
| ขับรถชนแล้วใช้ปืนยิง เป็นพยายามฆ่าหรือไม่ ผู้ร่วมส่งปืนและผู้ตะโกนยุยงต้องรับผิดฐานใดตามกฎหมายอาญา
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรับผิดทางอาญาของบุคคลหลายคนในเหตุการณ์เดียวกัน ตั้งแต่การขับรถกระบะติดตามรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วม การขับรถชนอย่างรุนแรง การส่งอาวุธปืนให้ผู้ยิง และการตะโกนว่า “เอามันให้ตาย” ก่อนมีการใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม ประเด็นสำคัญอยู่ที่การแยกบทบาทของผู้กระทำแต่ละคนว่าเป็นตัวการร่วม ผู้ก่อ หรือผู้สนับสนุน รวมถึงการพิจารณาเจตนาฆ่าจากพฤติการณ์ของการขับรถชนและการใช้อาวุธปืน แม้กระสุนปืนไม่ถูกโจทก์ร่วมก็ตาม คดียังมีประเด็นสำคัญทางวิธีพิจารณาความอาญา เมื่อข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยคนหนึ่งเป็นผู้ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิด แต่โจทก์ฟ้องว่าเป็นผู้ร่วมกระทำความผิด ความแตกต่างดังกล่าวเป็นความแตกต่างในสาระสำคัญอย่างมากจนไม่อาจลงโทษจำเลยในฐานผู้ก่อได้ สาระสำคัญที่สุดของคดี
จำเลยที่ 1 ขับรถกระบะติดตามรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมและเจตนาขับชนอย่างรุนแรง ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยที่ 1 ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าโจทก์ร่วมอาจถึงแก่ความตาย จึงมีเจตนาฆ่า หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 หยิบอาวุธปืนส่งให้จำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม ถือว่าจำเลยที่ 2 ประสงค์จะถือเอาการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำของจำเลยที่ 2 ด้วย เมื่อกระสุนปืนไม่ถูกโจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ส่วนจำเลยที่ 3 ซึ่งอยู่บริเวณกระบะท้ายรถกระบะตะโกนว่า “เอามันให้ตาย” แล้วจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม ถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดด้วยการยุยงส่งเสริม และผู้ถูกยุยงส่งเสริมได้กระทำความผิดนั้น การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 แต่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้ร่วมกระทำความผิด มิได้ฟ้องว่าเป็นผู้ก่อ ข้อเท็จจริงจึงแตกต่างจากฟ้องในสาระสำคัญอย่างมาก ไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 3 ในฐานผู้ก่อตามมาตรา 84 ได้ อย่างไรก็ตาม การตะโกนดังกล่าวยังถือได้ว่าเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามมาตรา 86 ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษได้ คำถามที่น่าสนใจ 1. การขับรถยนต์ชนรถจักรยานยนต์อย่างรุนแรงสามารถเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าได้หรือไม่ 2. ผู้ที่ส่งอาวุธปืนให้ผู้ยิงต้องรับผิดเป็นตัวการร่วมพยายามฆ่าหรือไม่ 3. หากโจทก์ฟ้องว่าเป็นตัวการร่วม แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าเป็นผู้ก่อ ศาลจะลงโทษฐานใดได้บ้าง ข้อเท็จจริงและเหตุการณ์สำคัญ ก่อนเกิดเหตุโจทก์ร่วมไม่พอใจที่สุนัขของจำเลยที่ 3 เคยไล่กัดโจทก์ร่วม และตะโกนตำหนิจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าของสุนัข ต่อมาเมื่อโจทก์ร่วมขับรถจักรยานยนต์ผ่านบ้านจำเลยที่ 3 มีคนเรียกให้โจทก์ร่วมจอดรถจักรยานยนต์ แต่โจทก์ร่วมไม่จอด จำเลยทั้งสามพูดคุยกันเพื่อจะไปพูดคุยกับโจทก์ร่วมให้จบ จากนั้นจำเลยที่ 1 ขับรถกระบะโดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เดินทางไปด้วย เมื่อพบกันอีกครั้งโจทก์ร่วมไม่ยอมพูดคุยและขับรถออกไป จำเลยที่ 1 จึงขับรถกระบะติดตามไปทันที โจทก์ร่วมเลี้ยวรถจักรยานยนต์เข้าไปในถนนลูกรังเพื่อหลบหนี แต่จำเลยที่ 1 ยังคงขับรถกระบะติดตามและชนรถจักรยานยนต์อย่างรุนแรงจนรถจักรยานยนต์ติดอยู่ใต้ท้องรถกระบะแล้วถูกลากไปชนต้นไม้ หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 หยิบอาวุธปืนส่งให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 ซึ่งอยู่บริเวณกระบะท้ายรถกระบะตะโกนว่า “เอามันให้ตาย” แล้วจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม แต่กระสุนปืนไม่ถูกโจทก์ร่วม เจตนาฆ่าจากการขับรถชนและการยิงปืน ศาลฎีกาพิจารณาสภาพถนน รอยไถลเป็นระยะทางประมาณ 21.30 เมตร ความเสียหายของรถ และภาพถ่ายประกอบการตรวจสถานที่เกิดเหตุแล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 เจตนาขับรถกระบะชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วม มิใช่เกิดจากอุบัติเหตุหรือความประมาทของจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 รู้ว่าโจทก์ร่วมขับรถจักรยานยนต์อยู่ด้านหน้าแล้วยังขับรถกระบะชนรถจักรยานยนต์อย่างรุนแรง