
| การกักกันรวมกับโทษจำคุกเพื่อใช้สิทธิฎีกาได้หรือไม่ หลักวิธีการเพื่อความปลอดภัยและข้อจำกัดสิทธิฎีกาในคดีอาญา
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหลักสำคัญเรื่องความแตกต่างระหว่างโทษจำคุกกับการกักกัน และผลของความแตกต่างดังกล่าวต่อสิทธิในการฎีกาของจำเลย โดยจำเลยถูกพิพากษาจำคุกและให้กักกันต่อจากวันที่พ้นโทษ จำเลยจึงฎีกาโดยนำระยะเวลากักกันมารวมกับโทษจำคุกและอ้างว่าเมื่อรวมกันแล้วเท่ากับต้องรับโทษจำคุกเป็นเวลานานขึ้น ประเด็นสำคัญจึงมิใช่เพียงว่าจำเลยถูกจำกัดเสรีภาพเป็นเวลารวมเท่าใด แต่ต้องพิจารณาสถานะทางกฎหมายของการกักกันเสียก่อน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกักกันไม่ใช่โทษอาญา แต่เป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 39 (1) และมีลักษณะเบากว่าโทษจำคุก ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ทวิ วรรคสอง ห้ามนำกำหนดเวลาที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการเพื่อความปลอดภัยมาคำนวณรวมในการนับกำหนดโทษจำคุกเพื่อพิจารณาสิทธิฎีกา ดังนั้น แม้จำเลยจะถูกกักกันต่อจากการรับโทษจำคุก และแม้ระยะเวลากักกันอาจมีกำหนดไม่น้อยกว่า 3 ปีและไม่เกิน 10 ปี ก็ไม่อาจถือระยะเวลาดังกล่าวเป็นกำหนดโทษจำคุกหรือรวมเข้ากับโทษจำคุกเพื่อทำให้เกิดสิทธิฎีกาได้ เมื่อฎีกาต้องห้ามตามกฎหมาย ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย สาระสำคัญที่สุดของคดี การกักกันมีสถานะเป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัย ไม่ใช่โทษอาญา ระยะเวลากักกันจึงไม่ใช่กำหนดโทษจำคุกสำหรับการพิจารณาสิทธิฎีกา กฎหมายห้ามนำกำหนดเวลาของวิธีการเพื่อความปลอดภัยมารวมกับกำหนดโทษจำคุก แม้ศาลสั่งกักกันตั้งแต่ 3 ปีถึง 10 ปี ก็ไม่ทำให้ระยะเวลาดังกล่าวกลายเป็นโทษจำคุก จำเลยจึงไม่อาจนำโทษจำคุก 4 ปี 6 เดือน รวมกับกักกัน 3 ปี เป็น 7 ปี 6 เดือนเพื่อใช้สิทธิฎีกา เมื่อฎีกาต้องห้าม ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คำถามที่น่าสนใจ 1. การกักกันถือเป็นโทษอาญาเช่นเดียวกับโทษจำคุกหรือไม่ 2. จำเลยสามารถนำระยะเวลากักกันมารวมกับโทษจำคุกเพื่อพิจารณาสิทธิฎีกาได้หรือไม่ 3. หากศาลกำหนดให้กักกันเป็นเวลาหลายปี เหตุใดจึงไม่สามารถนำระยะเวลาดังกล่าวมาใช้คำนวณสิทธิฎีกา สรุปข้อเท็จจริง โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 41, 93, 336 และ 336 ทวิ ขอให้เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามกฎหมาย กักกันจำเลยมีกำหนดเวลาไม่น้อยกว่า 3 ปีและไม่เกิน 10 ปี และริบรถจักรยานยนต์ของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ รวมทั้งเคยถูกศาลพิพากษาลงโทษและพ้นโทษมาแล้วในคดีที่โจทก์อาศัยเป็นเหตุขอให้กักกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุก 7 ปี 6 เดือน เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 93 (13) เป็นจำคุก 10 ปี 9 เดือน เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงลดโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี 4 เดือน 15 วัน ริบของกลาง และให้กักกันจำเลยเป็นเวลา 3 ปีนับถัดจากวันที่พ้นโทษจำคุกตามมาตรา 41 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้โทษจำคุกเป็น 6 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งเป็น 9 ปี และลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงยังคงคำสั่งให้กักกันจำเลย 3 ปีหลังพ้นโทษจำคุก จำเลยฎีกาว่า เมื่อโทษจำคุก 4 ปี 6 เดือนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 รวมกับการกักกัน 3 ปีแล้ว เท่ากับจำเลยต้องได้รับโทษจำคุก 7 ปี 6 เดือน และขอให้ยกโทษกักกัน คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า การกักกันไม่ใช่โทษอาญา แต่เป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 39 (1) และมีลักษณะเบากว่าโทษจำคุก ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ทวิ วรรคสอง กำหนดโดยชัดแจ้งว่า ในการนับกำหนดโทษจำคุกตามมาตรา 218 และมาตรา 219 ห้ามคำนวณกำหนดเวลาที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการเพื่อความปลอดภัยรวมเข้าด้วย ผลของบทบัญญัติดังกล่าวคือ จำเลยไม่สามารถนำระยะเวลากักกันมาอนุโลมเป็นกำหนดโทษจำคุก และไม่สามารถนำระยะเวลากักกันมารวมกับโทษจำคุกเพื่อใช้เป็นฐานในการอ้างสิทธิฎีกา แม้การกักกันตามคดีจะมีกำหนดเวลาไม่น้อยกว่า 3 ปีและไม่เกิน 10 ปี ก็ไม่ทำให้สถานะของการกักกันเปลี่ยนจากวิธีการเพื่อความปลอดภัยเป็นโทษจำคุก ระยะเวลาของมาตรการจึงไม่ใช่เหตุที่จะนำมารวมกับกำหนดโทษจำคุกเพื่อเปิดสิทธิฎีกา ฎีกาของจำเลยจึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้จึงไม่ชอบ และศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ของบทบัญญัติ หัวใจของคดีอยู่ที่การจำแนกสถานะทางกฎหมายระหว่างโทษอาญากับวิธีการเพื่อความปลอดภัย แม้ทั้งสองกรณีอาจมีผลกระทบต่อเสรีภาพของบุคคล แต่ไม่อาจถือว่าเป็นมาตรการประเภทเดียวกันเพื่อประโยชน์ในการคำนวณสิทธิฎีกา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 39 (1) จัดการกักกันไว้ในกลุ่มวิธีการเพื่อความปลอดภัย ศาลฎีกาจึงยืนยันว่าการกักกันมิใช่โทษอาญา และมีลักษณะเบากว่าโทษจำคุก การพิจารณาสิทธิฎีกาจึงต้องยึดสถานะทางกฎหมายของมาตรการตามที่กฎหมายกำหนด มิใช่พิจารณาเพียงจำนวนปีที่จำเลยถูกจำกัดเสรีภาพ มาตรา 219 ทวิ วรรคสอง มีความสำคัญโดยตรง เพราะกำหนดหลักเฉพาะสำหรับการนับกำหนดโทษจำคุกตามมาตรา 218 และมาตรา 219 โดยไม่ให้นำระยะเวลาของวิธีการเพื่อความปลอดภัยมารวมเข้าด้วย จึงเป็นบทบัญญัติที่ป้องกันมิให้เกิดการเปลี่ยนสถานะของวิธีการเพื่อความปลอดภัยให้กลายเป็นโทษจำคุกโดยผลของการคำนวณ ในคดีนี้ จำเลยพยายามนำโทษจำคุก 4 ปี 6 เดือน รวมกับระยะเวลากักกัน 3 ปี แล้วถือเสมือนว่าตนต้องรับโทษจำคุก 7 ปี 6 เดือน แต่การคำนวณดังกล่าวขัดกับหลักที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยตรง เพราะระยะเวลากักกันต้องแยกออกจากกำหนดโทษจำคุกในการพิจารณาสิทธิฎีกา เจตนารมณ์ที่ปรากฏจากบทบัญญัติและคำวินิจฉัยจึงมุ่งให้การพิจารณาสิทธิฎีกาเป็นไปตามประเภทของมาตรการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด มิใช่พิจารณาจากผลรวมของระยะเวลาที่จำเลยต้องอยู่ภายใต้มาตรการตามคำพิพากษา วิเคราะห์แนวคำพิพากษาและผลทางกฎหมาย คำวินิจฉัยนี้แสดงหลักสำคัญว่า การพิจารณาว่าคดีอยู่ในเงื่อนไขที่จะฎีกาได้หรือไม่ ต้องแยกโทษจำคุกออกจากวิธีการเพื่อความปลอดภัยอย่างชัดเจน การที่คำพิพากษากำหนดทั้งจำคุกและกักกันแก่จำเลยคนเดียวกัน ไม่ทำให้มาตรการทั้งสองรวมเป็นโทษจำคุกก้อนเดียวกัน แม้การกักกันจะเริ่มนับถัดจากวันที่จำเลยพ้นโทษจำคุก และในทางข้อเท็จจริงทำให้จำเลยอยู่ภายใต้มาตรการจำกัดเสรีภาพต่อเนื่องกัน ก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงประเภทของมาตรการตามกฎหมาย นอกจากนี้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาไว้ มิได้ทำให้ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยเนื้อหาแห่งฎีกา เมื่อศาลฎีกาตรวจพบว่าฎีกานั้นต้องห้ามตามกฎหมาย ศาลฎีกาย่อมไม่รับวินิจฉัย และในคดีนี้ได้วินิจฉัยว่าคำสั่งรับฎีกาของศาลชั้นต้นเป็นการมิชอบ หลักดังกล่าวทำให้เห็นว่า ก่อนพิจารณาเนื้อหาว่าควรยกการกักกันหรือไม่ จำเป็นต้องพิจารณาเสียก่อนว่าจำเลยมีสิทธินำประเด็นนั้นขึ้นสู่ศาลฎีกาหรือไม่ เมื่อระยะเวลากักกันไม่อาจนำมารวมกับกำหนดโทษจำคุกเพื่อใช้สิทธิฎีกา ประเด็นขอให้ยกการกักกันจึงไม่เข้าสู่การวินิจฉัยในเนื้อหา สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาจำคุกจำเลย 7 ปี 6 เดือน เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งเป็น 10 ปี 9 เดือน ลดโทษกึ่งหนึ่งเพราะรับสารภาพ คงจำคุก 5 ปี 4 เดือน 15 วัน ริบของกลาง และกักกันจำเลย 3 ปีนับถัดจากวันที่พ้นโทษจำคุก 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้เป็นจำคุก 6 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งเป็น 9 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงยังคงการกักกัน 3 ปี 3. ศาลฎีกา วินิจฉัยว่าการกักกันเป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัย ไม่ใช่โทษจำคุก จึงนำ 3 ปีไปรวมกับโทษจำคุกเพื่อใช้สิทธิฎีกาไม่ได้ ฎีกาของจำเลยต้องห้าม และพิพากษายกฎีกา สรุปข้อคิดทางกฎหมาย หลักสำคัญของคดีนี้คือ การกำหนดสิทธิฎีกาในคดีอาญาต้องพิจารณาตามสถานะทางกฎหมายของมาตรการที่ศาลกำหนด มิใช่พิจารณาจากผลรวมของระยะเวลาที่มาตรการเหล่านั้นมีผลต่อเสรีภาพของจำเลย เมื่อประมวลกฎหมายอาญาจัดการกักกันเป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัย และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติห้ามนำระยะเวลาของวิธีการเพื่อความปลอดภัยมารวมในการนับกำหนดโทษจำคุกเพื่อพิจารณาสิทธิฎีกา การนำระยะเวลากักกันไปรวมกับโทษจำคุกจึงกระทำไม่ได้ คดีนี้จึงสะท้อนความสำคัญของการแยกประเด็นเรื่องเนื้อหาแห่งคดีออกจากประเด็นเรื่องสิทธิในการใช้กระบวนพิจารณา แม้จำเลยประสงค์ให้ศาลฎีกาพิจารณายกการกักกัน แต่ศาลจะเข้าสู่การวินิจฉัยเนื้อหาดังกล่าวได้ต่อเมื่อฎีกานั้นไม่ต้องห้ามตามกฎหมายเสียก่อน ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการแยกแยะว่า “การกักกัน” เป็นโทษจำคุกหรือเป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัย และสามารถนำระยะเวลากักกันมารวมกับกำหนดโทษจำคุกเพื่อใช้สิทธิฎีกาได้หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกักกันเป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 39 (1) มิใช่โทษอาญา และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ทวิ วรรคสอง ห้ามนำกำหนดเวลาของวิธีการเพื่อความปลอดภัยมารวมกับกำหนดโทษจำคุกในการพิจารณาสิทธิฎีกา มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 39 (1) และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ทวิ วรรคสอง ประกอบมาตรา 218 และมาตรา 219 สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายประเด็นสำคัญสั้น ๆ 1. การกักกันเป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัย การกักกันไม่ใช่โทษอาญาหรือโทษจำคุก แต่เป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 39 (1) แม้จำเลยต้องถูกกักกันภายหลังพ้นโทษจำคุก ก็ไม่ทำให้การกักกันเปลี่ยนสถานะเป็นโทษจำคุก 2. ห้ามรวมระยะเวลากักกันกับโทษจำคุกเพื่อใช้สิทธิฎีกา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ทวิ วรรคสอง ห้ามนำกำหนดเวลาของวิธีการเพื่อความปลอดภัยมาคำนวณรวมกับกำหนดโทษจำคุกตามมาตรา 218 และมาตรา 219 ดังนั้น จำเลยจึงไม่สามารถนำระยะเวลากักกัน 3 ปีมารวมกับโทษจำคุก 4 ปี 6 เดือนเพื่ออ้างว่าต้องรับโทษจำคุก 7 ปี 6 เดือนและใช้เป็นฐานแห่งสิทธิฎีกาได้ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม การกักกันถือเป็นโทษอาญาหรือไม่ คำตอบ ไม่ถือเป็นโทษอาญา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการกักกันเป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 39 (1) และมีลักษณะเบากว่าโทษจำคุก ดังนั้น แม้ผู้ถูกกักกันจะถูกจำกัดเสรีภาพตามระยะเวลาที่ศาลกำหนด การกักกันก็ยังคงมีสถานะเป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัย มิใช่โทษจำคุก 2. คำถาม สามารถนำระยะเวลากักกันมารวมกับโทษจำคุกเพื่อใช้สิทธิฎีกาได้หรือไม่ คำตอบ ไม่ได้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ทวิ วรรคสอง ห้ามนำกำหนดเวลาที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการเพื่อความปลอดภัยมารวมในการนับกำหนดโทษจำคุกตามมาตรา 218 และมาตรา 219 จึงไม่อาจนำระยะเวลากักกันมารวมกับโทษจำคุกเพื่อทำให้เกิดสิทธิฎีกา 3. คำถาม หากศาลสั่งจำคุก 4 ปี 6 เดือน และกักกันอีก 3 ปี ถือว่าจำคุก 7 ปี 6 เดือนหรือไม่ คำตอบ ไม่ถือเช่นนั้นสำหรับการพิจารณาสิทธิฎีกา เพราะโทษจำคุกกับการกักกันมีสถานะทางกฎหมายแตกต่างกัน ในคดีนี้จำเลยอ้างว่ารวมแล้วเท่ากับต้องรับโทษจำคุก 7 ปี 6 เดือน แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าไม่สามารถนำระยะเวลากักกัน 3 ปีมารวมกับโทษจำคุก 4 ปี 6 เดือนได้ 4. คำถาม การที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาไว้แล้ว หมายความว่าศาลฎีกาต้องวินิจฉัยฎีกาหรือไม่ คำตอบ ไม่หมายความเช่นนั้น ในคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลย แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าฎีกาต้องห้ามตามกฎหมายและคำสั่งรับฎีกาดังกล่าวเป็นการมิชอบ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยและพิพากษายกฎีกาของจำเลย ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1056/2569 การกักกันไม่ใช่โทษอาญาเป็นแต่เพียงวิธีการเพื่อความปลอดภัยตาม ป.