
| คำร้องขอรื้อฟื้นคดีอาญาไม่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมาย ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยยืนถือเป็นการยกคำร้องและเป็นที่สุด ผู้ร้องยังมีสิทธิฎีกาต่อหรือไม่
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดยื่นคำร้องอ้างว่าจะนำพยานหลักฐานใหม่มาแสดงในภายหลัง แต่ข้อเท็จจริงตามคำร้องยังไม่เข้าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ศาลชั้นต้นจึงไม่รับคำร้องและส่งสำนวนให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาตามขั้นตอน เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นพ้องว่าคำร้องไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามกฎหมายและพิพากษายืน จึงเกิดประเด็นสำคัญว่าคำพิพากษาดังกล่าวถือเป็นเพียงการยืนคำสั่งของศาลชั้นต้น หรือถือว่าเป็นการยกคำร้องในเนื้อหาแห่งคดีแล้ว และผู้ร้องยังมีสิทธิฎีกาต่อศาลฎีกาหรือไม่ คดีนี้ศาลฎีกาได้วางหลักสำคัญเกี่ยวกับการตีความผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยพิจารณาจากสาระของคำวินิจฉัยมากกว่าถ้อยคำที่ใช้ในคำพิพากษา แม้ศาลอุทธรณ์จะไม่ได้ใช้ถ้อยคำว่า "ยกคำร้อง" โดยตรง แต่เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่าคำร้องไม่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมายและพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น ย่อมมีผลในทางกฎหมายเสมือนเป็นการยกคำร้องแล้ว ส่งผลให้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิฎีกาต่อศาลฎีกาอีก คำพิพากษานี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจขั้นตอนการรื้อฟื้นคดีอาญา อำนาจของศาลชั้นต้นในการพิจารณาว่าจะไต่สวนคำร้องหรือไม่เมื่อเห็นว่าคดีสามารถวินิจฉัยได้จากคำร้องเพียงอย่างเดียว ตลอดจนผลทางกฎหมายของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคำร้อง ซึ่งเป็นหลักสำคัญที่ผู้ประสงค์จะยื่นคำร้องรื้อฟื้นคดีอาญา ตลอดจนผู้ปฏิบัติงานด้านกฎหมาย ควรทำความเข้าใจอย่างถูกต้องก่อนดำเนินกระบวนการตามกฎหมาย เพื่อให้การใช้สิทธิเป็นไปตามหลักเกณฑ์และข้อจำกัดที่กฎหมายกำหนดไว้โดยเคร่งครัด สรุปข้อเท็จจริง คดีนี้สืบเนื่องมาจากคดีอาญาที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 ประกอบมาตรา 364 และมาตรา 83 โดยกำหนดโทษจำคุกและโทษปรับแก่จำเลยแต่ละรายแตกต่างกันตามพฤติการณ์แห่งคดี พร้อมทั้งเพิ่มโทษแก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ตามบทบัญญัติของกฎหมายอาญา เนื่องจากเคยต้องโทษมาก่อน และลดโทษให้แก่จำเลยทุกคนเพราะทางนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา สำหรับจำเลยที่ 1 ศาลให้รอการลงโทษจำคุก พร้อมกำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติ การรายงานตัว การทำงานบริการสังคม และกำหนดข้อห้ามเกี่ยวกับยาเสพติด ส่วนจำเลยที่ 4 ให้นับโทษจำคุกต่อจากโทษในคดีอื่นที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ส่งผลให้คดีเดิมเสร็จเด็ดขาดตามกระบวนการยุติธรรมและคำพิพากษาถึงที่สุดตามกฎหมาย ภายหลังจากคดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ยื่นคำร้องขอรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ โดยอ้างว่าตลอดการต่อสู้คดีทั้งสามศาลที่ผ่านมา จำเลยทั้งสองมิได้นำพยานหลักฐานที่เป็นประโยชน์และเป็นคุณแก่ตนเองเข้าสืบในคดี จึงทำให้ยังมีข้อสงสัยหลายประการเกี่ยวกับข้อเท็จจริงในแต่ละขั้นตอนของการดำเนินคดี และระบุว่าหากศาลอนุญาตให้รื้อฟื้นคดี จะนำพยานหลักฐานใหม่ทั้งหมดเข้าสู่การพิจารณา เพื่อมิให้เสียรูปคดีและเพื่อรักษาความยุติธรรม อย่างไรก็ตาม คำร้องดังกล่าวมิได้แสดงข้อเท็จจริงที่ทำให้เห็นว่าพยานหลักฐานใหม่ดังกล่าวเข้าเงื่อนไขตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดสำหรับการรื้อฟื้นคดีอาญา ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามคำร้องไม่เข้าเงื่อนไขตามหลักเกณฑ์ของพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ จึงมีคำสั่งไม่รับคำร้อง และดำเนินการส่งคำร้องพร้อมถ้อยคำสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด โดยมิได้ทำการไต่สวนคำร้องก่อน เนื่องจากเห็นว่าคดีสามารถวินิจฉัยได้จากรายละเอียดในคำร้องที่ยื่นไว้แล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าว จึงอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อขอให้พิจารณาว่าศาลชั้นต้นควรรับคำร้องไว้ดำเนินการและไต่สวนพยานหลักฐานเพิ่มเติมก่อนมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับการรื้อฟื้นคดีอาญา แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่า