
| ลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์แล้วนำไปถอนเงินจากตู้เอทีเอ็ม เป็นความผิดกี่กรรม และต้องลงโทษอย่างไรตามกฎหมายอาญา
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า การลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นแล้วนำบัตรดังกล่าวไปใช้ถอนเงินสดจากบัญชีของผู้เสียหายผ่านตู้เอทีเอ็ม เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม และต้องนำหลักกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือหลักหลายกรรมต่างกันมาใช้บังคับเพียงใด คดีนี้ศาลฎีกาได้อธิบายหลักสำคัญเกี่ยวกับการแยกเจตนาของผู้กระทำความผิดในแต่ละช่วงของการกระทำ โดยวินิจฉัยว่าการลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์เป็นความผิดที่สำเร็จในตัวเองแล้ว ส่วนการนำบัตรดังกล่าวไปใช้ถอนเงินจากบัญชีของผู้เสียหายเป็นการกระทำที่เกิดจากเจตนาอีกส่วนหนึ่งซึ่งแยกต่างหากจากการลักบัตร จึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ความผิดฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นย่อมถูกเกลื่อนกลืนอยู่ในความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่น ไม่อาจลงโทษแยกเป็นอีกกรรมหนึ่งได้ คำพิพากษานี้จึงเป็นแนววินิจฉัยสำคัญเกี่ยวกับการจำแนกกรรมความผิด การใช้หลักกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และการใช้หลักหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตีความคดีความผิดเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์และการถอนเงินจากบัญชีของผู้อื่นโดยมิชอบ ทั้งยังเป็นแนวทางในการกำหนดบทลงโทษให้สอดคล้องกับลักษณะการกระทำและเจตนาของผู้กระทำความผิดแต่ละช่วงของเหตุการณ์ โดยอาศัยข้อเท็จจริงและหลักกฎหมายที่ปรากฏในคำพิพากษาเท่านั้น ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์ฟ้องว่าจำเลยลักบัตร KDEBIT ที่ธนาคารออกให้แก่ผู้เสียหาย แล้วนำบัตรดังกล่าวไปใช้ทำรายการเบิกถอนเงินสดจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายผ่านตู้เอทีเอ็มเป็นเงิน 25,000 บาท โดยขอให้ลงโทษจำเลยตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญาที่เกี่ยวข้องกับความผิดฐานลักทรัพย์ ความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ความผิดเกี่ยวกับการมีไว้เพื่อนำออกใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่น และความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่น รวมทั้งขอให้จำเลยคืนบัตร KDEBIT หรือใช้ราคาแทน และคืนเงินจำนวน 25,000 บาทแก่ผู้เสียหาย ส่วนจำเลยให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ศาลชั้นต้นเห็นว่าการลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์กับการเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นเป็นการกระทำกรรมเดียวที่เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุด ส่วนการมีไว้เพื่อนำออกใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่น การใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่น และการลักทรัพย์เงินสดในเวลากลางคืนจากการถอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็ม เป็นการกระทำกรรมเดียวที่เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทเช่นกัน จึงลงโทษเฉพาะบทที่มีโทษหนักที่สุด พร้อมลดโทษเนื่องจากจำเลยรับสารภาพ และกำหนดให้จำเลยคืนทรัพย์สินและเงินแก่ผู้เสียหาย ต่อมาระหว่างพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ ผู้เสียหายได้ยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยแตกต่างจากศาลชั้นต้น โดยเห็นว่าการกระทำทั้งหมดของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงลงโทษเฉพาะฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ลดโทษจากการรับสารภาพ รอการลงโทษจำคุก กำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติ และยกคำขอให้จำเลยคืนบัตรหรือใช้ราคาแทน รวมทั้งยกคำขอให้คืนเงินแก่ผู้เสียหาย โจทก์ฎีกาเฉพาะประเด็นว่า การกระทำของจำเลยควรถือเป็นหลายกรรมต่างกัน มิใช่กรรมเดียวตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาต้องพิจารณาเกี่ยวกับการแบ่งแยกเจตนาของผู้กระทำความผิด และการใช้หลักหลายกรรมต่างกันหรือหลักกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทกับข้อเท็จจริงของคดีนี้ คำวินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับการแบ่งแยกกรรมความผิด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การลักบัตร KDEBIT ที่ธนาคารออกให้แก่ผู้เสียหายเป็นความผิดที่สำเร็จในตัวเองทันทีเมื่อจำเลยลักบัตรไปจากผู้เสียหาย แม้ในขณะลักบัตรจำเลยจะมีความประสงค์จะนำบัตรไปใช้ถอนเงินในภายหลัง แต่ความประสงค์ดังกล่าวมิได้ทำให้การลักบัตรและการถอนเงินกลายเป็นการกระทำเดียวกัน เพราะการลักบัตรได้บรรลุผลสำเร็จครบองค์ประกอบของความผิดตั้งแต่ขณะเอาบัตรไปแล้ว จึงเป็นกรรมหนึ่งโดยสมบูรณ์ และกรรมดังกล่าวเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น เนื่องจากเกิดจากการกระทำเดียวกันและเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงต้องใช้หลักลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุดตามกฎหมาย สำหรับการนำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ลักมาไปใช้ถอนเงินสดจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายผ่านตู้เอทีเอ็ม ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นภายหลังจากการลักบัตรสำเร็จแล้ว และเป็นการดำเนินการตามเจตนาอีกส่วนหนึ่งที่แยกออกจากการลักบัตรได้อย่างชัดเจน จึงถือเป็นการกระทำความผิดอีกกรรมหนึ่ง มิใช่เป็นส่วนหนึ่งของการลักบัตรเหมือนที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย การกระทำดังกล่าวจึงต้องได้รับการพิจารณาแยกต่างหากในเรื่องการลงโทษตามหลักหลายกรรมต่างกัน หลักการเกลื่อนกลืนของความผิดเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ แม้ศาลฎีกาจะเห็นว่าการลักบัตรกับการนำบัตรไปถอนเงินเป็นคนละกรรม แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปว่า เมื่อจำเลยนำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้ถอนเงินจากบัญชีของผู้เสียหาย ความผิดฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นย่อมถูกเกลื่อนกลืนอยู่ในความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นแล้ว เพราะการใช้บัตรจริงย่อมรวมถึงการครอบครองบัตรเพื่อการใช้นั้นอยู่ในตัวเอง จึงไม่มีเหตุที่จะลงโทษฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้แยกเป็นอีกกรรมหนึ่ง การลงโทษจึงต้องใช้เฉพาะฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ครอบคลุมการกระทำในช่วงดังกล่าวอย่างสมบูรณ์ หลักกฎหมายที่ได้รับจากคำพิพากษานี้ สาระสำคัญของคำพิพากษานี้อยู่ที่การวินิจฉัยว่า การแบ่งแยกกรรมความผิดต้องพิจารณาจากลักษณะของการกระทำและเจตนาของผู้กระทำในแต่ละช่วง ไม่ใช่พิจารณาเพียงว่าการกระทำทั้งหมดมีเป้าหมายเดียวกัน หากการกระทำหนึ่งสำเร็จครบองค์ประกอบความผิดแล้ว และต่อมาผู้กระทำได้ดำเนินการอีกขั้นหนึ่งซึ่งเกิดจากเจตนาอีกส่วนหนึ่งที่แยกออกจากกันได้ การกระทำดังกล่าวย่อมเป็นหลายกรรมต่างกัน อย่างไรก็ดี หากการกระทำบางฐานความผิดเป็นเพียงขั้นตอนที่ถูกดูดกลืนอยู่ในความผิดที่สมบูรณ์กว่า ก็ไม่อาจลงโทษซ้ำอีกฐานหนึ่งได้ เพราะต้องใช้หลักกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทและหลักการเกลื่อนกลืนของความผิดควบคู่กันในการกำหนดโทษให้เหมาะสมกับลักษณะการกระทำของจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดีนี้ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ฐานลักทรัพย์ ฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่น และฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่น โดยเห็นว่าการลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์กับการเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และการมีไว้เพื่อนำออกใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ การใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ และการลักทรัพย์เงินสดเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุดของแต่ละกรรม ลดโทษเพราะรับสารภาพ เหลือจำคุกรวม 15 เดือน พร้อมให้คืนบัตร KDEBIT หรือใช้ราคาแทน และคืนเงิน 25,000 บาทแก่ผู้เสียหาย 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้โดยเห็นว่าการกระทำทั้งหมดของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงลงโทษเฉพาะฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ลดโทษจากการรับสารภาพ คงจำคุก 9 เดือน ปรับ 2,500 บาท และรอการลงโทษจำคุกเป็นเวลา 2 ปี พร้อมกำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติ นอกจากนี้ยังกำหนดให้ยกคำขอให้จำเลยคืนบัตร KDEBIT