ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




การกักกันรวมกับโทษจำคุกเพื่อใช้สิทธิฎีกาได้หรือไม่ หลักวิธีการเพื่อความปลอดภัยและข้อจำกัดสิทธิฎีกาในคดีอาญา

การกักกันเป็นโทษอาญาหรือไม่, การกักกันเป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัย, กักกันรวมกับโทษจำคุกได้หรือไม่, กักกันเพื่อใช้สิทธิฎีกาได้หรือไม่, วิธีการเพื่อความปลอดภัยในคดีอาญา, หลักกฎหมายเกี่ยวกับการกักกัน, การกักกันผู้กระทำผิดซ้ำ, กักกันหลังพ้นโทษจำคุก, การนับกำหนดโทษเพื่อฎีกา, ข้อจำกัดสิทธิฎีกาคดีอาญา, ห้ามฎีกาคดีอาญาเรื่องกำหนดโทษ, เพิ่มโทษผู้กระทำผิดซ้ำ, ลดโทษเพราะรับสารภาพ, ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกา, ความแตกต่างระหว่างกักกันกับจำคุก, วิธีการเพื่อความปลอดภัย, กักกัน 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหลักสำคัญเรื่องความแตกต่างระหว่างโทษจำคุกกับการกักกัน และผลของความแตกต่างดังกล่าวต่อสิทธิในการฎีกาของจำเลย โดยจำเลยถูกพิพากษาจำคุกและให้กักกันต่อจากวันที่พ้นโทษ จำเลยจึงฎีกาโดยนำระยะเวลากักกันมารวมกับโทษจำคุกและอ้างว่าเมื่อรวมกันแล้วเท่ากับต้องรับโทษจำคุกเป็นเวลานานขึ้น

ประเด็นสำคัญจึงมิใช่เพียงว่าจำเลยถูกจำกัดเสรีภาพเป็นเวลารวมเท่าใด แต่ต้องพิจารณาสถานะทางกฎหมายของการกักกันเสียก่อน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกักกันไม่ใช่โทษอาญา แต่เป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 39 (1) และมีลักษณะเบากว่าโทษจำคุก ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ทวิ วรรคสอง ห้ามนำกำหนดเวลาที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการเพื่อความปลอดภัยมาคำนวณรวมในการนับกำหนดโทษจำคุกเพื่อพิจารณาสิทธิฎีกา

ดังนั้น แม้จำเลยจะถูกกักกันต่อจากการรับโทษจำคุก และแม้ระยะเวลากักกันอาจมีกำหนดไม่น้อยกว่า 3 ปีและไม่เกิน 10 ปี ก็ไม่อาจถือระยะเวลาดังกล่าวเป็นกำหนดโทษจำคุกหรือรวมเข้ากับโทษจำคุกเพื่อทำให้เกิดสิทธิฎีกาได้ เมื่อฎีกาต้องห้ามตามกฎหมาย ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

สาระสำคัญที่สุดของคดี

การกักกันมีสถานะเป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัย ไม่ใช่โทษอาญา

ระยะเวลากักกันจึงไม่ใช่กำหนดโทษจำคุกสำหรับการพิจารณาสิทธิฎีกา

กฎหมายห้ามนำกำหนดเวลาของวิธีการเพื่อความปลอดภัยมารวมกับกำหนดโทษจำคุก

แม้ศาลสั่งกักกันตั้งแต่ 3 ปีถึง 10 ปี ก็ไม่ทำให้ระยะเวลาดังกล่าวกลายเป็นโทษจำคุก

จำเลยจึงไม่อาจนำโทษจำคุก 4 ปี 6 เดือน รวมกับกักกัน 3 ปี เป็น 7 ปี 6 เดือนเพื่อใช้สิทธิฎีกา

เมื่อฎีกาต้องห้าม ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คำถามที่น่าสนใจ

