
| การขัดกันของคำพิพากษาศาลฎีกาและอำนาจร้องในคดีแพ่ง(ฎีกาที่ 3196/2567) ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการร้องขอให้ประธานศาลฎีกาหรือที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาชี้ขาดว่าคำพิพากษาศาลฎีกาที่ขัดกันควรยึดตามคดีใด โดยมีประเด็นระหว่างคำพิพากษาที่ 3140/2538 ซึ่งรับรองสิทธิของเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดิน และคำพิพากษาที่ 623/2546 ที่ตัดสินว่าสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นการจัดการทรัพย์มรดกตามหน้าที่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคำพิพากษาทั้งสองไม่ขัดกัน และอธิบายหลักการเรื่องอำนาจร้องของศาลชั้นต้น ตลอดจนแนวทางแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดอุปสรรคในการบังคับคดี สรุปข้อเท็จจริง • โจทก์ที่ 1 อ้างว่าคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3140/2538 ซึ่งให้สิทธิแบ่งที่ดินแก่ตน ขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 623/2546 ที่ตัดสินยกฟ้องโดยถือว่าสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นการจัดการมรดกตามหน้าที่ • โจทก์จึงยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลฎีกาหรือที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาชี้ขาดว่าควรยึดตามคำพิพากษาคดีใด • ศาลชั้นต้นยกคำร้องเพราะกฎหมายไม่มีบทบัญญัติให้อำนาจดังกล่าว ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน • โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาจึงต้องพิจารณา คำวินิจฉัยของศาลฎีกา 1. ประเด็นอำนาจร้อง ศาลฎีกายืนยันว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจยกคำร้องได้ เพราะไม่มีบทกฎหมายใดกำหนดให้ประธานศาลฎีกาหรือที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาชี้ขาดความขัดกันของคำพิพากษา 2. ประเด็นความขัดกันของคำพิพากษา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3140/2538 เป็นการรับรองสิทธิในที่ดินของโจทก์ที่ 1 แต่ไม่ได้เพิกถอนนิติกรรมใด ๆ ขณะที่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 623/2546 เพียงวินิจฉัยว่า สัญญาประนีประนอมยอมความเป็นการจัดการมรดกตามอำนาจผู้จัดการมรดก ไม่ใช่นิติกรรมที่เพิกถอนได้ ดังนั้นทั้งสองคำพิพากษาไม่ได้ขัดกัน 3. สิทธิของโจทก์ที่ 1 แม้โจทก์ไม่สามารถเพิกถอนนิติกรรมเพื่อให้ได้ที่ดินคืน แต่ยังสามารถเรียกร้องส่วนแบ่งเป็นเงินจากจำเลย ตามสิทธิที่คำพิพากษา 3140/2538 รับรองไว้ วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย • มาตรา 146 ป.วิ.พ. ไม่มีบทบัญญัติให้อำนาจร้องให้ประธานศาลฎีกาหรือที่ประชุมใหญ่ชี้ขาดในความขัดแย้งของคำพิพากษาศาลฎีกา • มาตรา 243 และ 252 ป.วิ.พ. ให้อำนาจศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นที่จำเป็นโดยไม่ต้องส่งสำนวนกลับศาลล่าง • มาตรา 1719 ป.พ.พ. รับรองหน้าที่ผู้จัดการมรดกในการจัดการทรัพย์ตามความจำเป็น ดังนั้นสัญญาประนีประนอมยอมความจึงไม่เกินขอบเขตอำนาจ • ศาลฎีกาใช้แนวทางตีความให้เกิดความสมดุลระหว่างสิทธิของเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม (โจทก์) กับหน้าที่ของผู้จัดการมรดก
มาตรา 146 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.พ.) มีข้อความว่า “ถ้าคำพิพากษาศาลฎีกาขัดกันในปัญหาอันเดียวกัน ให้ศาลซึ่งจะต้องใช้คําพิพากษาศาลฎีกานั้น เป็นผู้ยื่นเรื่องต่อประธานศาลฎีกาเพื่อให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาชี้ขาดว่าจะให้ถือเอาคำพิพากษาใดเป็นหลัก” และใน วรรคสอง ระบุว่า “ในการชี้ขาดดังกล่าว ให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีมติถือเสียงข้างมาก และให้ผลแห่งมติดังกล่าวมีผลผูกพันศาลทั้งปวง” IRAC Analysis Issue (ปัญหา): คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3140/2538 และ 623/2546 ขัดกันหรือไม่ และศาลชั้นต้นมีอำนาจยกคำร้องได้หรือไม่ Rule (กฎเกณฑ์): • ป.วิ.พ. มาตรา 146, 243, 252 • ป.พ.