ReadyPlanet.com
dot
สำนักงานทนายความ
dot
bulletทนายความฟ้องหย่า
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
dot
พระราชบัญญัติ
dot
bulletพระราชบัญญัติ
dot
ประมวลกฎหมาย
dot
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
dot
บทความเฉพาะเรื่อง
dot
bulletฟ้องหย่า
bulletนิติกรรม
bulletสัญญายอมความ
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletกรมบังคับคดี
dot
ลิงค์ต่าง ๆ
dot
bulletสืบค้นกฎหมาย
bulletสืบค้นคำพิพากษา
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสำนักทนายความ
dot
Newsletter

dot
bulletวิชาชีพทนายความ


 



การขอเป็นผู้จัดการสินสมรสฝ่ายเดียว

(ยินดีให้คำปรึกษากฎหมาย ติดต่อทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ โทร.085-9604258

ติดต่อทางอีเมล  : leenont0859604258@yahoo.co.th )

 

การขอเป็นผู้จัดการสินสมรสฝ่ายเดียว

โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความในเรื่องแบ่งทรัพย์สินและการหย่าขาด โดยถือในเรื่องการแบ่งทรัพย์สินเป็นเงื่อนไขของการหย่า การหย่าจึงยังไม่มีผล จนกว่าจะได้มีการปฏิบัติตามข้อตกลงเรื่องแบ่งทรัพย์สินอันเป็นเงื่อนไขดังกล่าวให้ครบถ้วนเสียก่อน เมื่อจำเลยไม่สามารถปฏิบัติตามข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความ  ดังนั้นสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมตกไป ไม่มีผลบังคับ สถานภาพของการสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยจึงยังคงมีอยู่ โจทก์ย่อมมีอำนาจยื่นฟ้องเป็นคดีใหม่ขอให้ตนเป็นผู้จัดการสินสมรสแต่เพียงผู้เดียวได้และไม่เป็นฟ้องซ้ำเพราะเป็นคนละประเด็นกับคำพิพากษาตามยอมในคดีก่อนซึ่งถึงที่สุดแล้ว 

      คำพิพากษาศาลฎีกาที่  1645/2548


คดีก่อนโจทก์ฟ้องขอลงชื่อร่วมในอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นสินสมรสและขอค่าอุปการะเลี้ยงดู ต่อมาโจทก์จำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความในเรื่องการตกลงหย่าขาดและแบ่งสินสมรส ศาลพิพากษาตามยอม ซึ่งตามสัญญาดังกล่าวโจทก์และจำเลยตัองปฏิบัติดังนี้ ข้อ 1 จำเลยต้องขายที่ดินสองแปลงให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน แล้วนำเงินที่หักค่าใช้จ่ายมาชำระให้แก่โจทก์ ข้อ 2 จำเลยตกลงโอนที่ดิน 5 โฉนดให้แก่โจทก์ ข้อ 3 ที่ดินนอกจากนี้ให้เป็นของจำเลยข้อ 4 โจทก์จำเลยตกลงหย่ากัน เมื่อโจทก์ได้รับเงินตามข้อ 1 และได้รับโอนตามข้อ 2 เรียบร้อยแล้ว แต่ปรากฏว่าจำเลยยังจำหน่ายที่ดินตามข้อ 1 ไม่ได้ และระยะเวลา 6 เดือนที่กำหนดไว้ผ่านไปแล้ว ดังนั้น เมื่อจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ครบถ้วน สถานภาพของการสมรสระหว่างโจทก์และจำเลย ยังคงมีผลตามกฎหมาย คู่สมรสคงต้องมีภาระหน้าที่รับผิดต่อบุคคลภายนอกหรืออาจได้รับความเสียหายจากการจัดการสินสมรสของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยคดีนี้เพื่อขอเป็นผู้จัดการสินสมรสแต่ฝ่ายเดียว โดยมีเหตุจำเลยปลอมลายมือชื่อโจทก์ในการจัดการเกี่ยวกับที่ดินสินสมรส ชอบที่โจทก์จะขอเป็นผู้จัดการสินสมรสฝ่ายเดียวและจัดการแยกสินสมรส จึงมิใช่เรื่องที่โจทก์ขอให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมและเป็นคนละประเด็นกัน


คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์เพียงผู้เดียวเป็นผู้จัดการสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลย โดยให้โจทก์มีอำนาจจัดการแยกสินสมรสได้ และให้หนี้สินที่จำเลยก่อขึ้นโดยโจทก์ไม่ได้ให้ความยินยอมไม่ผูกพันโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณา คดีอยู่ระหว่างการไต่สวนคำร้องของจำเลยซึ่งขออนุญาตยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2544 ว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ข้อ 3.1 ระบุว่า จำเลยนำเงินสินสมรสไปซื้อที่ดิน 16 แปลง แล้วโอนกรรมสิทธิ์ใส่ชื่อจำเลยพียงผู้เดียว โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของร่วมในกรรมสิทธิ์ที่ดินได้ ต่อมาโจทก์ได้ฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีหมายเลขดำที่ 806/2542 คดีหมายเลขแดงที่ 976/2543 ปรากฏว่ามีการประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 และหมายเลข 3 ดังนี้ เห็นว่า เมื่อลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม ชอบที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะได้ดำเนินการบังคับคดีไปตามคำพิพากษาตามยอมดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับฟ้องโจทก์ไว้เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2544 จึงเป็นการสั่งรับฟ้องไว้โดยผิดหลงอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งรับฟ้องของโจทก์ และสั่งใหม่เป็นไม่รับฟ้อง ให้จำหน่ายคดีโจทก์จากสารบบความ

          โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

          ศาลอทุธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาให้ยกคำสั่งไม่รับฟ้องของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2544 โดยให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาแล้วดำเนินการต่อไป

          จำเลยฎีกา

          ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า “ในคดีก่อนโจทก์ฟ้องขอลงชื่อร่วมในอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นสินสมรสและขอค่าอุปการะเลี้ยงดูตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ต่อมามีการตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความตามเอกสารฟ้องหมายเลข 3 และศาลพิพากษาตามยอม ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวซึ่งเป็นเรื่องการตกลงหย่าขาดและแบ่งทรัพย์สินกันซึ่งพอแปลได้ว่าเป็นการตกลงแบ่งสินสมรสโดยมีข้อสัญญาว่าคู่กรณีไม่เรียกร้องใดๆ ต่อกันอีกแต่ตามข้อสัญญาก็มีข้อกำหนดในการไปจดทะเบียนหย่าว่า จำเลยต้องปฏิบัติตามสัญญาข้อ 1 คือการขายที่ดินตามที่ได้ตกลง 2 แปลง แล้วนำเงินที่หักค่าใช้จ่ายมาชำระให้แก่โจทก์ก่อน โดยจะดำเนินการขายให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน ข้อ 2 จำเลยตกลงโอนที่ดิน 5 โฉนดให้แก่โจทก์ ข้อ 3 ที่ดินนอกจากนี้ให้เป็นของจำเลย ข้อ 4 โจทก์ จำเลยตกลงหย่ากัน เมื่อโจทก์ได้รับเงินตามข้อ 1 และได้รับโอนตามข้อ 2 เรียบร้อยแล้ว แต่ปรากฏว่าที่ดินยังจำหน่ายไม่ได้และระยะเวลา 6 เดือน ที่กำหนดให้ขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้แล้วเสร็จนั้นก็ผ่านไปแล้ว ซึ่งจำเลยก็รับในคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องฎีกาลงวันที่ 3 ธันวาคม 2545 ว่ายังไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในข้อ 1 นี้ ดังนั้น เมื่อจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ครบถ้วน สถานะภาพของการสมรสระหว่างโจทก์ จำเลยยังคงมีผลตามกฎหมาย คู่สมรสคงต้องมีภาวะหน้าที่รับผิดต่อบุคคลภายนอก หรืออาจได้รับความเสียหายจากการจัดการสินสมรสของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อโจทก์มาฟ้องจำเลยคดีนี้เพื่อขอเป็นผู้จัดการสินสมรสแต่ฝ่ายเดียว โดยมีเหตุจำเลยปลอมลายมือชื่อโจทก์ในการจัดการเกี่ยวกับที่ดินสินสมรส ชอบที่โจทก์จะขอเป็นผู้จัดการสินสมรสฝ่ายเดียวและจัดการแยกสินรสได้ จึงมิใช่เรื่องที่โจทก์ขอให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมและเป็นคนละประเด็นกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น”

