ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




คำร้องขอรื้อฟื้นคดีอาญาไม่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมาย ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยยืนถือเป็นการยกคำร้องและเป็นที่สุด ผู้ร้องยังมีสิทธิฎีกาต่อหรือไม่

คำร้องรื้อฟื้นคดีอาญาไม่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมาย, ศาลชั้นต้นไม่รับคำร้องรื้อฟื้นคดีอาญา, ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนคำสั่งไม่รับคำร้อง, คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดตามกฎหมาย, ผู้ร้องไม่มีสิทธิฎีกาในคดีรื้อฟื้นคดีอาญา, หลักเกณฑ์การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่, การยื่นคำร้องรื้อฟื้นคดีอาญา, การตีความคำพิพากษาศาลอุทธรณ์, พยานหลักฐานใหม่ในการรื้อฟื้นคดีอาญา, คำร้องไม่มีมูลตามกฎหมาย, การวินิจฉัยคำร้องรื้อฟื้นคดีอาญา, การไม่ไต่สวนคำร้องรื้อฟื้นคดีอาญา, คำพิพากษาศาลอุทธรณ์, 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดยื่นคำร้องอ้างว่าจะนำพยานหลักฐานใหม่มาแสดงในภายหลัง แต่ข้อเท็จจริงตามคำร้องยังไม่เข้าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ศาลชั้นต้นจึงไม่รับคำร้องและส่งสำนวนให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาตามขั้นตอน เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นพ้องว่าคำร้องไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามกฎหมายและพิพากษายืน จึงเกิดประเด็นสำคัญว่าคำพิพากษาดังกล่าวถือเป็นเพียงการยืนคำสั่งของศาลชั้นต้น หรือถือว่าเป็นการยกคำร้องในเนื้อหาแห่งคดีแล้ว และผู้ร้องยังมีสิทธิฎีกาต่อศาลฎีกาหรือไม่

คดีนี้ศาลฎีกาได้วางหลักสำคัญเกี่ยวกับการตีความผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยพิจารณาจากสาระของคำวินิจฉัยมากกว่าถ้อยคำที่ใช้ในคำพิพากษา แม้ศาลอุทธรณ์จะไม่ได้ใช้ถ้อยคำว่า "ยกคำร้อง" โดยตรง แต่เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่าคำร้องไม่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมายและพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น ย่อมมีผลในทางกฎหมายเสมือนเป็นการยกคำร้องแล้ว ส่งผลให้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิฎีกาต่อศาลฎีกาอีก

คำพิพากษานี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจขั้นตอนการรื้อฟื้นคดีอาญา อำนาจของศาลชั้นต้นในการพิจารณาว่าจะไต่สวนคำร้องหรือไม่เมื่อเห็นว่าคดีสามารถวินิจฉัยได้จากคำร้องเพียงอย่างเดียว ตลอดจนผลทางกฎหมายของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคำร้อง ซึ่งเป็นหลักสำคัญที่ผู้ประสงค์จะยื่นคำร้องรื้อฟื้นคดีอาญา ตลอดจนผู้ปฏิบัติงานด้านกฎหมาย ควรทำความเข้าใจอย่างถูกต้องก่อนดำเนินกระบวนการตามกฎหมาย เพื่อให้การใช้สิทธิเป็นไปตามหลักเกณฑ์และข้อจำกัดที่กฎหมายกำหนดไว้โดยเคร่งครัด 

สรุปข้อเท็จจริง

คดีนี้สืบเนื่องมาจากคดีอาญาที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 ประกอบมาตรา 364 และมาตรา 83 โดยกำหนดโทษจำคุกและโทษปรับแก่จำเลยแต่ละรายแตกต่างกันตามพฤติการณ์แห่งคดี พร้อมทั้งเพิ่มโทษแก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ตามบทบัญญัติของกฎหมายอาญา เนื่องจากเคยต้องโทษมาก่อน และลดโทษให้แก่จำเลยทุกคนเพราะทางนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา สำหรับจำเลยที่ 1 ศาลให้รอการลงโทษจำคุก พร้อมกำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติ การรายงานตัว การทำงานบริการสังคม และกำหนดข้อห้ามเกี่ยวกับยาเสพติด ส่วนจำเลยที่ 4 ให้นับโทษจำคุกต่อจากโทษในคดีอื่นที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ส่งผลให้คดีเดิมเสร็จเด็ดขาดตามกระบวนการยุติธรรมและคำพิพากษาถึงที่สุดตามกฎหมาย 

ภายหลังจากคดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ยื่นคำร้องขอรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ โดยอ้างว่าตลอดการต่อสู้คดีทั้งสามศาลที่ผ่านมา จำเลยทั้งสองมิได้นำพยานหลักฐานที่เป็นประโยชน์และเป็นคุณแก่ตนเองเข้าสืบในคดี จึงทำให้ยังมีข้อสงสัยหลายประการเกี่ยวกับข้อเท็จจริงในแต่ละขั้นตอนของการดำเนินคดี และระบุว่าหากศาลอนุญาตให้รื้อฟื้นคดี จะนำพยานหลักฐานใหม่ทั้งหมดเข้าสู่การพิจารณา เพื่อมิให้เสียรูปคดีและเพื่อรักษาความยุติธรรม อย่างไรก็ตาม คำร้องดังกล่าวมิได้แสดงข้อเท็จจริงที่ทำให้เห็นว่าพยานหลักฐานใหม่ดังกล่าวเข้าเงื่อนไขตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดสำหรับการรื้อฟื้นคดีอาญา 

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามคำร้องไม่เข้าเงื่อนไขตามหลักเกณฑ์ของพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ จึงมีคำสั่งไม่รับคำร้อง และดำเนินการส่งคำร้องพร้อมถ้อยคำสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด โดยมิได้ทำการไต่สวนคำร้องก่อน เนื่องจากเห็นว่าคดีสามารถวินิจฉัยได้จากรายละเอียดในคำร้องที่ยื่นไว้แล้ว 

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าว จึงอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อขอให้พิจารณาว่าศาลชั้นต้นควรรับคำร้องไว้ดำเนินการและไต่สวนพยานหลักฐานเพิ่มเติมก่อนมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับการรื้อฟื้นคดีอาญา แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่า ข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองอ้างยังไม่เข้าองค์ประกอบตามกฎหมายสำหรับการรื้อฟื้นคดีอาญา จึงพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้น โดยมิได้มีคำสั่งให้ย้อนสำนวนกลับไปเพื่อให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำร้องก่อนแต่อย่างใด 