หรือใช้ราคาแทน และยกคำขอให้คืนเงินจำนวน 25,000 บาทแก่ผู้เสียหาย 3. ศาลฎีกา พิพากษาแก้โดยวินิจฉัยว่าการลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์เป็นความผิดสำเร็จกรรมหนึ่ง ส่วนการนำบัตรไปใช้ถอนเงินจากบัญชีของผู้เสียหายเป็นอีกกรรมหนึ่ง เนื่องจากเป็นการกระทำที่เกิดจากเจตนาอีกส่วนหนึ่งซึ่งแยกออกจากการลักบัตรได้ อย่างไรก็ตาม ความผิดฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นถูกเกลื่อนกลืนอยู่กับความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่น จึงไม่อาจลงโทษแยกเป็นอีกกรรมหนึ่งได้ ศาลฎีกาจึงกำหนดให้ลงโทษตามหลักหลายกรรมต่างกัน โดยคงโทษหลังลดโทษเป็นจำคุกรวม 15 เดือน ปรับรวม 5,000 บาท และให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่มิได้แก้ไข สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นหลักสำคัญของกฎหมายอาญาว่า การวินิจฉัยว่าการกระทำเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรม มิได้พิจารณาจากผลประโยชน์ที่ผู้กระทำต้องการเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาว่าแต่ละการกระทำได้สำเร็จเป็นความผิดโดยสมบูรณ์แล้วหรือไม่ และเจตนาของผู้กระทำในแต่ละช่วงสามารถแยกออกจากกันได้เพียงใด หากการกระทำหนึ่งสำเร็จเป็นความผิดโดยสมบูรณ์แล้ว ต่อมาผู้กระทำได้ก่อการกระทำอีกขั้นหนึ่งซึ่งมีองค์ประกอบความผิดและเจตนาเป็นอิสระจากการกระทำเดิม ย่อมเป็นหลายกรรมต่างกันตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม หากการกระทำบางส่วนเป็นเพียงขั้นตอนที่ถูกดูดกลืนหรือเกลื่อนกลืนอยู่ในความผิดที่สมบูรณ์กว่า ก็ไม่อาจลงโทษซ้ำในความผิดฐานนั้นได้ หลักดังกล่าวมีความสำคัญต่อการกำหนดบทลงโทษให้สอดคล้องกับลักษณะการกระทำและเจตนาที่แท้จริงของผู้กระทำความผิด ทั้งยังสะท้อนหลักความเป็นธรรมในการใช้กฎหมายอาญาที่ไม่ลงโทษซ้ำซ้อนเกินกว่าพฤติการณ์แห่งคดีจะรองรับได้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า การลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นแล้วนำบัตรดังกล่าวไปใช้ถอนเงินจากบัญชีของผู้เสียหาย เป็นการกระทำกรรมเดียวหรือหลายกรรม และความผิดฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นจะต้องลงโทษแยกจากความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการลักบัตรกับการใช้บัตรถอนเงินเป็นคนละกรรม เนื่องจากเป็นการกระทำที่เกิดจากเจตนาแยกจากกัน แต่ความผิดฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นย่อมถูกเกลื่อนกลืนอยู่ในความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่น จึงไม่ต้องลงโทษแยกต่างหาก สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดี พร้อมขยายความโดยสังเขป หลายกรรมต่างกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์เป็นความผิดที่สำเร็จแล้วในขณะเอาบัตรไป ส่วนการนำบัตรไปใช้ถอนเงินจากบัญชีของผู้เสียหายเป็นการกระทำอีกช่วงหนึ่งที่เกิดจากเจตนาอีกส่วนหนึ่งซึ่งสามารถแยกออกจากกันได้ จึงถือเป็นหลายกรรมต่างกันและต้องลงโทษเป็นรายกระทงตามกฎหมาย กรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แม้คดีนี้จะเป็นหลายกรรมต่างกัน แต่ภายในการกระทำแต่ละกรรมยังคงต้องใช้หลักกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท กล่าวคือ การลักบัตรกับการเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นเป็นกรรมเดียว และการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์กับความผิดที่เกี่ยวเนื่องในการถอนเงินก็ต้องลงโทษเฉพาะบทที่มีโทษหนักที่สุด โดยความผิดฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นถูกเกลื่อนกลืนอยู่ในความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่น จึงไม่อาจลงโทษซ้ำอีกฐานหนึ่งได้ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม การลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นแล้วนำไปถอนเงินจากตู้เอทีเอ็ม ถือเป็นการกระทำความผิดเพียงกรรมเดียวหรือหลายกรรม คำตอบ คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้เสียหายกับการนำบัตรดังกล่าวไปใช้ถอนเงินจากบัญชีของผู้เสียหายผ่านตู้เอทีเอ็ม มิใช่การกระทำความผิดกรรมเดียวทั้งหมด แม้ว่าจำเลยจะมีความตั้งใจตั้งแต่ต้นที่จะนำบัตรไปใช้ถอนเงินก็ตาม เนื่องจากการลักบัตรเป็นความผิดที่สำเร็จครบองค์ประกอบแล้วตั้งแต่ขณะเอาบัตรของผู้เสียหายไป