ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




พิสูจน์ลายมือชื่อกับความรับผิดทางอาญาเมื่อแจ้งความเท็จและฟ้องเท็จในคดีอาญา

คดีพิสูจน์ลายมือชื่อและการตรวจสอบพยานเอกสาร,ความผิดฐานแจ้งความเท็จต่อพนักงานสอบสวน,ความผิดฐานฟ้องเท็จในคดีอาญา,ข้อพิพาทเกี่ยวกับลายมือชื่อในเอกสารทางธุรกิจ,การปลอมเอกสารเพื่อใช้ในกระบวนพิจารณา,แนวคำพิพากษาศาลฎีกาว่าด้วยลายมือชื่อ,หลักเกณฑ์พิจารณาพยานหลักฐานเท็จ,ความรับผิดในการนำสืบเท็จต่อศาล,การตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อโดยผู้เชี่ยวชาญ,การเปรียบเทียบลักษณะลายมือชื่อในคดีอาญา,มาตรา173และ175ในคดีลายมือชื่อ,แนวคิดเรื่องเจตนาฟ้องเท็จ,

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเด็นการพิสูจน์ลายมือชื่อในคดีอาญาที่คู่ความพยายามใช้เอกสารและพยานหลักฐานเท็จต่อพนักงานสอบสวนและศาลเพื่อให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิและความรับผิดของบุคคลอื่น อันเป็นกรณีที่เกี่ยวพันโดยตรงกับความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จและฟ้องเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173 และ 175 โดยศาลต้องวินิจฉัยถึงข้อเท็จจริงว่า ลายมือชื่อที่จำเลยอ้างว่าเป็นลายมือชื่อปลอม แท้จริงแล้วเป็นลายมือชื่อเดิมของจำเลยเอง รวมทั้งพฤติการณ์ที่จำเลยเขียนลายมือชื่อใหม่ต่อหน้าศาลให้มีลักษณะแตกต่างจากเดิมเพื่อให้ผลการตรวจพิสูจน์คลาดเคลื่อน ซึ่งสะท้อนถึงเจตนาใช้กระบวนพิจารณาในทางมิชอบ คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญของการใช้วิธีตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อเพื่อพิสูจน์ความจริงในทางอาญาและพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยเข้าข่ายความผิดฐานแจ้งความเท็จและฟ้องเท็จหรือไม่

ข้อเท็จจริงตามคดี

คดีนี้เกิดจากการที่จำเลยลงชื่อไว้ในเอกสารหลายฉบับของบริษัทเอกชนที่เกี่ยวกับการจดทะเบียนจัดตั้งและเปลี่ยนแปลงกรรมการของบริษัท จากนั้นจำเลยกลับแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่าเอกสารบางฉบับมีการปลอมลายมือชื่อของตน และต่อมาจำเลยยังนำข้อความอันเป็นเท็จไปฟ้องโจทก์ต่อศาลว่ากระทำความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม

ศาลตรวจสอบเอกสารหลายชุด ได้แก่ เอกสารหมาย จ.1, จ.2, ล.5, ล.6, ล.7 และเปรียบเทียบกับลายมือชื่อจำเลยที่ลงต่อหน้าศาลแล้วส่งไปตรวจพิสูจน์ พบว่าลายมือชื่อที่ถูกกล่าวหาว่าปลอมนั้น มีลักษณะตรงกับลายมือชื่อเดิมของจำเลยเอง โดยเฉพาะเอกสารหมาย ล.7 แผ่นที่ 3 และแผ่นที่ 4 ที่ปรากฏร่องรอยการลบแก้ไขและลงลายมือชื่อใหม่

พยานหลักฐานจากกองพิสูจน์หลักฐานตรวจพบว่า การลงลายมือชื่อของจำเลยต่อหน้าศาลมีรูปแบบต่างจากลายมือชื่อในเอกสารชุด จ.1 และ จ.2 อย่างชัดเจน สะท้อนว่าจำเลยจงใจเขียนให้แตกต่างจากเดิมเพื่อให้ผลตรวจพิสูจน์เชิงเทคนิคสรุปว่า “ไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลเดียวกัน”

พฤติการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงเจตนานำสืบเท็จและสร้างหลักฐานเท็จเพื่อให้โจทก์ต้องรับโทษหรือถูกดำเนินคดีโดยไม่เป็นธรรม