          พิพากษายืน


 อ่านเพิ่มเติม เหตุสมควรขอให้แยกสินสมรส

หมายเหตุ


 คดีก่อนโจทก์ฟ้องขอลงชื่อร่วมในที่ดินที่เป็นสินสมรส และขอค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลย การที่โจทก์และจำเลยตกลงประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์สินและหย่าขาดจากกัน ถือว่าเป็นข้อตกลงที่ไม่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายและเป็นการตกลงกันในขอบเขตแห่งประเด็นในคดีหรือที่เกี่ยวเนื่องกับประเด็นแห่งคดีทั้งไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนคำพิพากษาตามยอมจึงไม่ตกอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 (2) และมาตรา 142 (ดูคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3191/2547, 6038/2534, 1492/2528, 2487/2523, 2170/2519 และ 1848/2516 เป็นต้น)

           ปัญหาข้อที่ว่า ในระหว่างเป็นสามีภริยากันจะตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างกันได้หรือไม่ มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2001/2511 วินิจฉัยว่า ในคดีฟ้องขอหย่าและแบ่งทรัพย์ระหว่างกัน แต่คู่ความตกลงกันได้โดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลเฉพาะในเรื่องแบ่งทรัพย์ ดังนี้ คำพิพากษาตามสัญญายอมเฉพาะในข้อตกลงแบ่งทรัพย์โดยไม่มีการหย่าขาดระหว่างกันนี้ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยแต่อย่างใดการแบ่งทรัพย์นี้เป็นสัญญาระหว่างสามีภริยาอย่างหนึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1461 (บรรพ 5 เดิม ปัจจุบัน มาตรา 1469)

           แต่หากสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลพิพากษาตามยอมเกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์สิน ปรากฏว่ามีทรัพย์สินของบุคคลภายนอกรวมอยู่ด้วย เช่น สามีกับภริยาตกลงกันว่าสามีจะโอนที่ดินที่มีบริษัท ม. ซึ่งสามีเป็นกรรมการผู้จัดการและมีอำนาจกระทำการแทนบริษัทได้ให้แก่ภริยา ข้อตกลงดังกล่าวไม่มีผลผูกพันบริษัท ม.ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ศาลไม่อาจบังคับคดีในส่วนนี้ได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5671/2534)

           แม้สามีภริยาจะมีข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินตามสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมแล้วก็ตาม หากข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาที่มีเงื่อนไข เช่น ตกลงกันว่าโจทก์และจำเลยจะเป็นผู้ดำเนินการจัดการร่วมกันในการจดทะเบียนขายที่ดินทั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่บุคคลภายนอกในราคา 2 ล้านบาท ภายใน 100 เดือน เพื่อนำเงินมาแบ่งกันคนละครึ่ง เมื่อโจทก์และจำเลยไม่สามารถหาผู้ซื้อที่ดินตามที่ตกลงกันได้ เงื่อนไขตามที่ตกลงไว้ในสัญญารปะนีประนอมยอมความจึงไม่สำเร็จ และมีผลให้ข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นอันตกไปไม่มีผลบังคับ หากโจทก์และจำเลยตกลงกันใหม่และศาลได้จดรายงานกระบวนพิจารณาไว้ ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นสัญญาที่เกิดขึ้นใหม่ซึ่งมีผลผูกพันแทนข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับเดิม แต่ข้อตกลงตามรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าว เป็นสัญญาระหว่างสมรส คู่สมรสมีสิทธิบอกล้างได้ ตามมาตรา 1469 เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอบอกล้างแล้วสัญญาดังกล่าวย่อมสิ้นผล โจทก์ไม่อาจฟ้องบังคับจำเลยได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 674/2543) ดังนั้น เมื่อโจทก์มาฟ้องจำเลยในคดีหลังเพื่อขอให้เพิ่มชื่อโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินทั้งสองแปลงดังเช่นคดีก่อน แต่คำพิพากษาตามยอมในคดีก่อนไม่มีผลบังคับแล้วจึงถือไม่ได้ว่าคดีก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกับคดีหลัง ไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 124/2546)