ข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองอ้างยังไม่เข้าองค์ประกอบตามกฎหมายสำหรับการรื้อฟื้นคดีอาญา จึงพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้น โดยมิได้มีคำสั่งให้ย้อนสำนวนกลับไปเพื่อให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำร้องก่อนแต่อย่างใด อำนาจของศาลชั้นต้นในการพิจารณาคำร้องโดยไม่ต้องไต่สวน ประเด็นแรกที่ศาลฎีกาวินิจฉัย คือ ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ต้องไต่สวนคำร้องทุกกรณีหรือไม่ก่อนมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอรื้อฟื้นคดีอาญา ศาลฎีกาวางหลักว่า แม้กฎหมายจะบัญญัติเรื่องการไต่สวนคำร้องไว้ แต่การจะไต่สวนหรือไม่นั้นเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นในการพิจารณาว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องเพียงพอสำหรับการวินิจฉัยหรือไม่ หากศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องกล่าวอ้างยังไม่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมายอยู่แล้ว ศาลย่อมสามารถวินิจฉัยจากคำร้องได้โดยไม่จำเป็นต้องเปิดการไต่สวนเพิ่มเติม การดำเนินกระบวนพิจารณาในลักษณะดังกล่าวจึงไม่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย และไม่ทำให้กระบวนพิจารณาเสียไปแต่อย่างใด ศาลฎีกาอธิบายเพิ่มเติมว่า ศาลชั้นต้นได้พิจารณารายละเอียดทั้งหมดที่ปรากฏในคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว ก่อนจะมีความเห็นว่าข้อเท็จจริงที่กล่าวอ้างไม่เข้าเงื่อนไขของกฎหมายเกี่ยวกับการรื้อฟื้นคดีอาญา จึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องและส่งสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตรวจสอบต่อไป การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด และไม่จำเป็นต้องถือว่าศาลชั้นต้นต้องไต่สวนพยานหลักฐานทุกกรณี เพราะหากข้อเท็จจริงตามคำร้องยังไม่ผ่านหลักเกณฑ์ตั้งแต่ต้น การไต่สวนเพิ่มเติมก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลแห่งการวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวได้ ดังนั้น การไม่ไต่สวนคำร้องในคดีนี้จึงเป็นการใช้ดุลพินิจภายในขอบเขตอำนาจของศาลโดยชอบด้วยกฎหมาย ผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่าคำร้องไม่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมาย ประเด็นสำคัญลำดับต่อมาคือ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น โดยให้เหตุผลว่าคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามกฎหมายเกี่ยวกับการรื้อฟื้นคดีอาญา แม้จะมิได้ใช้ถ้อยคำว่า "ยกคำร้อง" โดยตรง ผลทางกฎหมายจะถือว่าเป็นเพียงการยืนยันคำสั่งของศาลชั้นต้น หรือถือว่าเป็นการวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคำร้องแล้ว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ต้องพิจารณาจากสาระสำคัญของคำวินิจฉัย มิใช่พิจารณาเฉพาะถ้อยคำที่ใช้ในคำพิพากษา เพราะศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยไว้อย่างชัดแจ้งแล้วว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่เข้าองค์ประกอบตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายสำหรับการรื้อฟื้นคดีอาญา จึงเป็นการวินิจฉัยถึงเนื้อหาแห่งคำร้องโดยตรง มิใช่เป็นเพียงการวินิจฉัยในประเด็นกระบวนพิจารณาหรือขั้นตอนการดำเนินคดีเท่านั้น ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับเหตุผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งระบุโดยชัดแจ้งว่า คำร้องของจำเลยทั้งสองไม่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมายเช่นเดียวกับที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้ จึงแสดงให้เห็นว่าศาลอุทธรณ์ได้ตรวจสอบสาระของคำร้องทั้งหมดแล้ว และมีความเห็นว่าผู้ร้องยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะได้รับการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ การที่ศาลอุทธรณ์มิได้สั่งย้อนสำนวนกลับไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนเพิ่มเติม ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าศาลอุทธรณ์เห็นว่าข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องอ้างยังไม่ผ่านหลักเกณฑ์ของกฎหมายตั้งแต่ต้น จึงไม่มีเหตุจำเป็นต้องดำเนินกระบวนพิจารณาในขั้นตอนถัดไปอีก ศาลฎีกาจึงวางหลักว่า เมื่อศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคำร้องแล้ว แม้คำพิพากษาจะใช้ถ้อยคำว่า "พิพากษายืน" ตามคำสั่งของศาลชั้นต้นก็ตาม ก็ต้องตีความว่า ศาลอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยยกคำร้องในเนื้อหาแล้วเช่นเดียวกัน