1. การกักกันถือเป็นโทษอาญาเช่นเดียวกับโทษจำคุกหรือไม่

2. จำเลยสามารถนำระยะเวลากักกันมารวมกับโทษจำคุกเพื่อพิจารณาสิทธิฎีกาได้หรือไม่

3. หากศาลกำหนดให้กักกันเป็นเวลาหลายปี เหตุใดจึงไม่สามารถนำระยะเวลาดังกล่าวมาใช้คำนวณสิทธิฎีกา

สรุปข้อเท็จจริง

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 41, 93, 336 และ 336 ทวิ ขอให้เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามกฎหมาย กักกันจำเลยมีกำหนดเวลาไม่น้อยกว่า 3 ปีและไม่เกิน 10 ปี และริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ รวมทั้งเคยถูกศาลพิพากษาลงโทษและพ้นโทษมาแล้วในคดีที่โจทก์อาศัยเป็นเหตุขอให้กักกัน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุก 7 ปี 6 เดือน เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 93 (13) เป็นจำคุก 10 ปี 9 เดือน เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงลดโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี 4 เดือน 15 วัน ริบของกลาง และให้กักกันจำเลยเป็นเวลา 3 ปีนับถัดจากวันที่พ้นโทษจำคุกตามมาตรา 41

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้โทษจำคุกเป็น 6 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งเป็น 9 ปี และลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงยังคงคำสั่งให้กักกันจำเลย 3 ปีหลังพ้นโทษจำคุก

จำเลยฎีกาว่า เมื่อโทษจำคุก 4 ปี 6 เดือนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 รวมกับการกักกัน 3 ปีแล้ว เท่ากับจำเลยต้องได้รับโทษจำคุก 7 ปี 6 เดือน และขอให้ยกโทษกักกัน

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า การกักกันไม่ใช่โทษอาญา แต่เป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 39 (1) และมีลักษณะเบากว่าโทษจำคุก

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ทวิ วรรคสอง กำหนดโดยชัดแจ้งว่า ในการนับกำหนดโทษจำคุกตามมาตรา 218 และมาตรา 219 ห้ามคำนวณกำหนดเวลาที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการเพื่อความปลอดภัยรวมเข้าด้วย

ผลของบทบัญญัติดังกล่าวคือ จำเลยไม่สามารถนำระยะเวลากักกันมาอนุโลมเป็นกำหนดโทษจำคุก และไม่สามารถนำระยะเวลากักกันมารวมกับโทษจำคุกเพื่อใช้เป็นฐานในการอ้างสิทธิฎีกา

แม้การกักกันตามคดีจะมีกำหนดเวลาไม่น้อยกว่า 3 ปีและไม่เกิน 10 ปี ก็ไม่ทำให้สถานะของการกักกันเปลี่ยนจากวิธีการเพื่อความปลอดภัยเป็นโทษจำคุก ระยะเวลาของมาตรการจึงไม่ใช่เหตุที่จะนำมารวมกับกำหนดโทษจำคุกเพื่อเปิดสิทธิฎีกา

ฎีกาของจำเลยจึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้จึงไม่ชอบ และศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ของบทบัญญัติ

หัวใจของคดีอยู่ที่การจำแนกสถานะทางกฎหมายระหว่างโทษอาญากับวิธีการเพื่อความปลอดภัย แม้ทั้งสองกรณีอาจมีผลกระทบต่อเสรีภาพของบุคคล แต่ไม่อาจถือว่าเป็นมาตรการประเภทเดียวกันเพื่อประโยชน์ในการคำนวณสิทธิฎีกา

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 39 (1) จัดการกักกันไว้ในกลุ่มวิธีการเพื่อความปลอดภัย ศาลฎีกาจึงยืนยันว่าการกักกันมิใช่โทษอาญา และมีลักษณะเบากว่าโทษจำคุก การพิจารณาสิทธิฎีกาจึงต้องยึดสถานะทางกฎหมายของมาตรการตามที่กฎหมายกำหนด มิใช่พิจารณาเพียงจำนวนปีที่จำเลยถูกจำกัดเสรีภาพ