ส่วนการนำบัตรไปใช้ถอนเงินเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นภายหลังและเป็นการกระทำตามเจตนาอีกส่วนหนึ่งที่แยกออกจากการลักบัตรได้ จึงถือเป็นการกระทำความผิดอีกกรรมหนึ่ง หลักสำคัญของคดีนี้จึงอยู่ที่การพิจารณาว่าแต่ละการกระทำสำเร็จเป็นความผิดเมื่อใด และสามารถแยกเจตนาของผู้กระทำออกจากกันได้หรือไม่ มิใช่พิจารณาเพียงว่าการกระทำทั้งหมดมีวัตถุประสงค์เดียวกัน หากการกระทำแรกสำเร็จเป็นความผิดโดยสมบูรณ์แล้ว การกระทำภายหลังซึ่งเป็นการดำเนินการอีกขั้นหนึ่งย่อมอาจถือเป็นหลายกรรมต่างกันได้ตามกฎหมายอาญา ทั้งนี้ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและลักษณะการกระทำของแต่ละคดีเป็นสำคัญ 2. คำถาม เหตุใดความผิดฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่น จึงไม่ต้องลงโทษแยกจากความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่น คำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยได้นำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้เสียหายไปใช้ถอนเงินจากบัญชีผ่านตู้เอทีเอ็มแล้ว ความผิดฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นย่อมถูกเกลื่อนกลืนอยู่ในความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่น เพราะการใช้บัตรจริงย่อมมีการครอบครองหรือมีบัตรไว้เพื่อการใช้นั้นรวมอยู่แล้ว การลงโทษแยกทั้งสองฐานจะทำให้เกิดการลงโทษซ้ำสำหรับพฤติการณ์เดียวกัน ศาลจึงใช้หลักกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท โดยเลือกลงโทษเฉพาะบทที่มีโทษหนักที่สุดในส่วนของการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การกำหนดโทษสอดคล้องกับพฤติการณ์ที่แท้จริงของผู้กระทำความผิด และหลีกเลี่ยงการลงโทษซ้ำซ้อนเกินกว่าที่กฎหมายมุ่งหมาย ทั้งยังเป็นการใช้หลักเกลื่อนกลืนของความผิดซึ่งศาลฎีกานำมาปรับใช้กับข้อเท็จจริงของคดีนี้โดยตรง 3. คำถาม การลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์กับความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น เหตุใดจึงถือเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท คำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยลักบัตร KDEBIT ซึ่งธนาคารออกให้แก่ผู้เสียหาย เป็นการกระทำเพียงครั้งเดียว แต่การกระทำนั้นเข้าลักษณะเป็นความผิดตามกฎหมายหลายบทพร้อมกัน กล่าวคือ เป็นทั้งความผิดฐานลักทรัพย์และความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น เนื่องจากบัตรดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของผู้เสียหายและในขณะเดียวกันก็เป็นเอกสารตามที่กฎหมายคุ้มครอง เมื่อการกระทำเดียวกันก่อให้เกิดความผิดหลายฐาน ศาลจึงต้องใช้หลักกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท โดยลงโทษเฉพาะบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 มิใช่ลงโทษทุกฐานความผิดแยกจากกัน หลักกฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การกำหนดโทษเป็นธรรมและได้สัดส่วนกับพฤติการณ์แห่งคดี ไม่ให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษซ้ำหลายครั้งจากการกระทำเพียงครั้งเดียว ทั้งยังเป็นหลักสำคัญในการจำแนกความสัมพันธ์ระหว่างบทกฎหมายที่ใช้บังคับกับการกระทำเดียวกัน และเป็นแนวทางที่ศาลนำมาปรับใช้กับข้อเท็จจริงของคดีนี้โดยตรง 4. คำถาม การแยกเจตนาของผู้กระทำความผิดมีความสำคัญอย่างไรต่อการวินิจฉัยว่าเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรม คำตอบ สาระสำคัญของคำพิพากษานี้อยู่ที่การพิจารณาเจตนาและลำดับของการกระทำแต่ละช่วง ศาลฎีกาอธิบายว่า แม้จำเลยจะมีความตั้งใจตั้งแต่ต้นที่จะลักบัตรไปใช้ถอนเงิน แต่เมื่อการลักบัตรสำเร็จครบองค์ประกอบของความผิดแล้ว การนำบัตรไปใช้ถอนเงินภายหลังย่อมเป็นการกระทำอีกช่วงหนึ่งซึ่งเกิดจากเจตนาอีกส่วนหนึ่งที่สามารถแยกออกจากการลักบัตรได้ จึงถือเป็นหลายกรรมต่างกัน การพิจารณาในลักษณะนี้มิได้อาศัยเพียงผลประโยชน์สุดท้ายที่ผู้กระทำต้องการได้รับ แต่พิจารณาว่าการกระทำแต่ละขั้นมีความสมบูรณ์ในตัวเองหรือไม่ และสามารถแยกองค์ประกอบความผิดออกจากกันได้เพียงใด หลักดังกล่าวทำให้การใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และมาตรา 91 เป็นไปอย่างถูกต้อง สอดคล้องกับพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นจริง และช่วยให้การกำหนดโทษเป็นไปตามหลักความได้สัดส่วนของความรับผิดในทางอาญา ไม่ขยายหรือจำกัดความรับผิดเกินกว่าที่ข้อเท็จจริงแห่งคดีรองรับ 