เพราะสาระสำคัญของคำพิพากษาแสดงให้เห็นว่าศาลได้วินิจฉัยถึงสิทธิของผู้ร้องในการขอรื้อฟื้นคดีอาญาโดยครบถ้วน มิใช่เพียงตรวจสอบความถูกต้องของรูปแบบคำสั่งหรือขั้นตอนทางกระบวนพิจารณาเท่านั้น หลักการตีความเช่นนี้ทำให้ผลของคำพิพากษาสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งให้การพิจารณาคำร้องรื้อฟื้นคดีอาญาเป็นไปโดยรวดเร็วและสิ้นสุดเมื่อศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยในสาระสำคัญของคำร้องแล้ว เหตุที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีสิทธิฎีกา เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นการวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคำร้องและมีผลเสมือนเป็นการยกคำร้องแล้ว ประเด็นสำคัญต่อมาจึงอยู่ที่ว่า ผู้ร้องยังมีสิทธิฎีกาต่อศาลฎีกาหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้อง คำสั่งดังกล่าวย่อมเป็นที่สุด ดังนั้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะไม่ได้ใช้ถ้อยคำว่า "ยกคำร้อง" โดยตรง แต่เมื่อคำพิพากษามีผลในทางกฎหมายเช่นเดียวกับการยกคำร้อง จึงต้องถือว่าคำพิพากษานั้นถึงที่สุดตามกฎหมาย ผู้ร้องจึงไม่อาจใช้สิทธิฎีกาต่อศาลฎีกาได้อีก ศาลฎีกายังวินิจฉัยต่อไปว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไว้นั้น เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเมื่อคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ถึงที่สุดแล้ว สิทธิในการฎีกาย่อมสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมาย ศาลฎีกาจึงไม่มีอำนาจรับวินิจฉัยข้อโต้แย้งในฎีกาของจำเลยทั้งสองอีกต่อไป ผลแห่งการวินิจฉัยจึงมิใช่การพิจารณาเนื้อหาของข้อฎีกา แต่เป็นการยืนยันว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิใช้สิทธิฎีกาตั้งแต่แรก เพราะกฎหมายกำหนดให้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในกรณีเช่นนี้เป็นที่สุดแล้ว หลักวินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การพิจารณาว่าคำพิพากษาจะถึงที่สุดหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากผลทางกฎหมายของคำวินิจฉัยเป็นสำคัญ มิใช่พิจารณาเพียงรูปแบบหรือถ้อยคำที่ศาลใช้ในคำพิพากษา หากศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยเนื้อหาแห่งคำร้องครบถ้วนแล้วและผลของคำวินิจฉัยมีลักษณะเป็นการยกคำร้อง ย่อมทำให้กระบวนพิจารณาสิ้นสุดลงตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ทันที ผู้ร้องไม่อาจอาศัยเพียงการใช้ถ้อยคำที่แตกต่างกันของศาลอุทธรณ์มาเป็นเหตุอ้างว่ายังคงมีสิทธิฎีกาต่อศาลฎีกาได้ เพราะการตีความเช่นนั้นจะขัดต่อบทบัญญัติที่กำหนดให้คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในเรื่องดังกล่าวเป็นที่สุดโดยชัดแจ้ง วิเคราะห์หลักกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นหลักสำคัญของกฎหมายว่าด้วยการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ว่า การยื่นคำร้องมิใช่สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาโดยอัตโนมัติ แต่ผู้ร้องต้องแสดงข้อเท็จจริงให้เข้าเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนดเสียก่อน หากข้อเท็จจริงที่กล่าวอ้างยังไม่ผ่านหลักเกณฑ์ดังกล่าว ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจไม่รับคำร้องได้โดยไม่จำเป็นต้องไต่สวนเพิ่มเติม และเมื่อศาลอุทธรณ์ได้ตรวจสอบแล้วเห็นพ้องว่าคำร้องไม่เข้าเกณฑ์ พร้อมทั้งวินิจฉัยในสาระสำคัญของคำร้อง ย่อมถือว่ากระบวนการพิจารณาคำร้องได้สิ้นสุดลงตามกฎหมาย แม้คำพิพากษาจะมิได้ใช้ถ้อยคำว่า "ยกคำร้อง" ก็ตาม เจตนารมณ์ของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จากเหตุผลแห่งคำพิพากษา เห็นได้ว่าบทบัญญัติของพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่มีเจตนารมณ์ให้การรื้อฟื้นคดีเป็นมาตรการพิเศษสำหรับกรณีที่มีเหตุอันสมควรตามที่กฎหมายกำหนด มิใช่เป็นช่องทางเปิดให้มีการนำคดีที่ถึงที่สุดแล้วกลับมาพิจารณาใหม่ได้ทุกกรณี ดังนั้น กฎหมายจึงกำหนดให้มีการตรวจสอบคำร้องตั้งแต่เบื้องต้น และเมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคำร้องไม่มีมูลหรือไม่เข้าเงื่อนไขแล้ว ให้คำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นที่สุด เพื่อสร้างความมั่นคงแน่นอนของคำพิพากษาที่ถึงที่สุดและรักษาความสมดุลระหว่างสิทธิของผู้ร้องกับหลักความเด็ดขาดแห่งคดีอาญา สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ภายหลังจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องขอรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ โดยอ้างว่าจะนำพยานหลักฐานใหม่มาแสดงเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์และให้เกิดความยุติธรรม