มาตรา 219 ทวิ วรรคสอง มีความสำคัญโดยตรง เพราะกำหนดหลักเฉพาะสำหรับการนับกำหนดโทษจำคุกตามมาตรา 218 และมาตรา 219 โดยไม่ให้นำระยะเวลาของวิธีการเพื่อความปลอดภัยมารวมเข้าด้วย จึงเป็นบทบัญญัติที่ป้องกันมิให้เกิดการเปลี่ยนสถานะของวิธีการเพื่อความปลอดภัยให้กลายเป็นโทษจำคุกโดยผลของการคำนวณ

ในคดีนี้ จำเลยพยายามนำโทษจำคุก 4 ปี 6 เดือน รวมกับระยะเวลากักกัน 3 ปี แล้วถือเสมือนว่าตนต้องรับโทษจำคุก 7 ปี 6 เดือน แต่การคำนวณดังกล่าวขัดกับหลักที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยตรง เพราะระยะเวลากักกันต้องแยกออกจากกำหนดโทษจำคุกในการพิจารณาสิทธิฎีกา

เจตนารมณ์ที่ปรากฏจากบทบัญญัติและคำวินิจฉัยจึงมุ่งให้การพิจารณาสิทธิฎีกาเป็นไปตามประเภทของมาตรการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด มิใช่พิจารณาจากผลรวมของระยะเวลาที่จำเลยต้องอยู่ภายใต้มาตรการตามคำพิพากษา

วิเคราะห์แนวคำพิพากษาและผลทางกฎหมาย

คำวินิจฉัยนี้แสดงหลักสำคัญว่า การพิจารณาว่าคดีอยู่ในเงื่อนไขที่จะฎีกาได้หรือไม่ ต้องแยกโทษจำคุกออกจากวิธีการเพื่อความปลอดภัยอย่างชัดเจน การที่คำพิพากษากำหนดทั้งจำคุกและกักกันแก่จำเลยคนเดียวกัน ไม่ทำให้มาตรการทั้งสองรวมเป็นโทษจำคุกก้อนเดียวกัน

แม้การกักกันจะเริ่มนับถัดจากวันที่จำเลยพ้นโทษจำคุก และในทางข้อเท็จจริงทำให้จำเลยอยู่ภายใต้มาตรการจำกัดเสรีภาพต่อเนื่องกัน ก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงประเภทของมาตรการตามกฎหมาย

นอกจากนี้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาไว้ มิได้ทำให้ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยเนื้อหาแห่งฎีกา เมื่อศาลฎีกาตรวจพบว่าฎีกานั้นต้องห้ามตามกฎหมาย ศาลฎีกาย่อมไม่รับวินิจฉัย และในคดีนี้ได้วินิจฉัยว่าคำสั่งรับฎีกาของศาลชั้นต้นเป็นการมิชอบ

หลักดังกล่าวทำให้เห็นว่า ก่อนพิจารณาเนื้อหาว่าควรยกการกักกันหรือไม่ จำเป็นต้องพิจารณาเสียก่อนว่าจำเลยมีสิทธินำประเด็นนั้นขึ้นสู่ศาลฎีกาหรือไม่ เมื่อระยะเวลากักกันไม่อาจนำมารวมกับกำหนดโทษจำคุกเพื่อใช้สิทธิฎีกา ประเด็นขอให้ยกการกักกันจึงไม่เข้าสู่การวินิจฉัยในเนื้อหา

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

   พิพากษาจำคุกจำเลย 7 ปี 6 เดือน เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งเป็น 10 ปี 9 เดือน ลดโทษกึ่งหนึ่งเพราะรับสารภาพ คงจำคุก 5 ปี 4 เดือน 15 วัน ริบของกลาง และกักกันจำเลย 3 ปีนับถัดจากวันที่พ้นโทษจำคุก

2. ศาลอุทธรณ์

   พิพากษาแก้เป็นจำคุก 6 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งเป็น 9 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงยังคงการกักกัน 3 ปี