อำนาจของศาลชั้นต้นในการพิจารณาคำร้องโดยไม่ต้องไต่สวน

ประเด็นแรกที่ศาลฎีกาวินิจฉัย คือ ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ต้องไต่สวนคำร้องทุกกรณีหรือไม่ก่อนมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอรื้อฟื้นคดีอาญา ศาลฎีกาวางหลักว่า แม้กฎหมายจะบัญญัติเรื่องการไต่สวนคำร้องไว้ แต่การจะไต่สวนหรือไม่นั้นเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นในการพิจารณาว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องเพียงพอสำหรับการวินิจฉัยหรือไม่ หากศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องกล่าวอ้างยังไม่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมายอยู่แล้ว ศาลย่อมสามารถวินิจฉัยจากคำร้องได้โดยไม่จำเป็นต้องเปิดการไต่สวนเพิ่มเติม การดำเนินกระบวนพิจารณาในลักษณะดังกล่าวจึงไม่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย และไม่ทำให้กระบวนพิจารณาเสียไปแต่อย่างใด 

ศาลฎีกาอธิบายเพิ่มเติมว่า ศาลชั้นต้นได้พิจารณารายละเอียดทั้งหมดที่ปรากฏในคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว ก่อนจะมีความเห็นว่าข้อเท็จจริงที่กล่าวอ้างไม่เข้าเงื่อนไขของกฎหมายเกี่ยวกับการรื้อฟื้นคดีอาญา จึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องและส่งสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตรวจสอบต่อไป การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด และไม่จำเป็นต้องถือว่าศาลชั้นต้นต้องไต่สวนพยานหลักฐานทุกกรณี เพราะหากข้อเท็จจริงตามคำร้องยังไม่ผ่านหลักเกณฑ์ตั้งแต่ต้น การไต่สวนเพิ่มเติมก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลแห่งการวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวได้ ดังนั้น การไม่ไต่สวนคำร้องในคดีนี้จึงเป็นการใช้ดุลพินิจภายในขอบเขตอำนาจของศาลโดยชอบด้วยกฎหมาย 

ผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่าคำร้องไม่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมาย

ประเด็นสำคัญลำดับต่อมาคือ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น โดยให้เหตุผลว่าคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามกฎหมายเกี่ยวกับการรื้อฟื้นคดีอาญา แม้จะมิได้ใช้ถ้อยคำว่า "ยกคำร้อง" โดยตรง ผลทางกฎหมายจะถือว่าเป็นเพียงการยืนยันคำสั่งของศาลชั้นต้น หรือถือว่าเป็นการวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคำร้องแล้ว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ต้องพิจารณาจากสาระสำคัญของคำวินิจฉัย มิใช่พิจารณาเฉพาะถ้อยคำที่ใช้ในคำพิพากษา เพราะศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยไว้อย่างชัดแจ้งแล้วว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่เข้าองค์ประกอบตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายสำหรับการรื้อฟื้นคดีอาญา จึงเป็นการวินิจฉัยถึงเนื้อหาแห่งคำร้องโดยตรง มิใช่เป็นเพียงการวินิจฉัยในประเด็นกระบวนพิจารณาหรือขั้นตอนการดำเนินคดีเท่านั้น 

ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับเหตุผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งระบุโดยชัดแจ้งว่า คำร้องของจำเลยทั้งสองไม่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมายเช่นเดียวกับที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้ จึงแสดงให้เห็นว่าศาลอุทธรณ์ได้ตรวจสอบสาระของคำร้องทั้งหมดแล้ว และมีความเห็นว่าผู้ร้องยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะได้รับการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ การที่ศาลอุทธรณ์มิได้สั่งย้อนสำนวนกลับไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนเพิ่มเติม ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าศาลอุทธรณ์เห็นว่าข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องอ้างยังไม่ผ่านหลักเกณฑ์ของกฎหมายตั้งแต่ต้น จึงไม่มีเหตุจำเป็นต้องดำเนินกระบวนพิจารณาในขั้นตอนถัดไปอีก 

ศาลฎีกาจึงวางหลักว่า เมื่อศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคำร้องแล้ว แม้คำพิพากษาจะใช้ถ้อยคำว่า "พิพากษายืน" ตามคำสั่งของศาลชั้นต้นก็ตาม ก็ต้องตีความว่า ศาลอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยยกคำร้องในเนื้อหาแล้วเช่นเดียวกัน เพราะสาระสำคัญของคำพิพากษาแสดงให้เห็นว่าศาลได้วินิจฉัยถึงสิทธิของผู้ร้องในการขอรื้อฟื้นคดีอาญาโดยครบถ้วน มิใช่เพียงตรวจสอบความถูกต้องของรูปแบบคำสั่งหรือขั้นตอนทางกระบวนพิจารณาเท่านั้น หลักการตีความเช่นนี้ทำให้ผลของคำพิพากษาสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งให้การพิจารณาคำร้องรื้อฟื้นคดีอาญาเป็นไปโดยรวดเร็วและสิ้นสุดเมื่อศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยในสาระสำคัญของคำร้องแล้ว 

เหตุที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีสิทธิฎีกา

เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นการวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคำร้องและมีผลเสมือนเป็นการยกคำร้องแล้ว ประเด็นสำคัญต่อมาจึงอยู่ที่ว่า ผู้ร้องยังมีสิทธิฎีกาต่อศาลฎีกาหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้อง คำสั่งดังกล่าวย่อมเป็นที่สุด ดังนั้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะไม่ได้ใช้ถ้อยคำว่า "ยกคำร้อง" โดยตรง แต่เมื่อคำพิพากษามีผลในทางกฎหมายเช่นเดียวกับการยกคำร้อง จึงต้องถือว่าคำพิพากษานั้นถึงที่สุดตามกฎหมาย ผู้ร้องจึงไม่อาจใช้สิทธิฎีกาต่อศาลฎีกาได้อีก 

ศาลฎีกายังวินิจฉัยต่อไปว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไว้นั้น เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเมื่อคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ถึงที่สุดแล้ว สิทธิในการฎีกาย่อมสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมาย ศาลฎีกาจึงไม่มีอำนาจรับวินิจฉัยข้อโต้แย้งในฎีกาของจำเลยทั้งสองอีกต่อไป ผลแห่งการวินิจฉัยจึงมิใช่การพิจารณาเนื้อหาของข้อฎีกา แต่เป็นการยืนยันว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิใช้สิทธิฎีกาตั้งแต่แรก เพราะกฎหมายกำหนดให้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในกรณีเช่นนี้เป็นที่สุดแล้ว 

หลักวินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การพิจารณาว่าคำพิพากษาจะถึงที่สุดหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากผลทางกฎหมายของคำวินิจฉัยเป็นสำคัญ มิใช่พิจารณาเพียงรูปแบบหรือถ้อยคำที่ศาลใช้ในคำพิพากษา หากศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยเนื้อหาแห่งคำร้องครบถ้วนแล้วและผลของคำวินิจฉัยมีลักษณะเป็นการยกคำร้อง ย่อมทำให้กระบวนพิจารณาสิ้นสุดลงตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ทันที ผู้ร้องไม่อาจอาศัยเพียงการใช้ถ้อยคำที่แตกต่างกันของศาลอุทธรณ์มาเป็นเหตุอ้างว่ายังคงมีสิทธิฎีกาต่อศาลฎีกาได้ เพราะการตีความเช่นนั้นจะขัดต่อบทบัญญัติที่กำหนดให้คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในเรื่องดังกล่าวเป็นที่สุดโดยชัดแจ้ง 

วิเคราะห์หลักกฎหมาย

คดีนี้แสดงให้เห็นหลักสำคัญของกฎหมายว่าด้วยการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ว่า การยื่นคำร้องมิใช่สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาโดยอัตโนมัติ แต่ผู้ร้องต้องแสดงข้อเท็จจริงให้เข้าเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนดเสียก่อน หากข้อเท็จจริงที่กล่าวอ้างยังไม่ผ่านหลักเกณฑ์ดังกล่าว ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจไม่รับคำร้องได้โดยไม่จำเป็นต้องไต่สวนเพิ่มเติม และเมื่อศาลอุทธรณ์ได้ตรวจสอบแล้วเห็นพ้องว่าคำร้องไม่เข้าเกณฑ์ พร้อมทั้งวินิจฉัยในสาระสำคัญของคำร้อง ย่อมถือว่ากระบวนการพิจารณาคำร้องได้สิ้นสุดลงตามกฎหมาย แม้คำพิพากษาจะมิได้ใช้ถ้อยคำว่า "ยกคำร้อง" ก็ตาม 

เจตนารมณ์ของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

จากเหตุผลแห่งคำพิพากษา เห็นได้ว่าบทบัญญัติของพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่มีเจตนารมณ์ให้การรื้อฟื้นคดีเป็นมาตรการพิเศษสำหรับกรณีที่มีเหตุอันสมควรตามที่กฎหมายกำหนด มิใช่เป็นช่องทางเปิดให้มีการนำคดีที่ถึงที่สุดแล้วกลับมาพิจารณาใหม่ได้ทุกกรณี ดังนั้น กฎหมายจึงกำหนดให้มีการตรวจสอบคำร้องตั้งแต่เบื้องต้น และเมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคำร้องไม่มีมูลหรือไม่เข้าเงื่อนไขแล้ว ให้คำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นที่สุด เพื่อสร้างความมั่นคงแน่นอนของคำพิพากษาที่ถึงที่สุดและรักษาความสมดุลระหว่างสิทธิของผู้ร้องกับหลักความเด็ดขาดแห่งคดีอาญา

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

ภายหลังจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องขอรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ โดยอ้างว่าจะนำพยานหลักฐานใหม่มาแสดงเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์และให้เกิดความยุติธรรม ศาลชั้นต้นได้พิจารณาคำร้องแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำร้องยังไม่เข้าเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ จึงมีคำสั่งไม่รับคำร้อง และให้ส่งคำร้องพร้อมถ้อยคำสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด โดยศาลมิได้ทำการไต่สวนคำร้องก่อน เนื่องจากเห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำร้องเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้ว

2. ศาลอุทธรณ์ภาค 1

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตรวจสำนวนและพิจารณาเหตุผลที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์แล้ว เห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องไม่เข้าองค์ประกอบและไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดสำหรับการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ จึงพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้น โดยมิได้มีคำสั่งให้ย้อนสำนวนกลับไปเพื่อให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องเพิ่มเติม ทั้งยังถือว่าคำร้องไม่มีเหตุอันสมควรที่จะดำเนินกระบวนการรื้อฟื้นคดีต่อไป

3. ศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาว่าจะไต่สวนคำร้องหรือไม่ หากเห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำร้องเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้ว การไม่ไต่สวนจึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้ ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะมิได้ใช้ถ้อยคำว่า "ยกคำร้อง" แต่เมื่อได้วินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคำร้องแล้วว่า คำร้องไม่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมายและพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น ย่อมมีผลในทางกฎหมายเสมือนเป็นการยกคำร้อง ซึ่งกฎหมายกำหนดให้คำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นที่สุด จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่มีสิทธิฎีกา การที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาไว้จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยและพิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญว่า การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่เป็นกระบวนการพิเศษที่กฎหมายกำหนดเงื่อนไขไว้อย่างเคร่งครัด ผู้ร้องมีภาระต้องแสดงข้อเท็จจริงให้ปรากฏตั้งแต่ในคำร้องว่าเข้าองค์ประกอบตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ มิใช่เพียงกล่าวอ้างว่าจะนำพยานหลักฐานใหม่มาแสดงในภายหลังโดยยังไม่แสดงเหตุอันเป็นสาระสำคัญรองรับคำร้อง เมื่อข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำร้องยังไม่ผ่านหลักเกณฑ์ดังกล่าว ศาลย่อมมีอำนาจไม่รับคำร้องได้โดยไม่จำเป็นต้องไต่สวนเพิ่มเติม เพราะการไต่สวนมิใช่หน้าที่ที่ต้องกระทำในทุกกรณี หากข้อเท็จจริงตามคำร้องเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้ว

อีกประการหนึ่ง คดีนี้วางหลักการตีความคำพิพากษาที่มีความสำคัญว่า การพิจารณาผลทางกฎหมายของคำพิพากษาต้องพิจารณาจากสาระของคำวินิจฉัย มิใช่ยึดติดกับถ้อยคำที่ศาลใช้เพียงอย่างเดียว แม้ศาลอุทธรณ์จะมิได้ใช้คำว่า "ยกคำร้อง" แต่เมื่อได้วินิจฉัยในเนื้อหาแล้วว่าคำร้องไม่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมายและพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น ผลแห่งคำพิพากษาย่อมมีลักษณะเป็นการยกคำร้องโดยสมบูรณ์ ส่งผลให้คำพิพากษานั้นเป็นที่สุดตามบทบัญญัติของกฎหมาย ผู้ร้องไม่อาจใช้สิทธิฎีกาต่อไปได้ หลักวินิจฉัยดังกล่าวจึงช่วยสร้างความชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการรื้อฟื้นคดีอาญาและรักษาหลักความมั่นคงแน่นอนของคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้ว 

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่าคำร้องขอรื้อฟื้นคดีอาญาไม่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมาย แม้จะมิได้ใช้ถ้อยคำว่า "ยกคำร้อง" โดยตรง แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคำร้องแล้ว ย่อมถือว่ามีผลเป็นการยกคำร้อง และคำพิพากษาดังกล่าวเป็นที่สุด ผู้ร้องไม่มีสิทธิฎีกาต่อศาลฎีกา

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดี พร้อมขยายความโดยสังเขป

พระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 5

เป็นบทบัญญัติที่กำหนดหลักเกณฑ์เบื้องต้นว่าคำร้องขอรื้อฟื้นคดีอาญาจะต้องมีข้อเท็จจริงหรือเหตุที่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมายเสียก่อน หากคำร้องไม่แสดงเหตุที่เข้าเกณฑ์ดังกล่าว ศาลย่อมมีอำนาจไม่รับคำร้องได้ตั้งแต่ต้นโดยไม่จำเป็นต้องดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป

พระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 10

เป็นบทบัญญัติที่กำหนดผลของคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ในคดีรื้อฟื้นคดีอาญา โดยเมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคำร้องไม่มีมูลหรือมีผลเป็นการยกคำร้อง คำวินิจฉัยดังกล่าวย่อมเป็นที่สุดตามกฎหมาย ผู้ร้องไม่อาจใช้สิทธิฎีกาต่อศาลฎีกาได้อีก แม้คำพิพากษาจะมิได้ใช้ถ้อยคำว่า "ยกคำร้อง" โดยตรงก็ตาม หากสาระแห่งคำวินิจฉัยแสดงให้เห็นว่าศาลได้วินิจฉัยเนื้อหาของคำร้องเสร็จสิ้นแล้ว ก็ย่อมมีผลเป็นการยกคำร้องและทำให้คดีสิ้นสุดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ 

อธิบายหลักกฎหมาย พระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 10

1. มาตรา 10 กำหนดอำนาจของศาลอุทธรณ์ในการวินิจฉัยคำร้องรื้อฟื้นคดีอาญา

เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องและส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์แล้ว ศาลอุทธรณ์มีหน้าที่ตรวจสอบว่าคำร้องดังกล่าวเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายหรือไม่ หากเห็นว่าคำร้องไม่มีมูลหรือไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจยกคำร้องได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีการกลั่นกรองคำร้องที่ไม่มีเหตุอันสมควรตั้งแต่ต้น และป้องกันมิให้มีการรื้อฟื้นคดีอาญาโดยปราศจากข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานที่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย อันเป็นการรักษาความมั่นคงของคำพิพากษาที่ถึงที่สุดและทำให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังเป็นการคุ้มครองมิให้มีการนำคดีเดิมกลับเข้าสู่การพิจารณาซ้ำโดยไม่มีเหตุอันสมควรตามที่กฎหมายกำหนดไว้ 

2. การพิจารณาผลของคำพิพากษาต้องดูที่สาระแห่งคำวินิจฉัย ไม่ใช่เฉพาะถ้อยคำที่ใช้

หลักกฎหมายที่ปรากฏจากคดีนี้แสดงให้เห็นว่า การพิจารณาว่าศาลอุทธรณ์ได้ยกคำร้องแล้วหรือไม่นั้น มิใช่พิจารณาเฉพาะถ้อยคำที่ปรากฏในคำพิพากษา หากแต่ต้องพิจารณาจากเหตุผลและสาระแห่งคำวินิจฉัยทั้งหมด หากศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยโดยชัดแจ้งว่าคำร้องไม่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมายสำหรับการรื้อฟื้นคดีอาญา และพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ย่อมถือได้ว่าศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยยกคำร้องในเนื้อหาแล้ว แม้จะมิได้ใช้คำว่า "ยกคำร้อง" โดยตรงก็ตาม หลักการตีความเช่นนี้ช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปตามเจตนารมณ์ของบทบัญญัติ มิให้สิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกาเปลี่ยนแปลงไปเพียงเพราะรูปแบบของถ้อยคำที่ศาลใช้ในคำพิพากษา ทั้งยังทำให้ผลของคำพิพากษาสอดคล้องกับสาระของการวินิจฉัยอย่างแท้จริง 

3. เมื่อศาลอุทธรณ์ยกคำร้องหรือมีผลเป็นการยกคำร้อง คำวินิจฉัยย่อมเป็นที่สุด

สาระสำคัญของมาตรา 10 คือการกำหนดให้คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ในกรณีที่ยกคำร้องมีผลเป็นที่สุด ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ร้องใช้สิทธิฎีกาต่อศาลฎีกาอีก หลักการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้กระบวนการพิจารณาคำร้องรื้อฟื้นคดีอาญาสิ้นสุดลงภายในชั้นศาลอุทธรณ์ หากศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาเนื้อหาแห่งคำร้องแล้วเห็นว่าไม่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย การดำเนินคดีในส่วนนี้ย่อมยุติลงทันที ผู้ร้องไม่อาจขอให้ศาลฎีกาตรวจสอบประเด็นเดิมซ้ำอีกได้ เพราะกฎหมายถือว่าศาลอุทธรณ์เป็นองค์กรศาลที่มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดขั้นสุดท้ายในประเด็นดังกล่าว หลักการนี้จึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความแน่นอนของคำพิพากษาและลดการดำเนินคดีที่ไม่จำเป็นในศาลสูงต่อไป 

