| จงใจละทิ้งร้างไปเกินหนึ่งปี 
สามีฟ้องหย่าอ้างเหตุสมัครใจแยกกันอยู่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสามีจงใจทิ้งร้างภริยาไปฝ่ายเดียวการที่สามีแยกไปพักตามลำพังเนื่องจากสามีภริยาทะเลาะกันโดยมีสาเหตุเกิดแต่สามีเป็นสำคัญและภริยามิได้สมัครใจแยกกันอยู่กับสามีเป็นกรณีที่สามีจงใจทิ้งร้างภริยาไปฝ่ายเดียวมิใช่สามีภริยาสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8059/2538
การทะเลาะกันระหว่างโจทก์กับจำเลยอันเป็นเหตุให้โจทก์แยกจากจำเลยไปอยู่ที่อื่นนี้ จึงมีสาเหตุเกิดแต่โจทก์เป็นสำคัญ และจำเลยไม่ได้สมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์จงใจทิ้งร้างจำเลยไปฝ่ายเดียวมิใช่เรื่องที่โจทก์จำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกันและให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์
จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยยังมีความประสงค์ที่จะอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยากับโจทก์ต่อไป โจทก์เป็นผู้ไม่เหมาะสมที่จะใช้อำนาจปกครองบุตร ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาให้บุตรผู้เยาว์อยู่ในความปกครองของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว
โจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งจำเลย
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา ให้โจทก์แต่เพียงผู้เดียวเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ยกฟ้องแย้งจำเลย
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์เฉพาะข้อที่ขอหย่าจำเลย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า เมื่อปี 2532 ถึง2534 โจทก์จำเลยได้อยู่ร่วมกันที่แฟลตของการท่าเรือแห่งประเทศไทยการที่โจทก์แยกไปพักอยู่ตามลำพังยังที่ทำงานของการท่าเรือแห่งประเทศไทยนั้นเนื่องจากโจทก์กับจำเลยทะเลาะกัน เพราะโจทก์เป็นหนี้นายบุญยุงค์ โจทก์ถูกจับกุมตัวไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลทุ่งมหาเมฆเกี่ยวกับหนี้สินที่เกิดจากการเป็นนายหน้าขายสินค้า นอกจากนี้โจทก์ยังนำที่ดินและบ้านที่จังหวัดสมุทรปราการที่จำเลยมีส่วนอยู่ด้วยไปจำนองกับนายประยงค์ ต่อมาถูกเจ้าหนี้ฟ้องต่อศาลจังหวัดสมุทรปราการบังคับจำนองเอาที่ดินและบ้านดังกล่าวออกขายทอดตลาด ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่จำเลยนำสืบ การทะเลาะกันระหว่างโจทก์กับจำเลยอันเป็นเหตุให้โจทก์แยกจากจำเลยไปอยู่ที่อื่นนี้ จึงมีสาเหตุเกิดแต่โจทก์เป็นสำคัญ และจำเลยไม่ได้สมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์จงใจทิ้งร้างจำเลยไปฝ่ายเดียวมิใช่เรื่องที่โจทก์จำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(4/2) ดังนั้นโจทก์จึงไม่มีเหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย
พิพากษายืน
มาตรา 1516 เหตุฟ้องหย่ามีดังต่อไปนี้
(1) สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี เป็นชู้หรือมีชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(2) สามีหรือภริยาประพฤติชั่ว ไม่ว่าความประพฤติชั่วนั้นจะเป็นความ ผิดอาญาหรือไม่ ถ้าเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่ง
(ก) ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง
(ข) ได้รับความดูถูกเกลียดชังเพราะเหตุที่คงเป็นสามีหรือภริยาของฝ่าย ที่ประพฤติชั่วอยู่ต่อไป หรือ
(ค) ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร ในเมื่อเอาสภาพฐานะ และความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ
อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(3) สามีหรือภริยาทำร้าย หรือทรมานร่างกายหรือจิตใจ หรือหมิ่น ประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ ถ้าเป็นการร้ายแรง อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(4) สามีหรือภริยาจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี อีกฝ่ายหนึ่ง นั้นฟ้องหย่าได้
(4/1) สามีหรือภริยาต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และได้ถูกจำคุก เกินหนึ่งปีในความผิดที่อีกฝ่ายหนึ่งมิได้มีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิด หรือยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้นด้วย และการเป็นสามี ภริยากันต่อไปจะเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกิน ควร อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(4/2) สามีและภริยาสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกัน ฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี หรือแยกกันอยู่ตามคำสั่งของ ศาลเป็นเวลาเกินสามปี ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(5) สามีหรือภริยาถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ หรือไปจากภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่เป็นเวลาเกินสามปี โดยไม่มีใครทราบแน่ว่าเป็นตายร้ายดีอย่าง ไร อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(6) สามีหรือภริยาไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตาม สมควร หรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ ถ้าการกระทำนั้นถึงขนาดที่อีกฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอา สภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ อีกฝ่าย หนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(7) สามีหรือภริยาวิกลจริตตลอดมาเกินสามปี และความวิกลจริตนั้นมี ลักษณะยากจะหายได้ กับทั้งความวิกลจริตถึงขนาดที่จะทนอยู่ร่วมกัน ฉันสามีภริยาต่อไปไม่ได้ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(8) สามีหรือภริยาผิดทัณฑ์บนที่ทำให้ไว้เป็นหนังสือในเรื่องความ ประพฤติอีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(9) สามีหรือภริยาเป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรงอันอาจเป็นภัยแก่อีกฝ่าย หนึ่งและโรคมีลักษณะเรื้อรัง ไม่มีทางที่จะหายได้ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(10) สามีหรือภริยามีสภาพแห่งกายทำให้สามีหรือภริยานั้น ไม่อาจร่วม ประเวณีได้ตลอดกาล อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
ปรึกษากฎหมาย ปรึกษาทนายความ ลีนนท์ 084 130 2058 * www.lawyerleenont.com *
สำนักงานกฎหมายพีศิริ ทนายความ |