3. ศาลฎีกา

   วินิจฉัยว่าการกักกันเป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัย ไม่ใช่โทษจำคุก จึงนำ 3 ปีไปรวมกับโทษจำคุกเพื่อใช้สิทธิฎีกาไม่ได้ ฎีกาของจำเลยต้องห้าม และพิพากษายกฎีกา

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

หลักสำคัญของคดีนี้คือ การกำหนดสิทธิฎีกาในคดีอาญาต้องพิจารณาตามสถานะทางกฎหมายของมาตรการที่ศาลกำหนด มิใช่พิจารณาจากผลรวมของระยะเวลาที่มาตรการเหล่านั้นมีผลต่อเสรีภาพของจำเลย

เมื่อประมวลกฎหมายอาญาจัดการกักกันเป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัย และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติห้ามนำระยะเวลาของวิธีการเพื่อความปลอดภัยมารวมในการนับกำหนดโทษจำคุกเพื่อพิจารณาสิทธิฎีกา การนำระยะเวลากักกันไปรวมกับโทษจำคุกจึงกระทำไม่ได้

คดีนี้จึงสะท้อนความสำคัญของการแยกประเด็นเรื่องเนื้อหาแห่งคดีออกจากประเด็นเรื่องสิทธิในการใช้กระบวนพิจารณา แม้จำเลยประสงค์ให้ศาลฎีกาพิจารณายกการกักกัน แต่ศาลจะเข้าสู่การวินิจฉัยเนื้อหาดังกล่าวได้ต่อเมื่อฎีกานั้นไม่ต้องห้ามตามกฎหมายเสียก่อน

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการแยกแยะว่า “การกักกัน” เป็นโทษจำคุกหรือเป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัย และสามารถนำระยะเวลากักกันมารวมกับกำหนดโทษจำคุกเพื่อใช้สิทธิฎีกาได้หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกักกันเป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 39 (1) มิใช่โทษอาญา และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ทวิ วรรคสอง ห้ามนำกำหนดเวลาของวิธีการเพื่อความปลอดภัยมารวมกับกำหนดโทษจำคุกในการพิจารณาสิทธิฎีกา

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 39 (1) และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ทวิ วรรคสอง ประกอบมาตรา 218 และมาตรา 219

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายประเด็นสำคัญสั้น ๆ

1. การกักกันเป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัย

การกักกันไม่ใช่โทษอาญาหรือโทษจำคุก แต่เป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 39 (1) แม้จำเลยต้องถูกกักกันภายหลังพ้นโทษจำคุก ก็ไม่ทำให้การกักกันเปลี่ยนสถานะเป็นโทษจำคุก

2. ห้ามรวมระยะเวลากักกันกับโทษจำคุกเพื่อใช้สิทธิฎีกา

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ทวิ วรรคสอง ห้ามนำกำหนดเวลาของวิธีการเพื่อความปลอดภัยมาคำนวณรวมกับกำหนดโทษจำคุกตามมาตรา 218 และมาตรา 219 ดังนั้น จำเลยจึงไม่สามารถนำระยะเวลากักกัน 3 ปีมารวมกับโทษจำคุก 4 ปี 6 เดือนเพื่ออ้างว่าต้องรับโทษจำคุก 7 ปี 6 เดือนและใช้เป็นฐานแห่งสิทธิฎีกาได้

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม

   การกักกันถือเป็นโทษอาญาหรือไม่

คำตอบ

ไม่ถือเป็นโทษอาญา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการกักกันเป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 39 (1) และมีลักษณะเบากว่าโทษจำคุก ดังนั้น แม้ผู้ถูกกักกันจะถูกจำกัดเสรีภาพตามระยะเวลาที่ศาลกำหนด การกักกันก็ยังคงมีสถานะเป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัย มิใช่โทษจำคุก

