
| การจำนองที่ดินโดยผู้พิทักษ์, ความยินยอมผู้พิทักษ์, เพิกถอนนิติกรรมคนเสมือนไร้ความสามารถ,
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญทางกฎหมายแพ่งว่าด้วยความสามารถของบุคคลที่ศาลมีคำสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ โดยเฉพาะในกรณีที่บุคคลดังกล่าวได้ทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินอันมีมูลค่าสูง เช่น การจำนองและการโอนที่ดินเพื่อชำระหนี้ ว่านิติกรรมดังกล่าวจะมีผลสมบูรณ์หรือเป็นโมฆะเพียงใด ประเด็นสำคัญอยู่ที่การตีความบทบัญญัติมาตรา 34 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าการทำนิติกรรมของคนเสมือนไร้ความสามารถจำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์หรือถึงขั้นต้องได้รับอนุญาตจากศาล รวมถึงการพิจารณาว่าหากมีการให้ความยินยอมโดยผู้พิทักษ์แล้ว นิติกรรมจะมีผลผูกพันหรือไม่ อีกทั้งยังเกี่ยวพันถึงการคุ้มครองสิทธิของบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้รับจำนองและผู้รับโอนสิทธิ ซึ่งศาลต้องวินิจฉัยโดยคำนึงถึงหลักความสุจริตและความมั่นคงแห่งนิติกรรม ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์เป็นบุคคลที่ศาลมีคำสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้พิทักษ์ ต่อมาโจทก์โดยความยินยอมของผู้พิทักษ์ได้ทำนิติกรรมจำนองที่ดินของตนเพื่อประกันหนี้เงินกู้ และภายหลังได้โอนที่ดินดังกล่าวเพื่อชำระหนี้จำนองแก่เจ้าหนี้ ต่อมาที่ดินดังกล่าวถูกนำไปจำนองต่อและมีการโอนสิทธิการรับจำนองไปยังบุคคลอื่นในลำดับถัดมา ภายหลังมีการเปลี่ยนตัวผู้พิทักษ์และโจทก์ถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลไร้ความสามารถ โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมทั้งหมด โดยอ้างว่านิติกรรมดังกล่าวเป็นโมฆะเนื่องจากขาดความสามารถและไม่ได้รับอนุญาตจากศาล คำวินิจฉัยของศาลในประเด็นข้อกฎหมาย ศาลพิจารณาว่า คนเสมือนไร้ความสามารถยังคงมีความสามารถในการทำนิติกรรมได้ในหลักทั่วไป เว้นแต่กรณีที่กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ก่อน โดยมาตรา 34 วรรคหนึ่งได้กำหนดรายการนิติกรรมบางประเภทที่ต้องได้รับความยินยอม เช่น การรับประกันหรือการก่อหนี้ที่อาจถูกบังคับชำระหนี้ ซึ่งรวมถึงการจำนองทรัพย์สินด้วย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ได้กระทำนิติกรรมโดยได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์แล้ว จึงถือว่าปฏิบัติตามกฎหมายครบถ้วน ส่วนข้ออ้างของโจทก์ที่ต้องการให้นำมาตรา 34 วรรคสาม และบทบัญญัติเกี่ยวกับผู้อนุบาลมาใช้ ศาลเห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าวใช้ในกรณีที่บุคคลไม่สามารถกระทำการได้ด้วยตนเองเท่านั้น มิใช่ใช้กับทุกกรณีโดยอัตโนมัติ และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าการกระทำดังกล่าวเป็นไปโดยขาดความสามารถถึงขั้นนั้น วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ เจตนารมณ์ของมาตรา 34 คือการกำหนดให้คนเสมือนไร้ความสามารถเป็นผู้หย่อนความสามารถเฉพาะบางนิติกรรม ไม่ใช่ตัดสิทธิทั้งหมดเหมือนคนไร้ความสามารถ กฎหมายจึงมุ่งให้มีการคุ้มครองโดยผู้พิทักษ์ในเฉพาะกรณีที่มีความเสี่ยงสูง เช่น การก่อหนี้หรือการจำหน่ายทรัพย์สินสำคัญ ดังนั้นหากมีการให้ความยินยอมจากผู้พิทักษ์แล้ว ย่อมถือว่านิติกรรมมีผลสมบูรณ์ การตีความในแนวนี้ช่วยรักษาความมั่นคงของนิติกรรมและความเชื่อมั่นของบุคคลภายนอกที่เข้าทำสัญญาโดยสุจริต