
บทนำ
คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเด็นสำคัญทางกระบวนพิจารณาความแพ่งว่าผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ซึ่งมิได้เป็นทนายความ จะสามารถยื่นคำฟ้อง เรียงหรือแต่งคำฟ้อง และลงชื่อแทนโจทก์ในคำฟ้องได้หรือไม่ โดยเป็นข้อพิพาทที่เกิดจากการที่ศาลชั้นต้นไม่รับคำฟ้อง เนื่องจากเห็นว่าผู้เรียงคำฟ้องมิใช่ทนายความ อันอาจต้องห้ามตามกฎหมายว่าด้วยทนายความ อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาได้วินิจฉัยโดยพิจารณาหลักกฎหมายว่าด้วยตัวแทน สถานะของคู่ความ และข้อยกเว้นตามบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จนได้ข้อสรุปที่มีนัยสำคัญต่อการตีความขอบเขตอำนาจของบุคคลในการดำเนินคดีแทนผู้อื่นในทางแพ่ง ซึ่งเป็นหลักการที่มีผลต่อการเข้าถึงกระบวนยุติธรรมของประชาชนโดยตรง
ข้อเท็จจริงแห่งคดี
โจทก์ได้มอบอำนาจให้บุคคลหนึ่งดำเนินคดีแทน โดยบุคคลดังกล่าวเป็นผู้เรียงและลงชื่อในคำฟ้องเพื่อฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้เงินพร้อมดอกเบี้ย แต่บุคคลผู้รับมอบอำนาจนั้นมิได้จดทะเบียนเป็นทนายความ ศาลชั้นต้นจึงเห็นว่าการกระทำดังกล่าวขัดต่อพระราชบัญญัติทนายความ จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องและจำหน่ายคดี ต่อมาโจทก์ได้อุทธรณ์เฉพาะข้อกฎหมายไปยังศาลฎีกา โดยมีประเด็นสำคัญว่าการเรียงคำฟ้องโดยผู้รับมอบอำนาจดังกล่าวเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย
ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า ผู้รับมอบอำนาจซึ่งมิใช่ทนายความมีอำนาจเรียงหรือแต่งคำฟ้องและลงชื่อในคำฟ้องแทนโจทก์ได้หรือไม่ และการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายต้องห้ามตามพระราชบัญญัติทนายความหรือไม่ รวมถึงต้องพิจารณาว่าผู้รับมอบอำนาจดังกล่าวมีสถานะเป็นคู่ความตามกฎหมายหรือไม่
คำวินิจฉัยของศาลฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์มีหน้าที่ต้องดำเนินกิจการตามที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จ และเมื่อพิจารณาตามบทนิยามคำว่า คู่ความ ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งรวมถึงบุคคลที่มีสิทธิทำการแทนบุคคลนั้นตามกฎหมายด้วย ผู้รับมอบอำนาจจึงอยู่ในฐานะคู่ความโดยชอบ มีอำนาจยื่นคำฟ้องและดำเนินคดีแทนได้ อีกทั้งแม้พระราชบัญญัติทนายความจะห้ามมิให้บุคคลที่ไม่ใช่ทนายความแต่งฟ้อง แต่ก็มีกำหนดข้อยกเว้นไว้สำหรับบุคคลที่มีอำนาจตามกฎหมายอื่น ผู้รับมอบอำนาจจึงอยู่ในข้อยกเว้นดังกล่าว และการเรียงคำฟ้องไม่ถือเป็นการว่าความในศาล คำฟ้องจึงเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย
วิเคราะห์หลักกฎหมาย
หลักสำคัญในคดีนี้คือการตีความสถานะของผู้รับมอบอำนาจในฐานะตัวแทน ซึ่งตามหลักกฎหมายแพ่ง ตัวแทนย่อมมีสิทธิกระทำการแทนตัวการภายในขอบเขตอำนาจที่ได้รับมอบหมาย เมื่อกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งรับรองให้ผู้แทนสามารถดำเนินคดีแทนได้ ย่อมต้องตีความโดยสอดคล้องกับหลักดังกล่าว นอกจากนี้ การตีความข้อห้ามของกฎหมายทนายความต้องไม่ขัดต่อบทบัญญัติที่ให้สิทธิแก่บุคคลในการเข้าถึงศาลผ่านตัวแทน จึงต้องพิจารณาข้อยกเว้นอย่างเคร่งครัด
เจตนารมณ์ของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
บทบัญญัติที่ห้ามบุคคลที่ไม่ใช่ทนายความแต่งฟ้อง มีเจตนารมณ์เพื่อควบคุมมาตรฐานวิชาชีพทนายความ มิให้มีบุคคลทั่วไปประกอบวิชาชีพโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ในขณะเดียวกัน กฎหมายก็เปิดช่องให้บุคคลสามารถดำเนินคดีผ่านตัวแทนได้ เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงกระบวนยุติธรรม ดังนั้น การตีความต้องสร้างดุลยภาพระหว่างการควบคุมวิชาชีพและการคุ้มครองสิทธิของประชาชน
แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง
แนวคำพิพากษาศาลฎีกาโดยทั่วไปยอมรับหลักว่า ตัวแทนสามารถดำเนินกระบวนพิจารณาแทนตัวการได้ หากอยู่ในขอบเขตอำนาจที่ได้รับมอบหมาย และไม่ขัดต่อบทบัญญัติห้ามโดยชัดแจ้ง ทั้งยังมีแนววินิจฉัยแยกความแตกต่างระหว่างการแต่งคำฟ้องกับการว่าความในศาลอย่างชัดเจน โดยถือว่าการแต่งคำฟ้องเป็นเพียงการจัดทำเอกสาร มิใช่การแสดงบทบาทในกระบวนพิจารณาเชิงวิชาชีพทนายความโดยตรง
สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม
1 ศาลชั้นต้น
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์มิได้เป็นทนายความ จึงไม่มีสิทธิเรียงหรือแต่งคำฟ้องตามพระราชบัญญัติทนายความ การยื่นคำฟ้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบ พร้อมคืนค่าธรรมเนียมศาลแก่โจทก์
2 ศาลอุทธรณ์
คดีนี้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงไม่มีคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในเนื้อหาข้อพิพาท
3 ศาลฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์มีสถานะเป็นตัวแทนที่กฎหมายรับรอง และอยู่ในฐานะคู่ความตามบทนิยามของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงมีอำนาจยื่นคำฟ้องและเรียงคำฟ้องแทนได้ อีกทั้งการแต่งคำฟ้องมิใช่การว่าความในศาล และอยู่ในข้อยกเว้นตามพระราชบัญญัติทนายความ จึงถือว่าคำฟ้องชอบด้วยกฎหมาย พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้รับคำฟ้องไว้พิจารณาและดำเนินคดีต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ
สรุปข้อคิดทางกฎหมาย
คดีนี้เป็นหลักฐานสำคัญในการตีความขอบเขตอำนาจของผู้รับมอบอำนาจในทางกระบวนพิจารณาความแพ่ง โดยศาลฎีกาได้วางหลักอย่างชัดเจนว่า การตีความข้อห้ามตามพระราชบัญญัติทนายความต้องไม่ขยายผลไปกระทบสิทธิของบุคคลในการเข้าถึงกระบวนยุติธรรมผ่านตัวแทนตามกฎหมาย ทั้งนี้ต้องแยกให้ชัดระหว่างการประกอบวิชาชีพทนายความกับการกระทำในฐานะตัวแทนตามกฎหมาย หากการกระทำนั้นอยู่ในขอบเขตอำนาจที่กฎหมายรับรอง เช่น การยื่นคำฟ้องหรือเรียงคำฟ้องแทนตัวการ ย่อมไม่ถือเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามดังกล่าว อีกทั้งการนิยามคำว่าคู่ความต้องตีความอย่างกว้างให้ครอบคลุมผู้มีสิทธิดำเนินคดีแทน เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการคุ้มครองสิทธิในกระบวนพิจารณา และลดอุปสรรคในการเข้าสู่ศาลของประชาชน
นอกจากนี้ คำพิพากษานี้ยังสะท้อนหลักการสำคัญว่า กฎหมายต้องถูกตีความอย่างสอดคล้องกันทั้งระบบ โดยไม่ให้บทบัญญัติหนึ่งไปลิดรอนสิทธิที่อีกบทบัญญัติหนึ่งรับรองไว้ และยืนยันว่าการดำเนินคดีโดยตัวแทนเป็นกลไกสำคัญของกระบวนยุติธรรมที่ต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเหมาะสม
ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้
ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความว่า ผู้รับมอบอำนาจที่มิใช่ทนายความสามารถเรียงหรือแต่งคำฟ้องและยื่นคำฟ้องแทนโจทก์ได้หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าผู้รับมอบอำนาจมีสถานะเป็นคู่ความตามกฎหมาย และอยู่ในข้อยกเว้นของกฎหมายทนายความ จึงกระทำได้โดยชอบ
สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ
1 สถานะคู่ความตามกฎหมาย
กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งกำหนดให้บุคคลที่มีสิทธิกระทำการแทนผู้อื่นตามกฎหมายถือเป็นคู่ความด้วย ส่งผลให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจดำเนินคดีแทน รวมถึงการยื่นคำฟ้องและลงชื่อในคำฟ้องได้โดยชอบ