อ. มาตรา 39 (1) ซึ่งมีลักษณะเบากว่าโทษจำคุก ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ทวิ วรรคสอง บัญญัติว่า "ในการนับกำหนดโทษจำคุกตามความในมาตรา 218 และ 219 นั้น ห้ามมิให้คำนวณกำหนดเวลาที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการเพื่อความปลอดภัยรวมเข้าด้วย" ฉะนั้น จะอนุโลมกำหนดเวลากักกันเป็นกำหนดโทษจำคุกหรือรวมกับโทษจำคุกเพื่อใช้สิทธิฎีกาไม่ได้ และไม่ว่ากักกันจะมีกำหนดเวลาไม่น้อยกว่า 3 ปี และไม่เกิน 10 ปี ก็ตาม ย่อมเป็นอันต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 41, 93, 336, 336 ทวิ เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามกฎหมายและกักกันจำเลยมีกำหนดเวลาไม่น้อยกว่าสามปีและไม่เกินสิบปี ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ และเคยถูกศาลพิพากษาลงโทษและพ้นโทษมาแล้วในคดีที่โจทก์ขอให้กักกันตามฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุก 7 ปี 6 เดือน เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (ที่ถูก มาตรา 93 (13)) เป็นจำคุก 10 ปี 9 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี 4 เดือน 15 วัน ริบของกลาง และให้กักกันจำเลยเป็นเวลา 3 ปี นับถัดจากวันที่พ้นโทษจำคุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 41 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุก 6 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (ที่ถูก มาตรา 93 (13)) เป็นจำคุก 9 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า การที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษกักกันจำเลย 3 ปี นับถัดจากวันที่พ้นโทษ เมื่อรวมกับโทษตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เท่ากับจำเลยต้องได้รับโทษจำคุก 7 ปี 6 เดือน ขอให้ยกโทษกักกันให้แก่จำเลย นั้น เห็นว่า การกักกันไม่ใช่โทษอาญาเป็นแต่เพียงวิธีการเพื่อความปลอดภัยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 39 (1) ซึ่งมีลักษณะเบากว่าโทษจำคุก ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ทวิ วรรคสอง บัญญัติว่า "ในการนับกำหนดโทษจำคุกตามความในมาตรา 218 และ 219 นั้น ห้ามมิให้คำนวณกำหนดเวลาที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการเพื่อความปลอดภัยรวมเข้าด้วย" ฉะนั้น จะอนุโลม กำหนดเวลากักกันเป็นกำหนดโทษจำคุกหรือรวมกับโทษจำคุกเพื่อใช้สิทธิฎีกาไม่ได้ และไม่ว่ากักกันจะมีกำหนดเวลาไม่น้อยกว่าสามปีและไม่เกินสิบปี ก็ตามย่อมเป็นอันต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยมานั้น เป็นการมิชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกฎีกาของจำเลย.
|