หากเปิดโอกาสให้เพิกถอนนิติกรรมได้โดยง่ายจะกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและความแน่นอนของกฎหมาย แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกามีทิศทางสอดคล้องกันว่า คนเสมือนไร้ความสามารถยังสามารถทำนิติกรรมได้ เว้นแต่กรณีที่กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับความยินยอม ซึ่งหากได้รับความยินยอมแล้ว นิติกรรมย่อมมีผลผูกพัน การอ้างเหตุเพิกถอนต้องมีพยานหลักฐานชัดเจนว่ามีการฉ้อฉลหรือขาดความยินยอม มิใช่อาศัยเพียงข้อกล่าวอ้างลอย ๆ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1 ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่านิติกรรมจำนองและโอนที่ดินได้กระทำโดยได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์แล้ว จึงเป็นนิติกรรมที่ชอบด้วยกฎหมาย 2 ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นพ้องว่านิติกรรมมีผลสมบูรณ์ และไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะรับฟังว่ามีการฉ้อฉล 3 ศาลฎีกา พิพากษายืน โดยวินิจฉัยว่าการทำนิติกรรมของคนเสมือนไร้ความสามารถที่ได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์เป็นไปตามมาตรา 34 แล้ว นิติกรรมย่อมมีผลสมบูรณ์ และข้ออ้างเรื่องการฉ้อฉลไม่มีน้ำหนักเพียงพอ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นถึงหลักสำคัญว่าคนเสมือนไร้ความสามารถมิได้ถูกจำกัดสิทธิในการทำนิติกรรมโดยสิ้นเชิง แต่เป็นเพียงการจำกัดเฉพาะนิติกรรมที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น การให้ความยินยอมของผู้พิทักษ์จึงมีบทบาทสำคัญในการทำให้นิติกรรมมีผลสมบูรณ์ ทั้งยังสะท้อนถึงหลักความมั่นคงของนิติกรรมและการคุ้มครองบุคคลภายนอกผู้สุจริต อันเป็นหลักพื้นฐานของกฎหมายแพ่ง ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความขอบเขตอำนาจของคนเสมือนไร้ความสามารถตามมาตรา 34 และผลของการได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ว่านิติกรรมจะมีผลสมบูรณ์หรือไม่ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้คือ มาตรา 34 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สาระสำคัญ 2 ประการคือ หนึ่ง ความยินยอมของผู้พิทักษ์ หมายถึงเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้นิติกรรมของคนเสมือนไร้ความสามารถมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย หากมีการให้ความยินยอมอย่างถูกต้อง นิติกรรมย่อมมีผลผูกพัน สอง ผู้หย่อนความสามารถเฉพาะบางกรณี หมายถึงลักษณะของคนเสมือนไร้ความสามารถที่ยังคงมีสิทธิทำนิติกรรมทั่วไปได้ เว้นแต่เฉพาะกรณีที่กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับความยินยอม คำถามที่พบบ่อย FAQ 1 คำถาม คนเสมือนไร้ความสามารถสามารถทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของตนเองได้หรือไม่ คำตอบ คนเสมือนไร้ความสามารถยังคงมีความสามารถในการทำนิติกรรมตามกฎหมายแพ่งโดยทั่วไป เพียงแต่ถูกจำกัดเฉพาะนิติกรรมบางประเภทตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 34 วรรคหนึ่ง เช่น การก่อหนี้ การค้ำประกัน หรือการทำนิติกรรมที่มีผลให้ต้องรับผิดทางทรัพย์สินอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งกรณีดังกล่าวต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ก่อนจึงจะมีผลสมบูรณ์ หากมิได้อยู่ในรายการที่กฎหมายกำหนด