พ. มาตรา 1719 Application (การปรับใช้): • คำพิพากษา 3140/2538 รับรองสิทธิในที่ดิน แต่ไม่เพิกถอนนิติกรรม • คำพิพากษา 623/2546 วินิจฉัยว่าสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นการจัดการมรดกตามหน้าที่ • ทั้งสองไม่ขัดกัน แต่มีผลให้โจทก์ใช้สิทธิได้เพียงเรียกร้องเงินแทนทรัพย์สิน • ศาลชั้นต้นชอบแล้วที่ยกคำร้องเพราะไม่มีบทกฎหมายให้อำนาจร้องเช่นนั้น Conclusion (ข้อสรุป): คำพิพากษาทั้งสองไม่ได้ขัดกัน ศาลฎีกาพิพากษายืนการยกคำร้อง และวางหลักว่าในกรณีเช่นนี้ โจทก์สามารถเรียกร้องค่าเสียหายหรือส่วนแบ่งแทนการเพิกถอนนิติกรรมได้ ข้อคิดทางกฎหมาย 1. การอ้างความขัดกันของคำพิพากษาศาลฎีกาต้องพิจารณาให้ละเอียดว่าเป็นความขัดแย้งจริงหรือไม่ 2. ผู้จัดการมรดกมีอำนาจจัดการทรัพย์มรดกตามความจำเป็น แม้จะเกิดข้อโต้แย้งจากทายาทบางราย 3. หากไม่สามารถบังคับคดีในทรัพย์ได้ ทายาทยังคงมีสิทธิเรียกร้องเป็นค่าเสียหายหรือส่วนแบ่งตามคำพิพากษา 4. ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณายกคำร้องหากไม่มีบทกฎหมายให้อำนาจร้องได้ English Summary The Supreme Court Judgment No. 3196/2567 deals with a petition to resolve an alleged conflict between earlier decisions (No. 3140/2538 and No. 623/2546). The Court held that the two judgments were not contradictory: one recognized the co-owner’s rights in the land, while the other confirmed the executor’s authority to manage the estate through compromise agreements. As such, the petitioner could not seek annulment of the transactions but retained the right to claim monetary compensation or proportional shares. The Court also affirmed the lower court’s power to dismiss petitions lacking legal grounds.
❓ คำถามที่ 1 ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างไรเกี่ยวกับการที่โจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลฎีกาหรือที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาชี้ขาดคำพิพากษาศาลฎีกาที่ขัดกัน โดยอ้างอิง ป.วิ.พ. มาตรา 146 วรรคสอง? ✅ คำตอบ โจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องโดยอ้างว่า ป.วิ.พ. มาตรา 146 วรรคสอง ให้อำนาจแก่ประธานศาลฎีกาหรือที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาในการชี้ขาดความขัดกันของคำพิพากษาศาลฎีกา แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้มุ่งหมายให้อำนาจเช่นนั้น ดังนั้น ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจยกคำร้องได้ และไม่จำต้องส่งเรื่องให้ประธานศาลฎีกาหรือที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ❓ คำถามที่ 2 เหตุใดศาลฎีกาจึงเห็นว่า ป.พ.พ. มาตรา 4 วรรคสอง ไม่สามารถนำมาใช้รองรับคำร้องของโจทก์ที่ 1 ได้? ✅ คำตอบ แม้โจทก์ที่ 1 จะอ้าง ป.พ.พ. มาตรา 4 วรรคสอง เพื่อใช้หลักการ “อนุโลมกฎหมาย” มาสนับสนุนสิทธิในการยื่นคำร้อง แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บทบัญญัติดังกล่าวมิได้ใช้กับการสร้างสิทธิใหม่ในการยื่นคำร้องเรื่องอำนาจชี้ขาดของศาลฎีกา การตีความขยายความเช่นนี้เกินขอบเขตเจตนารมณ์กฎหมาย ศาลจึงไม่รับฟัง ❓ คำถามที่ 3 ในกรณีที่โจทก์ที่ 1 อ้างว่าคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3140/2538 และ 623/2546 ขัดกัน ศาลฎีกาอาศัยอำนาจตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) และ มาตรา 252 อย่างไรในการวินิจฉัย? ✅ คำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นนี้เป็น ปัญหาในชั้นบังคับคดี ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยได้โดยตรง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 252 โดยไม่จำต้องส่งเรื่องกลับไปให้ศาลชั้นต้น ศาลฎีกาตรวจสอบแล้วเห็นว่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3140/2538 เป็นการรับรองสิทธิของโจทก์ที่ 1 ในฐานะเจ้าของรวม ขณะที่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 623/2546 เป็นเพียงการยกฟ้อง ไม่ได้เพิกถอนนิติกรรม จึงไม่ถือว่าขัดกัน ❓ คำถามที่ 4 ทำไมศาลฎีกาในคดีที่ 623/2546 จึงวินิจฉัยว่าการทำสัญญาประนีประนอมยอมความของผู้จัดการมรดกไม่ใช่การกระทำเกินอำนาจ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719? ✅ คำตอบ ศาลฎีกาอธิบายว่า การที่ผู้จัดการมรดกทำสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับทรัพย์มรดกนั้น