4. ความสำคัญของมาตรา 10 ต่อระบบการรื้อฟื้นคดีอาญา

มาตรา 10 เป็นบทบัญญัติที่ทำหน้าที่สร้างความสมดุลระหว่างการเปิดโอกาสให้ผู้ที่อาจได้รับความไม่เป็นธรรมจากคำพิพากษาที่ถึงที่สุดสามารถยื่นคำร้องขอรื้อฟื้นคดีได้ กับการรักษาหลักความเด็ดขาดของคำพิพากษาในคดีอาญา กฎหมายจึงกำหนดให้มีการตรวจสอบคำร้องอย่างรอบคอบตั้งแต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ หากคำร้องไม่มีเหตุเพียงพอตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติไว้ กระบวนการจะสิ้นสุดลงทันทีโดยไม่เปิดช่องให้ดำเนินคดีต่อไปอีก คดีนี้จึงแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า มาตรา 10 มิได้เป็นเพียงบทบัญญัติว่าด้วยขั้นตอนทางกระบวนพิจารณาเท่านั้น แต่ยังเป็นบทบัญญัติที่กำหนดผลทางกฎหมายของคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์และกำหนดขอบเขตแห่งสิทธิในการใช้กระบวนการรื้อฟื้นคดีอาญาอย่างชัดเจน อันเป็นหลักสำคัญที่ช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีเอกภาพและรักษาความมั่นคงของกระบวนการยุติธรรมโดยรวม

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม

หากศาลชั้นต้นไม่รับคำร้องขอรื้อฟื้นคดีอาญาโดยไม่ได้ไต่สวนคำร้องก่อน ถือว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

คำตอบ

ไม่จำเป็นเสมอไป เพราะการไต่สวนคำร้องมิใช่ขั้นตอนที่ศาลต้องดำเนินการในทุกกรณี หากศาลชั้นต้นพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำร้องแล้วเห็นว่า ผู้ร้องยังมิได้แสดงเหตุหรือข้อเท็จจริงที่เข้าเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนดสำหรับการรื้อฟื้นคดีอาญา ศาลย่อมมีอำนาจวินิจฉัยได้ว่าคำร้องไม่เข้าเกณฑ์และไม่รับคำร้องโดยไม่ต้องไต่สวนเพิ่มเติม การใช้ดุลพินิจดังกล่าวเป็นอำนาจของศาลในการพิจารณาว่าข้อเท็จจริงตามคำร้องเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้วหรือไม่ หากศาลเห็นว่าต่อให้มีการไต่สวนเพิ่มเติมก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลทางกฎหมายได้ เพราะข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องกล่าวอ้างยังไม่เข้าองค์ประกอบตามกฎหมาย การไม่ไต่สวนย่อมไม่เป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย ทั้งยังเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาให้เป็นไปโดยรวดเร็วและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการกลั่นกรองคำร้องที่ไม่มีมูลตั้งแต่ในชั้นต้นก่อนที่จะเข้าสู่การพิจารณาในรายละเอียดต่อไป 

2. คำถาม

เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น แต่ไม่ได้ใช้คำว่า "ยกคำร้อง" โดยตรง จะถือว่าคำร้องถูกยกแล้วหรือไม่

คำตอบ

หลักการพิจารณาในเรื่องนี้ต้องพิจารณาจากสาระของคำวินิจฉัย มิใช่พิจารณาเฉพาะถ้อยคำที่ศาลใช้ในคำพิพากษา หากศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้อย่างชัดแจ้งแล้วว่า คำร้องของผู้ร้องไม่เข้าเงื่อนไขตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดสำหรับการรื้อฟื้นคดีอาญา และพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ย่อมแสดงให้เห็นว่าศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคำร้องเรียบร้อยแล้ว แม้จะมิได้ใช้คำว่า "ยกคำร้อง" โดยตรงก็ตาม ผลในทางกฎหมายย่อมถือได้ว่าเป็นการยกคำร้อง เพราะสาระสำคัญของคำพิพากษาคือการวินิจฉัยว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิได้รับการรื้อฟื้นคดีอาญาตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ การตีความในลักษณะดังกล่าวทำให้ผลของคำพิพากษาสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย และป้องกันมิให้การใช้ถ้อยคำที่แตกต่างกันของศาลส่งผลกระทบต่อสิทธิหรือหน้าที่ของคู่ความโดยไม่มีเหตุผลทางกฎหมายรองรับ 

3. คำถาม

เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคำร้องขอรื้อฟื้นคดีอาญาไม่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมาย ผู้ร้องยังมีสิทธิฎีกาต่อศาลฎีกาหรือไม่

คำตอบ

โดยหลักแล้วไม่มีสิทธิฎีกา หากคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์มีลักษณะเป็นการยกคำร้องหรือมีผลในทางกฎหมายเช่นเดียวกับการยกคำร้อง เนื่องจากกฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ในกรณีดังกล่าวให้เป็นที่สุด ดังนั้น แม้ผู้ร้องจะเห็นว่าศาลอุทธรณ์ใช้ถ้อยคำเพียงว่า "พิพากษายืน" แต่หากเหตุผลแห่งคำพิพากษาแสดงว่าศาลได้วินิจฉัยในเนื้อหาแล้วว่าคำร้องไม่เข้าองค์ประกอบตามกฎหมาย สิทธิในการฎีกาย่อมสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมายทันที การที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาไว้จึงไม่ทำให้เกิดสิทธิฎีกาขึ้น หากกฎหมายกำหนดว่าคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด ศาลฎีกาย่อมไม่มีอำนาจรับวินิจฉัยข้อฎีกาในเนื้อหาของคดีอีกต่อไป และต้องยุติกระบวนการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ 

4. คำถาม

การกล่าวอ้างว่าจะนำพยานหลักฐานใหม่มาแสดงในภายหลัง เพียงอย่างเดียวเพียงพอที่จะให้ศาลรับคำร้องรื้อฟื้นคดีอาญาหรือไม่

คำตอบ

ไม่เพียงพอ เพราะผู้ร้องมีหน้าที่ต้องแสดงข้อเท็จจริงตั้งแต่ในคำร้องว่าเหตุแห่งการขอรื้อฟื้นคดีเข้าองค์ประกอบตามที่กฎหมายกำหนด การกล่าวอ้างแต่เพียงว่าจะมีพยานหลักฐานใหม่หรือต้องการนำพยานหลักฐานมาแสดงในภายหลัง โดยมิได้แสดงรายละเอียดหรือข้อเท็จจริงที่ทำให้เห็นว่าพยานดังกล่าวเข้าเงื่อนไขของกฎหมาย ย่อมยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ศาลรับคำร้องไว้พิจารณา กฎหมายมิได้เปิดโอกาสให้ผู้ร้องยื่นคำร้องไว้ก่อนแล้วจึงค่อยค้นหาหรือจัดเตรียมพยานหลักฐานภายหลัง แต่กำหนดให้ผู้ร้องต้องแสดงเหตุอันเป็นสาระสำคัญประกอบคำร้องตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้ศาลสามารถตรวจสอบได้ว่ามีเหตุสมควรที่จะรื้อฟื้นคดีอาญาหรือไม่ หากข้อเท็จจริงที่แสดงมายังไม่ผ่านหลักเกณฑ์ ศาลย่อมมีอำนาจไม่รับคำร้องได้โดยชอบด้วยกฎหมายโดยไม่จำเป็นต้องดำเนินกระบวนการไต่สวนต่อไป 