บุคคลดังกล่าวสามารถกระทำได้เองโดยไม่ต้องได้รับความยินยอม การตีความต้องพิจารณาเป็นรายกรณีโดยคำนึงถึงลักษณะของนิติกรรมและความเสี่ยงต่อทรัพย์สินของบุคคลนั้นเป็นสำคัญ หลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาดุลยภาพระหว่างการคุ้มครองบุคคลที่มีความสามารถลดลงกับการเปิดโอกาสให้สามารถดำเนินชีวิตตามปกติในสังคมได้ 2 คำถาม การจำนองที่ดินของคนเสมือนไร้ความสามารถต้องได้รับอนุญาตจากศาลหรือไม่ คำตอบ การจำนองที่ดินเป็นนิติกรรมที่มีผลก่อให้เกิดภาระผูกพันทางทรัพย์สินอย่างมีนัยสำคัญ จึงอยู่ในข่ายตามมาตรา 34 วรรคหนึ่งที่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ก่อน อย่างไรก็ดี กฎหมายมิได้กำหนดให้ต้องได้รับอนุญาตจากศาลในทุกกรณี เว้นแต่เป็นกรณีตามวรรคสามที่บุคคลไม่สามารถกระทำการได้ด้วยตนเองเนื่องจากสภาพร่างกายหรือจิตใจบกพร่องอย่างรุนแรง จึงจะต้องให้ผู้พิทักษ์ดำเนินการแทนโดยอาศัยกลไกตามบทบัญญัติว่าด้วยผู้อนุบาล ดังนั้น หากเป็นเพียงกรณีทั่วไปที่ยังสามารถแสดงเจตนาได้ การได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์เพียงพอที่จะทำให้นิติกรรมมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย 3 คำถาม หากผู้พิทักษ์ให้ความยินยอมแล้ว นิติกรรมจะถือว่าสมบูรณ์เสมอหรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้วการให้ความยินยอมของผู้พิทักษ์เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้นิติกรรมของคนเสมือนไร้ความสามารถมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย แต่ความสมบูรณ์ดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับเงื่อนไขอื่น เช่น ความสุจริตของคู่กรณี การไม่มีการฉ้อฉล หรือการไม่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรมอันดี หากปรากฏว่าผู้พิทักษ์ใช้อำนาจโดยทุจริตหรือมีการสมคบคิดกับบุคคลภายนอกเพื่อเอาเปรียบผู้หย่อนความสามารถ นิติกรรมอาจถูกเพิกถอนได้โดยอาศัยหลักทั่วไปของกฎหมายแพ่งเกี่ยวกับการฉ้อฉลหรือการแสดงเจตนาโดยไม่สุจริต ดังนั้น การพิจารณาต้องดูทั้งองค์ประกอบของการให้ความยินยอมและพฤติการณ์แวดล้อมโดยรวมของคดี 4 คำถาม การนำบทบัญญัติเกี่ยวกับผู้อนุบาลมาใช้กับผู้พิทักษ์ต้องทำในกรณีใด คำตอบ การนำบทบัญญัติเกี่ยวกับผู้อนุบาลมาใช้โดยอนุโลมกับผู้พิทักษ์ตามมาตรา 34 วรรคสาม จะเกิดขึ้นเฉพาะในกรณีที่คนเสมือนไร้ความสามารถไม่สามารถกระทำการตามรายการที่กฎหมายกำหนดได้ด้วยตนเองเนื่องจากมีสภาพร่างกายพิการหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบอย่างรุนแรงจนไม่สามารถเข้าใจหรือแสดงเจตนาได้อย่างแท้จริง ในกรณีดังกล่าว ศาลอาจมีคำสั่งให้ผู้พิทักษ์มีอำนาจกระทำการแทน ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับอำนาจของผู้อนุบาลของคนไร้ความสามารถ อย่างไรก็ดี หากบุคคลยังสามารถแสดงเจตนาได้ในระดับหนึ่ง การนำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้โดยอัตโนมัติย่อมไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย 5 คำถาม บุคคลภายนอกที่รับจำนองหรือรับโอนทรัพย์จากคนเสมือนไร้ความสามารถได้รับความคุ้มครองหรือไม่ คำตอบ บุคคลภายนอกที่เข้าทำนิติกรรมกับคนเสมือนไร้ความสามารถย่อมได้รับความคุ้มครองตามหลักความสุจริต หากได้ตรวจสอบและดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมาย เช่น ได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ครบถ้วน