           สำหรับการหย่าโดยความยินยอม หากคู่สมรสตกลงที่จะหย่าขาดจากกัน แล้วไม่ดำเนินการตามหนังสือหย่าซึ่งถูกต้องตามมาตรา 1514 วรรคสอง เท่ากับโต้แย้งสิทธิของอีกฝ่ายหนึ่งที่มีอยู่ตามหนังสือหย่า อีกฝ่ายชอบที่จะฟ้องขอให้หย่าขาดจากกันได้โดยไม่จำเป็นต้องมีเหตุหย่าตามมาตรา 1516 เพราะเป็นการฟ้องเพื่อที่จะได้ดำเนินการให้นายทะเบียนบันทึกไว้ในทะเบียน กรณีเช่นนี้ ศาลไม่จำต้องมีคำพิพากษาว่าถ้าไม่ไปจดทะเบียนหย่า ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5887/2533) สิทธิฟ้องหย่าตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515 เป็นคนละกรณีกับสิทธิฟ้องร้องโดยอาศัยเหตุหย่า ตามมาตรา 1516 (1) (2) (3) หรือ (6) หรือมาตรา 1523 สิทธิฟ้องร้องมิได้ระงับลงเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี ตามมาตรา 1529 หากแต่มีอายุความฟ้องร้องภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ทั้งสองฝ่ายทำบันทึกตกลงการหย่า (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1820/2537) เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเกิดปัญหาว่า คำพิพากษาให้หย่าตามหนังสือหย่าจะมีผลทำให้การสมรสสิ้นสุดลงเมื่อใด เพราะหากเป็นการหย่าโดยความยินยอมของคู่สมรสทั้งสองฝ่าย การหย่ามีผลนับแต่เวลาจดทะเบียนสมรสตามมาตรา 1531 วรรคหนึ่ง แต่หากถือว่าเป็นการหย่าโดยคำพิพากษา ย่อมมีผลบังคับแต่เวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุดตามมาตรา 1531 วรรคสอง

           มีข้อเท็จจริงในคดีหนึ่งว่า ภริยาฟ้องหย่าสามี ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่าขาดจากกัน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน สามีฎีกา ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์และจำเลยยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาว่าไม่ติดใจดำเนินคดีต่อกันและประสงค์จะคืนดี ขอให้พิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความว่าโจทก์และจำเลยกลับคืนสู่ฐานะเป็นสามีภริยาอย่างเดิม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ก่อนยื่นคำร้อง โจทก์และจำเลยได้จดทะเบียนหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยาโดยสมบูรณ์แล้ว การสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นอันสิ้นสุดลงนับแต่วันที่มีการจดทะเบียนหย่าเป็นต้นมา ดังนั้น การพิจารณาฎีกาของจำเลยในเรื่องการหย่าย่อมไร้ประโยชน์ต่อการวินิจฉัยของศาลฎีกาต่อไป และการที่โจทก์จำเลยจะให้ศาลฎีกาพิพากษาตามยอมเพื่อนำเอาคำพิพากษาของศาลฎีกาไปแสดงต่อนายทะเบียนเพื่อเพิกถอนการจดทะเบียนหย่า แล้วมีการจดทะเบียนสมรสกันใหม่ เห็นว่า การสมรสเป็นสิทธิเฉพาะตัวโดยความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย ไม่มีบทกฎหมายใดสนับสนุนให้อำนาจศาลที่จะบังคับให้มีการสมรสได้ จึงไม่อาจพิพากษาตามข้อตกลงสัญญาประนีประนอมยอมความอันไม่ชอบด้วยกฎหมายนี้ได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3057/2525) มีข้อสังเกตว่า คดีนี้ แม้ศาลมีคำพิพากษาให้หย่าขาดจากกัน แต่คดียังไม่ถึงที่สุด เมื่อโจทก์และจำเลยไปจดทะเบียนหย่าจึงมีผลให้การสมรสสิ้นสุดลง นับแต่เวลาที่จดทะเบียนหย่า โดยไม่ต้องคำนึ่งถึงผลแห่งคำพิพากษาว่าจะถึงที่สุดตามมาตรา 1531 วรรคสอง หรือไม่