จำเลยที่ 1 ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์อาจถึงแก่ความตายได้ จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วม ภายหลังการชน จำเลยที่ 1 ได้รับอาวุธปืนจากจำเลยที่ 2 แล้วยิงไปยังโจทก์ร่วมซึ่งนอนหมอบอยู่กับพื้น อาวุธปืนเป็นอาวุธที่ร้ายแรงทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ การยิงไปยังบริเวณที่โจทก์ร่วมนอนหมอบอยู่ย่อมเล็งเห็นได้ว่ากระสุนปืนอาจถูกโจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 จึงมีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วม การที่จำเลยที่ 1 ขับรถกระบะชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมและใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม แต่โจทก์ร่วมไม่ถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น นอกจากนี้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ขับรถกระบะติดตามรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมไปเพื่อหาเรื่องโจทก์ร่วม และจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายยิงโจทก์ร่วมก่อน แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 สมัครใจที่จะทะเลาะวิวาทกับโจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจอ้างว่าการกระทำเป็นการป้องกันได้ ตัวการร่วม ผู้ก่อ และผู้สนับสนุน สำหรับจำเลยที่ 2 หลังจากจำเลยที่ 1 ขับรถกระบะชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมแล้ว จำเลยที่ 2 หยิบอาวุธปืนส่งให้จำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม ถือว่าจำเลยที่ 2 ประสงค์จะถือเอาการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำของจำเลยที่ 2 ด้วย จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงพยายามฆ่าโจทก์ร่วม เมื่อกระสุนปืนไม่ถูกโจทก์ร่วม จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ส่วนจำเลยที่ 3 อยู่บริเวณกระบะท้ายรถกระบะและตะโกนว่า “เอามันให้ตาย” แล้วจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม ถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นด้วยการยุยงส่งเสริม และผู้ถูกยุยงส่งเสริมได้กระทำความผิดนั้น การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 อย่างไรก็ตาม โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 3 กับพวกเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน แต่ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้ก่อให้พวกของจำเลยที่ 3 กระทำความผิด จึงเป็นการแตกต่างกันในสาระสำคัญอย่างมาก ย่อมลงโทษจำเลยที่ 3 ในฐานผู้ก่อตามมาตรา 84 ไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง แต่การตะโกนของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวยังถือได้ว่าเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษได้ จำเลยที่ 3 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น สำหรับความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 ก่อให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดและศาลลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานเป็นผู้สนับสนุน จึงต้องลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานเป็นผู้สนับสนุนในความผิดดังกล่าวด้วย แต่เนื่องจากความผิดฐานนี้เป็นความผิดลหุโทษ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 106 บัญญัติว่าผู้สนับสนุนในความผิดลหุโทษไม่ต้องรับโทษ จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับโทษในความผิดฐานดังกล่าว ปัญหาข้อกฎหมายและการริบของกลาง การที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงแก้ไขให้ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ส่วนรถกระบะและอาวุธปืนของกลาง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ใช้รถกระบะชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมและใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมโดยเจตนาฆ่า รถกระบะและอาวุธปืนของกลางจึงเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ใช้ในการกระทำความผิด มีเหตุสมควรริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นและความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน รวมจำคุกคนละ 10 ปี 3 เดือน ส่วนจำเลยที่ 3 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นและความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน รวมจำคุก 6 ปี 14 เดือน และริบของกลาง 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้โดยเห็นว่าทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม จำเลยที่ 1 และที่ 2 รวมจำคุกคนละ 