คำวินิจฉัยของศาล 

1 ประเด็นเรื่องลายมือชื่อเป็นของจำเลยหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ปรากฏลักษณะลายมือชื่อที่ตรงกับลายมือชื่อเดิมของจำเลยทุกประการ การที่จำเลยเขียนลายมือชื่อใหม่ต่อหน้าศาลให้มีลักษณะแปลกไป เป็นเพียงความพยายามสร้างความแตกต่างเพื่อให้ผลตรวจพิสูจน์คลาดเคลื่อน ไม่สามารถหักล้างข้อเท็จจริงได้ว่าเอกสารเดิมเป็นลายมือชื่อจำเลย

2 ประเด็นเรื่องแจ้งความเท็จ (มาตรา 173)

ศาลเห็นว่า เมื่อจำเลยทราบดีว่าลายมือชื่อในเอกสารทั้งหมดเป็นของตน การแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่าเป็นลายมือชื่อปลอมย่อมเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดทางอาญา

3 ประเด็นเรื่องฟ้องเท็จ (มาตรา 175)

จำเลยนำข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จไปฟ้องโจทก์ต่อศาล ทั้งที่รู้ว่าโจทก์ไม่ได้กระทำผิดอาญาตามที่กล่าวหา การกระทำจึงเป็นฟ้องเท็จโดยสมบูรณ์

4 ประเด็นมาตรา 174 วรรคสอง

ศาลฎีกายืนยันว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีเจตนาแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษ จึงไม่เข้าองค์ประกอบมาตรา 174 วรรคสอง

5 ประเด็นพยานหลักฐานเชิงเทคนิคของกองพิสูจน์หลักฐาน

แม้รายงานการตรวจพิสูจน์จะมีข้อสรุปกำกวม เนื่องจากจำเลยจงใจเขียนลายมือชื่อใหม่ให้ผิดธรรมชาติ แต่ศาลเห็นว่าพยานหลักฐานทั้งหมด—รวมทั้งไมโครฟิล์มและภาพสแกนเอกสาร—ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า “ลายมือชื่อทั้งหมดเป็นของจำเลย”

วิเคราะห์หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ความผิดตาม มาตรา 173 ต้องมีองค์ประกอบสำคัญคือ

• ผู้แจ้งรู้ข้อเท็จจริงอยู่แล้วว่าไม่มีความผิดเกิดขึ้น

• แต่กลับแจ้งข้อความเท็จให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี

กรณีนี้จำเลย “รู้ดี” ว่าเอกสารเป็นลายมือชื่อของตน แต่ยังคงแจ้งความว่ามีการปลอมแปลง จึงเข้าองค์ประกอบครบถ้วน

ความผิดตาม มาตรา 175 เกิดขึ้นเมื่อ

• ผู้ฟ้องนำข้อความเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาล

• โดยรู้อยู่แล้วว่าผู้นั้นมิได้กระทำความผิด

จำเลยนำพยานหลักฐานเท็จฟ้องโจทก์ ซึ่งเป็นการใช้กระบวนพิจารณาในทางมิชอบ ศาลจึงถือว่าเจตนาครบถ้วน

ส่วน มาตรา 174 วรรคสอง ต้องพิสูจน์ว่า

• มีเจตนาจงใจแกล้งให้ผู้อื่นต้องรับโทษ

แต่ในรายงานรับแจ้งจำเลยเพียงกล่าวว่า “สงสัยโจทก์” มิได้ยืนยันว่าโจทก์เป็นผู้ปลอมเอกสาร จึงไม่มีความผิดตามมาตรานี้

เจตนารมณ์ของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

มาตรา 173–175 มีเจตนารมณ์เพื่อ

1. ป้องกันการใช้กระบวนพิจารณาในทางที่ผิด

2. คุ้มครองบุคคลไม่ให้ถูกกลั่นแกล้งด้วยคดีอาญาที่ไม่มีมูล

3. สร้างความศักดิ์สิทธิ์ของพยานหลักฐานและการพิสูจน์ในศาล

4. ป้องกันมิให้มีการสร้างลายมือชื่อเท็จหรือบิดเบือนพยานเอกสารเพื่อให้เกิดผลแก่คดี

ในคดีนี้จำเลยกระทำการตรงข้ามกับเจตนารมณ์ดังกล่าวทุกประการ

วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาโดยทั่วไปตีความเข้มงวดต่อผู้ที่แจ้งความเท็จหรือฟ้องเท็จ เช่น

• คำพิพากษาที่วินิจฉัยว่า “หากรู้ข้อเท็จจริงอยู่แล้ว แต่ยังแจ้งความว่าเป็นการปลอมเอกสาร ถือว่ามีเจตนาชัดเจน”