2. คำถาม

   สามารถนำระยะเวลากักกันมารวมกับโทษจำคุกเพื่อใช้สิทธิฎีกาได้หรือไม่

คำตอบ

ไม่ได้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ทวิ วรรคสอง ห้ามนำกำหนดเวลาที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการเพื่อความปลอดภัยมารวมในการนับกำหนดโทษจำคุกตามมาตรา 218 และมาตรา 219 จึงไม่อาจนำระยะเวลากักกันมารวมกับโทษจำคุกเพื่อทำให้เกิดสิทธิฎีกา

3. คำถาม

   หากศาลสั่งจำคุก 4 ปี 6 เดือน และกักกันอีก 3 ปี ถือว่าจำคุก 7 ปี 6 เดือนหรือไม่

คำตอบ

ไม่ถือเช่นนั้นสำหรับการพิจารณาสิทธิฎีกา เพราะโทษจำคุกกับการกักกันมีสถานะทางกฎหมายแตกต่างกัน ในคดีนี้จำเลยอ้างว่ารวมแล้วเท่ากับต้องรับโทษจำคุก 7 ปี 6 เดือน แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าไม่สามารถนำระยะเวลากักกัน 3 ปีมารวมกับโทษจำคุก 4 ปี 6 เดือนได้

4. คำถาม

   การที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาไว้แล้ว หมายความว่าศาลฎีกาต้องวินิจฉัยฎีกาหรือไม่

คำตอบ

ไม่หมายความเช่นนั้น ในคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลย แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าฎีกาต้องห้ามตามกฎหมายและคำสั่งรับฎีกาดังกล่าวเป็นการมิชอบ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยและพิพากษายกฎีกาของจำเลย

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1056/2569

การกักกันไม่ใช่โทษอาญาเป็นแต่เพียงวิธีการเพื่อความปลอดภัยตาม ป.อ. มาตรา 39 (1) ซึ่งมีลักษณะเบากว่าโทษจำคุก ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ทวิ วรรคสอง บัญญัติว่า "ในการนับกำหนดโทษจำคุกตามความในมาตรา 218 และ 219 นั้น ห้ามมิให้คำนวณกำหนดเวลาที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการเพื่อความปลอดภัยรวมเข้าด้วย" ฉะนั้น จะอนุโลมกำหนดเวลากักกันเป็นกำหนดโทษจำคุกหรือรวมกับโทษจำคุกเพื่อใช้สิทธิฎีกาไม่ได้ และไม่ว่ากักกันจะมีกำหนดเวลาไม่น้อยกว่า 3 ปี และไม่เกิน 10 ปี ก็ตาม ย่อมเป็นอันต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 41, 93, 336, 336 ทวิ เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามกฎหมายและกักกันจำเลยมีกำหนดเวลาไม่น้อยกว่าสามปีและไม่เกินสิบปี ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ และเคยถูกศาลพิพากษาลงโทษและพ้นโทษมาแล้วในคดีที่โจทก์ขอให้กักกันตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุก 7 ปี 6 เดือน เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (ที่ถูก มาตรา 93 (13)) เป็นจำคุก 10 ปี 9 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี 4 เดือน 15 วัน ริบของกลาง และให้กักกันจำเลยเป็นเวลา 3 ปี นับถัดจากวันที่พ้นโทษจำคุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 41

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุก 6 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (ที่ถูก มาตรา 93 (13)) เป็นจำคุก 9 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า การที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษกักกันจำเลย 3 ปี นับถัดจากวันที่พ้นโทษ เมื่อรวมกับโทษตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เท่ากับจำเลยต้องได้รับโทษจำคุก 7 ปี 6 เดือน ขอให้ยกโทษกักกันให้แก่จำเลย นั้น เห็นว่า การกักกันไม่ใช่โทษอาญาเป็นแต่เพียงวิธีการเพื่อความปลอดภัยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 39 (1) ซึ่งมีลักษณะเบากว่าโทษจำคุก ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ทวิ วรรคสอง บัญญัติว่า "ในการนับกำหนดโทษจำคุกตามความในมาตรา 218 และ 219 นั้น ห้ามมิให้คำนวณกำหนดเวลาที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการเพื่อความปลอดภัยรวมเข้าด้วย" ฉะนั้น จะอนุโลม

กำหนดเวลากักกันเป็นกำหนดโทษจำคุกหรือรวมกับโทษจำคุกเพื่อใช้สิทธิฎีกาไม่ได้ และไม่ว่ากักกันจะมีกำหนดเวลาไม่น้อยกว่าสามปีและไม่เกินสิบปี ก็ตามย่อมเป็นอันต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยมานั้น เป็นการมิชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย.

