Set Default Page Add to Favorites Send This Page to FriendReadyPlanet.com
dot
dot
สำนักงานทนายความ
dot
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
dot
พระราชบัญญัติ
dot
bulletพระราชบัญญัติ
dot
ประมวลกฎหมาย
dot
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
dot
บทความเฉพาะเรื่อง
dot
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletนิติกรรม
bulletสัญญายอมความ
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletเพิ่มเว็บไซต์
bulletกรมบังคับคดี
dot
ลิงค์ต่าง ๆ
dot
bulletสืบค้นกฎหมาย
bulletสืบค้นคำพิพากษา
bulletสำนัก ทนายความ
dot
Newsletter

dot
bulletวิชาชีพทนายความ




ฝ่าฝืนข้อบังคับการทำงานร้ายแรง

ฝ่าฝืนข้อบังคับการทำงานร้ายแรง
ลูกจ้างใช้ตำแหน่งเรียกเอาผลประโยชน์จากบุคคลภายนอกให้แก่บริษัทคอร์...จำกัด แม้ได้กระทำการไปเพื่อให้บุคคลภายนอกมาร่วมงานกับนายจ้าง แต่ก็ทำให้บุคคลภายนอกเข้าใจว่านายจ้างเรียกค่าตอบแทน ทำให้นายจ้างเสื่อมเสียชื่อเสียงและอาจมีผลกระทบเสียหายถึงผลประโยชน์ของนายจ้าง เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันเป็นกรณีร้ายแรง นายจ้างจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี สำหรับการที่ลูกจ้างฟ้องนายจ้างเรื่องไม่จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบนั้นตามกฎหมายให้ผู้จัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งจดทะเบียนแล้วและเป็นนิติบุคคลมีหน้าที่จ่ายเงินดังกล่าวหาเป็นหน้าที่ของนายจ้างไม่ลูกจ้างจึงไม่มีอำนาจฟ้องในเรื่องนี้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4712/2551

                การที่โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 เรียกค่าดำเนินการสำหรับการจะเข้ามารับงานก่อสร้างสถานีเครือข่ายโทรคมนาคมของจำเลยที่ 1 จากนาย ณ. พนักงานบริษัท ท. ให้แก่บริษัท ค. ซึ่งจะเข้ามาประมูลงานก่อสร้างจากจำเลยที่ 1 และได้จัดส่งราคากลางแล้วยืนยันแนวโน้มจะได้รับงานจากจำเลยที่ 1 เป็นการอาศัยตำแหน่งความเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 แอบอ้างเรียกเอาผลประโยชน์จากบุคคลภายนอกให้แก่บริษัท ค. การกระทำดังกล่าวแม้ว่าจะเพื่อให้มีบุคคลภายนอกเข้ามาประมูลงานหรือร่วมงานกับจำเลยที่ 1 แต่ก็ทำให้บุคคลภายนอกเข้าใจได้ว่าการจะเข้ามาร่วมงานกับจำเลยที่ 1 จะต้องมีการวิ่งเต้นเสียเงินตอบแทนทำให้จำเลยที่ 1 เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง และอาจทำให้บุคคลภายนอกที่เข้าใจว่าจะต้องเสียเงินเป็นค่าดำเนินการและไม่เข้ามาร่วมงานกับจำเลยที่ 1 ได้ การกระทำของโจทก์จึงเป็นการเข้าไปเกี่ยวข้องในการประกอบธุรกิจของบริษัท ค. อันอาจมีผลกระทบเสียหายถึงผลประโยชน์ของจำเลยที่ 1 เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันเป็นกรณีร้ายแรง จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4), 67

