
| (ฎ.4008/2567)หนี้เงินกู้เพื่อการศึกษาบุตร หนี้ร่วมระหว่างคู่สมรส และผลของสัญญาประนีประนอมยอมความ
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาบุตรในโครงการสวัสดิการ ช.พ.ค. โดยศาลพิจารณาว่าหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ร่วมระหว่างคู่สมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 อย่างไรก็ตาม เมื่อภริยาได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับธนาคารเพียงฝ่ายเดียวโดยสามีไม่ได้เข้าร่วม สัญญาดังกล่าวย่อมไม่มีผลผูกพันคู่สมรสอีกฝ่าย ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 พร้อมชี้ขอบเขตสิทธิไล่เบี้ยของโจทก์
ข้อเท็จจริงของคดี • จำเลยที่ 1 (ภริยา) ยื่นคำขอกู้เงินโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. ระบุวัตถุประสงค์เพื่อชำระหนี้และทุนการศึกษาบุตร ได้รับเงินกู้จำนวน 1,200,000 บาท • จำเลยที่ 2 (สามี) ลงชื่อรับรองสำเนาบัตรประชาชนประกอบคำขอกู้ แสดงให้เห็นถึงการยินยอม • มีผู้ค้ำประกันรวมถึงโจทก์ ต่อมา จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ ธนาคารจึงฟ้องผู้กู้และผู้ค้ำ ศาลจังหวัดพะเยามีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ (จำเลยที่ 2 ไม่ได้เข้าร่วม) • ภายหลังโจทก์ในฐานะผู้ค้ำถูกบังคับชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 จึงฟ้องเรียกไล่เบี้ยเอากับจำเลยทั้งสอง
ประเด็นที่ต้องวินิจฉัย 1. หนี้ที่กู้ยืมเพื่อการศึกษาบุตรเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาหรือไม่ 2. เมื่อมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยจำเลยที่ 1 เพียงฝ่ายเดียว ผลของสัญญามีผลผูกพันจำเลยที่ 2 หรือไม่ 3. โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกไล่เบี้ยต่อจำเลยที่ 2 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 693 ได้หรือไม่
คำวินิจฉัยของศาลฎีกา • หนี้เงินกู้เพื่อการศึกษาบุตรเป็นหนี้ร่วมของคู่สมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1490 (1) และต้องรับผิดร่วมกันตามมาตรา 1489 • แต่เมื่อมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ (มาตรา 852) โดยมีเพียงจำเลยที่ 1 เข้าร่วม สัญญานี้มีผลเฉพาะคู่สัญญา ไม่ผูกพันจำเลยที่ 2 • จำเลยที่ 2 ไม่ใช่คู่สัญญา จึงไม่อาจถูกฟ้องไล่เบี้ยตามมาตรา 693 ได้ • ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2
การวิเคราะห์ทางกฎหมาย 1. หนี้ร่วมของคู่สมรส o ตามมาตรา 1490 วรรคหนึ่ง (1) หนี้ที่เกิดขึ้นเพื่อการศึกษาเล่าเรียนของบุตรถือเป็นหนี้ร่วม คู่สมรสต้องรับผิดร่วมกัน o ข้อนี้เป็นหลักที่ศาลยืนยันชัดเจนว่าหนี้เพื่อการศึกษาแม้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งเป็นผู้กู้โดยตรง อีกฝ่ายก็มีส่วนร่วมรับผิด 2. ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความ o มาตรา 852 กำหนดว่าการทำสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นการสร้างสิทธิใหม่แทนสิทธิเดิม และผูกพันเฉพาะคู่สัญญา o ในคดีนี้จำเลยที่ 2 ไม่เข้าร่วม จึงไม่ถูกผูกพันด้วย 3. สิทธิไล่เบี้ยของผู้ค้ำประกัน o มาตรา 693 กำหนดสิทธิไล่เบี้ยต่อคู่หนี้ แต่เมื่อสิทธิเรียกร้องเดิมระงับไปเพราะการยอมความ สิทธิไล่เบี้ยต่อจำเลยที่ 2 จึงไม่เกิด