5. คำถาม

คำพิพากษานี้ให้หลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับการรื้อฟื้นคดีอาญาไว้อย่างไร

คำตอบ

สาระสำคัญของคำพิพากษานี้อยู่ที่การวางหลักว่าการรื้อฟื้นคดีอาญาเป็นมาตรการพิเศษที่กฎหมายเปิดโอกาสให้ใช้ได้เฉพาะเมื่อผู้ร้องสามารถแสดงเหตุและข้อเท็จจริงที่เข้าเงื่อนไขตามบทบัญญัติของกฎหมายเท่านั้น ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาว่าจะไต่สวนคำร้องหรือไม่ หากเห็นว่าคดีสามารถวินิจฉัยได้จากคำร้องเพียงอย่างเดียว และเมื่อศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคำร้องแล้วว่าไม่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมาย แม้จะมิได้ใช้ถ้อยคำว่า "ยกคำร้อง" โดยตรง ผลแห่งคำพิพากษาย่อมถือเป็นการยกคำร้องและเป็นที่สุด ผู้ร้องไม่มีสิทธิฎีกาต่อศาลฎีกา หลักวินิจฉัยดังกล่าวจึงช่วยสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจของศาลแต่ละชั้น วิธีการตีความผลของคำพิพากษา และหลักความเด็ดขาดของคำพิพากษาในกระบวนการรื้อฟื้นคดีอาญา ซึ่งเป็นหลักสำคัญในการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปอย่างมีเอกภาพและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย 

บทสรุป

คำพิพากษาศาลฎีกานี้แสดงให้เห็นหลักการสำคัญของกฎหมายว่าด้วยการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ว่า แม้กฎหมายจะเปิดโอกาสให้ผู้ซึ่งเห็นว่าตนได้รับความไม่เป็นธรรมจากคำพิพากษาที่ถึงที่สุดสามารถยื่นคำร้องขอรื้อฟื้นคดีได้ แต่สิทธิดังกล่าวมิใช่สิทธิที่ใช้ได้โดยไม่มีเงื่อนไข ผู้ร้องจำเป็นต้องแสดงข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนตั้งแต่ต้นว่าคำร้องเข้าองค์ประกอบตามที่กฎหมายกำหนด หากข้อเท็จจริงที่ยื่นมายังไม่เข้าเกณฑ์ ศาลย่อมมีอำนาจไม่รับคำร้องได้โดยไม่จำเป็นต้องไต่สวนเพิ่มเติม ทั้งนี้ เพราะการไต่สวนเป็นดุลพินิจของศาลเมื่อเห็นว่าคดีสามารถวินิจฉัยได้จากคำร้องและเอกสารที่ยื่นมาแล้ว 

อีกหลักกฎหมายที่สำคัญคือ การพิจารณาผลของคำพิพากษาต้องคำนึงถึงเนื้อหาแห่งคำวินิจฉัยมากกว่าถ้อยคำที่ศาลใช้ แม้ศาลอุทธรณ์จะมิได้ระบุคำว่า "ยกคำร้อง" ไว้โดยตรง แต่เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่าคำร้องไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายและพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น ผลในทางกฎหมายย่อมถือว่าเป็นการยกคำร้องแล้ว จึงทำให้คำพิพากษาดังกล่าวเป็นที่สุดตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิฎีกาต่อศาลฎีกาอีกต่อไป 

คำพิพากษานี้จึงมีคุณค่าในทางวิชาการและทางปฏิบัติอย่างยิ่ง เพราะช่วยกำหนดแนวทางการตีความเกี่ยวกับอำนาจของศาลชั้นต้นในการพิจารณาคำร้อง อำนาจของศาลอุทธรณ์ในการวินิจฉัยเนื้อหาแห่งคำร้อง ตลอดจนผลทางกฎหมายของคำพิพากษาที่มีลักษณะเป็นการยกคำร้องโดยผลแห่งการตีความ อันเป็นหลักสำคัญที่ผู้ปฏิบัติงานด้านกฎหมาย นักวิชาการ ตลอดจนผู้ประสงค์จะยื่นคำร้องรื้อฟื้นคดีอาญาควรศึกษาและทำความเข้าใจ เพื่อให้การใช้สิทธิตามกฎหมายเป็นไปอย่างถูกต้อง สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติ และไม่ก่อให้เกิดการดำเนินกระบวนพิจารณาที่กฎหมายถือว่าสิ้นสุดลงแล้ว 

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8583/2568 

เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งคำร้องพร้อมถ้อยคำสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 และอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยว่า คำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 5 ตามความเห็นของศาลชั้นต้น และพิพากษายืน ดังนี้ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษายืน โดยไม่ได้พิพากษาให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตาม พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ชอบแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น จึงแปลความได้ว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว ดังนี้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงถึงที่สุดตาม พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 10 วรรคสอง

คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364 และมาตรา 83 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี และปรับ 6,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มีกำหนดคนละ 3 ปี เพิ่มโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ 4 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสี่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยทั้งสี่คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี และปรับ 4,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ 2 ปี 8 เดือน โทษจำคุกจำเลยที่ 1 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี โดยให้คุมความประพฤติของจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี และให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง มีกำหนด 1 ปี ตามเงื่อนไขและเวลาที่พนักงานคุมประพฤติกำหนด ให้ทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติกำหนดเป็นเวลา 12 ชั่วโมง กับห้ามจำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกประเภท ห้ามคบค้าสมาคมกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกประเภท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นับโทษจำคุกจำเลยที่ 4 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย 194/2562 และ ย 242/2562 ของศาลชั้นต้น ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องลงวันที่ 13 ธันวาคม 2565 ขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อสู้คดีถึงสามศาลและแพ้คดีเพราะไม่ได้นำพยานหลักฐานที่จะเป็นประโยชน์และเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงมีเหตุความสงสัยหลายอย่างในแต่ละขั้นตอน จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะได้นำพยานใหม่ทั้งหมดมาเสนอต่อศาลเมื่อได้รับอนุญาตเพื่อไม่เป็นการเสียรูปคดีและคงความยุติธรรม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 5 เห็นสมควรไม่รับคำร้อง ให้ส่งคำร้องพร้อมถ้อยคำสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยเร็ว