5. คำถาม คำพิพากษานี้ให้หลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับการกำหนดโทษในคดีที่มีการกระทำหลายช่วงอย่างไร คำตอบ คำพิพากษานี้แสดงให้เห็นว่า การกำหนดโทษในคดีอาญาจะต้องเริ่มจากการจำแนกให้ชัดเจนก่อนว่าพฤติการณ์ของจำเลยประกอบด้วยการกระทำกี่กรรม หากการกระทำแต่ละช่วงมีความสมบูรณ์เป็นความผิดโดยตัวเองและเกิดจากเจตนาที่แยกออกจากกันได้ ย่อมถือเป็นหลายกรรมต่างกันและต้องลงโทษเป็นรายกระทงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แต่ภายในแต่ละกรรม หากการกระทำเดียวกันเข้าลักษณะเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ก็ต้องใช้หลักกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามมาตรา 90 โดยลงโทษเฉพาะบทที่มีโทษหนักที่สุด นอกจากนี้ หากมีความผิดฐานหนึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความผิดอีกฐานหนึ่ง เช่น ความผิดฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งถูกเกลื่อนกลืนอยู่ในความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่น ก็ไม่อาจลงโทษซ้ำอีกฐานหนึ่งได้ หลักกฎหมายดังกล่าวทำให้การกำหนดโทษสะท้อนพฤติการณ์ที่แท้จริงของผู้กระทำความผิดและสอดคล้องกับหลักการใช้กฎหมายอาญาที่ถูกต้องตามแนววินิจฉัยของศาลฎีกา อธิบายหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคดี 1. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (1) มาตรา 1 (1) เป็นบทบัญญัติที่กำหนดความหมายของคำว่า "โดยทุจริต" ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของความผิดฐานลักทรัพย์และความผิดเกี่ยวกับทรัพย์หลายฐาน โดยหมายถึงการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ในคดีนี้ การที่จำเลยลักบัตร KDEBIT ของผู้เสียหายแล้วนำไปใช้ถอนเงินจากบัญชีของผู้เสียหาย แสดงให้เห็นถึงการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินของผู้อื่นโดยมิชอบ อันเป็นการกระทำโดยทุจริตตามความหมายของบทบัญญัติดังกล่าว ซึ่งเป็นพื้นฐานของการวินิจฉัยความผิดฐานลักทรัพย์และความผิดที่เกี่ยวข้องกับการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ตามที่ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ในคดีนี้ 2. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (14)(ก) มาตรา 1 (14)(ก) เป็นบทบัญญัติที่กำหนดความหมายของบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่กฎหมายให้ความคุ้มครอง เพื่อให้บทบัญญัติในหมวดความผิดเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์สามารถใช้บังคับได้อย่างชัดเจน คดีนี้เกี่ยวข้องกับบัตร KDEBIT ซึ่งธนาคารออกให้แก่ผู้เสียหายเพื่อใช้เบิกถอนเงินสดจากบัญชีเงินฝาก ศาลฎีกาจึงนำบทบัญญัติที่เกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์มาปรับใช้ในการวินิจฉัยว่าการครอบครอง การมีไว้เพื่อนำออกใช้ และการใช้บัตรดังกล่าวเข้าลักษณะความผิดตามกฎหมายอาญาเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้โดยอาศัยข้อเท็จจริงว่าบัตรดังกล่าวเป็นบัตรที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสดตามที่โจทก์ฟ้องและศาลรับฟังเป็นข้อเท็จจริง 3. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 มาตรา 90 กำหนดหลักกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท กล่าวคือ หากการกระทำเพียงครั้งเดียวเข้าลักษณะเป็นความผิดหลายฐาน ศาลต้องลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการลักบัตร KDEBIT เป็นกรรมเดียวที่เป็นทั้งความผิดฐานลักทรัพย์และความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น จึงต้องลงโทษเฉพาะฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักกว่า นอกจากนี้ ในส่วนการนำบัตรไปใช้ถอนเงิน ความผิดฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นถูกเกลื่อนกลืนอยู่ในความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่น จึงลงโทษเฉพาะฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดเช่นเดียวกัน แสดงให้เห็นถึงการใช้มาตรา 90 เพื่อป้องกันการลงโทษซ้ำจากการกระทำเดียวกัน 4. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มาตรา 91 กำหนดหลักหลายกรรมต่างกัน โดยให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด หากการกระทำแต่ละช่วงเป็นความผิดที่แยกออกจากกันได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การลักบัตร KDEBIT เป็นความผิดที่สำเร็จในตัวเองแล้ว ส่วนการนำบัตรไปใช้ถอนเงินจากบัญชีของผู้เสียหายเป็นการกระทำที่เกิดจากเจตนาอีกส่วนหนึ่งซึ่งแยกจากการลักบัตรได้ จึงเป็นหลายกรรมต่างกันและต้องลงโทษเป็นรายกระทง หลักกฎหมายตามมาตรา 91 จึงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดโครงสร้างของการลงโทษในคดีนี้ และเป็นเหตุผลที่ศาลฎีกาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งเห็นว่าเป็นกรรมเดียวทั้งหมด 5. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 มาตรา 188 เป็นบทบัญญัติว่าด้วยความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น คดีนี้ศาลรับฟังว่าบัตร KDEBIT ที่ธนาคารออกให้แก่ผู้เสียหายเป็นเอกสารที่กฎหมายคุ้มครอง เมื่อจำเลยลักบัตรดังกล่าวไป การกระทำจึงเป็นทั้งความผิดฐานลักทรัพย์และความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นพร้อมกัน ศาลฎีกาจึงใช้หลักกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทและลงโทษเฉพาะฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักกว่า โดยมิได้ลงโทษซ้ำในความผิดฐานลักทรัพย์สำหรับการกระทำเดียวกัน 6. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/5 มาตรา 269/5 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดความผิดเกี่ยวกับการมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่น คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีความผิดฐานดังกล่าวเนื่องจากครอบครองบัตร KDEBIT ของผู้เสียหายเพื่อนำไปถอนเงิน อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยได้นำบัตรไปใช้ถอนเงินจากบัญชีของผู้เสียหายแล้ว ความผิดฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ย่อมถูกเกลื่อนกลืนอยู่ในความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่น จึงไม่อาจลงโทษแยกเป็นอีกกรรมหนึ่ง หลักดังกล่าวสะท้อนว่าบทบัญญัตินี้ต้องพิจารณาความสัมพันธ์กับการใช้บัตรจริงในแต่ละข้อเท็จจริงของคดี 7. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/6 มาตรา 269/6 เป็นบทบัญญัติว่าด้วยความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสด คดีนี้จำเลยนำบัตร KDEBIT ของผู้เสียหายไปใช้ถอนเงินจากบัญชีผ่านตู้เอทีเอ็ม ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวเข้าลักษณะความผิดตามมาตรานี้ และเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดสำหรับการกระทำในช่วงการถอนเงิน จึงต้องใช้เป็นบทลงโทษตามหลักมาตรา 90 โดยไม่ลงโทษแยกในความผิดฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นอีก 8. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/7 มาตรา 269/7 เป็นบทบัญญัติที่ใช้ประกอบความผิดตามมาตรา 269/5 และมาตรา 269/6 ในกรณีที่บัตรอิเล็กทรอนิกส์เป็นบัตรที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสด คดีนี้ศาลใช้บทบัญญัติดังกล่าวประกอบการวินิจฉัยความผิดเกี่ยวกับบัตร KDEBIT ของผู้เสียหาย เนื่องจากเป็นบัตรที่ใช้ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากผ่านตู้เอทีเอ็มได้ จึงเป็นบทกฎหมายสำคัญที่รองรับการลงโทษในส่วนของความผิดเกี่ยวกับการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ตามข้อเท็จจริงของคดีนี้ 9. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 มาตรา 334 เป็นบทบัญญัติว่าด้วยความผิดฐานลักทรัพย์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการลักบัตร KDEBIT ของผู้เสียหายเป็นความผิดสำเร็จทันทีเมื่อจำเลยเอาบัตรไปโดยทุจริต แม้ว่าต่อมาจะนำบัตรไปใช้ถอนเงินก็ตาม การลักบัตรจึงเป็นความผิดที่แยกออกจากการถอนเงินได้อย่างชัดเจน และเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ศาลวินิจฉัยว่าคดีนี้เป็นหลายกรรมต่างกันตามมาตรา 91 มิใช่กรรมเดียวทั้งหมดดังที่ศาลอุทธรณ์เห็น 10. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) มาตรา 335 (1) เป็นบทบัญญัติที่กำหนดเหตุเพิ่มโทษของความผิดฐานลักทรัพย์ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นพิเศษ คดีนี้โจทก์ฟ้องและศาลรับวินิจฉัยตามบทบัญญัติดังกล่าวร่วมกับมาตรา 334 ในส่วนของความผิดฐานลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการลักบัตร KDEBIT และการลักเงินสดผ่านการถอนเงินจากบัญชีของผู้เสียหาย โดยศาลฎีกาใช้บทบัญญัตินี้ประกอบการวินิจฉัยร่วมกับมาตรา 90 และมาตรา 91 เพื่อกำหนดโครงสร้างการลงโทษให้สอดคล้องกับการแบ่งแยกกรรมความผิดและหลักกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดีนี้ บทสรุป คำพิพากษาศาลฎีกานี้เป็นแนววินิจฉัยสำคัญเกี่ยวกับการจำแนกความผิดในคดีที่มีการกระทำต่อเนื่องหลายช่วง โดยศาลฎีกาวางหลักว่า การลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นเป็นความผิดที่สำเร็จโดยสมบูรณ์ตั้งแต่ขณะที่เอาบัตรไปจากผู้เสียหาย แม้ว่าผู้กระทำจะมีเจตนาตั้งแต่แรกที่จะนำบัตรไปใช้ถอนเงินก็ตาม แต่การนำบัตรดังกล่าวไปใช้ถอนเงินจากบัญชีของผู้เสียหายภายหลัง เป็นการกระทำอีกช่วงหนึ่งที่เกิดจากเจตนาอีกส่วนหนึ่งซึ่งสามารถแยกออกจากการลักบัตรได้ จึงเป็นหลายกรรมต่างกันและต้องลงโทษเป็นรายกระทงตามหลักของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ไม่ใช่ถือว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวทั้งหมดดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ขณะเดียวกัน ศาลฎีกายังอธิบายหลักกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทไว้อย่างชัดเจน โดยวินิจฉัยว่าการลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์กับความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นเป็นการกระทำเดียวกัน จึงต้องลงโทษเฉพาะบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 ส่วนการนำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้ถอนเงินนั้น แม้จะเกี่ยวข้องกับความผิดฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นและความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่น แต่เมื่อมีการใช้บัตรถอนเงินจริงแล้ว ความผิดฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ย่อมถูกเกลื่อนกลืนอยู่ในความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่น จึงไม่อาจลงโทษซ้ำอีกฐานหนึ่งได้ หลักการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการใช้กฎหมายอาญาอย่างเป็นระบบ โดยคำนึงถึงความสัมพันธ์ของบทกฎหมายแต่ละบทและหลีกเลี่ยงการลงโทษซ้ำซ้อนเกินกว่าพฤติการณ์แห่งคดีจะรองรับได้ ในทางวิชาการ คำพิพากษานี้มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อการศึกษาหลักการแบ่งแยกกรรมความผิด การวิเคราะห์เจตนาของผู้กระทำความผิด และการปรับใช้หลักกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทควบคู่กับหลักหลายกรรมต่างกัน เพราะแสดงให้เห็นว่า การวินิจฉัยคดีอาญาไม่อาจพิจารณาเฉพาะผลลัพธ์สุดท้ายของการกระทำ แต่ต้องพิจารณาองค์ประกอบของการกระทำแต่ละช่วงว่าความผิดได้สำเร็จเมื่อใด การกระทำในภายหลังเป็นการดำเนินต่อเนื่องของความผิดเดิม หรือเป็นการกระทำใหม่ที่เกิดจากเจตนาอีกส่วนหนึ่ง รวมทั้งต้องพิจารณาว่าความผิดฐานใดถูกเกลื่อนกลืนอยู่ในความผิดที่มีองค์ประกอบสมบูรณ์กว่า เพื่อให้การกำหนดบทลงโทษเป็นไปตามหลักกฎหมายอาญาอย่างถูกต้องและได้สัดส่วนกับพฤติการณ์แห่งคดี คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับการตีความคดีความผิดเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ การลักทรัพย์ และการใช้บัตรของผู้อื่นในการถอนเงินจากบัญชีเงินฝาก โดยเน้นย้ำว่าการแยกกรรมความผิดต้องอาศัยการพิจารณาข้อเท็จจริงและเจตนาของผู้กระทำในแต่ละช่วงของเหตุการณ์เป็นสำคัญ พร้อมทั้งตอกย้ำหลักว่าการลงโทษต้องเป็นไปตามความสัมพันธ์ของบทกฎหมายแต่ละบท ไม่ลงโทษซ้ำในความผิดที่ถูกเกลื่อนกลืนแล้ว และลงโทษแยกเฉพาะกรณีที่การกระทำแต่ละช่วงมีความสมบูรณ์เป็นความผิดโดยอิสระจากกัน อันเป็นหลักกฎหมายสำคัญที่สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการวินิจฉัยคดีลักษณะเดียวกันต่อไปได้ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 664/2569 การที่จำเลยลักบัตร KDEBIT ที่ธนาคารออกให้แก่ผู้เสียหาย เป็นความผิดสำเร็จกรรมหนึ่งซึ่งเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ส่วนที่จำเลยนำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้เบิกถอนเงินสดที่ตู้เอทีเอ็มเพื่อถอนเงินออกจากบัญชีของผู้เสียหายนั้น เป็นเจตนาอีกเจตนาหนึ่งจึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง แต่การที่จำเลยนำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้เบิกถอนเงินออกจากบัญชีของผู้เสียหายย่อมทำให้ความผิดฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสดเกลื่อนกลืนอยู่กับความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสดแล้ว