6 ปี 11 เดือน ส่วนจำเลยที่ 3 รวมจำคุก 4 ปี 9 เดือน 10 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น 3. ศาลฎีกา พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 ประกอบมาตรา 86 ซึ่งเป็นกรรมเดียวกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 86 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นว่าการวินิจฉัยเจตนาฆ่าต้องพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งการกระทำ ในคดีนี้จำเลยที่ 1 ขับรถกระบะติดตามรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมไปเพื่อหาเรื่อง แล้วเจตนาขับรถกระบะชนรถจักรยานยนต์อย่างรุนแรงทั้งที่รู้ว่าโจทก์ร่วมขับอยู่ด้านหน้า ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าโจทก์ร่วมอาจถึงแก่ความตาย และภายหลังยังใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมอีก สำหรับบุคคลอื่นที่อยู่ในเหตุการณ์ ความรับผิดต้องพิจารณาตามการกระทำและเจตนาของแต่ละคน จำเลยที่ 2 ส่งอาวุธปืนให้จำเลยที่ 1 หลังจากมีการขับรถชนแล้ว และจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนนั้นยิงโจทก์ร่วม ศาลจึงถือว่าจำเลยที่ 2 ประสงค์จะถือเอาการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำของตนด้วย ส่วนจำเลยที่ 3 ตะโกนว่า “เอามันให้ตาย” แล้วจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม เป็นการก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดด้วยการยุยงส่งเสริม อย่างไรก็ตาม การลงโทษจำเลยต้องอยู่ภายใต้ข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวมาในฟ้องด้วย เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้ร่วมกระทำความผิด แต่ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาได้ความว่าเป็นผู้ก่อ และเป็นความแตกต่างในสาระสำคัญอย่างมาก ศาลจึงลงโทษจำเลยที่ 3 ในฐานผู้ก่อไม่ได้ แต่การกระทำดังกล่าวยังถือได้ว่าเป็นความผิดฐานผู้สนับสนุนซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษได้ เจตนาฆ่าโดยเล็งเห็นผล จำเลยที่ 1 รู้ว่าโจทก์ร่วมขับรถจักรยานยนต์อยู่ด้านหน้าแล้วยังขับรถกระบะชนรถจักรยานยนต์อย่างรุนแรง ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าโจทก์ร่วมอาจถึงแก่ความตาย และภายหลังยังใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมอีก เมื่อโจทก์ร่วมไม่ถึงแก่ความตาย การกระทำจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ผู้ก่อและผู้สนับสนุน จำเลยที่ 3 ตะโกนว่า “เอามันให้ตาย” แล้วจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม ถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดด้วยการยุยงส่งเสริมตามมาตรา 84 แต่เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้ร่วมกระทำความผิด ข้อเท็จจริงจึงแตกต่างจากฟ้องในสาระสำคัญอย่างมากและลงโทษฐานผู้ก่อไม่ได้ อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวยังเป็นความผิดฐานผู้สนับสนุนตามมาตรา 86 ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษได้ หมายเหตุวิเคราะห์หลักกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้มีประเด็นสำคัญทั้งในส่วนกฎหมายอาญาสารบัญญัติและกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยเฉพาะการวินิจฉัยเจตนาฆ่า ความรับผิดของตัวการร่วม ผู้ก่อและผู้สนับสนุน ตลอดจนข้อจำกัดของศาลในการลงโทษเมื่อข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาแตกต่างจากข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้อง ประเด็นแรก คือ เจตนาฆ่าของจำเลยที่ 1 ศาลฎีกาพิจารณาพฤติการณ์ต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ กล่าวคือ จำเลยทั้งสามมีความไม่พอใจโจทก์ร่วมที่ไม่จอดรถจักรยานยนต์เพื่อพูดคุย จำเลยที่ 1 ขับรถกระบะติดตามไปทันทีเพราะอยากหาเรื่อง เมื่อโจทก์ร่วมขับรถจักรยานยนต์เข้าไปในถนนลูกรัง จำเลยที่ 1 ยังคงติดตามและเจตนาขับรถกระบะชนอย่างรุนแรงจนรถจักรยานยนต์ติดอยู่ใต้ท้องรถกระบะแล้วถูกลากไปชนต้นไม้ เมื่อจำเลยที่ 1 รู้ว่าโจทก์ร่วมขับรถจักรยานยนต์อยู่ด้านหน้าแล้วยังขับรถกระบะชนอย่างรุนแรง ศาลฎีกาถือว่าจำเลยที่ 1 ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าโจทก์ร่วมอาจถึงแก่ความตาย จึงมีเจตนาฆ่า พฤติการณ์ภายหลังการชนที่จำเลยที่ 1 รับอาวุธปืนจากจำเลยที่ 2 แล้วยิงไปยังโจทก์ร่วมซึ่งนอนหมอบอยู่กับพื้นก็เป็นการกระทำที่ศาลวินิจฉัยว่ามีเจตนาฆ่าเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ร่วมไม่ถึงแก่ความตาย การกระทำจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามมาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 ประเด็นที่สอง คือ ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ในฐานตัวการร่วม จุดสำคัญมิใช่เพียงว่าจำเลยที่ 2 เดินทางไปกับจำเลยที่ 1 แต่ภายหลังจำเลยที่ 1 ขับรถกระบะชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมแล้ว จำเลยที่ 2 หยิบอาวุธปืนส่งให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนนั้นยิงโจทก์ร่วม ศาลฎีกาถือว่าจำเลยที่ 2 ประสงค์จะถือเอาการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำของจำเลยที่ 2 ด้วย จึงฟังได้ว่ามีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงพยายามฆ่าโจทก์ร่วม หลักที่ควรสังเกตคือ การอยู่ในสถานที่เกิดเหตุหรือเดินทางไปพร้อมกับผู้กระทำความผิดเพียงอย่างเดียวมิใช่สาระที่ศาลใช้วินิจฉัยความเป็นตัวการร่วมในคดีนี้ แต่มีการกระทำเพิ่มเติมคือการส่งอาวุธปืนให้จำเลยที่ 1 หลังจากเกิดการขับรถชน และจำเลยที่ 1 นำอาวุธปืนนั้นไปยิงโจทก์ร่วม พฤติการณ์ดังกล่าวจึงเป็นข้อสำคัญในการวินิจฉัยถึงเจตนาร่วมของจำเลยที่ 2 ประเด็นที่สาม คือ ความแตกต่างระหว่างผู้ก่อตามมาตรา 84 กับตัวการร่วม การที่จำเลยที่ 3 ซึ่งอยู่บริเวณกระบะท้ายรถกระบะตะโกนว่า “เอามันให้ตาย” แล้วจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม ศาลฎีกาถือว่าจำเลยที่ 3 ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นด้วยการยุยงส่งเสริม และผู้ถูกยุยงส่งเสริมได้กระทำความผิดนั้น การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเข้าลักษณะผู้ก่อตามมาตรา 84 แต่ปัญหาสำคัญทางวิธีพิจารณาความอาญาอยู่ที่โจทก์มิได้ฟ้องจำเลยที่ 3 ว่าเป็นผู้ก่อ กลับกล่าวในฟ้องว่าจำเลยที่ 3 กับพวกเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน ศาลฎีกาถือว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้ก่อแตกต่างจากข้อเท็จจริงตามฟ้องที่กล่าวหาว่าเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดในสาระสำคัญอย่างมาก จึงลงโทษจำเลยที่ 3 ในฐานผู้ก่อตามมาตรา 84 ไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง หลักตามมาตรา 192 มีความสำคัญต่อสิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลย เพราะคำฟ้องเป็นกรอบของข้อกล่าวหาที่จำเลยต้องต่อสู้ หากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาแตกต่างจากฟ้องในข้อสาระสำคัญ ศาลย่อมไม่อาจนำข้อเท็จจริงที่แตกต่างนั้นมาลงโทษจำเลยได้ เว้นแต่เป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ศาลมีอำนาจลงโทษตามข้อเท็จจริงที่ได้ความ อย่างไรก็ตาม แม้ลงโทษจำเลยที่ 3 ในฐานผู้ก่อตามมาตรา 84 ไม่ได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการตะโกนดังกล่าวยังถือได้ว่าเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามมาตรา 86 ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษได้ จุดนี้แสดงให้เห็นว่าการที่ข้อเท็จจริงแตกต่างจากฟ้องจนไม่สามารถลงโทษในฐานผู้ก่อ มิได้หมายความว่าศาลต้องยกฟ้องจำเลยที่ 3 ในความผิดที่เกี่ยวข้องทั้งหมด หากการกระทำที่พิสูจน์ได้ยังเข้าลักษณะเป็นผู้สนับสนุนและศาลมีอำนาจลงโทษในฐานดังกล่าว ประเด็นที่สี่ คือ ผู้สนับสนุนในความผิดลหุโทษ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 ก่อให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิด แต่ศาลลงโทษจำเลยที่ 3 ได้ในฐานผู้สนับสนุน จึงต้องปรับบทว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนในความผิดฐานยิงปืนดังกล่าวด้วย อย่างไรก็ดี ความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนตามมาตรา 376 เป็นความผิดลหุโทษ และมาตรา 106 บัญญัติให้ผู้สนับสนุนในความผิดลหุโทษไม่ต้องรับโทษ ดังนั้น จำเลยที่ 3 จึงมีความผิดตามมาตรา 376 ประกอบมาตรา 86 แต่ไม่ต้องรับโทษในความผิดดังกล่าว จุดนี้ต้องแยกให้ชัดระหว่าง “ไม่มีความผิด” กับ “ไม่ต้องรับโทษ” เพราะผลของมาตรา 106 ในคดีนี้มิได้ทำให้การกระทำของจำเลยที่ 3 ไม่เป็นความผิด แต่เป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดให้ผู้สนับสนุนในความผิดลหุโทษไม่ต้องรับโทษ ประเด็นที่ห้า คือ อำนาจของศาลฎีกาในการยกปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเอง ในคดีนี้ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ศาลฎีกาเห็นว่าการลงโทษดังกล่าวไม่ชอบและสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาในปัญหานี้ เนื่องจากเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ประเด็นสุดท้าย คือ การริบทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิด รถกระบะและอาวุธปืนมิได้เป็นเพียงทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ แต่ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ใช้รถกระบะชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมและใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมโดยเจตนาฆ่า รถกระบะและอาวุธปืนของกลางจึงเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ใช้ในการกระทำความผิด มีเหตุสมควรริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) คำพิพากษานี้จึงมีความสำคัญทั้งในเรื่องการพิจารณาเจตนาฆ่าจากพฤติการณ์ การจำแนกความรับผิดของตัวการร่วม ผู้ก่อและผู้สนับสนุน และหลักข้อเท็จจริงในทางพิจารณาแตกต่างจากข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้อง โดยเฉพาะกรณีที่ข้อเท็จจริงตามฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยเป็นตัวการร่วม แต่ทางพิจารณากลับได้ความว่าเป็นผู้ก่อ ซึ่งศาลฎีกาถือว่าเป็นความแตกต่างในสาระสำคัญอย่างมากจนไม่อาจลงโทษฐานผู้ก่อได้ แต่หากการกระทำดังกล่าวยังเข้าลักษณะเป็นผู้สนับสนุนและศาลมีอำนาจลงโทษ ศาลย่อมลงโทษในฐานผู้สนับสนุนได้ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม ขับรถยนต์ชนรถจักรยานยนต์เป็นความผิดฐานพยายามฆ่าได้หรือไม่ คำตอบ เป็นได้ หากพฤติการณ์ฟังได้ว่าผู้ขับเจตนาขับชนอย่างรุนแรงและย่อมเล็งเห็นผลว่าผู้ขับรถจักรยานยนต์อาจถึงแก่ความตาย คดีนี้ศาลพิจารณาสภาพถนน รอยไถล ความเสียหายของรถ และภาพถ่ายประกอบการตรวจสถานที่เกิดเหตุแล้วรับฟังว่าเป็นการเจตนาขับชน มิใช่อุบัติเหตุหรือความประมาท เมื่อโจทก์ร่วมไม่ถึงแก่ความตายจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น 2. คำถาม ผู้ส่งปืนให้ผู้ยิงเป็นตัวการร่วมพยายามฆ่าได้หรือไม่ คำตอบ ได้ หากพฤติการณ์แสดงถึงเจตนาร่วม คดีนี้หลังจากจำเลยที่ 1 ขับรถกระบะชนรถจักรยานยนต์แล้ว จำเลยที่ 2 หยิบอาวุธปืนส่งให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนนั้นยิงโจทก์ร่วม ศาลถือว่าจำเลยที่ 2 ประสงค์จะถือเอาการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำของจำเลยที่ 2 ด้วย จึงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น 3. คำถาม การตะโกนว่า “เอามันให้ตาย” ก่อนมีการยิงปืนมีความผิดหรือไม่ คำตอบ คดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่าการที่จำเลยที่ 3 ตะโกนว่า “เอามันให้ตาย” แล้วจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม ถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดด้วยการยุยงส่งเสริมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 แต่เนื่องจากโจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้ร่วมกระทำความผิด มิได้ฟ้องว่าเป็นผู้ก่อ และข้อเท็จจริงดังกล่าวแตกต่างจากฟ้องในสาระสำคัญอย่างมาก จึงลงโทษฐานผู้ก่อไม่ได้ อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวยังถือได้ว่าเป็นความผิดฐานผู้สนับสนุนตามมาตรา 86 ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษได้ 4. คำถาม รถกระบะและอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุริบได้หรือไม่ คำตอบ ริบได้เมื่อเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิด คดีนี้ศาลรับฟังว่าจำเลยที่ 1 ใช้รถกระบะชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมและใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมโดยเจตนาฆ่า รถกระบะและอาวุธปืนของกลางจึงเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ใช้ในการกระทำความผิด มีเหตุสมควรริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1725/2569 จำเลยทั้งสามมีความไม่พอใจโจทก์ร่วมที่ไม่จอดรถจักรยานยนต์เพื่อพูดคุยกับจำเลยทั้งสามเกี่ยวกับเรื่องที่โจทก์ร่วมตะโกนตำหนิจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าของสุนัขที่เคยไล่กัดโจทก์ร่วมมาก่อนเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 จึงขับรถกระบะติดตามไปทันทีเพราะอยากหาเรื่องโจทก์ร่วม โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมเดินทางไปกับจำเลยที่ 1 ด้วย เมื่อถึงที่เกิดเหตุจำเลยที่ 1 เจตนาขับรถกระบะชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมอย่างรุนแรง จำเลยที่ 1 ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าโจทก์ร่วมอาจถึงแก่ความตายได้ ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วม จากนั้นจำเลยที่ 2 ซึ่งนั่งอยู่ในรถกระบะได้หยิบอาวุธปืนส่งให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม ถือว่าจำเลยที่ 2 ประสงค์จะถือเอาการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำของจำเลยที่ 2 ด้วย เมื่อกระสุนปืนไม่ถูกโจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น และการที่หลังจากรถกระบะชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมแล้ว