
| สัญญาขายฝากที่ดินเป็นโมฆะเพราะสำคัญผิดในราคา ตามกฎหมายแพ่งมาตรา 156
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ ข้อพิพาทสัญญาขายฝากที่ดิน ซึ่งคู่สัญญาได้แสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในราคาขายฝาก อันเป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญทัดเทียมกับทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม ส่งผลให้สัญญาขายฝากทั้งฉบับตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156 วรรคหนึ่ง ใช้บังคับไม่ได้ พร้อมทั้งต้องเพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากและคืนเงินตามหลักลาภมิควรได้ตามมาตรา 172 บทความนี้มุ่งอธิบายข้อเท็จจริงของคดี หลักกฎหมายที่ใช้บังคับ เจตนารมณ์ของบทบัญญัติ รวมถึงการวิเคราะห์แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความเข้าใจเชิงลึกถึงเงื่อนไขที่ทำให้สัญญาขายฝากเป็นโมฆะและผลทางกฎหมายที่ตามมา ข้อเท็จจริงของคดี ข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ประสงค์ทำสัญญาขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 4797 โดยตกลงราคากับจำเลยที่ 1 เป็นเงินเพียง 160,000 บาท แต่เมื่อมีการจัดทำเอกสารสัญญาขายฝาก ปรากฏว่ามีการระบุราคาเป็นเงิน 500,000 บาท ซึ่งสูงกว่าความเป็นจริงอย่างมาก โจทก์อ้างว่าไม่ทราบถึงการระบุราคาดังกล่าว และได้ยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้บังคับจำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคืนให้โจทก์ในราคา 160,000 บาทเท่าที่ได้รับจริง หากจำเลยไม่กระทำ ให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ศาลวินิจฉัยว่าคู่สัญญาแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในราคาขายฝากซึ่งเป็นสาระสำคัญ ทำให้สัญญาขายฝากตกเป็นโมฆะ คำวินิจฉัยของศาลฎีกาย่อยประเด็น 1 ประเด็นเรื่องความสำคัญของราคาขายฝาก ศาลเห็นว่าราคาขายฝากในสัญญาเป็นองค์ประกอบหลักของนิติกรรมขายฝาก เพราะมีผลต่อความสามารถของผู้ขายฝากในการไถ่ถอนและเป็นแก่นสารของการโอนกรรมสิทธิ์ ดังนั้น เมื่อราคาไม่ตรงกับเจตนาที่แท้จริง และมีความแตกต่างอย่างมาก เช่น 160,000 บาทกับ 500,000 บาท ย่อมเป็นการสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม 2 การตีความมาตรา 156 วรรคหนึ่ง มาตรา 156 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้สัญญาที่คู่สัญญาสำคัญผิดในสาระสำคัญเป็นโมฆะ การสำคัญผิดในราคาที่ถือว่าเป็นแก่นของนิติกรรมขายฝาก ย่อมเข้าหลักเกณฑ์ดังกล่าว ศาลจึงชี้ขาดว่าสัญญาขายฝากเป็นโมฆะตั้งแต่ต้น 3 ผลของการเป็นโมฆะต่อการจดทะเบียนขายฝาก เมื่อสัญญาเป็นโมฆะ การจดทะเบียนขายฝากที่อาศัยนิติกรรมนั้นเป็นฐานย่อมต้องถูกเพิกถอน เพราะไม่อาจทำให้กรรมสิทธิ์โอนอย่างชอบด้วยกฎหมายได้ ศาลจึงสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากโดยอัตโนมัติเป็นผลตามกฎหมายแพ่ง 