ศาลชั้นต้นได้พิจารณาคำร้องแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำร้องยังไม่เข้าเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ จึงมีคำสั่งไม่รับคำร้อง และให้ส่งคำร้องพร้อมถ้อยคำสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด โดยศาลมิได้ทำการไต่สวนคำร้องก่อน เนื่องจากเห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำร้องเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้ว 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตรวจสำนวนและพิจารณาเหตุผลที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์แล้ว เห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องไม่เข้าองค์ประกอบและไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดสำหรับการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ จึงพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้น โดยมิได้มีคำสั่งให้ย้อนสำนวนกลับไปเพื่อให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องเพิ่มเติม ทั้งยังถือว่าคำร้องไม่มีเหตุอันสมควรที่จะดำเนินกระบวนการรื้อฟื้นคดีต่อไป 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาว่าจะไต่สวนคำร้องหรือไม่ หากเห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำร้องเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้ว การไม่ไต่สวนจึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้ ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะมิได้ใช้ถ้อยคำว่า "ยกคำร้อง" แต่เมื่อได้วินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคำร้องแล้วว่า คำร้องไม่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมายและพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น ย่อมมีผลในทางกฎหมายเสมือนเป็นการยกคำร้อง ซึ่งกฎหมายกำหนดให้คำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นที่สุด จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่มีสิทธิฎีกา การที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาไว้จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยและพิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญว่า การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่เป็นกระบวนการพิเศษที่กฎหมายกำหนดเงื่อนไขไว้อย่างเคร่งครัด ผู้ร้องมีภาระต้องแสดงข้อเท็จจริงให้ปรากฏตั้งแต่ในคำร้องว่าเข้าองค์ประกอบตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ มิใช่เพียงกล่าวอ้างว่าจะนำพยานหลักฐานใหม่มาแสดงในภายหลังโดยยังไม่แสดงเหตุอันเป็นสาระสำคัญรองรับคำร้อง เมื่อข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำร้องยังไม่ผ่านหลักเกณฑ์ดังกล่าว ศาลย่อมมีอำนาจไม่รับคำร้องได้โดยไม่จำเป็นต้องไต่สวนเพิ่มเติม เพราะการไต่สวนมิใช่หน้าที่ที่ต้องกระทำในทุกกรณี หากข้อเท็จจริงตามคำร้องเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้ว อีกประการหนึ่ง คดีนี้วางหลักการตีความคำพิพากษาที่มีความสำคัญว่า การพิจารณาผลทางกฎหมายของคำพิพากษาต้องพิจารณาจากสาระของคำวินิจฉัย มิใช่ยึดติดกับถ้อยคำที่ศาลใช้เพียงอย่างเดียว แม้ศาลอุทธรณ์จะมิได้ใช้คำว่า "ยกคำร้อง" แต่เมื่อได้วินิจฉัยในเนื้อหาแล้วว่าคำร้องไม่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมายและพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น ผลแห่งคำพิพากษาย่อมมีลักษณะเป็นการยกคำร้องโดยสมบูรณ์ ส่งผลให้คำพิพากษานั้นเป็นที่สุดตามบทบัญญัติของกฎหมาย ผู้ร้องไม่อาจใช้สิทธิฎีกาต่อไปได้ หลักวินิจฉัยดังกล่าวจึงช่วยสร้างความชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการรื้อฟื้นคดีอาญาและรักษาหลักความมั่นคงแน่นอนของคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้ว ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่าคำร้องขอรื้อฟื้นคดีอาญาไม่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมาย แม้จะมิได้ใช้ถ้อยคำว่า "ยกคำร้อง" โดยตรง แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคำร้องแล้ว ย่อมถือว่ามีผลเป็นการยกคำร้อง และคำพิพากษาดังกล่าวเป็นที่สุด ผู้ร้องไม่มีสิทธิฎีกาต่อศาลฎีกา สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดี พร้อมขยายความโดยสังเขป พระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 5 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดหลักเกณฑ์เบื้องต้นว่าคำร้องขอรื้อฟื้นคดีอาญาจะต้องมีข้อเท็จจริงหรือเหตุที่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมายเสียก่อน หากคำร้องไม่แสดงเหตุที่เข้าเกณฑ์ดังกล่าว