสียหาย ข้อยกเว้นนี้มีผลกระทบโดยตรงต่อบุคคลภายนอก ย่อมต้องตีความโดยเคร่งครัด เมื่อพิจารณาว่าการประกันภัยมีหลายรูปแบบ ทั้งการประกันภัยประเภทคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถและการประกันภัยประเภทสมัครใจ ข้อยกเว้นดังกล่าวไม่ได้ระบุเพิ่มเติมว่า การประกันภัยต้องเป็นการประกันภัยประเภทใด จึงไม่อาจตีความขยายความให้เป็นผลเสียต่อบุคคลภายนอกที่ได้รับความเสียหายว่าเฉพาะแต่กรณีรถที่ถูกลากจูงที่ได้เอาประกันภัยประเภทสมัครใจไว้กับจำเลยที่ 3 ดังนั้น เมื่อรถกระบะส่วนพ่วงที่จำเลยที่ 1 ขับได้เอาประกันภัยประเภทคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถไว้กับจำเลยที่ 3 จึงต้องด้วยเงื่อนไขการเว้นข้อยกเว้นทั่วไปอันเป็นผลให้จำเลยที่ 3 ยังต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกตามเงื่อนไขและความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 175895 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 44362.50 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยจำเลยที่ 1 รับผิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันละเมิด ส่วนจำเลยที่ 3 รับผิดตั้งแต่วันฟ้อง และยกฟ้องจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 1 รับผิดเพียงฝ่ายเดียว และยกฟ้องจำเลยที่ 3 โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายใหม่ภายใต้เพดานร้อยละ 7.5 ต่อปี

โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อยกเว้นในกรมธรรม์ที่ไม่คุ้มครองกรณีลากจูงต้องตีความอย่างเคร่งครัด เนื่องจากมีผลกระทบต่อบุคคลภายนอก เมื่อเงื่อนไขระบุเพียงว่ารถที่ถูกลากจูงต้องมีประกันภัยกับบริษัท โดยไม่ได้จำกัดประเภทของประกันภัย จึงไม่อาจตีความจำกัดเฉพาะประกันสมัครใจได้

เมื่อรถส่วนพ่วงได้ทำประกันภัยภาคบังคับไว้กับจำเลยที่ 3 จึงเข้าเงื่อนไขเว้นข้อยกเว้น ทำให้จำเลยที่ 3 ไม่อาจปฏิเสธความรับผิด ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์

ศาลฎีกาเห็นว่าจำนวนค่าสินไหมที่ศาลชั้นต้นกำหนดเหมาะสมแล้ว จึงให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 44362.50 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยกำหนดช่วงอัตราดอกเบี้ยก่อนและหลังวันที่ 11 เมษายน 2564 ให้สอดคล้องกฎหมายใหม่ และไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี พร้อมปรับความรับผิดเรื่องดอกเบี้ยของจำเลยที่ 1 ให้ชัดเจน