4 การคืนเงินตามลาภมิควรได้ มาตรา 172 เมื่อสัญญาเป็นโมฆะ คู่สัญญาต้องคืนสิ่งที่ได้รับโดยปราศจากมูลเหตุทางกฎหมาย โจทก์เป็นฝ่ายได้รับเงิน 160,000 บาท จึงต้องคืนให้จำเลยที่ 1 ตามมาตรา 172 วรรคสอง โจทก์ไม่อาจยึดถือประโยชน์ดังกล่าวไว้ได้เพราะไม่มีนิติกรรมบังคับใช้ วิเคราะห์หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 1 ธรรมชาติของสัญญาขายฝาก สัญญาขายฝากเป็นการซื้อขายที่โอนกรรมสิทธิ์ทันที แต่ผู้ขายฝากยังมีสิทธิไถ่คืนภายในกำหนดเวลา กฎหมายจึงให้ความคุ้มครองเป็นพิเศษแก่ผู้ขายฝาก โดยเฉพาะราคาซื้อขายที่ต้องชัดเจนและตรงเจตนาคู่สัญญา 2 เจตนารมณ์ของมาตรา 156 วรรคหนึ่ง บทบัญญัตินี้มุ่งป้องกันไม่ให้คู่สัญญาตกอยู่ในสถานะทำสัญญาโดยความสำคัญผิดในประเด็นหลักที่กระทบต่อการตัดสินใจ หากปรากฏว่าความสำคัญผิดนั้นมีผลต่อสาระสำคัญแห่งนิติกรรม นิติกรรมย่อมเป็นโมฆะเพื่อคุ้มครองระบบกฎหมายและความยุติธรรม 3 ความสำคัญของราคาในสัญญาขายฝาก ในทางนิติกรรมเงินตรา ราคาเป็นองค์ประกอบที่อาจถือเป็นสาระสำคัญได้หากการเปลี่ยนแปลงราคาเป็นสาระเปลี่ยนความเสี่ยงโดยตรง เช่น การไถ่ถอนในอนาคต ดังนั้นราคาที่ผิดไปอย่างมากย่อมทำให้สัญญาขายฝากกลายเป็นโมฆะ 4 หลักลาภมิควรได้ตามมาตรา 172 เมื่อนิติกรรมเป็นโมฆะ คู่สัญญาต้องคืนทรัพย์สินหรือเงินที่ได้รับไป เช่น ในคดีนี้ โจทก์ได้รับ 160,000 บาท จึงต้องคืนให้จำเลยโดยไม่มีข้ออ้างใด ๆ เพราะไม่มีมูลเหตุแห่งกฎหมายรองรับ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง ศาลฎีกามีแนวทางวินิจฉัยหลายคดีว่าสัญญาขายฝากที่มีการสำคัญผิดในราคาหรือเงื่อนไขที่เป็นสาระสำคัญย่อมตกเป็นโมฆะ เช่น คำพิพากษาที่วินิจฉัยว่าราคาเป็นองค์ประกอบทัดเทียมกับทรัพย์สิน ผู้ขายฝากต้องรู้ราคาที่แท้จริงจึงจะถือว่าการแสดงเจตนาเป็นไปโดยสมบูรณ์ แนวนี้สอดคล้องกับหลักกฎหมายทั่วไปที่ต้องการความโปร่งใสและสุจริตในการทำสัญญาที่มีผลต่อกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่มีมูลค่าสูง สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 1. การสำคัญผิดในราคาขายฝากอาจถือเป็นการสำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรม ส่งผลให้สัญญาตกเป็นโมฆะตามมาตรา 156 วรรคหนึ่ง 2. การจดทะเบียนขายฝากที่ตั้งอยู่บนฐานนิติกรรมที่เป็นโมฆะย่อมต้องถูกเพิกถอน ไม่อาจทำให้กรรมสิทธิ์โอนอย่างถูกต้องได้ 3. เมื่อสัญญาเป็นโมฆะ คู่สัญญาต้องคืนประโยชน์ที่ได้รับตามหลักลาภมิควรได้มาตรา 172 โดยไม่สามารถอ้างสิทธิตามสัญญาใด ๆ ได้ 4. ราคาในสัญญาขายฝากเป็นองค์ประกอบที่กฎหมายถือว่ามีความสำคัญทัดเทียมกับทรัพย์สิน การเปลี่ยนแปลงหรือบิดเบือนราคาอาจนำไปสู่การเป็นโมฆะของนิติกรรมได้ 5. ผู้ทำสัญญาขายฝากจำเป็นต้องตรวจสอบเอกสารและเงื่อนไขอย่างรอบคอบ เนื่องจากการโอนกรรมสิทธิ์เกิดขึ้นทันที และผลกระทบทางกฎหมายอาจร้ายแรงหากเกิดความสำคัญผิด คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม สัญญาขายฝากที่มีการสำคัญผิดในราคาจะตกเป็นโมฆะหรือไม่? คำตอบ ตกเป็นโมฆะ เนื่องจากราคาเป็นสาระสำคัญของสัญญาขายฝาก หากคู่สัญญาสำคัญผิดในราคาที่แท้จริง สัญญาย่อมเป็นโมฆะตามมาตรา 156 วรรคหนึ่ง 2. คำถาม เมื่อสัญญาขายฝากเป็นโมฆะ ต้องเพิกถอนการจดทะเบียนหรือไม่? คำตอบ ต้องเพิกถอน เนื่องจากการจดทะเบียนตั้งอยู่บนฐานนิติกรรมที่เป็นโมฆะ การโอนกรรมสิทธิ์จึงไม่มีผลใช้บังคับตามกฎหมาย 3. คำถาม เมื่อสัญญาเป็นโมฆะ คู่สัญญาต้องคืนเงินหรือทรัพย์สินหรือไม่? คำตอบ ต้องคืนตามหลักลาภมิควรได้ตามมาตรา 172 วรรคสอง เช่น ผู้ขายฝากต้องคืนเงินที่ได้รับจริงแก่ผู้ซื้อฝาก บทความวิเคราะห์กฎหมาย: ความเป็นโมฆะแห่งสัญญาขายฝากที่ดินกรณีคู่สัญญาสำคัญผิดในราคาขายฝาก ตามมาตรา 156 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การทำสัญญาขายฝากที่ดินเป็นนิติกรรมที่มีความสำคัญยิ่งในทางแพ่ง เนื่องจากเป็นการโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์โดยมีข้อตกลงให้ผู้ขายฝากมีสิทธิไถ่คืนภายในกำหนดเวลา การขายฝากจึงเป็นนิติกรรมที่ผูกพันคู่สัญญาอย่างมีนัยสำคัญทั้งในด้านทรัพย์สิน, ราคา, ระยะเวลาการไถ่ถอน และเงื่อนไขอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ชัดแจ้งใน ป.พ.พ. มาตรา 491 ถึงมาตรา 502 อย่างไรก็ตาม หากการทำสัญญาเกิดขึ้นโดยมี การสำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรม ก็อาจทำให้นิติกรรมนั้นตกเป็น “โมฆะ” ตั้งแต่ต้น ใช้บังคับไม่ได้ และต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามกฎหมายว่าด้วยลาภมิควรได้ บทความนี้มุ่งอธิบายว่า เหตุใดสัญญาขายฝากที่ดินซึ่งคู่สัญญาเกิดความสำคัญผิดในเรื่อง “ราคา” จึงอาจตกเป็นโมฆะตาม มาตรา 156 วรรคหนึ่ง และผลทางกฎหมายที่เกิดขึ้น พร้อมนำข้อเท็จจริงตามโจทก์และจำเลยในคดีตัวอย่างมาวิเคราะห์ประกอบ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องตามหลักกฎหมายและแนวคำพิพากษาศาล 1. หลักกฎหมายเรื่องการสำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรม: มาตรา 156 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ถ้าคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม ท่านว่ากรรมที่ได้สำเร็จลงนั้นเป็นโมฆะ” สาระสำคัญแห่งนิติกรรม หมายถึง ข้อสำคัญที่เป็นหัวใจของการทำสัญญา ซึ่งหากคู่สัญญารู้ความจริง จะไม่ยินยอมทำสัญญาเลย เช่น • ตัวตนของคู่สัญญา • ลักษณะของนิติกรรม • ทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุของนิติกรรม • ราคา (ในบางกรณีที่ถือว่ามีความสำคัญทัดเทียมกับวัตถุแห่งสัญญา) โดยทั่วไป การสำคัญผิดในราคาเพียงอย่างเดียว มักไม่ทำให้สัญญาเป็นโมฆะ เพราะถือเป็นสาระรอง แต่ในคดีนี้ ศาลเห็นว่า ราคาเป็นสาระสำคัญทัดเทียมกับทรัพย์สิน เพราะเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดของการโอนกรรมสิทธิ์แบบขายฝาก