ศาลย่อมมีอำนาจไม่รับคำร้องได้ตั้งแต่ต้นโดยไม่จำเป็นต้องดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป พระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 10 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดผลของคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ในคดีรื้อฟื้นคดีอาญา โดยเมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคำร้องไม่มีมูลหรือมีผลเป็นการยกคำร้อง คำวินิจฉัยดังกล่าวย่อมเป็นที่สุดตามกฎหมาย ผู้ร้องไม่อาจใช้สิทธิฎีกาต่อศาลฎีกาได้อีก แม้คำพิพากษาจะมิได้ใช้ถ้อยคำว่า "ยกคำร้อง" โดยตรงก็ตาม หากสาระแห่งคำวินิจฉัยแสดงให้เห็นว่าศาลได้วินิจฉัยเนื้อหาของคำร้องเสร็จสิ้นแล้ว ก็ย่อมมีผลเป็นการยกคำร้องและทำให้คดีสิ้นสุดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ อธิบายหลักกฎหมาย พระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 10 1. มาตรา 10 กำหนดอำนาจของศาลอุทธรณ์ในการวินิจฉัยคำร้องรื้อฟื้นคดีอาญา เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องและส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์แล้ว ศาลอุทธรณ์มีหน้าที่ตรวจสอบว่าคำร้องดังกล่าวเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายหรือไม่ หากเห็นว่าคำร้องไม่มีมูลหรือไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจยกคำร้องได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีการกลั่นกรองคำร้องที่ไม่มีเหตุอันสมควรตั้งแต่ต้น และป้องกันมิให้มีการรื้อฟื้นคดีอาญาโดยปราศจากข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานที่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย อันเป็นการรักษาความมั่นคงของคำพิพากษาที่ถึงที่สุดและทำให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังเป็นการคุ้มครองมิให้มีการนำคดีเดิมกลับเข้าสู่การพิจารณาซ้ำโดยไม่มีเหตุอันสมควรตามที่กฎหมายกำหนดไว้ 2. การพิจารณาผลของคำพิพากษาต้องดูที่สาระแห่งคำวินิจฉัย ไม่ใช่เฉพาะถ้อยคำที่ใช้ หลักกฎหมายที่ปรากฏจากคดีนี้แสดงให้เห็นว่า การพิจารณาว่าศาลอุทธรณ์ได้ยกคำร้องแล้วหรือไม่นั้น มิใช่พิจารณาเฉพาะถ้อยคำที่ปรากฏในคำพิพากษา หากแต่ต้องพิจารณาจากเหตุผลและสาระแห่งคำวินิจฉัยทั้งหมด หากศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยโดยชัดแจ้งว่าคำร้องไม่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมายสำหรับการรื้อฟื้นคดีอาญา และพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ย่อมถือได้ว่าศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยยกคำร้องในเนื้อหาแล้ว แม้จะมิได้ใช้คำว่า "ยกคำร้อง" โดยตรงก็ตาม หลักการตีความเช่นนี้ช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปตามเจตนารมณ์ของบทบัญญัติ มิให้สิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกาเปลี่ยนแปลงไปเพียงเพราะรูปแบบของถ้อยคำที่ศาลใช้ในคำพิพากษา ทั้งยังทำให้ผลของคำพิพากษาสอดคล้องกับสาระของการวินิจฉัยอย่างแท้จริง 3. เมื่อศาลอุทธรณ์ยกคำร้องหรือมีผลเป็นการยกคำร้อง คำวินิจฉัยย่อมเป็นที่สุด สาระสำคัญของมาตรา 10 คือการกำหนดให้คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ในกรณีที่ยกคำร้องมีผลเป็นที่สุด ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ร้องใช้สิทธิฎีกาต่อศาลฎีกาอีก หลักการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้กระบวนการพิจารณาคำร้องรื้อฟื้นคดีอาญาสิ้นสุดลงภายในชั้นศาลอุทธรณ์ หากศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาเนื้อหาแห่งคำร้องแล้วเห็นว่าไม่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย การดำเนินคดีในส่วนนี้ย่อมยุติลงทันที ผู้ร้องไม่อาจขอให้ศาลฎีกาตรวจสอบประเด็นเดิมซ้ำอีกได้ เพราะกฎหมายถือว่าศาลอุทธรณ์เป็นองค์กรศาลที่มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดขั้นสุดท้ายในประเด็นดังกล่าว หลักการนี้จึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความแน่นอนของคำพิพากษาและลดการดำเนินคดีที่ไม่จำเป็นในศาลสูงต่อไป 4. ความสำคัญของมาตรา 10 ต่อระบบการรื้อฟื้นคดีอาญา มาตรา 10 เป็นบทบัญญัติที่ทำหน้าที่สร้างความสมดุลระหว่างการเปิดโอกาสให้ผู้ที่อาจได้รับความไม่เป็นธรรมจากคำพิพากษาที่ถึงที่สุดสามารถยื่นคำร้องขอรื้อฟื้นคดีได้ กับการรักษาหลักความเด็ดขาดของคำพิพากษาในคดีอาญา กฎหมายจึงกำหนดให้มีการตรวจสอบคำร้องอย่างรอบคอบตั้งแต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ หากคำร้องไม่มีเหตุเพียงพอตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติไว้ กระบวนการจะสิ้นสุดลงทันทีโดยไม่เปิดช่องให้ดำเนินคดีต่อไปอีก