และไม่มีพฤติการณ์ที่แสดงถึงการรู้หรือควรรู้ถึงความไม่ชอบด้วยกฎหมายของนิติกรรม การคุ้มครองดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความมั่นคงในระบบนิติกรรมและความเชื่อมั่นในการทำธุรกรรมทางทรัพย์สิน หากเปิดโอกาสให้เพิกถอนนิติกรรมได้โดยง่ายย่อมกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและความปลอดภัยของการทำธุรกรรม 6 คำถาม การอ้างว่ามีการฉ้อฉลในการทำนิติกรรมต้องพิสูจน์อย่างไร คำตอบ การกล่าวอ้างว่ามีการฉ้อฉลในการทำนิติกรรมต้องมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนและมีน้ำหนักเพียงพอ ไม่อาจอาศัยเพียงคำเบิกความลอย ๆ หรือข้อสันนิษฐานโดยปราศจากข้อเท็จจริงรองรับได้ โดยต้องพิสูจน์ให้เห็นถึงเจตนาทุจริตของคู่กรณี เช่น การร่วมกันวางแผนเอาเปรียบ การปกปิดข้อเท็จจริงสำคัญ หรือการใช้เล่ห์กลหลอกลวง หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ถึงพฤติการณ์ดังกล่าว ศาลย่อมไม่รับฟังและยังคงถือว่านิติกรรมมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย 7 คำถาม การเปลี่ยนสถานะจากคนเสมือนไร้ความสามารถเป็นคนไร้ความสามารถมีผลย้อนหลังต่อ นิติกรรมหรือไม่ คำตอบ การเปลี่ยนสถานะทางกฎหมายของบุคคลจากคนเสมือนไร้ความสามารถเป็นคนไร้ความสามารถย่อมไม่มีผลย้อนหลังไปกระทบต่อนิติกรรมที่ได้กระทำไปก่อนหน้าโดยชอบด้วยกฎหมาย หากในขณะทำนิติกรรม บุคคลนั้นมีสถานะเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของกฎหมายครบถ้วน เช่น ได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์แล้ว นิติกรรมดังกล่าวย่อมมีผลสมบูรณ์และไม่อาจถูกเพิกถอนเพียงเพราะมีการเปลี่ยนสถานะในภายหลัง หลักการนี้สะท้อนถึงความมั่นคงของนิติกรรมและความแน่นอนในกฎหมาย 8 คำถาม หลักกฎหมายในคดีนี้มีความสำคัญต่อการปฏิบัติทางกฎหมายอย่างไร คำตอบ หลักกฎหมายในคดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตีความขอบเขตความสามารถของคนเสมือนไร้ความสามารถและบทบาทของผู้พิทักษ์ โดยช่วยกำหนดแนวทางปฏิบัติให้แก่เจ้าพนักงานที่ดิน ทนายความ และคู่กรณีในการทำธุรกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของบุคคลกลุ่มนี้ อีกทั้งยังเป็นแนวทางในการประเมินความสมบูรณ์ของนิติกรรมและการคุ้มครองบุคคลภายนอกผู้สุจริต การวางหลักเช่นนี้ช่วยลดข้อพิพาทและสร้างความชัดเจนในการใช้กฎหมายแพ่งในทางปฏิบัติอย่างเป็นระบบ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หลักกฎหมายตามมาตรา 34 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นบทบัญญัติที่กำหนดสถานะของคนเสมือนไร้ความสามารถซึ่งมีลักษณะเป็นบุคคลที่ยังคงมีความสามารถทางกฎหมายอยู่ แต่ถูกจำกัดเฉพาะบางกรณีที่กฎหมายเห็นว่ามีความเสี่ยงสูงต่อทรัพย์สินหรือสิทธิของตนเอง โดยวรรคหนึ่งกำหนดรายการนิติกรรมที่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ก่อน เช่น การก่อหนี้ การค้ำประกัน หรือการทำนิติกรรมที่อาจก่อให้เกิดภาระผูกพันทางทรัพย์สินอย่างมีนัยสำคัญ การตีความบทบัญญัตินี้ต้องยึดหลักว่าเป็นข้อยกเว้นจากหลักทั่วไปเรื่องความสามารถของบุคคล จึงต้องตีความโดยเคร่งครัดเฉพาะรายการที่บัญญัติไว้เท่านั้น ไม่อาจขยายความไปยังนิติกรรมอื่นโดยอนุโลม ในส่วนของวรรคสาม เป็นบทบัญญัติที่เปิดโอกาสให้ศาลเข้ามามีบทบาทในกรณีที่คนเสมือนไร้ความสามารถไม่สามารถกระทำการด้วยตนเองได้เนื่องจากมีสภาพร่างกายพิการหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบอย่างรุนแรง