• คำพิพากษาที่ถือว่า “การจงใจเขียนลายมือชื่อใหม่ให้ผิดธรรมชาติ เป็นเจตนาหลอกลวงกระบวนการตรวจพิสูจน์”

• หลายคดีวางหลักว่า “เมื่อคู่ความสร้างเอกสารปลอมและนำสืบเท็จต่อศาล ถือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและอาจเข้าข่ายความผิดหลายบท”

คดีนี้จึงสอดคล้องกับแนววินิจฉัยที่เสริมความเข้มในเรื่องการพิสูจน์ลายมือชื่อและการลงโทษผู้ใช้พยานหลักฐานเท็จในกระบวนยุติธรรม

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น เห็นว่าจำเลยแจ้งความเท็จและฟ้องเท็จ ลงโทษจำคุกรวม 4 ปี

2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องจำเลย เห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ยังไม่เพียงพอ

3. ศาลฎีกา เห็นว่าลายมือชื่อในเอกสารทั้งหมดเป็นของจำเลยเอง และจำเลยจงใจเขียนลายมือชื่อใหม่ให้ผิดธรรมชาติเพื่อหลอกผลตรวจพิสูจน์ จึงพิพากษากลับ ให้จำเลยมีความผิดตามมาตรา 173 และ 175 ลงโทษจำคุก 2 ปี

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 

1. การพิสูจน์ลายมือชื่อมีน้ำหนักมากเมื่อประกอบกับพฤติการณ์การลงชื่อในเอกสารเดิมและหลักฐานทางเทคนิค เช่น ไมโครฟิล์มหรือภาพสแกนต้นฉบับ

2. หากคู่ความจงใจเขียนลายมือชื่อใหม่ให้แตกต่างจากลายมือชื่อเดิมเพื่อทำให้ผลตรวจพิสูจน์คลาดเคลื่อน ถือเป็นเจตนานำสืบเท็จและอาจเข้าข่ายความผิดอาญา

3. การแจ้งความเท็จเกิดขึ้นได้ทันทีเมื่อผู้แจ้ง “รู้อยู่แล้วว่าความผิดมิได้เกิดขึ้น” แม้ภายหลังจะอ้างความสงสัยก็ไม่ทำให้พ้นความผิด

4. การฟ้องเท็จเป็นความผิดร้ายแรง เพราะเป็นการใช้สิทธิในทางมิชอบเพื่อให้บุคคลอื่นต้องรับโทษโดยไม่เป็นธรรม

5. พยานเอกสารที่มีรอยลบแก้ไขหรือมีการลงลายมือชื่อใหม่โดยไม่ชอบ ย่อมถูกศาลตรวจอย่างละเอียดและอาจหักล้างความน่าเชื่อถือของคู่ความได้โดยง่าย

6. แนวฎีกาให้ความสำคัญต่อความสุจริตในการนำพยานหลักฐานเข้าสู่ศาล หากพบการสร้างหลักฐานเท็จ ศาลจะตีความเข้มเป็นพิเศษ

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ  

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  1424/2554

          จำเลยทราบว่าลายมือชื่อที่จำเลยอ้างว่าปลอม ความจริงเป็นลายมือชื่อของจำเลยซึ่งลงชื่อไว้ มิใช่ลายมือชื่อปลอม การที่จำเลยแจ้งว่ามีการปลอมลายมือชื่อจึงเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดทางอาญาแก่พนักงานสอบสวนโดยรู้อยู่แล้วว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 173 และเมื่อจำเลยเอาความเป็นเท็จฟ้องโจทก์ต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา การกระทำของจำเลยจึงเป็นการฟ้องเท็จอันเป็นความผิดตามมาตรา 175 อีกกระทงหนึ่ง ส่วนความผิดตามมาตรา 174 วรรคสอง ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายว่าจำเลยแจ้งความเท็จเพื่อจะแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษ จำเลยมิได้ยืนยันว่าผู้ที่ปลอมเอกสารคือโจทก์ โดยจำเลยแจ้งความเพียงว่าจำเลยสงสัยโจทก์ ยังไม่พอฟังว่าจำเลยมีเจตนาแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษ ไม่อาจเป็นความผิดตามมาตรานี้

โจทก์ฟ้องให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 172, 173, 174, 175 และ 181 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล จึงรับฟ้อง แม้จำเลยให้การปฏิเสธก็ตาม ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 173 ประกอบมาตรา 174 วรรคสอง และมาตรา 175 เป็นหลายกรรม ให้เรียงกระทงลงโทษตามมาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 4 ปี

จำเลยอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โจทก์จึงฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยให้การเท็จเกี่ยวกับลายมือชื่อในเอกสารคำขอจดทะเบียนบริษัท โดยอ้างว่ารอยลบและลายมือชื่อในเอกสารหมาย ล.7 แผ่นที่ 3 ไม่ใช่ของตน ทั้งที่จำเลยเป็นผู้ลงชื่อไว้เอง และยังพยายามเขียนลายมือชื่อใหม่ให้ต่างจากลายมือชื่อเดิมเพื่อให้ผลตรวจพิสูจน์คลาดเคลื่อน ไม่ทราบว่าเอกสารถูกถ่ายไมโครฟิล์มและบันทึกไว้ก่อนแล้ว จึงพิสูจน์ได้ว่าจำเลยนำสืบพยานหลักฐานเท็จ

ในประเด็นเอกสารหมาย ล.5 ศาลพบว่าเป็นหนังสือมอบอำนาจก่อนวันที่จำเลยเข้าทำงาน อีกทั้งไม่ได้ระบุให้จำเลยเป็นผู้รับมอบอำนาจ จึงเชื่อว่าจำเลยปลอมเอกสารเพื่อนำสืบต่อศาล สำหรับเอกสารหมาย ล.6 และ ล.7 ก็พบว่าเป็นเอกสารชุดเดียวกัน แต่มีการลบลายมือชื่อนายเกรียงไกรออกแล้วจำเลยลงชื่อแทน แสดงพฤติการณ์ปลอมแปลงเพื่อนำสืบเท็จ

จากการตรวจสอบเอกสารชุด จ.1 และ จ.2 พบว่าลายมือชื่อสอดคล้องกับลายมือชื่อของจำเลยเดิม แตกต่างจากลายมือชื่อที่จำเลยเขียนต่อหน้าศาลเพื่อนำไปตรวจพิสูจน์ ศาลจึงเชื่อโดยปราศจากสงสัยว่าลายมือชื่อในเอกสารเป็นของจำเลยเอง การแจ้งความว่ามีการปลอมลายมือชื่อจึงเป็นแจ้งความเท็จตามมาตรา 173 และการนำข้อความเท็จไปฟ้องโจทก์ถือเป็นความผิดตามมาตรา 175 ส่วนมาตรา 174 วรรคสอง ฟ้องโจทก์มิได้ระบุว่าจำเลยมีเจตนาแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษ อีกทั้งจำเลยเพียง “สงสัย” โจทก์ จึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิด

แม้รายงานตรวจพิสูจน์บางส่วนจะสรุปว่าลายมือชื่อแตกต่างกัน แต่ศาลเห็นว่าเป็นผลจากจำเลยจงใจเขียนลายมือชื่อใหม่ให้ผิดธรรมชาติ เพื่อให้ผลตรวจสอบสับสน จึงไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานสำคัญของโจทก์ได้ ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ ให้จำเลยมีความผิดตามมาตรา 173 และมาตรา 175 ลงโทษจำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 2 ปี และให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนอื่น

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. กรณีใดบ้างที่ถือว่าการพิสูจน์ลายมือชื่อมีนัยสำคัญต่อความผิดแจ้งความเท็จ?

การพิสูจน์ลายมือชื่อมีนัยสำคัญเมื่อผู้แจ้งความรู้อยู่แล้วว่าลายมือชื่อในเอกสารเป็นของตนเอง แต่กลับแจ้งต่อพนักงานสอบสวนว่าเป็นลายมือชื่อปลอม ซึ่งแสดงถึงเจตนานำข้อความอันเป็นเท็จเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามมาตรา 173

2. การเขียนลายมือชื่อใหม่ให้แตกต่างจากเดิมเข้าข่ายการฟ้องเท็จหรือไม่?

หากคู่ความจงใจเขียนลายมือชื่อใหม่เพื่อให้ผลตรวจพิสูจน์คลาดเคลื่อน แล้วนำข้อความอันเป็นเท็จไปฟ้องบุคคลอื่นต่อศาล ย่อมเข้าองค์ประกอบความผิดฐานฟ้องเท็จตามมาตรา 175

3. เหตุใดศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยว่าจำเลยผิดตามมาตรา 174 วรรคสอง?

เพราะฟ้องโจทก์มิได้บรรยายข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีเจตนาแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษ และในรายงานรับแจ้งจำเลยเพียงระบุว่าสงสัยโจทก์ มิได้ยืนยันว่าโจทก์เป็นผู้ปลอมเอกสาร จึงไม่เข้าองค์ประกอบมาตรา 174 วรรคสอง




ตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อ