2 ข้อยกเว้นของข้อห้ามตามกฎหมายทนายความ
แม้กฎหมายห้ามบุคคลที่ไม่ใช่ทนายความแต่งฟ้อง แต่ได้บัญญัติข้อยกเว้นสำหรับบุคคลที่มีอำนาจตามกฎหมายอื่น ผู้รับมอบอำนาจจึงอยู่ในข้อยกเว้นนี้ ทำให้การเรียงคำฟ้องไม่เป็นความผิดและไม่ทำให้คำฟ้องตกเป็นโมฆะ
คำถามที่พบบ่อย FAQ
1 คำถาม ผู้รับมอบอำนาจที่ไม่ใช่ทนายความสามารถยื่นคำฟ้องแทนโจทก์ได้หรือไม่
คำตอบ
ผู้รับมอบอำนาจสามารถยื่นคำฟ้องแทนโจทก์ได้ หากได้รับมอบอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมายและอยู่ภายในขอบเขตแห่งอำนาจที่ได้รับมอบหมาย เนื่องจากกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้กำหนดให้บุคคลที่มีสิทธิทำการแทนผู้อื่นตามกฎหมายถือเป็นคู่ความด้วย การยื่นคำฟ้องจึงมิใช่สิทธิที่จำกัดเฉพาะตัวโจทก์เท่านั้น แต่รวมถึงตัวแทนที่ได้รับมอบอำนาจด้วย ทั้งนี้ ศาลจะพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายของการมอบอำนาจประกอบด้วย เช่น หนังสือมอบอำนาจต้องมีความชัดเจน ครอบคลุมถึงการฟ้องคดี และต้องไม่มีข้อจำกัดที่ขัดต่อกฎหมาย หากการมอบอำนาจชอบแล้ว การยื่นคำฟ้องโดยผู้รับมอบอำนาจย่อมมีผลเช่นเดียวกับการกระทำของโจทก์เอง และไม่เป็นเหตุให้คำฟ้องตกเป็นโมฆะหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย
2 คำถาม การเรียงหรือแต่งคำฟ้องโดยบุคคลที่ไม่ใช่ทนายความถือว่าผิดกฎหมายหรือไม่
คำตอบ
โดยหลักแล้วพระราชบัญญัติทนายความกำหนดห้ามมิให้บุคคลที่ไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นทนายความว่าความหรือแต่งฟ้อง แต่ข้อห้ามดังกล่าวมิใช่ข้อห้ามโดยเด็ดขาด เนื่องจากกฎหมายได้บัญญัติข้อยกเว้นไว้สำหรับบุคคลที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายอื่น เช่น ผู้รับมอบอำนาจตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ในกรณีเช่นนี้ การเรียงหรือแต่งคำฟ้องเป็นเพียงการจัดทำเอกสารเพื่อเริ่มต้นกระบวนพิจารณา มิใช่การว่าความในศาลในลักษณะของการประกอบวิชาชีพทนายความ ดังนั้น หากบุคคลดังกล่าวกระทำในฐานะตัวแทนโดยชอบ การเรียงคำฟ้องจึงไม่เป็นความผิด และไม่กระทบต่อความสมบูรณ์ของคำฟ้อง
3 คำถาม การเรียงคำฟ้องกับการว่าความในศาลแตกต่างกันอย่างไรในทางกฎหมาย
คำตอบ
การเรียงคำฟ้องเป็นเพียงการจัดทำเอกสารเพื่อแสดงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่โจทก์อ้างอิงในการฟ้องคดี ซึ่งเป็นขั้นตอนเริ่มต้นของกระบวนพิจารณา ส่วนการว่าความในศาลเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นพิจารณา เช่น การแถลงคดี การซักถามพยาน และการแสดงข้อกฎหมายต่อศาล ซึ่งต้องอาศัยความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง กฎหมายจึงควบคุมการว่าความโดยกำหนดให้ต้องเป็นทนายความที่ได้รับใบอนุญาต แต่ไม่ได้จำกัดการเรียงคำฟ้องในกรณีที่เป็นการกระทำของผู้มีอำนาจตามกฎหมาย เช่น ตัวแทนของคู่ความ จึงต้องแยกสองกรณีนี้ออกจากกันอย่างชัดเจน
4 คำถาม หากศาลชั้นต้นไม่รับคำฟ้องเพราะผู้เรียงคำฟ้องไม่ใช่ทนายความสามารถแก้ไขได้หรือไม่
คำตอบ
หากศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องด้วยเหตุผลดังกล่าว คู่ความสามารถใช้สิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายได้ โดยต้องแสดงให้เห็นว่าผู้เรียงคำฟ้องมีอำนาจตามกฎหมายในฐานะตัวแทน และการกระทำดังกล่าวอยู่ในข้อยกเว้นของกฎหมายทนายความ ศาลสูงอาจวินิจฉัยแก้ไขคำสั่งศาลชั้นต้นได้ หากเห็นว่าการตีความของศาลชั้นต้นไม่ถูกต้อง ทั้งนี้ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาได้วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่าผู้รับมอบอำนาจสามารถเรียงคำฟ้องได้ จึงเป็นแนวทางสำคัญในการแก้ไขข้อพิพาทในลักษณะดังกล่าว