การกักกันเป็นโทษอาญาหรือไม่  ระยะเวลาที่ต้องถูกจำกัดเสรีภาพหลังพ้นโทษจำคุก ไม่ได้หมายความว่ากฎหมายจะถือระยะเวลาทั้งหมดเป็นโทษจำคุกเพื่อเปิดสิทธิฎีกา




เกี่ยวกับคดีอาญา

ลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์แล้วนำไปถอนเงินจากตู้เอทีเอ็ม เป็นความผิดกี่กรรม และต้องลงโทษอย่างไรตามกฎหมายอาญา
คำร้องขอรื้อฟื้นคดีอาญาไม่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมาย ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยยืนถือเป็นการยกคำร้องและเป็นที่สุด ผู้ร้องยังมีสิทธิฎีกาต่อหรือไม่
คำร้องทุกข์ไม่สมบูรณ์ในความผิดหมิ่นประมาทและผลต่ออำนาจฟ้องคดีอาญา
มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแต่จำเลยหลบหนีขาดอายุความอย่างไร
ความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ปฏิบัติหรือละเว้นตามมาตรา 157(ฎีกา 4639/2566)
เจ้าหน้าที่รัฐรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินป่าได้หรือไม่? การใช้อำนาจเกินขอบเขตผิดฐานทำให้เสียทรัพย์หรือไม่
“ไม่ใช่พ่อก็ผิดหนัก! ศาลฎีกาชี้ ผู้เลี้ยงดูเด็กย่อมมีอำนาจตามกฎหมาย หากล่วงละเมิดเข้าข่ายมาตรา 285 ต้องรับโทษเพิ่ม”
ขอคืนรถของกลาง & เงื่อนไขริบและคืน,ริบทรัพย์, เจ้าของทรัพย์, (ฎีกา 9090/2549)
คดีโฆษณาแอลกอฮอล์ & เครื่องหมายการค้า, โฆษณาผิดกฎหมาย, (ฎีกา 3139/2568)
คดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว & การยกฟ้อง ตรวจสอบคุณภาพข้าว, (ฎีกา 3555/2568)
ลูกจ้างเอาสินค้านายจ้างไปขายเข้าข่ายลักทรัพย์หรือยักยอก ศาลชี้ชัดสิทธิครอบครองเป็นของใคร พร้อมแนววินิจฉัยลดโทษ
ผู้จัดการมรดกทวงโฉนดที่ดินจากทายาท แต่ไม่ส่งคืนเป็นคดีอาญาหรือไม่? วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับความผิดฐานเอาเอกสารของผู้อื่น
บุกรุกป่าสงวนผิดหรือไม่ ศาลให้รอการลงโทษได้อย่างไร วิเคราะห์คดีสิ่งแวดล้อมและค่าเสียหายที่ศาลไม่อาจแก้ไขได้
คดีพยายามฆ่า, คดีบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย,(ฎีกา 2813/2568, )
คดีพยายามฆ่า & บุกรุกทำร้ายร่างกาย, บุกรุกเคหสถาน (ฎีกา 2813/2568)
คดีบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายและอาวุธ, ป.อ. มาตรา 364, (ฎีกาที่ 5613/2550)
คดีบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายและอาวุธ,มาตรา 364, (ฎีกา 5613/2550)
ฎีกา 1044/2568 – คดีฟอกเงิน & นับโทษจำคุกต่อ
(ฎีกาที่ 3710/2567): คดีพยายามฆ่า การวินิจฉัยเจตนาและข้อจำกัดในการยกฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4292/2567: การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายและข้อจำกัดในการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4447/2567: คดีช่วยซ่อนเร้นสินค้านำเข้าไม่ผ่านพิธีการศุลกากรและภาษีสรรพสามิต ศาลฎีกายกฎีกาจำเลย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4770/2567: ผู้เสียหายโดยตรงในคดีลักทรัพย์จากบัญชีเงินฝากและสิทธิฟ้องคดีอาญา
ฎีกาห้ามยกข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นฎีกา! คดีพยายามฆ่าใช้อาวุธปืน บวกโทษจากคดีเดิมและไม่รอการลงโทษจำคุก
ฎีกาไม่ได้เพราะยื่นผิดขั้นตอน! วิเคราะห์คดีลักทรัพย์ เพิ่มโทษ กักกัน และข้อจำกัดการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงตามกฎหมายอาญา
ความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานและหมิ่นประมาท-ศาลชี้ขาดเจตนากับการกระทำโดยสุจริต
ใช้รถยนต์ซ่อนเร้นบุหรี่เถื่อนต้องริบหรือไม่ ศาลวินิจฉัยหลักการริบทรัพย์ตามกฎหมายศุลกากรและบทบาทของพาหนะในการกระทำความผิด
ป้องกันเกินกว่าเหตุเพราะสำคัญผิด ยิงผู้อื่นโดยเข้าใจว่าเป็นคนร้าย ศาลชี้ต้องรับผิดแม้ไม่มีเจตนา
ฆ่าเพราะอารมณ์หรือวางแผนล่วงหน้า ศาลฎีกาชี้ขาดหลักแยก “ไตร่ตรองไว้ก่อน” กับ “โทสะฉับพลัน” และเกณฑ์ความโหดร้าย
ความรับผิดฐานควบคุมสัตว์ดุร้ายตาม ป.อ. มาตรา 377 และกฎหมายโรคระบาดสัตว์(ฎีกาที่ 8040/2567)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2429/2567 – พรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจารและสิทธิของผู้ปกครองตามกฎหมาย
ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบากว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ลักทรัพย์โดยสุจริต, ความผิดลักทรัพย์ vs การเข้าใจผิด, คดีลักทรัพย์ในเครือญาติ,
การกระทำของจำเลยเป็นการไตร่ตรองไว้ก่อน, ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนมาตรา 289 (4), โทษประหารชีวิตในคดีอาญา
ป.อ. มาตรา 54 ในการคำนวณการเพิ่มโทษหรือลดโทษที่จะลง
คดีอั้งยี่พนันออนไลน์ & ฟ้องครบองค์ประกอบ (ฎีกา 980/2567)
กระทำชำเราผู้เยาว์ในบ้านไม่ถือว่าแยกเด็กจากอำนาจปกครองดูแล
จำเลยไม่มีความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี
ผู้ปกครองอนุญาตให้ไปดูโทรทัศน์ที่บ้านของจำเลยเท่านั้น
การกระทำโดยพลาด
รอการลงโทษ,ให้การรับสารภาพ
นำบุหรี่หนีภาษีผิดไหม รถที่ใช้ขนจะถูกริบหรือไม่ กฎหมายศุลกากรตอบชัดเรื่องการริบของกลางและยานพาหนะ
ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้นั้นสภาพความเป็นลูกหนี้เจ้าหนี้เกิดขึ้นทันที
การกระทำความผิดระหว่างผู้บุพการีต่อผู้สืบสันดานหรือผู้สืบสันดานต่อผู้บุพการี
พาไปเพื่อการอนาจาร -บุคคลอายุกว่าสิบห้าปี
ความผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงาน
จำเลยฉ้อโกงหลอกลวงเอาทรัพย์ขณะที่ผู้เสียหายป่วยทางจิต
รอการกำหนดโทษ | รอการลงโทษ | พรบ.ล้างมลทิน
เบิกความอันเป็นเท็จในศาล
จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาใดไม่แน่ชัด
ป้องกันพอสมควรแก่เหตุ-ป้องกันเกินกว่าเหตุ
บันดาลโทสะเพราะเหตุยั่วยุให้โมโห
หมิ่นประมาท | เข้าใจโดยสุจริต
ความผิดฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้
เป็นอันตรายแก่จิตใจ - ใช้ยาสลบใส่กาแฟ
บันดาลโทสะต้องถูกข่มเหงอย่างร้ายแรง