จนไม่สามารถเข้าใจหรือแสดงเจตนาได้อย่างแท้จริง ศาลจึงอาจสั่งให้ผู้พิทักษ์มีอำนาจกระทำการแทน โดยให้นำบทบัญญัติเกี่ยวกับผู้อนุบาลมาใช้โดยอนุโลม ซึ่งสะท้อนถึงการยกระดับการคุ้มครองในกรณีที่มีความจำเป็นอย่างแท้จริง จากแนวคำพิพากษา ศาลได้วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่าการนำวรรคสามมาใช้ต้องมีข้อเท็จจริงรองรับว่าบุคคลไม่สามารถกระทำการได้ด้วยตนเอง มิใช่นำมาใช้โดยทั่วไปกับทุกกรณี หากบุคคลยังสามารถแสดงเจตนาได้ การได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ตามวรรคหนึ่งย่อมเพียงพอที่จะทำให้นิติกรรมมีผลสมบูรณ์ หลักการดังกล่าวมีความสำคัญต่อการสร้างความมั่นคงของนิติกรรมและการคุ้มครองบุคคลภายนอกผู้สุจริต อันเป็นรากฐานสำคัญของระบบกฎหมายแพ่ง ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12634/2558 ป.พ.พ. มาตรา 34 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คนเสมือนไร้ความสามารถนั้นต้องได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์ก่อนแล้วจึงจะทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ได้ ...ฯลฯ... (4) รับประกันโดยประการใดๆ อันมีผลให้ตนต้องถูกบังคับชำระหนี้ ...ฯลฯ... จากบทบัญญัติดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถนั้น มีความสามารถที่จะทำนิติกรรมอื่นๆ นอกเหนือจากที่ระบุไว้ในมาตรา 34 วรรคหนึ่ง ได้เอง โดยมิต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์แต่ประการใด โดยจัดว่าเป็นผู้หย่อนความสามารถเฉพาะการทำนิติกรรมต่าง ๆ ซึ่งระบุไว้เท่านั้นที่จะต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ก่อน จึงจะมีความสามารถทำได้ ส่วนมาตรา 34 วรรคสาม บัญญัติว่า "ในกรณีที่คนเสมือนไร้ความสามารถไม่สามารถจะทำการอย่างหนึ่งอย่างใดที่กล่าวมาในวรรคหนึ่งหรือวรรคสองได้ด้วยตนเอง เพราะเหตุมีกายพิการหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ศาลจะสั่งให้ผู้พิทักษ์เป็นผู้มีอำนาจกระทำการนั้นแทนคนเสมือนไร้ความสามารถก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ให้นำบทบัญญัติที่เกี่ยวกับผู้อนุบาลมาใช้บังคับแก่ผู้พิทักษ์โดยอนุโลม" ตามบทบัญญัติในวรรคสามนี้ หมายถึงกรณีที่คนเสมือนไร้ความสามารถไม่สามารถจะทำการอย่างหนึ่งอย่างใดใน (1) ถึง (11) หรือวรรคสองด้วยตนเอง เพราะเหตุมีกายพิการหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ดังนั้น เมื่อโจทก์เป็นบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถโดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้พิทักษ์ ได้ทำนิติกรรมการจำนองที่ดินพิพาทและการโอนที่ดินพิพาทชำระหนี้จำนองซึ่งเป็นนิติกรรมดังได้ระบุไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 34 (4) โดยได้รับความยินยอมของจำเลยที่ 1 ผู้พิทักษ์แล้ว จึงเป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติของ ป.พ.