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 175,895 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 171,605 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 44,362.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยให้จำเลยที่ 1 รับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 6 มีนาคม 2563 ซึ่งเป็นวันทำละเมิด ส่วนจำเลยที่ 3 รับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 กรกฎาคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 44,362.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 มีนาคม 2563 ซึ่งเป็นวันทำละเมิดจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 3 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามที่กระทรวงการคลังอาจปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยทุกช่วงเวลาต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถบรรทุกและรถส่วนพ่วง จำเลยที่ 2 มีชื่อเป็นผู้ครอบครองรถกระบะและรถส่วนพ่วง จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยภาคสมัครใจรถกระบะที่จำเลยที่ 2 ครอบครอง มีระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี นับแต่วันที่ 11 กันยายน 2562 ถึงวันที่ 11 กันยายน 2563 และจำเลยที่ 3 ยังเป็นผู้รับประกันภัยภาคบังคับรถส่วนพ่วงที่จำเลยที่ 2 ครอบครอง มีระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี นับแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ถึงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2564 เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2563 เวลา 10 นาฬิกา ภายในระยะเวลาคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยที่จำเลยที่ 3 รับประกันภัยทั้งสองฉบับ จำเลยที่ 1 ขับรถกระบะลากจูงรถส่วนพ่วงดังกล่าวโดยได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 ผู้ครอบครองถือเสมือนจำเลยที่ 1 เป็นผู้เอาประกันภัยเฉี่ยวชนรถบรรทุกส่วนพ่วงของโจทก์ได้รับความเสียหาย ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เหตุเฉี่ยวชนเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 และของนายชำนาญศิลป์คนขับรถบรรทุกและรถส่วนพ่วงของโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 มีส่วนประมาทมากกว่านายชำนาญศิลป์ ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น พยานโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการหรือนายจ้างของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ คู่ความไม่อุทธรณ์ในประเด็นความประมาทของจำเลยที่ 1 และนายชำนาญศิลป์ และความรับผิดของจำเลยที่ 2 ซึ่งฟังไม่ได้ว่ามีฐานะเป็นตัวการหรือนายจ้างของจำเลยที่ 1 คดีส่วนนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า กรมธรรม์ประกันภัยภาคสมัครใจของจำเลยที่ 3 หมวดที่ 2 ข้อ 7 กำหนดข้อยกเว้นความคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอกว่า การประกันภัยตามหมวดนี้ ไม่คุ้มครองความรับผิดอันเกิดจาก... 7.4 การใช้ลากจูงหรือผลักดัน เว้นแต่รถที่ถูกลากจูงหรือผลักดันได้ประกันภัยไว้กับบริษัทด้วย ... อันเป็นเหตุยกเว้นความรับผิดที่จำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยจะยกขึ้นปฏิเสธการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความสูญเสียหรือความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแก่บุคคลภายนอกที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากอุบัติเหตุอันเกิดจากรถยนต์ที่เอาประกันภัยไว้แก่จำเลยที่ 3 ข้อยกเว้นนี้มีผลกระทบโดยตรงต่อบุคคลภายนอกผู้ได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุที่จะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่ก่อให้เกิดความเสียหาย ย่อมต้องตีความโดยเคร่งครัด โดยพิเคราะห์ถึงความชัดเจนตามลายลักษณ์อักษรที่ปรากฏเป็นสำคัญ ข้อยกเว้นความคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอกดังกล่าวระบุไว้ชัดแจ้งว่า ไม่คุ้มครองความรับผิดอันเกิดจากการใช้ลากจูง เว้นแต่รถที่ถูกลากจูงหรือผลักดันได้ประกันภัยไว้กับบริษัทด้วย กรณีการเว้นข้อยกเว้นนั้น เมื่อพิจารณาว่า การประกันภัยมีหลายรูปแบบ ทั้งการประกันภัยประเภทคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถและการประกันภัยประเภทสมัครใจ และข้อยกเว้นดังกล่าวมิได้ระบุเพิ่มเติมว่า การประกันภัยไว้กับบริษัทตามที่ระบุนั้น ต้องเป็นการประกันภัยประเภทใด อย่างไร จึงไม่อาจตีความขยายความให้เป็นผลเสียต่อบุคคลภายนอกที่ได้รับความเสียหายว่า เฉพาะแต่กรณีรถที่ถูกลากจูงได้เอาประกันภัยประเภทสมัครใจไว้กับจำเลยที่ 3 เท่านั้น จึงจะเข้าเงื่อนไขการเว้นข้อยกเว้นที่จำเลยที่ 3 ยังต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกในอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยได้ กรณีต้องตีความข้อยกเว้นดังกล่าวไปตามที่ปรากฏแห่งลายลักษณ์อักษรว่า หากรถที่ถูกลากจูงหรือผลักดันได้เอาประกันภัยไว้กับบริษัทจำเลยที่ 3 ไม่ว่าเป็นประกันภัยประเภทใด ย่อมเข้าเงื่อนไขการเว้นข้อยกเว้น จำเลยที่ 3 ย่อมต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกในอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ไม่อาจยกข้อยกเว้นความคุ้มครอง ข้อ 7 ขึ้นปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ คดีนี้ เมื่อรถกระบะส่วนพ่วงที่จำเลยที่ 1 ขับได้เอาประกันภัยประเภทคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถไว้กับจำเลยที่ 3 จึงต้องด้วยเงื่อนไขการเว้นข้อยกเว้นทั่วไปอันเป็นผลให้จำเลยที่ 3 ยังต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกในอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นตามเงื่อนไขและความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 ข้อ 7.4 จำเลยที่ 3 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น สำหรับจำนวนเงินที่จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น จำเลยที่ 3 ไม่อุทธรณ์โต้แย้งจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลฎีกาพิเคราะห์พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว เห็นว่า จำนวนค่าสินไหมทดแทนที่ศาลชั้นต้นกำหนดนั้นเหมาะสมแล้ว จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 44,362.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ระบุความรับผิดในส่วนดอกเบี้ยของจำเลยที่ 1 นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปไม่ชัดเจน เมื่อศาลฎีกากำหนดให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดและกำหนดความรับผิดในส่วนดอกเบี้ยของจำเลยที่ 3 จึงเห็นควรกำหนดความรับผิดของจำเลยที่ 1 เสียใหม่ให้ชัดเจน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 44,362.50 บาท แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 1 รับผิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 มีนาคม 2563 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ส่วนจำเลยที่ 3 รับผิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมรับผิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และดอกเบี้ยก่อนฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ต้องไม่เกิน 4,290 บาท ตามที่โจทก์ขอ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1