คดีนี้จึงแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า มาตรา 10 มิได้เป็นเพียงบทบัญญัติว่าด้วยขั้นตอนทางกระบวนพิจารณาเท่านั้น แต่ยังเป็นบทบัญญัติที่กำหนดผลทางกฎหมายของคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์และกำหนดขอบเขตแห่งสิทธิในการใช้กระบวนการรื้อฟื้นคดีอาญาอย่างชัดเจน อันเป็นหลักสำคัญที่ช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีเอกภาพและรักษาความมั่นคงของกระบวนการยุติธรรมโดยรวม คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม หากศาลชั้นต้นไม่รับคำร้องขอรื้อฟื้นคดีอาญาโดยไม่ได้ไต่สวนคำร้องก่อน ถือว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คำตอบ ไม่จำเป็นเสมอไป เพราะการไต่สวนคำร้องมิใช่ขั้นตอนที่ศาลต้องดำเนินการในทุกกรณี หากศาลชั้นต้นพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำร้องแล้วเห็นว่า ผู้ร้องยังมิได้แสดงเหตุหรือข้อเท็จจริงที่เข้าเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนดสำหรับการรื้อฟื้นคดีอาญา ศาลย่อมมีอำนาจวินิจฉัยได้ว่าคำร้องไม่เข้าเกณฑ์และไม่รับคำร้องโดยไม่ต้องไต่สวนเพิ่มเติม การใช้ดุลพินิจดังกล่าวเป็นอำนาจของศาลในการพิจารณาว่าข้อเท็จจริงตามคำร้องเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้วหรือไม่ หากศาลเห็นว่าต่อให้มีการไต่สวนเพิ่มเติมก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลทางกฎหมายได้ เพราะข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องกล่าวอ้างยังไม่เข้าองค์ประกอบตามกฎหมาย การไม่ไต่สวนย่อมไม่เป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย ทั้งยังเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาให้เป็นไปโดยรวดเร็วและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการกลั่นกรองคำร้องที่ไม่มีมูลตั้งแต่ในชั้นต้นก่อนที่จะเข้าสู่การพิจารณาในรายละเอียดต่อไป 2. คำถาม เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น แต่ไม่ได้ใช้คำว่า "ยกคำร้อง" โดยตรง จะถือว่าคำร้องถูกยกแล้วหรือไม่ คำตอบ หลักการพิจารณาในเรื่องนี้ต้องพิจารณาจากสาระของคำวินิจฉัย มิใช่พิจารณาเฉพาะถ้อยคำที่ศาลใช้ในคำพิพากษา หากศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้อย่างชัดแจ้งแล้วว่า คำร้องของผู้ร้องไม่เข้าเงื่อนไขตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดสำหรับการรื้อฟื้นคดีอาญา และพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ย่อมแสดงให้เห็นว่าศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคำร้องเรียบร้อยแล้ว แม้จะมิได้ใช้คำว่า "ยกคำร้อง" โดยตรงก็ตาม ผลในทางกฎหมายย่อมถือได้ว่าเป็นการยกคำร้อง เพราะสาระสำคัญของคำพิพากษาคือการวินิจฉัยว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิได้รับการรื้อฟื้นคดีอาญาตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ การตีความในลักษณะดังกล่าวทำให้ผลของคำพิพากษาสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย และป้องกันมิให้การใช้ถ้อยคำที่แตกต่างกันของศาลส่งผลกระทบต่อสิทธิหรือหน้าที่ของคู่ความโดยไม่มีเหตุผลทางกฎหมายรองรับ 3. คำถาม เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคำร้องขอรื้อฟื้นคดีอาญาไม่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมาย ผู้ร้องยังมีสิทธิฎีกาต่อศาลฎีกาหรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้วไม่มีสิทธิฎีกา หากคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์มีลักษณะเป็นการยกคำร้องหรือมีผลในทางกฎหมายเช่นเดียวกับการยกคำร้อง เนื่องจากกฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ในกรณีดังกล่าวให้เป็นที่สุด ดังนั้น แม้ผู้ร้องจะเห็นว่าศาลอุทธรณ์ใช้ถ้อยคำเพียงว่า "พิพากษายืน" แต่หากเหตุผลแห่งคำพิพากษาแสดงว่าศาลได้วินิจฉัยในเนื้อหาแล้วว่าคำร้องไม่เข้าองค์ประกอบตามกฎหมาย สิทธิในการฎีกาย่อมสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมายทันที การที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาไว้จึงไม่ทำให้เกิดสิทธิฎีกาขึ้น หากกฎหมายกำหนดว่าคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด ศาลฎีกาย่อมไม่มีอำนาจรับวินิจฉัยข้อฎีกาในเนื้อหาของคดีอีกต่อไป และต้องยุติกระบวนการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ 4. คำถาม การกล่าวอ้างว่าจะนำพยานหลักฐานใหม่มาแสดงในภายหลัง เพียงอย่างเดียวเพียงพอที่จะให้ศาลรับคำร้องรื้อฟื้นคดีอาญาหรือไม่ คำตอบ ไม่เพียงพอ เพราะผู้ร้องมีหน้าที่ต้องแสดงข้อเท็จจริงตั้งแต่ในคำร้องว่าเหตุแห่งการขอรื้อฟื้นคดีเข้าองค์ประกอบตามที่กฎหมายกำหนด