พ. มาตรา 34 วรรคหนึ่งแล้ว นิติกรรมดังกล่าวย่อมมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยทั้งห้าร่วมกันกระทำทั้งหมดและให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 55312 ตำบลบางเดื่อ อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี ใส่ชื่อโจทก์ตามเดิม หากจำเลยทั้งห้าไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งห้า จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องและให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ จำเลยที่ 3, 4 และ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2536 ศาลจังหวัดสมุทรปราการมีคำสั่งให้โจทก์เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถโดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้พิทักษ์ วันที่ 11 มกราคม 2545 โจทก์โดยความยินยอมของจำเลยที่ 1 ได้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 55312 เลขที่ดิน 466 ตำบลบางเดื่อ อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี ของโจทก์ เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ยืมจำนวน 2,350,000 บาท ต่อมาวันที่ 16 ตุลาคม 2545 โจทก์โดยความยินยอมของจำเลยที่ 1 ได้โอนที่ดินพิพาทดังกล่าวชำระหนี้จำนองให้แก่นายอภิญญา วันที่ 5 กรกฎาคม 2547 นายอภิญญาได้จำนองที่ดินพิพาทนั้นไว้กับจำเลยที่ 4 วันที่ 26 ธันวาคม 2549 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์นายอภิญญาเด็ดขาด วันที่ 26 ธันวาคม 2551 จำเลยที่ 4 จดทะเบียนโอนสิทธิการรับจำนองให้แก่จำเลยที่ 5 วันที่ 17 มีนาคม 2552 ศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 เป็นบุคคลล้มละลาย ต่อมาวันที่ 2 ธันวาคม 2552 ศาลจังหวัดสมุทรปราการมีคำสั่งเพิกถอนจำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นผู้พิทักษ์โจทก์และตั้งนางณฐนีเป็นผู้พิทักษ์ และวันที่ 7 ตุลาคม 2553 ศาลจังหวัดปทุมธานีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำสั่งให้โจทก์เป็นบุคคลไร้ความสามารถโดยให้อยู่ในความอนุบาลของนางณฐนี คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า นิติกรรมการจำนองที่ดินพิพาทและการโอนที่ดินพิพาทชำระหนี้จำนองระหว่างโจทก์กับนายอภิญญาเป็นโมฆะหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า การทำนิติกรรมระหว่างโจทก์กับนายอภิญญาจะต้องนำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 34 วรรคสาม ซึ่งบัญญัติว่า "...ในกรณีที่คนเสมือนไร้ความสามารถไม่สามารถจะทำการอย่างหนึ่งอย่างใดที่กล่าวมาในวรรคหนึ่งหรือวรรคสองได้ด้วยตนเอง เพราะเหตุมีกายพิการหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ศาลจะสั่งให้ผู้พิทักษ์เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนคนเสมือนไร้ความสามารถก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ ให้นำบทบัญญัติที่เกี่ยวกับผู้อนุบาลมาบังคับใช้แก่ผู้พิทักษ์โดยอนุโลม" มาใช้บังคับและบทบัญญัติที่นำมาใช้กับผู้อนุบาล คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 28 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า "...บุคคลซึ่งศาลได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถตามวรรคหนึ่ง ต้องจัดให้อยู่ในความอนุบาล การตั้งผู้อนุบาล อำนาจหน้าที่ของผู้อนุบาลและการสิ้นสุดของความเป็นผู้อนุบาลให้เป็นไปตามบทบัญญัติ บรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายนี้" ซึ่งจะต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "...นิติกรรมใดอันเกี่ยวกับทรัพย์ของผู้เยาว์ดังต่อไปนี้ ผู้ใช้อำนาจปกครองจะกระทำมิได้ เว้นแต่ศาลจะอนุญาต (1) ขาย แลกเปลี่ยน ขายฝาก ให้เช่าซื้อ จำนอง ปลดจำนองหรือโอนสิทธิจำนอง ซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ที่อาจจำนองได้..." และมาตรา 1575 บัญญัติว่า "ถ้าในกิจการใด ประโยชน์ของผู้ใช้อำนาจปกครองหรือประโยชน์ของคู่สมรสหรือบุตรของผู้ใช้อำนาจปกครองขัดกับประโยชน์ของผู้เยาว์ ผู้ใช้อำนาจปกครองต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนจึงจะทำกิจการนั้นได้ มิฉะนั้นเป็นโมฆะ" มาใช้บังคับ การที่โจทก์มีอายุสมองเท่ากับเด็ก 3 ปี เป็นคนปัญญาอ่อนมาตั้งแต่กำเนิดจนถึงปัจจุบันนี้ ถือว่าโจทก์เป็นคนจิตฟั่นเฟือน ไม่สมประกอบ ไม่สามารถเข้าใจในสาระสำคัญของการกู้ยืมเงิน การจดทะเบียนจำนองเป็นประกันและการโอนที่ดินเพื่อชำระหนี้ได้ด้วยตนเอง จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ใช้อำนาจปกครองต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน และการทำนิติกรรมดังกล่าวเป็นการกระทำที่แสวงหาผลประโยชน์ของจำเลยที่ 1 เอง เป็นการกระทำที่ขัดกับผลประโยชน์ของโจทก์ จึงเป็นโมฆะนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 34 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คนเสมือนไร้ความสามารถนั้นต้องได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์ก่อนแล้วจึงจะทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ได้ ...ฯลฯ... (4) รับประกันโดยประการใดๆ อันมีผลให้ตนต้องถูกบังคับชำระหนี้ ...ฯลฯ... จากบทบัญญัติดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถนั้น มีความสามารถที่จะทำนิติกรรมอื่นๆ นอกเหนือจากที่ระบุไว้ในมาตรา 34 วรรคหนึ่ง ได้เอง โดยมิต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์แต่ประการใด โดยจัดว่าเป็นผู้หย่อนความสามารถเฉพาะการทำนิติกรรมต่างๆ ซึ่งระบุไว้เท่านั้นที่จะต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ก่อน จึงจะมีความสามารถทำได้ ส่วนมาตรา 34 วรรคสาม บัญญัติว่า "ในกรณีที่คนเสมือนไร้ความสามารถไม่สามารถจะทำการอย่างหนึ่งอย่างใดที่กล่าวมาในวรรคหนึ่งหรือวรรคสองได้ด้วยตนเอง เพราะเหตุมีกายพิการหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ศาลจะสั่งให้ผู้พิทักษ์เป็นผู้มีอำนาจกระทำการนั้นแทนคนเสมือนไร้ความสามารถก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ให้นำบทบัญญัติที่เกี่ยวกับผู้อนุบาลมาใช้บังคับแก่ผู้พิทักษ์โดยอนุโลม" ตามบทบัญญัติในวรรคสามนี้ หมายถึงกรณีที่คนเสมือนไร้ความสามารถไม่สามารถจะทำการอย่างหนึ่งอย่างใดใน (1) ถึง (11) หรือวรรคสองด้วยตนเอง เพราะเหตุ มีกายพิการหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ดังนั้น เมื่อโจทก์เป็นบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถโดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้พิทักษ์ ได้ทำนิติกรรม การจำนองที่ดินพิพาทและการโอนที่ดินพิพาทชำระหนี้จำนองซึ่งเป็นนิติกรรมดังได้ระบุไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 34 (4) โดยได้รับความยินยอมของจำเลยที่ 1 ผู้พิทักษ์แล้ว จึงเป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 34 วรรคหนึ่งแล้ว นิติกรรมดังกล่าวย่อมมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย ที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับนายอภิญญา ฉ้อฉลโจทก์ เห็นว่า โจทก์มีผู้อนุบาลโจทก์เพียงปากเดียวเบิกความลอย ๆ ว่า จำเลยที่ 1 ฉ้อฉลโจทก์โดยนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้ยืมแก่นายอภิญญาในราคาต่ำกว่าราคาประเมินแล้วจำเลยที่ 1 นำเงินที่ได้จากการจำนองไปใช้ส่วนตัว จึงมีน้ำหนักน้อย ไม่น่าเชื่อถือ ทั้งตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินและบันทึกข้อตกลงโอนชำระหนี้จำนอง เจ้าพนักงานที่ดินได้ทำบันทึกคำขอแสดงตัวผู้พิทักษ์โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าโจทก์มีความประสงค์จำนองที่ดินพิพาทและโอนชำระหนี้จำนองที่ดินพิพาทด้วยตนเอง โดยจำเลยที่ 1 ให้ความยินยอมแล้วโจทก์ได้พิมพ์ลายนิ้วมือและจำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อไว้ อันแสดงว่าไม่มีการฉ้อฉลตามที่โจทก์อ้างแต่อย่างใด ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า การที่นายอภิญญาและจำเลยที่ 4 รู้อยู่แล้วว่าจะมีการเพิกถอนที่ดินพิพาทในภายหน้า แต่ก็ยังคงจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทกันอีกเพื่อจะยักย้าย ถ่ายเททรัพย์สิน เพื่อผลในทางบังคับคดี ซึ่งขณะนั้นนายอภิญญาถูกธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ฟ้องเป็นคดีแพ่ง เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2547 ก่อนที่นายอภิญญาจะจดทะเบียนจำนองกับจำเลยที่ 4 ในวันที่ 5 กรกฎาคม 2547 อีกทั้งจำเลยที่ 5 ก็รับโอนสิทธิการจำนองจากจำเลยที่ 4 โดยไม่สุจริตเพราะว่าจำเลยที่ 5 ทราบหรือควรจะทราบว่ามีการโต้แย้งสิทธิเกี่ยวกับที่ดินพิพาทแล้วจำเลยที่ 5 ก็ยังรับโอนสิทธิการจำนองจากจำเลยที่ 4 อีก นิติกรรมการจำนองที่ดินพิพาทจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 3 มีนายอภิญญาเป็นพยานเบิกความว่า ก่อนที่พยานจะรับจำนองที่ดินพิพาท ก็ได้มีการพูดคุยกับจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถหาผู้รับจำนองที่ดินพิพาทได้ พยานจึงได้รับจำนองที่ดินนั้นไว้ในราคา 2,350,000 บาท ตามที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้เสนอ และก่อนครบกำหนดไถ่ถอนการจำนอง จำเลยที่ 1 และบุตรมาแจ้งแก่พยานว่าไม่สามารถไถ่ถอนการจำนองได้ จึงขอเงินเพิ่มอีก 500,000 บาท พยานได้ขอให้จำเลยที่ 1 และบุตรไปหาผู้อื่นมาไถ่ถอนจำนอง แต่จำเลยที่ 1 ก็ยืนยันว่าไม่สามารถหาคนมาไถ่ถอนการจำนองได้ พยานจึงมีเงื่อนไขว่า หากต้องการเงินเพิ่มอีก 500,000 บาท จะต้องโอนที่ดินพิพาทชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ยินยอมรับตามเงื่อนไขดังกล่าวจึงจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่พยาน ต่อมาพยานได้ปิดประกาศขายที่ดินพิพาท แต่ไม่มีผู้ซื้อ พยานจึงนำที่ดินพิพาทจำนองไว้กับจำเลยที่ 4 วงเงิน 5,000,000 บาท จะเห็นได้ว่าก่อนที่นายอภิญญาจะรับจำนองที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 ได้พยายามหาผู้รับจำนองรายอื่นแล้ว แต่หาไม่ได้ดังจะเห็นได้จากคำเบิกความของนายสายชลลูกพี่ลูกน้องกับนางณฐนี พยานจำเลยที่ 3 ว่า ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะนำที่ดินพิพาทไปจำนองกับนายอภิญญานั้น จำเลยที่ 1 มาติดต่อกับพยานแล้ว แต่พยานแจ้งว่าไม่มีเงิน และทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่านายอภิญญากับจำเลยที่ 4 รู้อยู่แล้วว่าจะมีการเพิกถอนการโอนที่ดินพิพาท และจำเลยที่ 5 รับโอนสิทธิการจำนองจากจำเลยที่ 4 โดยไม่สุจริตแต่อย่างใด เมื่อนายอภิญญาเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท จึงสามารถทำนิติกรรมจำนองให้แก่จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 4 ก็สามารถโอนสิทธิการรับจำนองที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 5 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|



.jpg)

.jpg)