ตัวบทมาตราแพ่ง

สัญญาติดตามทรัพย์มรดกที่คิดค่าตอบแทนจากส่วนแบ่งมรดกเป็นโมฆะหรือไม่ ศาลฎีกาวางหลักเรื่องความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีไว้อย่างไร article
พินัยกรรมของคนไร้ความสามารถมีผลใช้บังคับได้หรือไม่ เมื่อศาลเคยมีคำสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถภายหลัง
พินัยกรรมไม่มีคำว่าเผื่อตายเป็นโมฆะหรือไม่ และสิทธิปลูกสร้างบนที่ดินผู้อื่นที่ไม่จดทะเบียนมีผลอย่างไร
คนเสมือนไร้ความสามารถ ผู้พิทักษ์มีอำนาจทำการแทนได้หรือไม่ หากยังไม่เกิดเหตุจริง ศาลมีอำนาจอนุญาตล่วงหน้าเพียงใด
ผู้ว่าจ้างต้องรับผิดแทนผู้รับจ้างหรือไม่ ฟ้องแย้งเกี่ยวบุคคลภายนอกพิจารณาได้เพียงใด หลักกฎหมายมาตรา 428 และข้อจำกัดฟ้องแย้งในคดีแพ่ง
การเลิกรับบุตรบุญธรรมมีผลเมื่อใด? วิเคราะห์ฎีกาเรื่องสิทธิรับมรดกและอำนาจศาลในการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกอย่างละเอียด
ผู้จัดการมรดกขายทรัพย์มรดกแล้วนำเงินเข้าบัญชีตนเอง เป็นยักยอกหรือไม่ และมีขอบเขตอำนาจเพียงใดในการจัดการมรดก
สิทธิจัดการศพพระภิกษุเป็นของใคร? ทายาทไม่มีสิทธิเมื่อทรัพย์ตกเป็นของวัดตามกฎหมาย
หนังสือมอบอำนาจถือเป็นพินัยกรรมได้หรือไม่ ศาลวินิจฉัยกรณีโอนทรัพย์มรดกและสิทธิของทายาทตามพินัยกรรมโดยชอบด้วยกฎหมาย
ค่าสินไหมจากบริษัทประกันภัยต้องหักจากความรับผิดของผู้ก่อเหตุหรือไม่ในคดีอุบัติเหตุถึงแก่ความตาย
สัญญาขายฝากที่ดินเป็นโมฆะเพราะสำคัญผิดในราคา ตามกฎหมายแพ่งมาตรา 156
บัตรเดบิตถูกลักใช้ ร้านค้าไม่ตรวจลายมือชื่อ ธนาคารรับผิด 3 ใน 4(ฎีกาที่ 4568/2566)
สิทธิของรัฐในการติดตามเงินงบประมาณคืนจากผู้รับเงินโดยผิดหลง(ฎีกา 4569/2566)
วัสดุก่อสร้างเป็นของใครเมื่อเลิกสัญญา? ผู้รับเหมาฟ้องเรียกค่าเหล็กได้ไหม ศาลวินิจฉัยสิทธิในงานก่อสร้างและทรัพย์สิน
ผู้ว่าจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างทำของได้หรือไม่ เมื่อความล่าช้าไม่ได้เกิดจากผู้รับจ้างฝ่ายเดียว และต้องคืนเงินล่วงหน้ากับหนังสือค้ำประกันอย่างไร
เรียกค่าเสียหายจากการรื้อถอนอาคารได้แค่ไหน? ค่าเช่า ค่าซ่อม คิดอย่างไรตามกฎหมายละเมิด และอะไรเรียกไม่ได้
เพิกถอนคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการกรณีความประมาทเท่ากัน (ฎีกา 145/2568)
ความรับผิดของผู้ครอบครองรถ (ประกัน, เมาสุรา)ค่าสินไหมทดแทน (ฎีกา 1953/2567)
ชดใช้คืนเงิน เลิกสัญญา & ห้ามกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษ,กฎหมายผู้บริโภค(ฎีกา 2019/2567)
ประเด็นเรื่องการจับฉลากแบ่งมรดกโดยไม่มีทายาทครบทุกคน
คำพิพากษาศาล(ฎีกาที่ 3373/2567): *ค่าธรรมเนียมค้ำประกัน บสย. และความรับผิดของลูกหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 816
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4442/2567: สมาชิกสหกรณ์ยังมีหนี้ค้างชำระ ไม่มีสิทธิลาออกและขอถอนเงินค่าหุ้น
ปิดกั้นทางสาธารณะผิดหรือไม่? วิเคราะห์สิทธิในทรัพย์ส่วนกลางอาคารชุด vs สาธารณสมบัติของแผ่นดิน และผลกฎหมายปรับเป็นพินัย
การรับช่วงสิทธิคืออะไร การรับช่วงสิทธิหมายความว่าอย่างไร
ค่าสินไหมทดแทนเพื่อที่เขาต้องขาดแรงงาน
ค่าเสียหายที่คู่สัญญาได้ตกลงกันไว้ล่วงหน้าให้ชดใช้ให้แก่กัน