การกล่าวอ้างแต่เพียงว่าจะมีพยานหลักฐานใหม่หรือต้องการนำพยานหลักฐานมาแสดงในภายหลัง โดยมิได้แสดงรายละเอียดหรือข้อเท็จจริงที่ทำให้เห็นว่าพยานดังกล่าวเข้าเงื่อนไขของกฎหมาย ย่อมยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ศาลรับคำร้องไว้พิจารณา กฎหมายมิได้เปิดโอกาสให้ผู้ร้องยื่นคำร้องไว้ก่อนแล้วจึงค่อยค้นหาหรือจัดเตรียมพยานหลักฐานภายหลัง แต่กำหนดให้ผู้ร้องต้องแสดงเหตุอันเป็นสาระสำคัญประกอบคำร้องตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้ศาลสามารถตรวจสอบได้ว่ามีเหตุสมควรที่จะรื้อฟื้นคดีอาญาหรือไม่ หากข้อเท็จจริงที่แสดงมายังไม่ผ่านหลักเกณฑ์ ศาลย่อมมีอำนาจไม่รับคำร้องได้โดยชอบด้วยกฎหมายโดยไม่จำเป็นต้องดำเนินกระบวนการไต่สวนต่อไป 5. คำถาม คำพิพากษานี้ให้หลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับการรื้อฟื้นคดีอาญาไว้อย่างไร คำตอบ สาระสำคัญของคำพิพากษานี้อยู่ที่การวางหลักว่าการรื้อฟื้นคดีอาญาเป็นมาตรการพิเศษที่กฎหมายเปิดโอกาสให้ใช้ได้เฉพาะเมื่อผู้ร้องสามารถแสดงเหตุและข้อเท็จจริงที่เข้าเงื่อนไขตามบทบัญญัติของกฎหมายเท่านั้น ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาว่าจะไต่สวนคำร้องหรือไม่ หากเห็นว่าคดีสามารถวินิจฉัยได้จากคำร้องเพียงอย่างเดียว และเมื่อศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคำร้องแล้วว่าไม่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมาย แม้จะมิได้ใช้ถ้อยคำว่า "ยกคำร้อง" โดยตรง ผลแห่งคำพิพากษาย่อมถือเป็นการยกคำร้องและเป็นที่สุด ผู้ร้องไม่มีสิทธิฎีกาต่อศาลฎีกา หลักวินิจฉัยดังกล่าวจึงช่วยสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจของศาลแต่ละชั้น วิธีการตีความผลของคำพิพากษา และหลักความเด็ดขาดของคำพิพากษาในกระบวนการรื้อฟื้นคดีอาญา ซึ่งเป็นหลักสำคัญในการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปอย่างมีเอกภาพและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย บทสรุป คำพิพากษาศาลฎีกานี้แสดงให้เห็นหลักการสำคัญของกฎหมายว่าด้วยการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ว่า แม้กฎหมายจะเปิดโอกาสให้ผู้ซึ่งเห็นว่าตนได้รับความไม่เป็นธรรมจากคำพิพากษาที่ถึงที่สุดสามารถยื่นคำร้องขอรื้อฟื้นคดีได้ แต่สิทธิดังกล่าวมิใช่สิทธิที่ใช้ได้โดยไม่มีเงื่อนไข ผู้ร้องจำเป็นต้องแสดงข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนตั้งแต่ต้นว่าคำร้องเข้าองค์ประกอบตามที่กฎหมายกำหนด หากข้อเท็จจริงที่ยื่นมายังไม่เข้าเกณฑ์ ศาลย่อมมีอำนาจไม่รับคำร้องได้โดยไม่จำเป็นต้องไต่สวนเพิ่มเติม ทั้งนี้ เพราะการไต่สวนเป็นดุลพินิจของศาลเมื่อเห็นว่าคดีสามารถวินิจฉัยได้จากคำร้องและเอกสารที่ยื่นมาแล้ว อีกหลักกฎหมายที่สำคัญคือ การพิจารณาผลของคำพิพากษาต้องคำนึงถึงเนื้อหาแห่งคำวินิจฉัยมากกว่าถ้อยคำที่ศาลใช้ แม้ศาลอุทธรณ์จะมิได้ระบุคำว่า "ยกคำร้อง" ไว้โดยตรง แต่เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่าคำร้องไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายและพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น ผลในทางกฎหมายย่อมถือว่าเป็นการยกคำร้องแล้ว จึงทำให้คำพิพากษาดังกล่าวเป็นที่สุดตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิฎีกาต่อศาลฎีกาอีกต่อไป คำพิพากษานี้จึงมีคุณค่าในทางวิชาการและทางปฏิบัติอย่างยิ่ง เพราะช่วยกำหนดแนวทางการตีความเกี่ยวกับอำนาจของศาลชั้นต้นในการพิจารณาคำร้อง อำนาจของศาลอุทธรณ์ในการวินิจฉัยเนื้อหาแห่งคำร้อง ตลอดจนผลทางกฎหมายของคำพิพากษาที่มีลักษณะเป็นการยกคำร้องโดยผลแห่งการตีความ อันเป็นหลักสำคัญที่ผู้ปฏิบัติงานด้านกฎหมาย นักวิชาการ ตลอดจนผู้ประสงค์จะยื่นคำร้องรื้อฟื้นคดีอาญาควรศึกษาและทำความเข้าใจ เพื่อให้การใช้สิทธิตามกฎหมายเป็นไปอย่างถูกต้อง สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติ และไม่ก่อให้เกิดการดำเนินกระบวนพิจารณาที่กฎหมายถือว่าสิ้นสุดลงแล้ว ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8583/2568 เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งคำร้องพร้อมถ้อยคำสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 และอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยว่า คำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 5 ตามความเห็นของศาลชั้นต้น และพิพากษายืน ดังนี้ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษายืน โดยไม่ได้พิพากษาให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตาม พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ชอบแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น