เป็นการกระทำภายในขอบเขต “หน้าที่อันจำเป็นในการจัดการทรัพย์มรดก” ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 มิใช่การกระทำเกินอำนาจหรือไร้ผลผูกพัน การตีความเช่นนี้ทำให้โจทก์ที่ 1 ไม่สามารถอ้างว่าสัญญาดังกล่าวเป็นโมฆะหรือขัดต่อกฎหมายเพื่อเพิกถอนได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3196/2567 คำร้องของโจทก์ที่ 1 มีคำขอให้ประธานศาลฎีกาหรือที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเป็นผู้สั่งกำหนดว่าจะให้ถือตามคําพิพากษาศาลฎีกาที่ขัดกันคดีใด เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดกำหนดให้ประธานศาลฎีกาหรือที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเป็นผู้ชี้ขาดคำพิพากษาศาลฎีกาที่ขัดกัน ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะปฏิเสธไม่ส่งคำร้องนั้นแล้วมีคำสั่งยกคำร้องเสียได้ กรณีนี้เป็นเรื่องของอำนาจร้องจึงเป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะต้องตรวจและพิจารณาสั่งคำร้องไปตามลำดับชั้นศาล ศาลชั้นต้นหาได้มีคำสั่งยกคำร้องโดยก้าวล่วงเข้าไปวินิจฉัยชี้ขาดว่าให้ถือตามคำพิพากษาศาลฎีกาคดีใด คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาในคดีนี้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3140/2538 ตัดสินว่า คำพิพากษาตามยอมในคดีหมายเลขแดงที่ 9536/2523 ของศาลแพ่ง ระหว่างคุณหญิงพงา โจทก์ กับจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสด ผู้ตาย ที่จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงขายที่ดินตามคำฟ้องบางแปลงแก่คุณหญิงพงานั้นไม่มีผลผูกพันโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินและไม่ได้เป็นคู่ความในคดีนั้นด้วย โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิขอแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวได้ แล้วพิพากษาให้จำเลยแบ่งที่ดินตามคำฟ้องแก่โจทก์ที่ 1 สองในสามส่วน และที่เหลืออีกหนึ่งในสามส่วนให้แบ่งแก่โจทก์ที่ 1 อีกหนึ่งในห้าส่วน หลังจากนั้นในคดีอื่นอีก 3 คดี ที่โจทก์ที่ 1 และผู้จัดการมรดกของโจทก์ที่ 1 ยื่นฟ้องจำเลย คุณหญิงพงา และบุคคลภายนอกเป็นจำเลย ขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมในคดีหมายเลขแดงที่ 9536/2523 ของศาลแพ่ง ตลอดจนเพิกถอนนิติกรรมต่าง ๆ ที่สืบเนื่องมาจากการทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว ศาลฎีกามีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 623/2546 ตัดสินว่า การทำสัญญาประนีประนอมยอมความของจำเลยในคดีดังกล่าวเป็นการจัดการทรัพย์มรดกตามหน้าที่ที่จำเป็นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 ไม่ใช่การกระทำนอกอำนาจและหน้าที่ของผู้จัดการมรดก แล้วพิพากษายกฟ้อง และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2278/2564 กับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3502/2564 ก็ตัดสินในทำนองเดียวกันว่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 623/2546 มีผลผูกพันโจทก์ที่ 1 ทำให้โจทก์ที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่สืบเนื่องมาจากสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว แล้วพิพากษายกฟ้องเช่นกัน โจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องเป็นใจความว่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 623/2546 ขัดกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3140/2538 ที่ตัดสินไว้ในคดีนี้ ทำให้โจทก์ที่ 1 ไม่อาจใช้สิทธิตามคำพิพากษาในคดีนี้ติดตามเอาที่ดินตามคำฟ้องคืนจากผู้อื่นได้ ขอให้ประธานศาลฎีกาหรือที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีคำสั่งกำหนดว่าจะให้ถือตามคําพิพากษาศาลฎีกาคดีใด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 146 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 วรรคสอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้สิทธิโจทก์ที่ 1 ที่จะยื่นคำร้องให้วินิจฉัยในเรื่องนี้ได้ ให้ยกคำร้อง โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ประการแรกมีว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจสั่งยกคำร้องของโจทก์ที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า