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้ทำการไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นได้พิจารณาคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 5 และมีความเห็นไม่รับคำร้องพร้อมส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งการที่ศาลชั้นต้นจะไต่สวนหรือไม่เป็นอำนาจโดยทั่วไปของศาลชั้นต้นหากเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว โดยพิจารณาเพียงคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลชั้นต้นก็อาจไม่ไต่สวนได้ การดำเนินการในส่วนนี้ของศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว และเมื่อคดีขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งคำร้องพร้อมถ้อยคำสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 และอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็มีคำวินิจฉัยไปโดยมิได้มีคำสั่งให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก่อนแต่อย่างใด โดยศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยไว้อย่างแจ้งชัดว่าคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 5 ตามความเห็นของศาลชั้นต้น และพิพากษายืน ดังนี้ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว โดยฟังว่าคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่จะให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ได้ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษายืน โดยไม่ได้พิพากษาให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า หากศาลอุทธรณ์เห็นว่า คำร้องนั้นไม่มีมูล ให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องนั้นก็ตาม แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ชอบแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น จึงแปลความได้ว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว ซึ่งมาตรา 10 วรรคสอง บัญญัติว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ตามวรรคหนึ่งให้เป็นที่สุด ดังนี้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงถึงที่สุดแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีสิทธิฎีกา การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 2 และที่ 3

คำร้องรื้อฟื้นคดีอาญาไม่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมาย  คำพิพากษาถึงที่สุดไม่ได้หมายความว่าสามารถขอรื้อฟื้นคดีได้ทุกกรณี เพราะหากคำร้องไม่เข้าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด สิทธิในการดำเนินคดีย่อมสิ้นสุดทันที  การรื้อฟื้นคดีอาญาเป็นกระบวนการพิเศษที่กฎหมายกำหนดเงื่อนไขไว้อย่างเคร่งครัด  ทนายลีนนท์ โทร.0859604258