จึงแปลความได้ว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว ดังนี้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงถึงที่สุดตาม พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 10 วรรคสอง คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364 และมาตรา 83 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี และปรับ 6,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มีกำหนดคนละ 3 ปี เพิ่มโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ 4 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสี่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยทั้งสี่คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี และปรับ 4,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ 2 ปี 8 เดือน โทษจำคุกจำเลยที่ 1 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี โดยให้คุมความประพฤติของจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี และให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง มีกำหนด 1 ปี ตามเงื่อนไขและเวลาที่พนักงานคุมประพฤติกำหนด ให้ทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติกำหนดเป็นเวลา 12 ชั่วโมง กับห้ามจำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกประเภท ห้ามคบค้าสมาคมกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกประเภท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นับโทษจำคุกจำเลยที่ 4 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย 194/2562 และ ย 242/2562 ของศาลชั้นต้น ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องลงวันที่ 13 ธันวาคม 2565 ขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อสู้คดีถึงสามศาลและแพ้คดีเพราะไม่ได้นำพยานหลักฐานที่จะเป็นประโยชน์และเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงมีเหตุความสงสัยหลายอย่างในแต่ละขั้นตอน จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะได้นำพยานใหม่ทั้งหมดมาเสนอต่อศาลเมื่อได้รับอนุญาตเพื่อไม่เป็นการเสียรูปคดีและคงความยุติธรรม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 5 เห็นสมควรไม่รับคำร้อง ให้ส่งคำร้องพร้อมถ้อยคำสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยเร็ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้ทำการไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นได้พิจารณาคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 5 และมีความเห็นไม่รับคำร้องพร้อมส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งการที่ศาลชั้นต้นจะไต่สวนหรือไม่เป็นอำนาจโดยทั่วไปของศาลชั้นต้นหากเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว โดยพิจารณาเพียงคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลชั้นต้นก็อาจไม่ไต่สวนได้ การดำเนินการในส่วนนี้ของศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว และเมื่อคดีขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งคำร้องพร้อมถ้อยคำสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 และอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็มีคำวินิจฉัยไปโดยมิได้มีคำสั่งให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก่อนแต่อย่างใด โดยศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยไว้อย่างแจ้งชัดว่าคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 5 ตามความเห็นของศาลชั้นต้น และพิพากษายืน ดังนี้ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว โดยฟังว่าคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่จะให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ได้ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษายืน โดยไม่ได้พิพากษาให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า หากศาลอุทธรณ์เห็นว่า คำร้องนั้นไม่มีมูล ให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องนั้นก็ตาม แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ชอบแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น จึงแปลความได้ว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว ซึ่งมาตรา 10 วรรคสอง บัญญัติว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ตามวรรคหนึ่งให้เป็นที่สุด ดังนี้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงถึงที่สุดแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีสิทธิฎีกา การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 2 และที่ 3
|