          สำหรับค่าเสียหายจากการที่โจทก์ไม่ได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้น แม้ว่าโจทก์จะฟ้องเรียกอ้างว่าเป็นค่าเสียหายแต่ก็เป็นการเรียกให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบซึ่งตาม พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 7 บัญญัติให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ได้จดทะเบียนแล้วให้เป็นนิติบุคคล และตามมาตรา 23 บัญญัติให้เมื่อลูกจ้างสิ้นสมาชิกภาพเพราะเหตุอื่นซึ่งมิใช่กองทุนเลิก ผู้จัดการกองทุนต้องจ่ายเงินจากกองทุนให้แก่ลูกจ้าง กองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ดำเนินการให้แก่จำเลยที่ 1 คือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ก. ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ดังนั้น ผู้จัดการของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าวจึงมีหน้าที่จ่ายเงินให้ลูกจ้าง จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจและหน้าที่ในการจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าวได้ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ แต่อำนาจฟ้องเป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเอง
________________________________

                โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 5,683,789.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2549 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

          จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

          ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชย 235,920 บาท เงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในส่วนของนายจ้างและผลประโยชน์สมทบที่จำเลยที่ 1 รับแทนโจทก์ไปเป็นเงิน 54,148.45 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 11,796 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ร้อยละ 7.5 ต่อปี และร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสามจำนวนตามลำดับ นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2549 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

          จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

          ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2540 จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งวิศวกรส่วน ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 29,490 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันศุกร์สิ้นเดือน และตามข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลางปรากฏว่า นายเกรียงฤทธิ์ประธานกรรมการจัดซื้อและจัดจ้างของจำเลยที่ 1 แจ้งโจทก์ว่าในปี 2549 บริษัทดีแทค จำกัด จะจ้างจำเลยที่ 1 สร้างสถานีเครือข่ายโทรคมนาคมจำนวนมาก จำเลยที่ 1 จึงประสงค์จะจ้างบริษัทอื่นเข้ามาเป็นผู้รับเหมาในการก่อสร้างโดยวิธีเสนอประมูลงาน ให้โจทก์ช่วยหาผู้รับเหมามาประมูลงาน โจทก์จึงเจรจากับนายสุภอัฒน์หรือศุภอรรถหรือจิตร กรรมการบริษัทคอร์คลับ จำกัด ซึ่งเคยรู้จักกับโจทก์มาก่อน นายสุภอัฒน์แสดงความสนใจที่จะเข้าประมูลงานด้วย แต่นายสุภอัฒน์ไม่ประสงค์จะก่อสร้างงานเองแต่ต้องการเพียงประมูลให้ได้งานแล้วจ้างบริษัทอื่นเป็นผู้ก่อสร้างแทน โดยบริษัทอื่นนั้นจะเข้ามาก่อสร้างในนามของบริษัทคอร์คลับ จำกัด แต่ต้องเสียค่าดำเนินการให้แก่บริษัทคอร์คลับ จำกัด อัตราร้อยละ 7 ของราคางานที่ได้ทำ โจทก์จึงแจ้งเงื่อนไขดังกล่าวให้นางสาวภาริดาวิศวกรขายส่วนของจำเลยที่ 1 ให้ช่วยหาบริษัทที่ประสงค์จะเข้ามาก่อสร้างให้แก่บริษัทคอร์คลับ จำกัด นางสาวภาริดาจึงติดต่อไปยังนายณัฐนันท์พนักงานบริษัทคอนซิสเทลจำกัด นายณัฐนันท์ขอทราบราคากลาง นางสาวภาริดาจึงแจ้งโจทก์ โจทก์ได้ขอราคากลางของปี 2548 จากนายสุภอัฒน์ที่เพื่อนของนายสุภอัฒน์เคยได้รับจากจำเลยที่ 1 ให้นางสาวภาริดาส่งให้แก่นายณัฐนันท์ โดยโจทก์ได้สอบถามนายเกรียงฤทธิ์แล้วว่าราคากลางดังกล่าวเป็นของบุคคลภายนอกจึงไม่เสียหายหากจะส่งให้นายณัฐนันท์ ต่อมานายณัฐนันท์ได้โทรศัพท์คุยกับโจทก์จึงทราบว่าหากบริษัทคอนซิสเทล จำกัด เข้ามารับงานก่อสร้างจะต้องเสียค่าใช้จ่ายร้อยละ 7 ของราคาก่อสร้าง และโจทก์ยืนยันโอกาสที่จะได้รับงาน ต่อมาจำเลยที่ 1 ทราบเรื่องการเสียค่าดำเนินการดังกล่าวจึงตั้งคณะกรรมการสอบสวนและได้มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์เพราะฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีร้ายแรง เลิกจ้างตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2549 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ประการเดียวว่า การกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีร้ายแรงหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า การกระทำของโจทก์ทำให้บุคคลภายนอกเข้าใจได้ว่าการเข้ามาทำงานให้จำเลยที่ 1 จะต้องมีการวิ่งเต้นเสียค่าตอบแทน จำเลยที่ 1 จึงเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง เป็นการไม่รักษาความลับและชื่อเสียงของบริษัท จงใจทำให้จำเลยที่ 1 เสียหาย จึงเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 กรณีร้ายแรง เห็นว่า การที่โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 เรียกค่าดำเนินการสำหรับการจะเข้ามารับงานก่อสร้างสถานีเครือข่ายโทรคมนาคมของจำเลยที่ 1 จากนายณัฐนันท์พนักงานบริษัทคอนซิสเทล จำกัด ให้แก่บริษัทคอร์คลับ จำกัด ซึ่งจะเข้ามาประมูลงานก่อสร้างจากจำเลยที่ 1 และได้จัดส่งราคากลางแล้วยืนยันแนวโน้มจะได้รับงานจากจำเลยที่ 1 เป็นการอาศัยตำแหน่งความเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 แอบอ้างเรียกเอาผลประโยชน์จากบุคคลภายนอกให้แก่บริษัทคอร์คลับ จำกัด การกระทำดังกล่าวแม้ว่าจะเพื่อให้มีบุคคลภายนอกเข้ามาประมูลงานหรือร่วมงานกับจำเลยที่ 1 แต่ก็ทำให้บุคคลภายนอกเข้าใจได้ว่าการจะเข้ามาร่วมงานกับจำเลยที่ 1 จะต้องมีการวิ่งเต้นเสียเงินตอบแทนทำให้จำเลยที่ 1 เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง และอาจทำให้บุคคลภายนอกที่เข้าใจว่าจะต้องเสียเงินเป็นค่าดำเนินการและไม่เข้ามาร่วมงานกับจำเลยที่ 1 ได้ การกระทำของโจทก์จึงเป็นการเข้าไปเกี่ยวข้องในการประกอบธุรกิจของบริษัทคอร์คลับ จำกัด อันอาจมีผลกระทบกระเทือนเสียหายถึงผลประโยชน์ของจำเลยที่ 1 เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหมวดที่ 10 วินัยและมาตรการทางวินัย ข้อ 40.4.4 อันเป็นกรณีร้ายแรงซึ่งโจทก์อาจถูกเลิกจ้างได้โดยไม่ได้รับค่าชดเชยตาม ข้อ 53.1.1 และตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (4) จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์และเมื่อเป็นกรณีเลิกจ้างโดยลูกจ้างมีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (4) จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 67 สำหรับค่าเสียหายจากการที่โจทก์ไม่ได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้น แม้ว่าโจทก์จะฟ้องเรียกอ้างว่าเป็นค่าเสียหายแต่ก็เป็นการเรียกให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบซึ่งตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 มาตรา 7 บัญญัติให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ได้จดทะเบียนแล้วให้เป็นนิติบุคคล และตามมาตรา 23 บัญญัติให้เมื่อลูกจ้างสิ้นสมาชิกภาพเพราะเหตุอื่นซึ่งมิใช่กองทุนเลิก ผู้จัดการกองทุนต้องจ่ายเงินจากกองทุนให้แก่ลูกจ้าง กองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ดำเนินการให้แก่จำเลยที่ 1 คือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเกษียณมั่นคง ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ดังนั้น ผู้จัดการของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเกษียณมั่นคง ซึ่งจดทะเบียนแล้วจึงมีหน้าที่จ่ายเงินให้ลูกจ้างเมื่อลูกจ้างสิ้นสมาชิกภาพ จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจและหน้าที่ในการจัดการเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเกษียณมั่นคงซึ่งจดทะเบียนแล้วได้ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ แต่อำนาจฟ้องเป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

          พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด.

( พิทยา บุญชู - วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์ - จรัส พวงมณี )
ศาลแรงงานกลาง - นายยงยุทธ สมัย

 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 67, 119(4)
พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 7, 23
ป.วิ.พ. มาตรา 142(5), 246
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31       

 

 




เกี่ยวกับกฎหมายแรงงาน

หน้าที่นายจ้างวางเงินก่อนฟ้องคดี
เลิกจ้างไม่เป็นธรรม-สินจ้างแทนการบอกกล่าว
ลูกจ้างชั่วคราวของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาฝ่ายเดียวต้องดำเนินการภายใน 7 วัน
เล่นอินเตอร์เน็ตในเวลาทำงานเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรมแล้ว
ค่าจ้างค้างจ้ายกับดอกเบี้ยผิดนัดที่ลูกจ้างมีสิทธิคิดเอากับนายจ้าง
เลิกจ้างได้โดยไม่ต้องตักเตือนเป็นหนังสือ
นายจ้างมอบอำนาจบังคับบัญชาให้ผู้อื่น
ค่าครองชีพเป็นค่าจ้างหรือไม่
ถือไม่ได้ว่าลูกจ้างจงใจขัดคำสั่งนายจ้าง
บำเหน็จดำรงชีพกับบำเหน็จตกทอด
อ้างเหตุเลิกจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย
นายจ้างเลิกจ้างกับการจ่ายค่าชดเชย
การจงใจฝ่าฝืนคำสั่งนายจ้าง
ลูกจ้างทุจริตต่อหน้าที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย
การเลิกจ้างเพราะเกษียณอายุไม่อาจถอนได้
เรียกค่าเสียหายกรณีเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม
ฝ่าฝืนระเบียบนายจ้างมิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม
เลิกจ้างไม่ได้ตักเตือนเป็นหนังสือ | ค่าชดเชย
ทุจริตต่อหน้าที่และฝ่าฝืนข้อบังคับในกรณีร้ายแรง
สัญญาจ้างทดลองงาน | สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า
สิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษ | ย้ายสถานประกอบกิจการ
นายจ้างประกาศหยุดกิจการชั่วคราว | ค่าจ้างระหว่างหยุดงาน
สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า
คำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน | เป็นที่สุด
บทความเกี่ยวกับกฎหมายแรงงาน
ฟ้องไล่เบี้ยลูกจ้างให้รับผิด | ละเมิดบุคคลภายนอก
ลูกจ้างฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน
ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเพื่อคำนวณจ่ายค่าชดเชย
สัญญาจ้างแรงงาน หรือสัญญาจ้างทำของ
สิทธิของลูกจ้างกับการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม
แม่บ้านฟ้องเลิกจ้างไม่เป็นธรรม



Copyright © 2011 All Rights Reserved.
สำนักงานกฎหมายพีศิริ ทนายความ ตั้งอยู่เลขที่ 34/159 หมู่ 8 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120 ติดต่อทนายความ 085 960 4258 , 084 130 2058 สำนักงาน โทร. 02 -984 4258 แฟกซ์ 02 984 4204 สำหรับแผนที่การเดินทาง กรุณาคลิ๊กที่ "ที่ตั้งสำนักงาน" ด้านบนสุด ทนายความ ทนาย สำนักงานกฎหมาย สำนักงานทนายความ ปรึกษากฎหมายฟรี ปรึกษากฎหมาย ปรึกษาทนายความ