           อย่างไรก็ดี ในคดีฟ้องหย่า ซึ่งมิได้อาศัยเหตุหย่าดังกล่าวข้างต้น หรือคดีที่คู่สมรสฟ้องระหว่างกันเองเกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สิน แต่ต่อมาโจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในเรื่องการหย่า เมื่อศาลพิพากษาตามยอมและคดีถึงที่สุดแล้ว ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่าการหย่าโดยคำพิพากษาตามยอมมีผลแต่เวลาที่คำพิพากษาตามยอมถึงที่สุด ตามมาตรา 1531 วรรคสอง แม้ว่าศาลจะมิได้มีคำบังคับให้คู่กรณีไปจดทะเบียนหย่า ถ้าฝ่ายใดไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาก็ตาม ทั้งเพราะพระราชบัญญัติจดทะเบียนครอบครัว พ.ศ.2478 มาตรา 16 บัญญัติให้ผู้มีส่วนได้เสียเพียงแต่ยื่นสำเนาคำพิพากษาอันถึงที่สุดที่รับรองว่าถูกต้องแล้วต่อนายทะเบียน และขอให้นายทะเบียนบันทึกการหย่าไว้เท่านั้นคู่สมรสไม่จำต้องไปแสดงเจนตาขอจดทะเบียนการหย่าต่อนายทะเบียนอีก (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1125/2544)

           สำหรับคดีที่บันทึกนี้ โจทก์มิได้ฟ้องหย่า แต่ต่อมาโจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความในเรื่องแบ่งทรัพย์สินและการหย่าขาด ซึ่งจะเห็นได้ว่าข้อตกลงในเรื่องการแบ่งทรัพย์สินเป็นเงื่อนไขของการหย่า การหย่าจึงยังไม่มีผล จนกว่าจะได้มีการปฏิบัติตามข้อตกลงอันเป็นเงื่อนไขดังกล่าวให้ครบถ้วนเสียก่อน เมื่อจำเลยไม่สามารถปฏิบัติตามข้อตกลง ข้อ 1 ที่ให้โอนขายที่ดิน 2 แปลง ให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน เพื่อนำเงินที่หักค่าใช้จ่ายมาชำระแก่โจทก์ สัญญาประนีประนอมยอมความย่อมตกไป ไม่มีผลบังคับ สถานภาพของการสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยจึงยังคงมีอยู่ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้ตนเป็นผู้จัดการสินสมรสแต่เพียงผู้เดียวได้และไม่เป็นฟ้องซ้ำเพราะเป็นคนละประเด็นกับคำพิพากษาตามยอมในคดีก่อนซึ่งถึงที่สุดแล้ว ตามแนวบรรทัดฐานของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 674/2543 และ 124/2546 ดังกล่าวข้างต้น

           โดยเหตุนี้ ที่ศาลฎีกาฉบับนี้ จำต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับสภานภาพของโจทก์และจำเลยว่าขาดจากการเป็นสามีภริยาแล้วหรือไม่จึงเป็นประเด็นข้อสำคัญ เพราะหากหย่าขาดจากกันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์ก็ไม่อาจฟ้องจำเลยโดยอาศัย มาตรา 1484 ซึ่งบัญญัติไว้ในหมวลทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา ที่สามีภริยาจะมีสิทธิตามมาตรานี้ ต่อเมื่อยังมีฐานะเป็นสามีภริยากันอยู่ ดังนั้นจึงมีคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับหนึ่งวินิจฉัยว่า เมื่อขณะยื่นคำร้องปรากฏว่าผู้ร้องและ น. ได้จดทะเบียนหย่าขาดกันด้วยความสมัครใจไปก่อนแล้ว ผู้ร้องกับ น. จึงไม่มีสิทธิหน้าที่และความสัมพันธ์ฉันสามีภริยาต่อกันอีก ผู้ร้องไม่มีสิทธิร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องมีอำนาจจัดการสินสมรสแต่ผู้เดียวตามมาตรา 1484 (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1326/2539)

           โดยสรุป คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้สะท้อนให้เห็นมุมมองของบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องไว้หลายประการ ทั้งเป็นการรวบรวมคำตอบตามแนวบรรทัดฐานของคำพิพากษาศาลฎีกาในกรณีต่างๆ ดังที่ได้บันทึกไว้ข้างต้น      

           ชาติชาย อัครวิบูลย์

_________________________________
ปรึกษากฎหมาย ปรึกษาทนายความ ลีนนท์  085 9604258  www.peesirilaw.com
สำนักงานกฎหมายพีศิริ ทนายความ

 