ซึ่งหากผู้ขายฝากรู้ว่าราคาในเอกสารสูงกว่าความเป็นจริงหลายเท่าตัว ย่อมไม่ยินยอมลงนามในสัญญา ดังนั้น การสำคัญผิดใน “ราคาขายฝาก” จึงเป็นการสำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรม และทำให้นิติกรรมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 156 วรรคหนึ่ง 2. เหตุผลที่ “ราคา” ถือเป็นสาระสำคัญในสัญญาขายฝากที่ดิน สัญญาขายฝากมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากการซื้อขายทั่วไปอย่างชัดเจน กล่าวคือ • ผู้ขายฝากโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ซื้อฝากทันที • แต่ผู้ขายฝากยังมีสิทธิไถ่คืน โดยต้องใช้เงิน “ราคาไถ่ถอน” ภายในกำหนดเวลา • หากไม่ใช้สิทธิไถ่คืนภายในกำหนด ผู้ซื้อฝากได้กรรมสิทธิ์เด็ดขาด ดังนั้น “ราคา” จึงผูกพันโดยตรงกับความสามารถของผู้ขายฝากที่จะไถ่คืนในอนาคต หากราคาในสัญญาถูกบิดเบือนจากความเป็นจริง เช่น ระบุสูงกว่าที่ตกลงกันมาก ทำให้เกิดความเสียเปรียบอย่างร้ายแรงต่อผู้ขายฝาก และมีผลโดยตรงต่อสิทธิในทรัพย์สิน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของนิติกรรมประเภทนี้ ในกรณีตามข้อเท็จจริง • โจทก์แสดงเจตนาขายฝากเพียง 160,000 บาท • แต่เอกสารสัญญาขายฝากกลับระบุ 500,000 บาท ส่วนต่างที่ห่างกันอย่างมหาศาลเช่นนี้ แสดงให้เห็นชัดว่าเป็น การสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม เพราะหากโจทก์ทราบจริง จะไม่ยอมลงนามในสัญญาอย่างแน่นอน ศาลจึงวินิจฉัยว่า สัญญาขายฝากตกเป็นโมฆะตามมาตรา 156 วรรคหนึ่ง 3. ผลทางกฎหมาย: สัญญาขายฝากตกเป็นโมฆะและต้องเพิกถอนการจดทะเบียน เมื่อสัญญาขายฝากที่ดินเป็นโมฆะ ย่อมถือว่าไม่เคยมีผลบังคับตั้งแต่ต้นตามหลักกฎหมายแพ่ง ศาลจึงต้องสั่งให้ • เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายฝาก • คืนสถานะกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้กลับไปยังโจทก์ผู้เป็นเจ้าของเดิมตามกฎหมาย • คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามมาตรา 172 แห่ง ป.พ.พ. ระบบทะเบียนที่ดินของไทยยึดหลัก ความถูกต้องแห่งนิติกรรมเป็นเบื้องต้น หากนิติกรรมมีผลเป็นโมฆะ การจดทะเบียนซึ่งตั้งอยู่บนฐานของนิติกรรมนั้นย่อมต้องถูกเพิกถอนด้วย 4. การคืนเงินตามลาภมิควรได้ (มาตรา 172 วรรคสอง) เมื่อสัญญาเป็นโมฆะ คู่สัญญาต้อง “คืนสิ่งที่ได้รับ” แก่กัน เนื่องจากไม่มีสิทธิยึดไว้ตามกฎหมาย ซึ่งถือเป็น ลาภมิควรได้ ในข้อเท็จจริง • โจทก์ได้รับเงินขายฝากเพียง 160,000 บาท • แม้ในเอกสารจะระบุ 500,000 บาท แต่เป็นผลจากการสำคัญผิด ดังนั้น ศาลพิพากษาให้ • โจทก์ คืนเงิน 160,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 • เพื่อคืนสู่ฐานะเดิมตามมาตรา 172 วรรคสอง • โจทก์ “ไม่อาจยึดเงินไว้ได้” เพราะไม่มีนิติกรรมใช้บังคับให้ยึดถือเงินจำนวนดังกล่าว หลักนี้สะท้อนว่า เมื่อสัญญาตกเป็นโมฆะ คู่สัญญาไม่ต้องผูกพันตามข้อตกลงต่าง ๆ ทั้งหมด และต้องคืนทรัพย์สินหรือประโยชน์ที่ได้รับมาโดยปราศจากมูลเหตุอันจะอ้างสิทธิได้ต่อกัน 5. วิเคราะห์มิติทางนิติกรรมและเหตุผลของศาล 5.1 สัญญาขายฝากต้องมีความชัดเจนทั้งในทรัพย์และราคา เพราะเป็นนิติกรรมที่มีผลให้โอนกรรมสิทธิ์ทันที ดังนั้นความเข้าใจร่วมกันใน “ราคา” เป็นหัวใจสำคัญที่ถือเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม 5.2 ส่วนต่างราคาอย่างมีนัยสำคัญแสดงถึงการสำคัญผิด จาก 160,000 → 500,000 บาท ส่วนต่างมากถึงกว่า 3 เท่า แสดงให้เห็นถึงความคลาดเคลื่อนในสาระสำคัญ ไม่ใช่เพียงความผิดพลาดด้านตัวเลขเล็กน้อย 5.3 การสำคัญผิดนี้ทำให้สัญญาทั้งฉบับเป็นโมฆะ เนื่องจากราคาเป็นองค์ประกอบที่ผู้ขายฝากใช้ตัดสินใจว่าจะยอมเสียกรรมสิทธิ์ไปชั่วคราวหรือไม่ รวมถึงสามารถไถ่คืนได้หรือไม่ในอนาคต 5.4 ศาลใช้มาตรา 156 วรรคหนึ่งโดยตรง และสั่งเพิกถอนการจดทะเบียน ซึ่งเป็นผลโดยตรงของนิติกรรมโมฆะ 5.5 การคืนเงินเป็นผลตามกฎหมาย ไม่ใช่สิทธิเรียกร้องตามสัญญา เพราะสัญญาไม่มีผลใช้บังคับตั้งแต่ต้น ดังนั้นการคืนเงินจึงอยู่ในกรอบของ ลาภมิควรได้ เท่านั้น 6. ความสำคัญของคำพิพากษานี้ต่อการตีความสัญญาขายฝาก คำพิพากษาลักษณะนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตีความการทำสัญญาขายฝากในทางปฏิบัติ เนื่องจาก • แสดงให้เห็นว่าราคาในสัญญามีความสำคัญทัดเทียมกับตัวทรัพย์ที่เป็นวัตถุแห่งสัญญา • การระบุราคาที่แตกต่างจากการตกลงกันโดยสาระสำคัญ อาจทำให้สัญญาเป็นโมฆะได้ • คู่สัญญาต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในการลงนามเอกสารสัญญาขายฝาก • ผู้รับซื้อฝากควรปฏิบัติสุจริตและไม่ใช้ประโยชน์จากความไม่รู้หนังสือหรือความอ่อนด้อยของผู้ขายฝาก • หากมีการบิดเบือนราคาโดยผู้ใดผู้หนึ่ง ศาลอาจถือว่าเป็นเหตุให้สัญญาไม่อาจใช้บังคับได้ จึงถือเป็นแนวคำพิพากษาที่มีคุณค่าอย่างยิ่งในการตีความและวางบรรทัดฐานการพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายของสัญญาขายฝากในคดีต่อไป 7. บทสรุป สัญญาขายฝากที่ดินเป็นนิติกรรมที่มีขอบเขตความรับผิดต่อคู่สัญญาอย่างลึกซึ้ง การสำคัญผิดในราคาในระดับที่เปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของนิติกรรม สามารถทำให้สัญญาตกเป็นโมฆะได้ตาม มาตรา 156 วรรคหนึ่ง ดังเช่นในกรณีที่ • โจทก์เข้าใจว่าขายฝากในราคา 160,000 บาท • แต่สัญญากลับถูกระบุเป็น 500,000 บาท ความคลาดเคลื่อนดังกล่าวมีผลให้ • สัญญาขายฝากเป็นโมฆะ • การจดทะเบียนต้องเพิกถอน • คู่สัญญาต้องคืนประโยชน์ที่ได้รับตามลาภมิควรได้ คำพิพากษาลักษณะนี้ช่วยยืนยันความสำคัญของความสุจริต โปร่งใส และความเข้าใจร่วมกันในการทำสัญญาที่มีผลโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ และเป็นแนวทางสำคัญที่ผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายควรศึกษาอย่างรอบคอบ |