เกี่ยวกับคดีอาญา

ลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์แล้วนำไปถอนเงินจากตู้เอทีเอ็ม เป็นความผิดกี่กรรม และต้องลงโทษอย่างไรตามกฎหมายอาญา
คำร้องทุกข์ไม่สมบูรณ์ในความผิดหมิ่นประมาทและผลต่ออำนาจฟ้องคดีอาญา
มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแต่จำเลยหลบหนีขาดอายุความอย่างไร
ความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ปฏิบัติหรือละเว้นตามมาตรา 157(ฎีกา 4639/2566)
เจ้าหน้าที่รัฐรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินป่าได้หรือไม่? การใช้อำนาจเกินขอบเขตผิดฐานทำให้เสียทรัพย์หรือไม่
“ไม่ใช่พ่อก็ผิดหนัก! ศาลฎีกาชี้ ผู้เลี้ยงดูเด็กย่อมมีอำนาจตามกฎหมาย หากล่วงละเมิดเข้าข่ายมาตรา 285 ต้องรับโทษเพิ่ม”
ขอคืนรถของกลาง & เงื่อนไขริบและคืน,ริบทรัพย์, เจ้าของทรัพย์, (ฎีกา 9090/2549)
คดีโฆษณาแอลกอฮอล์ & เครื่องหมายการค้า, โฆษณาผิดกฎหมาย, (ฎีกา 3139/2568)
คดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว & การยกฟ้อง ตรวจสอบคุณภาพข้าว, (ฎีกา 3555/2568)
ลูกจ้างเอาสินค้านายจ้างไปขายเข้าข่ายลักทรัพย์หรือยักยอก ศาลชี้ชัดสิทธิครอบครองเป็นของใคร พร้อมแนววินิจฉัยลดโทษ
ผู้จัดการมรดกทวงโฉนดที่ดินจากทายาท แต่ไม่ส่งคืนเป็นคดีอาญาหรือไม่? วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับความผิดฐานเอาเอกสารของผู้อื่น
บุกรุกป่าสงวนผิดหรือไม่ ศาลให้รอการลงโทษได้อย่างไร วิเคราะห์คดีสิ่งแวดล้อมและค่าเสียหายที่ศาลไม่อาจแก้ไขได้
คดีพยายามฆ่า, คดีบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย,(ฎีกา 2813/2568, )
คดีพยายามฆ่า & บุกรุกทำร้ายร่างกาย, บุกรุกเคหสถาน (ฎีกา 2813/2568)
คดีบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายและอาวุธ, ป.อ. มาตรา 364, (ฎีกาที่ 5613/2550)
คดีบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายและอาวุธ,มาตรา 364, (ฎีกา 5613/2550)
ฎีกา 1044/2568 – คดีฟอกเงิน & นับโทษจำคุกต่อ
(ฎีกาที่ 3710/2567): คดีพยายามฆ่า การวินิจฉัยเจตนาและข้อจำกัดในการยกฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4292/2567: การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายและข้อจำกัดในการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4447/2567: คดีช่วยซ่อนเร้นสินค้านำเข้าไม่ผ่านพิธีการศุลกากรและภาษีสรรพสามิต ศาลฎีกายกฎีกาจำเลย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4770/2567: ผู้เสียหายโดยตรงในคดีลักทรัพย์จากบัญชีเงินฝากและสิทธิฟ้องคดีอาญา
ฎีกาห้ามยกข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นฎีกา! คดีพยายามฆ่าใช้อาวุธปืน บวกโทษจากคดีเดิมและไม่รอการลงโทษจำคุก
ฎีกาไม่ได้เพราะยื่นผิดขั้นตอน! วิเคราะห์คดีลักทรัพย์ เพิ่มโทษ กักกัน และข้อจำกัดการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงตามกฎหมายอาญา
ความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานและหมิ่นประมาท-ศาลชี้ขาดเจตนากับการกระทำโดยสุจริต
ใช้รถยนต์ซ่อนเร้นบุหรี่เถื่อนต้องริบหรือไม่ ศาลวินิจฉัยหลักการริบทรัพย์ตามกฎหมายศุลกากรและบทบาทของพาหนะในการกระทำความผิด
ป้องกันเกินกว่าเหตุเพราะสำคัญผิด ยิงผู้อื่นโดยเข้าใจว่าเป็นคนร้าย ศาลชี้ต้องรับผิดแม้ไม่มีเจตนา
ฆ่าเพราะอารมณ์หรือวางแผนล่วงหน้า ศาลฎีกาชี้ขาดหลักแยก “ไตร่ตรองไว้ก่อน” กับ “โทสะฉับพลัน” และเกณฑ์ความโหดร้าย
ความรับผิดฐานควบคุมสัตว์ดุร้ายตาม ป.อ. มาตรา 377 และกฎหมายโรคระบาดสัตว์(ฎีกาที่ 8040/2567)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2429/2567 – พรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจารและสิทธิของผู้ปกครองตามกฎหมาย
ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบากว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ลักทรัพย์โดยสุจริต, ความผิดลักทรัพย์ vs การเข้าใจผิด, คดีลักทรัพย์ในเครือญาติ,
การกระทำของจำเลยเป็นการไตร่ตรองไว้ก่อน, ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนมาตรา 289 (4), โทษประหารชีวิตในคดีอาญา
ป.อ. มาตรา 54 ในการคำนวณการเพิ่มโทษหรือลดโทษที่จะลง
คดีอั้งยี่พนันออนไลน์ & ฟ้องครบองค์ประกอบ (ฎีกา 980/2567)
กระทำชำเราผู้เยาว์ในบ้านไม่ถือว่าแยกเด็กจากอำนาจปกครองดูแล
จำเลยไม่มีความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี
ผู้ปกครองอนุญาตให้ไปดูโทรทัศน์ที่บ้านของจำเลยเท่านั้น
การกระทำโดยพลาด
รอการลงโทษ,ให้การรับสารภาพ
นำบุหรี่หนีภาษีผิดไหม รถที่ใช้ขนจะถูกริบหรือไม่ กฎหมายศุลกากรตอบชัดเรื่องการริบของกลางและยานพาหนะ
ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้นั้นสภาพความเป็นลูกหนี้เจ้าหนี้เกิดขึ้นทันที
การกระทำความผิดระหว่างผู้บุพการีต่อผู้สืบสันดานหรือผู้สืบสันดานต่อผู้บุพการี
พาไปเพื่อการอนาจาร -บุคคลอายุกว่าสิบห้าปี
ความผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงาน
จำเลยฉ้อโกงหลอกลวงเอาทรัพย์ขณะที่ผู้เสียหายป่วยทางจิต
รอการกำหนดโทษ | รอการลงโทษ | พรบ.ล้างมลทิน
เบิกความอันเป็นเท็จในศาล
จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาใดไม่แน่ชัด
ป้องกันพอสมควรแก่เหตุ-ป้องกันเกินกว่าเหตุ
บันดาลโทสะเพราะเหตุยั่วยุให้โมโห
หมิ่นประมาท | เข้าใจโดยสุจริต
ความผิดฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้
เป็นอันตรายแก่จิตใจ - ใช้ยาสลบใส่กาแฟ
บันดาลโทสะต้องถูกข่มเหงอย่างร้ายแรง
หมิ่นประมาท | หนังสือพิมพ์ลงพิมพ์โฆษณา
วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนต้องห้ามฎีกา
ผู้เสียหายด่าจำเลย(บิดา)หยาบคายกรณีจึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ
เจตนาประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นได้ว่าผลนั้นจะเกิดขึ้นในราชอาณาจักร
การริบทรัพย์สิน | ใช้ในการกระทำความผิด
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป
คำว่า-วิชาชีพ-ในคดีอาญา
หลบหนีไปจากความควบคุมตามอำนาจของพนักงานสอบสวน
สเปรย์พริกไทยไม่เป็นอาวุธโดยสภาพ
พรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร | รับส่งเด็กนักเรียน
ลักทรัพย์ในสถานที่บูชาสาธารณะ
กระทำอนาจารต่อศิษย์นอกเวลาเรียน
ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ยังคงเป็นป่าตาม พ.ร.บ. ป่าไม้
เป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์และใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต
ลงลายมือชื่อรับรองคนต่างด้าว 7 คน
ความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตาม ป.อาญา มาตรา 188
ผู้สนับสนุนให้จำเลยกระทำความผิด
ทวงหนี้ลักษณะข่มขู่ว่าไม่จ่ายจะเดือดร้อนจำคุก 3 ปี
การทำนากุ้งไม่ใช่การประกอบอาชีพกสิกรรม
ลักทรัพย์นายจ้าง, ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย
การจับกุมมิชอบกับการฟ้องคดีอาญา
คำขอในส่วนแพ่งเนื่องความผิดอาญา
แม้ผู้ตายยิงจำเลยก่อนอ้างเหตุป้องกันตัวไม่ได้
ทำร้ายร่างกายกับการป้องกันตัว
พรากเด็กต่ำ15 ปี ไปเพื่อการอนาจารจำคุก 5 ปี
ซื้อเสียงเลือกตั้งไม่รอลงอาญา
ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดอันพึงริบ
การเอาทรัพย์ที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริตเป็นความผิดฐานลักทรัพย์
กระทำชำเราต่างวันต่างเวลาและต่างสถานที่ผิดหลายกรรม
เบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล
การพรากเด็กไม่ว่าเด็กจะออกจากบ้านเองก็ย่อมเป็นความผิดทั้งสิ้น
ความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารราชการปลอมและฐานฉ้อโกง
พิพากษาจำคุกจำเลยศาลฎีกายกฟ้องเพราะคำฟ้องไม่ได้ลงชื่อ
หมิ่นประมาทกับดูหมิ่นซึ่งหน้า-ความผิดอาญามีโทษหนักเบาแตกต่างกัน
พรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย
พยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจำคุกตลอดชีวิต
บันดาลโทสะหรือพยายามฆ่า
ความผิดอันยอมความได้ | คดีหมิ่นประมาท | ร้องทุกข์ภายในสามเดือน
พกพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต
การสมรสในต่างประเทศระหว่างหญิงไทยกับหญิงไทย
การกระทำชำเราที่ไม่ต้องรับโทษ
การสมรสกันถูกต้องตามกฎหมายอิสลามจำเลยไม่ต้องรับโทษ
กระทำโดยประมาทไม่อาจอ้างเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย
ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยไม่มีอำนาจสอบสวนไม่มีอำนาจฟ้อง
ให้กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราถูกจำคุก 48 เดือน