หาได้ทำให้การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสดอีกกรรมหนึ่งไม่ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 188, 269/5, 269/6, 269/7, 334, 335 (1) และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาบัตร KDEBIT หมายเลข 4162 0262 5272 xxxx ราคา 500 บาท และคืนเงิน 25,000บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 334, 335 (1) วรรคแรก, 269/5 ประกอบมาตรา 269/7, 269/6 ประกอบมาตรา 269/7 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานลักทรัพย์ (บัตรอิเล็กทรอนิกส์) และฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสด ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสดและฐานลักทรัพย์ (เงินสด) ในเวลากลางคืน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสด ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น จำคุก 6 เดือน ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสด จำคุก 9 เดือน รวมจำคุก 15 เดือน กับให้จำเลยคืนบัตร KDEBIT หมายเลข 4162 0262 5272 xxxx หรือใช้ราคาแทน 500 บาท และใช้เงิน 25,000 บาท คืนแก่ผู้เสียหาย โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ นางระวิวรรณ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 334, 335 (1) วรรคแรก, 269/5 ประกอบมาตรา 269/7, 269/6 ประกอบมาตรา 269/7 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสด ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน และปรับ 2,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลย โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกคำขอให้จำเลยคืนบัตร KDEBIT หมายเลข 4162 0262 5272 xxxx หรือใช้ราคาแทน 500 บาท และใช้เงิน 25,000 บาท คืนแก่ผู้เสียหายเสีย โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์แต่เพียงว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยลักบัตร KDEBIT หมายเลขบัตร 4162 0262 5272 xxxx ที่ธนาคาร ก. ออกให้แก่ผู้เสียหายไปแล้วจำเลยใช้บัตรดังกล่าวทำรายการเบิกถอนเงินสด 25,000 บาท ที่ตู้เอทีเอ็ม จากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหาย การที่จำเลยลักเอาบัตร KDEBIT หมายเลขบัตร 4162 0262 5272 xxxx ที่ธนาคารออกให้แก่ผู้เสียหาย ย่อมเป็นความผิดสำเร็จในตัวเองแล้ว แม้จำเลยจะมีเจตนาที่จะนำเอาบัตรอิเล็กทรอนิกส์นั้นไปใช้เบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหาย แต่ก็เป็นเจตนาอีกเจตนาหนึ่งที่สามารถแยกออกจากกันได้ การที่จำเลยลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้เสียหายไปจึงเป็นความผิดสำเร็จกรรมหนึ่งซึ่งเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ส่วนที่จำเลยนำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้เบิกถอนเงินสดที่ตู้เอทีเอ็มเพื่อถอนเงินออกจากบัญชีของผู้เสียหายนั้น เป็นเจตนาอีกเจตนาหนึ่งของจำเลยแยกต่างหากจากการลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์ อันเป็นการกระทำความผิดอีกกรรมหนึ่ง แต่การที่จำเลยนำเอาบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้ถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหาย ย่อมทำให้ความผิดฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสดเกลื่อนกลืนอยู่กับความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสดแล้ว หาได้ทำให้การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสดอีกกรรมหนึ่งดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวกันมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตา 91 ฐานลักทรัพย์ (บัตรอิเล็กทรอนิกส์) และฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 5,000 บาท ฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสด ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสดและฐานลักทรัพย์ (เงินสด) ในเวลากลางคืน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสด ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น จำคุก 6 เดือน และปรับ 2,500 บาท ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นซึ่งผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เบิกถอนเงินสด จำคุก 9 เดือน และปรับ 2,500 บาท รวมจำคุก 15 เดือน และปรับ 5,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
|