เงินเดือนสามีได้มาระหว่างสมรสเป็นสินสมรส
สามีซื้อที่ดินโดยกู้ยืมเงินจากธนาคาร197,000 บาท มาชำระราคาที่ดินและจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้แก่ธนาคารและได้นำเงินเดือนของสามีผ่อนชำระหนี้เงินกู้ให้แก่ธนาคารอาคารจนครบถ้วน และไถ่ถอนจำนอง สามีซื้อรถยนต์และชำระราคารถยนต์คันเป็นเงินสด โดยกู้ยืมเงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์ 400,000 บาท สามีผ่อนชำระหนี้ให้แก่สหกรณ์ทุกเดือน ต่อมาฟ้องหย่าภริยา มีปัญหาว่าที่ดินและรถยนต์เป็นสินสมรสระหว่างสามีภริยาหรือไม่ ตามข้อเท็จจริงมีการซื้อที่ดิน และซื้อรถยนต์ เป็นระยะเวลาในระหว่างสมรส ที่ดินและรถยนต์จึงเป็นสินสมรสระหว่างสามีภริยา แม้เงินที่ใช้ในการผ่อนหนี้ค่าซื้อที่ดินเป็นเงินที่กู้มาจากธนาคารและเงินที่ใช้ซื้อรถยนต์เป็นเงินที่กู้จากสหกรณ์ออมทรัพย สามีจะเป็นผู้ผ่อนชำระหนี้ด้วยเงินเดือนของสามีทั้งสิ้นก็ตาม แต่เงินเดือนของสามีก็เป็นเงินที่ได้มาระหว่างสมรสจึงเป็นเงินสินสมรสนั่นเอง จึงรับฟังได้ว่าที่ดินพิพาทและรถยนต์พิพาทเป็นสินสมรส เมื่อหย่าขาดจากกันจึงต้องแบ่งสินสมรสดังกล่าวให้แก่ภริยากึ่งหนึ่งตามกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  9570/2551 (อ่านเพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่)     

 

 

 

 

บริการของ สำนักงานกฎหมายพีศิริ ทนายความ
สำนักงานกฎหมายพีศิริทนายความ ก่อตั้งโดย ทนายความ ลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ  รับว่าความคดีแพ่ง คดีอาญา คดีผู้บริโภคและคดีอื่นๆ ทุกคดี รับเป็นที่ปรึกษาทางด้านกฎหมาย รับเป็นทนายความแก้ต่างต่อสู้คดี ข้อตกลง ตลอดจนข้อสัญญาต่างๆ เกี่ยวกับธุรกิจ ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ยื่นคำร้องขอถอนผู้จัดการมรดก ฟ้องเรียกเงินผิดสัญญากู้ยืมเงิน ผิดสัญญาจ้างทำของ  ฟ้องหย่า ฟ้องเกี่ยวเนื่องกับสิทธิในคดีครอบครัว ฟ้องเรียกบุตรคืน ฟ้องถอนอำนาจปกครองผู้เยาว์ ฟ้องหย่าและเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู ฟ้องหย่าและขอแบ่งสินสมรส ฟ้องหย่าและเรียกค่าทดแทนจากหญิงที่แสดงตนว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับคู่สมรส ฟ้องหย่าและเรียกค่าเลี้ยงชีพ ฟ้องขอเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียว ฟ้องให้จดทะเบียนรับรองบุตร ยื่นคำร้องขอจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตร ฟ้องขอให้ศาลมีว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ฟ้องขอเปลี่ยนอำนาจปกครองบุตร ฟ้องให้คู่หย่าปฏิบัติตามบันทึกท้ายทะเบียนหย่า ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตามบันทึกท้ายทะเบียนหย่า ฟ้องขอให้แบ่งทรัพย์สินตามบันทึกท้ายทะเบียนหย่า  ฟ้องเรียกค่าทดแทนผิดสัญญาหมั้นเรียกสินสอดคืน ฟ้องบอกเลิกสัญญาหมั้นเรียกของหมั้นคืน ฟ้องคู่สมรสขอแยกกันอยู่ชั่วคราว ฟ้องขอให้จดทะเบียนใส่ชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมคนละครึ่ง ยื่นคำร้องต่อศาลขออนุญาตแทนการให้ความยินยอมขายที่ดินสินสมรส ฟ้องขอเพิกถอนการให้ที่ดินสินสมรส  ฟ้องขอใส่ชื่อเป็นเจ้าของร่วมในที่ดินสินสมรส  ฟ้องขอใส่ชื่อเป็นเจ้าของร่วมในบัญชีธนาคาร  ยื่นคำร้องขอเพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อน   ยื่นคำร้องขอเพิกถอนการจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตร ฟ้องบิดาขอให้รับเด็กเป็นบุตรและเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูรวมมาด้วย  ยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งว่าผู้ร้องเป็นบุตรเพื่อรับบำเหน็จตกทอดจากทางราชการ  ฟ้องไม่รับเด็กเป็นบุตรเนื่องจากเป็นหมันไม่สามารถให้กำเนิดบุตรได้  ฟ้องคดีขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม  ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแทนการให้ความยินยอมของมารดาในการจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม  ยื่นคำร้องขอตั้งผู้ปกครอง  ขอให้ศาลแต่งตั้งเป็นผู้ปกครองเด็ก  คดีขอให้ศาลสั่งเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองหรือผู้ปกครอง ติดต่อทนายความได้เลย ฟ้องหย่าคิดถึงทนายความลีนนท์ ติดต่อทนายความลีนนท์ ได้ที่หมายเลข 0859604258