คำร้องของโจทก์ที่ 1 มีคำขอให้ประธานศาลฎีกาหรือที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเป็นผู้สั่งกำหนดว่าจะให้ถือตามคําพิพากษาศาลฎีกาที่ขัดกันคดีใด เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดกำหนดให้ประธานศาลฎีกาหรือที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเป็นผู้ชี้ขาดคำพิพากษาศาลฎีกาที่ขัดกัน ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะปฏิเสธไม่ส่งคำร้องนั้นแล้วมีคำสั่งยกคำร้องเสียได้ กรณีนี้เป็นเรื่องของอำนาจร้องจึงเป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะต้องตรวจและพิจารณาสั่งคำร้องไปตามลำดับชั้นศาล ศาลชั้นต้นหาได้มีคำสั่งยกคำร้องโดยก้าวล่วงเข้าไปวินิจฉัยชี้ขาดว่าให้ถือตามคำพิพากษาศาลฎีกาคดีใดดังที่โจทก์ที่ 1 อ้างในฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นแล้วส่งสํานวนคืนไปยังศาลชั้นต้นเพื่อมีคำสั่งใหม่ให้รับคำร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ประการสุดท้ายว่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 623/2546 ขัดกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3140/2538 ที่ตัดสินในคดีนี้หรือไม่ ปัญหานี้จัดเป็นปัญหาในชั้นบังคับคดี เนื่องจากโจทก์ที่ 1 มีเหตุขัดข้องในการบังคับคดีแบ่งที่ดินตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3140/2538 จึงจำเป็นต้องวินิจฉัยปัญหานี้ให้ชัดเจน โดยศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัยไว้ แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปยังศาลชั้นต้นเพื่อวินิจฉัยก่อน ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 252 เห็นว่า เมื่อพิจารณาผลแห่งคำพิพากษาศาลฎีกาทั้งสองคดีแล้วปรากฏว่าหาได้แย้งกันไม่ กล่าวคือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 623/2546 พิพากษายกฟ้องโดยไม่ได้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยกระทำกับผู้อื่น ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3140/2538 ก็พิพากษาให้จำเลยแบ่งที่ดินตามคำฟ้องแก่โจทก์ที่ 1 โดยไม่ได้พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมเช่นเดียวกัน ทั้งนี้คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3502/2564 เคยวินิจฉัยไว้แล้วว่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3140/2538 เป็นเพียงการรับรองสิทธิของโจทก์ที่ 1 ที่มีอยู่ในที่ดินตามคำฟ้องเท่านั้น กล่าวคือ คำพิพากษาตามยอมในคดีหมายเลขแดงที่ 9536/2523 ของศาลแพ่งไม่มีผลผูกพันหรือกระทบถึงสิทธิของโจทก์ที่ 1 ที่มีอยู่ในที่ดินตามคำฟ้องนั่นเอง เมื่อคำพิพากษาศาลฎีกาทั้งสองคดีไม่ได้ตัดสินไปคนละทาง แต่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 623/2546 เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 1 ไม่อาจขอให้เพิกถอนนิติกรรมต่าง ๆ เพื่อให้ที่ดินกลับมาเป็นของโจทก์ที่ 1 หรือของผู้ตายได้ หรือไม่อาจบังคับคดีแบ่งที่ดินโดยตรงได้อีกแล้ว เช่นนี้โจทก์ที่ 1 ก็ชอบที่จะเรียกร้องเอาเงินจำนวนที่ได้จากการขายหรือจำหน่ายที่ดินตามคำฟ้องจากจำเลย ตามสัดส่วนที่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3140/2538 รับรองไว้ และหากการจัดการทรัพย์มรดกของจำเลยก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 อย่างใด โจทก์ที่ 1 ก็ยังชอบที่จะว่ากล่าวเอาแก่จำเลยได้ดังที่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3502/2564 มีคำวินิจฉัยไว้ด้วย คำพิพากษาศาลฎีกาทั้งสองคดีไม่ได้ขัดกัน ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาที่ว่าจะให้ถือตามคําพิพากษาศาลฎีกาคดีใดย่อมไม่มี ทำให้ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่ 1 ข้อที่ว่า กรณีจะให้ประธานศาลฎีกาหรือที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเป็นผู้ชี้ขาดความขัดกันของคำพิพากษาศาลฎีกาสองคดีนี้โดยอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 146 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 วรรคสอง ได้หรือไม่อีกต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของโจทก์ที่ 1 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|





.jpg)
.jpg)