จำเลยที่ 3 ซึ่งอยู่บริเวณกระบะท้ายรถกระบะตะโกนว่า เอามันให้ตาย แล้วจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนของกลางยิงโจทก์ร่วม ถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ด้วยการยุยงส่งเสริมและผู้ถูกยุยงส่งเสริมได้กระทำความผิดนั้น การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 84 แต่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน จึงเป็นการแตกต่างกันในสาระสำคัญอย่างมากย่อมลงโทษจำเลยที่ 3 ไม่ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง แต่การตะโกนของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวยังถือได้ว่าเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 86 ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษได้ จำเลยที่ 3 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน และเมื่อความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนเป็นความผิดลหุโทษซึ่ง ป.อ. มาตรา 106 บัญญัติว่า ผู้สนับสนุนในความผิดลหุโทษไม่ต้องรับโทษ จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับโทษในความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 รถกระบะและอาวุธปืนของกลางเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ใช้ในการกระทำความผิด สมควรริบตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 83, 91, 288, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 8 ทวิ, 72 ทวิ ริบอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์และรถกระบะของกลาง จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นายวัฒนชัย ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ส่วนความผิดฐานอื่นเป็นความผิดต่อรัฐ จึงไม่อนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 400,350 บาท พร้อมดอกเบี้ย ระหว่างพิจารณาโจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสามตกลงกันได้ โจทก์ร่วมแถลงถอนคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 10 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 6 เดือน จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 86, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี 8 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 6 เดือน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพในความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 3 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีกำหนด 10 ปี 3 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 6 ปี 14 เดือน ริบของกลาง จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 6 ปี 8 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 6 ปี 11 เดือน ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 4 ปี 5 เดือน 10 วัน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 4 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 4 ปี 9 เดือน 10 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 3 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ยุติไปตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสามข้อแรกมีว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ เห็นว่า ก่อนเกิดเหตุโจทก์ร่วมไม่พอใจที่สุนัขของจำเลยที่ 3 ไล่กัดโจทก์ร่วมและตะโกนตำหนิจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าของสุนัข และเมื่อโจทก์ร่วมขับรถจักรยานยนต์ผ่านบ้านของจำเลยที่ 3 อีกครั้ง มีคนเรียกให้โจทก์ร่วมจอดรถจักรยานยนต์ แต่โจทก์ร่วมไม่จอดรถจักรยานยนต์ ซึ่งได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยทั้งสามได้พูดคุยกันเพื่อจะไปพูดคุยกับโจทก์ร่วมให้จบ จากนั้นจำเลยที่ 1 ขับรถกระบะ มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั่งไปด้วยตามรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมไป บ่งชี้ให้เห็นว่าขณะนั้นจำเลยทั้งสามมีความไม่พอใจโจทก์ร่วมที่ไม่จอดรถจักรยานยนต์เพื่อพูดคุยกับจำเลยทั้งสามเกี่ยวกับสุนัขของจำเลยที่ 3 ครั้นเมื่อจำเลยที่ 1 และโจทก์ร่วมจอดรถกระบะของกลางและรถจักรยานยนต์ที่หน้าโรงงานแปรรูปสุกรแล้ว จำเลยที่ 3 ได้ลงจากรถกระบะของกลางไปพูดคุยกับโจทก์ร่วม แต่โจทก์ร่วมไม่ยอมพูดคุยด้วยอีกแล้วขับรถจักรยานยนต์ออกไป จึงเชื่อได้ว่า พฤติกรรมของโจทก์ร่วมดังกล่าวทำให้จำเลยทั้งสามมีความไม่พอใจโจทก์ร่วมเพิ่มมากยิ่งขึ้น ดังนี้พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 3 กระโดดขึ้นกระบะท้ายรถกระบะของกลางแทนที่จะเข้าไปนั่งในรถกระบะของกลางดังเดิมและจำเลยที่ 1 ขับรถกระบะของกลางติดตามรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมไปทันทีจึงเป็นเพราะอยากหาเรื่องโจทก์ร่วม เมื่อโจทก์ร่วมขับรถจักรยานยนต์ถึงโค้งซึ่งเป็นถนนลาดยาง โจทก์ร่วมตัดสินใจเลี้ยวไปทางขวาเพื่อใช้ถนนลูกรังเนื่องจากเห็นว่าเป็นถนนขนาดเล็กและรถกระบะของกลางน่าจะไม่ตามมาอีกโดยโจทก์ร่วมต้องการขับรถจักรยานยนต์หนีรถกระบะของกลาง แสดงให้เห็นว่าโจทก์ร่วมไม่ประสงค์ที่จะทะเลาะวิวาทกับจำเลยทั้งสาม ถนนที่เกิดเหตุเป็นถนนลูกรัง มีความกว้างเพียงพอที่จำเลยที่ 1 สามารถขับรถหลบหลีกรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมได้ ประกอบกับรายงานการตรวจเก็บวัตถุพยานระบุว่า พบรอยไถลบนถนนลูกรังระยะทางประมาณ 21.30 เมตร รถกระบะของกลางได้รับความเสียหายกระจังหน้ารถแตกและกันชนหน้ารถบุบยุบ ส่วนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายชุดไฟท้ายรถแตกและบังโคลนท้ายรถพลาสติกฉีกขาด ซึ่งเมื่อพิจารณาภาพถ่ายประกอบการตรวจสถานที่เกิดเหตุที่ถ่ายภาพหลังเกิดเหตุแล้ว บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 1 ต้องขับรถกระบะของกลางชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมอย่างรุนแรงจนรถจักรยานยนต์ติดอยู่ใต้ท้องรถกระบะของกลางแล้วลากไปชนต้นไม้ เชื่อว่าจำเลยที่ 1 เจตนาขับรถกระบะของกลางชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมมิใช่เกิดจากอุบัติเหตุหรือความประมาทของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด เมื่อจำเลยที่ 1 รู้ว่าโจทก์ร่วมขับรถจักรยานยนต์อยู่ด้านหน้าแล้วยังขับรถกระบะของกลางชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมอย่างรุนแรงอีก จำเลยที่ 1 ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์อาจถึงแก่ความตายได้ ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วมแล้ว แม้บริเวณที่เกิดเหตุเป็นที่มืดโดยไม่มีไฟสาธารณะข้างถนนก็ตามแต่โจทก์ร่วมเบิกความว่า ขณะโจทก์ร่วมขับรถจักรยานยนต์ได้เปิดไฟหน้ารถจักรยานยนต์ส่วนรถกระบะของกลางเปิดไฟหน้ารถเพื่อไล่ตามโจทก์ร่วม เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถกระบะของกลางชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วม ไฟหน้ารถกระบะของกลางย่อมสาดส่องไปยังรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วม ประกอบกับจำเลยที่ 1 มีเจตนาขับรถกระบะของกลางชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมจึงย่อมต้องมองรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมตลอดเวลาเมื่อถนนที่เกิดเหตุมีรอยไถลเป็นระยะทางประมาณ 21.30 เมตรด้วย เชื่อได้ว่าขณะรถกระบะของกลางชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมนั้น จำเลยที่ 1 เห็นว่าโจทก์ร่วมตกจากรถจักรยานยนต์บริเวณใดแล้ว ทั้งฎีกาจำเลยทั้งสามก็ยอมรับว่าจำเลยที่ 1 เห็นโจทก์ร่วมกระเด็นไปทางขวา ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถกระบะของกลางชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมแล้ว จำเลยที่ 1 รู้ว่าโจทก์ร่วมตกจากรถจักรยานยนต์อยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุบริเวณใด ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมว่า จำเลยที่ 1 เล็งอาวุธปืนและลั่นไก 1 นัด มาที่โจทก์ร่วม โจทก์ร่วมจึงใช้อาวุธปืนยิงสวนกลับไปที่รถกระบะของกลาง ขณะนั้นโจทก์ร่วมนอนหมอบและศีรษะหันไปทางรถกระบะของกลางโดยยิงไป 1 นัด ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วมโดยขับรถกระบะของกลางชนโจทก์ร่วมแล้ว เช่นนี้ การที่จำเลยที่ 1 ได้รับอาวุธปืนของกลางมาจากจำเลยที่ 2 แล้วยิงอาวุธปืนนั้น เชื่อว่าจำเลยที่ 1 ต้องยิงอาวุธปืนไปยังโจทก์ร่วมมิใช่ยิงขึ้นฟ้าดังที่จำเลยที่ 1 เบิกความ คำเบิกความของโจทก์ร่วมจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนที่กระสุนปืนไม่ถูกโจทก์ร่วมนั้น ฟังได้ว่าขณะที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมนั้น โจทก์ร่วมนอนหมอบกับพื้น กระสุนปืนจึงไม่ถูกโจทก์ร่วมซึ่งการที่จำเลยที่ 1 ยิงอาวุธปืนของกลางซึ่งเป็นอาวุธที่ร้ายแรงทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ไปยังบริเวณที่โจทก์ร่วมนอนหมอบกับพื้น จำเลยที่ 1 ย่อมเล็งเห็นได้ว่ากระสุนปืนอาจถูกโจทก์ร่วมได้จำเลยที่ 1 จึงมีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วมแล้ว การที่จำเลยที่ 1 ขับรถกระบะชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมและใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม แต่โจทก์ร่วมไม่ถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ทั้งเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ขับรถกระบะของกลางติดตามรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมไปเพื่อหาเรื่องโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายยิงโจทก์ร่วมก่อน แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 สมัครใจที่จะทะเลาะวิวาทกับโจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจอ้างได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการป้องกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสามข้อต่อไปมีว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า หลังจากจำเลยที่ 1 ขับรถกระบะชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมแล้ว จำเลยที่ 2 หยิบอาวุธปืนของกลางส่งให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม ถือว่าจำเลยที่ 2 ประสงค์จะถือเอาการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำของจำเลยที่ 2 ด้วย จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงพยายามฆ่าโจทก์ร่วม แต่เมื่อกระสุนปืนไม่ถูกโจทก์ร่วมจำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสามข้อต่อไปมีว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ร่วมเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสามถามค้านว่า โจทก์ร่วมไม่ทราบว่าเสียงของใครที่พูดว่า เอามันให้ตาย ก็ตาม แต่โจทก์ร่วมเบิกความตอบโจทก์ถามติงว่า โจทก์ร่วมไม่ทราบว่าใครเป็นคนพูดว่าเอามันให้ตาย แต่ได้ยินมาจากท้ายรถกระบะที่จำเลยที่ 3 อยู่ท้ายรถกระบะ เมื่อจำเลยที่ 3 เบิกความว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 3 อยู่ที่กระบะท้ายรถกระบะของกลางแล้ว โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีบุคคลอื่นอยู่ร่วมกับจำเลยที่ 3 ด้วยพยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบจึงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่าขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 3 ซึ่งอยู่ที่กระบะท้ายรถกระบะของกลาง เป็นคนพูดว่า เอามันให้ตาย แล้วจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนของกลางยิงโจทก์ร่วม ถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นด้วยการยุยงส่งเสริมและผู้ถูกยุยงส่งเสริมได้กระทำความผิดนั้น การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 3 เป็นผู้ก่อให้พวกของจำเลยที่ 3 กระทำความผิด แต่โจทก์กล่าวในฟ้องยืนยันว่าจำเลยที่ 3 กับพวกเป็นผู้ร่วมกระทำผิดด้วยกัน จึงเป็นการแตกต่างกันในสาระสำคัญอย่างมากย่อมลงโทษจำเลยที่ 3 ไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง แต่การตะโกนของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวยังถือได้ว่าเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษได้ จำเลยที่ 3 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตามคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกันกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 ก่อให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดโดยลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานเป็นผู้สนับสนุนนั้น จึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้ก่อให้จำเลยที่ 1 ยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน โดยต้องลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานเป็นผู้สนับสนุนในความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง และเมื่อความผิดฐานดังกล่าวเป็นความผิดลหุโทษซึ่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 106 บัญญัติว่า ผู้สนับสนุนในความผิดลหุโทษไม่ต้องรับโทษ ศาลฎีกาจึงลงโทษจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนในความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนได้ โดยจำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับโทษในความผิดฐานดังกล่าว ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสามข้อสุดท้ายมีว่า มีเหตุสมควรริบอาวุธปืนและรถกระบะของกลางหรือไม่ เห็นว่า เมื่อวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ขับรถกระบะของกลางชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมและใช้อาวุธปืนของกลางยิงโจทก์ร่วม โดยเจตนาฆ่า รถกระบะและอาวุธปืนของกลาง จึงเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ใช้ในการกระทำความผิด จึงมีเหตุสมควรริบรถกระบะและอาวุธปืนของกลางตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 376 ประกอบมาตรา 86 ซึ่งเป็นกรรมเดียวกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 86 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
|