5 คำถาม ผู้รับมอบอำนาจสามารถลงชื่อเป็นโจทก์ในคำฟ้องได้หรือไม่
คำตอบ
ผู้รับมอบอำนาจสามารถลงชื่อในคำฟ้องแทนโจทก์ได้ หากได้รับมอบอำนาจให้ดำเนินคดีแทนโดยชัดแจ้ง เนื่องจากการลงชื่อในคำฟ้องเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินคดี ซึ่งอยู่ในขอบเขตของอำนาจตัวแทน การกระทำดังกล่าวจึงถือว่าเป็นการกระทำแทนตัวการโดยชอบตามหลักตัวแทนในกฎหมายแพ่ง และไม่ทำให้คำฟ้องเสียไป อย่างไรก็ตาม ต้องตรวจสอบให้แน่ชัดว่าหนังสือมอบอำนาจครอบคลุมถึงการดำเนินคดีทั้งหมด รวมถึงการลงชื่อในคำฟ้อง มิฉะนั้นอาจเกิดข้อโต้แย้งเกี่ยวกับอำนาจได้
6 คำถาม การมอบอำนาจให้บุคคลอื่นฟ้องคดีแทนมีข้อจำกัดหรือไม่
คำตอบ
การมอบอำนาจให้ฟ้องคดีแทนต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ของกฎหมายแพ่งและกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โดยต้องมีหนังสือมอบอำนาจที่ชัดเจน และไม่ขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อจำกัดสำคัญคือ ผู้รับมอบอำนาจต้องกระทำภายในขอบเขตอำนาจที่ได้รับ หากกระทำเกินขอบเขต อาจทำให้การกระทำนั้นไม่มีผลผูกพันตัวการ นอกจากนี้ หากเป็นการว่าความในศาลโดยตรง ยังคงต้องเป็นทนายความที่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมาย
7 คำถาม แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับตัวแทนในคดีแพ่งมีความสำคัญอย่างไร
คำตอบ
แนวคำพิพากษาศาลฎีกามีบทบาทสำคัญในการกำหนดแนวทางการตีความกฎหมาย โดยเฉพาะในประเด็นที่บทบัญญัติอาจมีความคลุมเครือ เช่น กรณีอำนาจของผู้รับมอบอำนาจในการดำเนินคดี ศาลฎีกาได้วางหลักไว้อย่างต่อเนื่องว่า ตัวแทนสามารถดำเนินคดีแทนได้ในขอบเขตที่กฎหมายรับรอง แนวคำพิพากษาเหล่านี้ช่วยสร้างความแน่นอนทางกฎหมาย และเป็นแนวทางให้ศาลล่างใช้วินิจฉัยคดีในลักษณะเดียวกัน
8 คำถาม การตีความกฎหมายต้องคำนึงถึงอะไรเป็นสำคัญในกรณีนี้
คำตอบ
การตีความกฎหมายในกรณีนี้ต้องคำนึงถึงความสอดคล้องของบทบัญญัติต่าง ๆ ภายในระบบกฎหมาย โดยไม่ตีความบทบัญญัติหนึ่งอย่างเคร่งครัดจนไปจำกัดสิทธิที่กฎหมายอีกบทหนึ่งรับรองไว้ นอกจากนี้ ต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์ของกฎหมาย ซึ่งมุ่งให้ประชาชนสามารถเข้าถึงกระบวนยุติธรรมได้โดยสะดวกและเป็นธรรม การตีความจึงต้องสร้างดุลยภาพระหว่างการควบคุมวิชาชีพทนายความและการคุ้มครองสิทธิของคู่ความ
ผู้รับมอบอำนาจเรียงหรือแต่งคำฟ้องได้
ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้ฟ้องคดีแทน ย่อมอยู่ในฐานะคู่ความมีอำนาจยื่นคำฟ้องต่อศาลได้และชอบที่จะเรียงหรือแต่งคำฟ้องรวมทั้งลงชื่อเป็นโจทก์ในคำฟ้องแทนโจทก์ได้ด้วย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10323/2551
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง โดยเห็นว่าผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์มิได้เป็นทนายความ จึงต้องห้ามเรียงหรือแต่งคำฟ้องตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 33 ให้จำหน่ายคดีและคืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์ ต่อมาโจทก์อุทธรณ์เฉพาะข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นอยู่ที่การที่ผู้รับมอบอำนาจลงชื่อเป็นผู้เรียงคำฟ้องแทนโจทก์เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่าเมื่อโจทก์มอบอำนาจให้บุคคลดังกล่าวดำเนินคดีแทน บุคคลนั้นในฐานะตัวแทนย่อมมีหน้าที่กระทำกิจการตามที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จ อีกทั้งตามบทนิยามคำว่า คู่ความ ในกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ย่อมรวมถึงบุคคลผู้มีสิทธิกระทำการแทนตามกฎหมายด้วย ดังนั้นผู้รับมอบอำนาจจึงอยู่ในฐานะคู่ความ มีอำนาจยื่นคำฟ้องและเรียงหรือแต่งคำฟ้อง รวมทั้งลงชื่อแทนโจทก์ได้