หมิ่นประมาท | หนังสือพิมพ์ลงพิมพ์โฆษณา
วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนต้องห้ามฎีกา
ผู้เสียหายด่าจำเลย(บิดา)หยาบคายกรณีจึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ
เจตนาประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นได้ว่าผลนั้นจะเกิดขึ้นในราชอาณาจักร
การริบทรัพย์สิน | ใช้ในการกระทำความผิด
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป
คำว่า-วิชาชีพ-ในคดีอาญา
หลบหนีไปจากความควบคุมตามอำนาจของพนักงานสอบสวน
สเปรย์พริกไทยไม่เป็นอาวุธโดยสภาพ
พรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร | รับส่งเด็กนักเรียน
ลักทรัพย์ในสถานที่บูชาสาธารณะ
กระทำอนาจารต่อศิษย์นอกเวลาเรียน
ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ยังคงเป็นป่าตาม พ.ร.บ. ป่าไม้
เป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์และใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต
ลงลายมือชื่อรับรองคนต่างด้าว 7 คน
ความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตาม ป.อาญา มาตรา 188
ผู้สนับสนุนให้จำเลยกระทำความผิด
ทวงหนี้ลักษณะข่มขู่ว่าไม่จ่ายจะเดือดร้อนจำคุก 3 ปี
การทำนากุ้งไม่ใช่การประกอบอาชีพกสิกรรม
ลักทรัพย์นายจ้าง, ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย
การจับกุมมิชอบกับการฟ้องคดีอาญา
คำขอในส่วนแพ่งเนื่องความผิดอาญา
แม้ผู้ตายยิงจำเลยก่อนอ้างเหตุป้องกันตัวไม่ได้
ทำร้ายร่างกายกับการป้องกันตัว
พรากเด็กต่ำ15 ปี ไปเพื่อการอนาจารจำคุก 5 ปี
ซื้อเสียงเลือกตั้งไม่รอลงอาญา
ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดอันพึงริบ
การเอาทรัพย์ที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริตเป็นความผิดฐานลักทรัพย์
กระทำชำเราต่างวันต่างเวลาและต่างสถานที่ผิดหลายกรรม
เบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล
การพรากเด็กไม่ว่าเด็กจะออกจากบ้านเองก็ย่อมเป็นความผิดทั้งสิ้น
ปลอมหนังสือรับรองที่ดินขององค์การบริหารส่วนตำบลเพื่อกู้เงิน เป็นปลอมเอกสารราชการ ใช้เอกสารราชการปลอม และฉ้อโกงหรือไม่
พิพากษาจำคุกจำเลยศาลฎีกายกฟ้องเพราะคำฟ้องไม่ได้ลงชื่อ
หมิ่นประมาทกับดูหมิ่นซึ่งหน้า-ความผิดอาญามีโทษหนักเบาแตกต่างกัน
พรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย
พยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจำคุกตลอดชีวิต
บันดาลโทสะหรือพยายามฆ่า
ความผิดอันยอมความได้ | คดีหมิ่นประมาท | ร้องทุกข์ภายในสามเดือน
พกพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต
การสมรสในต่างประเทศระหว่างหญิงไทยกับหญิงไทย
การกระทำชำเราที่ไม่ต้องรับโทษ
การสมรสกันถูกต้องตามกฎหมายอิสลามจำเลยไม่ต้องรับโทษ
กระทำโดยประมาทไม่อาจอ้างเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย
ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยไม่มีอำนาจสอบสวนไม่มีอำนาจฟ้อง