 

 




ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา

การแบ่งทรัพย์สิน กรรมสิทธิ์รวม ทรัพย์สินที่ร่วมกันทำมาหาได้
สินส่วนตัวและสินสมรส
ตกลงให้สินส่วนตัวของฝ่ายหนึ่งตกเป็นสินสมรส
รางวัลที่ 1 สลากกินแบ่งรัฐบาล สินสมรสหรือสินส่วนตัว
สิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการให้สินสมรสและติดตามเอาคืน
ความยินยอมในการจัดการสินสมรสไม่ต้องทำต่อหน้าเจ้าพนักงาน
การจัดการสินสมรสเรื่องกู้ยืมเงินและให้กู้ยืมเงิน-ความยินยอมจากคู่สมรส
ข้อตกลงหลังทะเบียนหย่าเรื่องยกทรัพย์สินให้ฝ่ายหญิง(ภรรยา)
สัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก | บันทึกท้ายทะเบียนหย่า
ข้อตกลงให้ชำระดอกเบี้ยในระหว่างอายุสัญญาขายฝาก
เหตุสมควรขอให้แยกสินสมรส สามีไม่นำเงินสินสมรสมาอุปการะเลี้ยงดูภริยา
สัญญาแบ่งทรัพย์สินในการหย่า-ตกลงให้ที่ดินแก่กันไม่ต้องจดทะเบียนบังคับได้
เพิกถอนนิติกรรมขายฝาก ซึ่งรับซื้อฝากโดยสุจริตเสียค่าตอบแทน
รับซื้อฝากที่ดินสินสมรสโดยไม่สุจริต- เพิกถอนนิติกรรมขายฝากได้ทั้งแปลง
หนังสือหย่าและตกลงแบ่งทรัพย์สินเมื่อยังไม่มีการหย่าใช้บังคับไม่ได้
เพิกถอนนิติกรรมสัญญาซื้อขายที่ดินมีโฉนดระหว่างบิดาโจทก์กับจำเลย
ฟ้องขอให้บังคับจำเลยลงชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมในโฉนดที่ดิน
เพิกถอนนิติกรรมโฉนดห้ามโอน 10 ปี
การเปลี่ยนแปลงสัญญาก่อนสมรส
ขอเป็นผู้จัดการสินสมรสฝ่ายเดียว แยกสินสมรส
ได้สิทธิทำประโยชน์ที่ดินก่อนจดทะเบียนสมรส
เจ้าหนี้ยึดสินสมรสได้ทั้งหมดยกคำร้องขอกันส่วน
หญิงมีสามีมีอำนาจฟ้องปราศจากความยินยอมหรือไม่
สามีนำเงินสินสมรสออกให้กู้โดยไม่ได้รับความยินยอม
ไม่มีสิทธิทำพินัยกรรมยกสินสมรสเกินส่วนของตน
ที่ดินและรถยนต์ภริยากู้ยืมเงินมาซื้อและผ่อนด้วยเงินเดือน
หย่ากันให้แบ่งสินสมรส-ยังไม่ได้จดทะเบียนหย่าแบ่งสินสมรสไม่ได้
สัญญาระหว่างสมรส
กรณีเป็นที่สงสัยให้สันนิษฐานว่าเป็นสินสมรส
ทรัพย์สินที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาโดยลำพังเป็นสินสมรส