แม้พระราชบัญญัติทนายความจะห้ามบุคคลที่มิใช่ทนายความแต่งฟ้อง แต่ได้บัญญัติข้อยกเว้นสำหรับผู้มีอำนาจตามกฎหมายอื่น ซึ่งในกรณีนี้ผู้รับมอบอำนาจถือว่าอยู่ในข้อยกเว้นดังกล่าว ประกอบกับการเรียงคำฟ้องมิใช่การว่าความในศาลตามที่กฎหมายห้าม คำฟ้องจึงเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย การที่ศาลชั้นต้นไม่รับคำฟ้องจึงไม่ถูกต้อง
พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้รับคำฟ้องไว้พิจารณาและดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 7,223 บาท พร้อมด้วยเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 6,214 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้แทน
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์มิได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความ จึงต้องห้ามทำการแต่งฟ้องหรือเรียงคำฟ้องตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 33 จึงไม่รับคำฟ้อง จำหน่ายคดี คืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์
โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่นายฉัตรชัยผู้รับมอบอำนาจโจทก์ลงชื่อเป็นผู้เรียงคำฟ้องของโจทก์นั้น เป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์มอบอำนาจให้นายฉัตรชัยป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทนแก่จำเลยทั้งสอง นายฉัตรชัยในฐานะตัวแทนผู้ได้รับมอบอำนาจจึงมีหน้าที่ที่จะต้องทำกิจการที่ตัวการมอบหมายให้สำเร็จลุล่วงไป ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 ได้มีบทวิเคราะห์ศัพท์คำว่า คู่ความ หมายความว่า บุคคลผู้ยื่นคำฟ้อง หรือถูกฟ้องต่อศาล และเพื่อประโยชน์แห่งการดำเนินกระบวนพิจารณาให้รวมถึงบุคคลผู้มีสิทธิกระทำการแทนบุคคลนั้นๆ ตามกฎหมายหรือในฐานะทนายความ ดังนั้นนายฉัตรชัยในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้ฟ้องคดีแทน ย่อมอยู่ในฐานะคู่ความมีอำนาจยื่นคำฟ้องต่อศาลได้และชอบที่จะเรียงหรือแต่งคำฟ้องรวมทั้งลงชื่อเป็นโจทก์ในคำฟ้องแทนโจทก์ได้ด้วย และเมื่อพิจารณาตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 33 ซึ่งบัญญัติห้ามมิให้ผู้ซึ่งไม่ได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความว่าความในศาล หรือแต่งฟ้อง แต่ก็บัญญัติเป็นข้อยกเว้นไว้ว่า การเรียงหรือแต่งฟ้องนั้นไม่ห้ามไปถึงบุคคลซึ่งมีอำนาจหน้าที่กระทำได้โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความหรือกฎหมายอื่น นายฉัตรชัยซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์แม้มิได้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความ แต่ก็ถือได้ว่าเป็นบุคคลซึ่งมีอำนาจหน้าที่กระทำได้โดยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 60 วรรคสอง และการเรียงหรือแต่งคำฟ้องแทนโจทก์ก็มิใช่การว่าความอย่างทนายความดังที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 60 วรรคสอง บัญญัติห้ามไว้ คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย การที่ศาลชั้นต้นปฏิเสธไม่รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น
พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำฟ้องของโจทก์ ให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาแล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.