ข้อคิดทางกฎหมาย • การกู้ยืมเพื่อประโยชน์ครอบครัว เช่น การศึกษา ถือเป็นหนี้ร่วมคู่สมรส • อย่างไรก็ตาม หากมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ คู่สมรสอีกฝ่ายที่ไม่ได้เข้าร่วมจะไม่ถูกผูกพันตามสัญญานั้น • ผู้ค้ำประกันควรระมัดระวัง เพราะแม้มีสิทธิไล่เบี้ย แต่สิทธิดังกล่าวอาจถูกจำกัดจากผลของการประนีประนอม
IRAC Analysis Issue (ประเด็นปัญหา) จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์จากหนี้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาบุตรหรือไม่ ภายหลังจากมีสัญญาประนีประนอมยอมความที่จำเลยที่ 2 ไม่ได้เข้าร่วม Rule (กฎเกณฑ์ทางกฎหมาย) • ป.พ.พ. มาตรา 1490 (1): หนี้เกี่ยวกับการศึกษาเล่าเรียนของบุตรเป็นหนี้ร่วมของสามีภริยา • ป.พ.พ. มาตรา 1489: คู่สมรสต้องรับผิดร่วมกันต่อบุคคลภายนอก • ป.พ.พ. มาตรา 852: การทำสัญญาประนีประนอมยอมความทำให้สิทธิเดิมระงับและเกิดสิทธิใหม่ • ป.พ.พ. มาตรา 693: ผู้ค้ำประกันที่ชำระหนี้แทนลูกหนี้มีสิทธิไล่เบี้ย Application (การประยุกต์ใช้) • จำเลยที่ 1 กู้เงินเพื่อการศึกษาบุตร จึงเป็นหนี้ร่วมของคู่สมรส จำเลยที่ 2 ย่อมมีส่วนรับผิด • แต่เมื่อธนาคารและจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้เข้าร่วม ผลของสัญญาไม่ผูกพันจำเลยที่ 2 • สิทธิของโจทก์ที่ชำระหนี้แทนในฐานะผู้ค้ำประกัน จึงไม่อาจใช้ไล่เบี้ยจากจำเลยที่ 2 ได้ Conclusion (ข้อสรุป) จำเลยที่ 2 ไม่มีหน้าที่ร่วมรับผิดชำระหนี้ต่อโจทก์ตามสิทธิไล่เบี้ย เนื่องจากไม่ใช่คู่สัญญาในสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนยกฟ้องจำเลยที่ 2
English Summary The Supreme Court Decision No. 4008/2567 concerns a joint debt between spouses arising from a loan for their child’s education under the Teachers’ Welfare Loan Program. Although such debt is considered a joint marital debt under Section 1490 of the Civil and Commercial Code, the Court ruled that a compromise agreement made solely by the wife with the bank does not bind the husband, who was not a party to that agreement. Therefore, the creditor and guarantor could not claim reimbursement against the husband. This decision highlights the distinction between marital joint liability and the contractual effects of compromise agreements.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4008/2567
การที่จำเลยที่ 1 ยื่นแบบคำขอกู้และรับรองสิทธิโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. ระบุวัตถุประสงค์ไว้ในข้อ 3 ว่า เพื่อชำระหนี้และทุนการศึกษาบุตร แสดงว่าหนี้ที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นหนี้เกี่ยวแก่การศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพ โดยจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้องในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนแนบท้ายแบบคำขอกู้ดังกล่าว อันแสดงว่าจำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาทำสัญญากู้ยืมเงิน ดังนั้น หนี้ที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินดังกล่าวจึงเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1490 (1) ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องร่วมกันรับผิดต่อธนาคาร อ. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1489 แต่เมื่อได้ความว่า ในคดีที่ธนาคาร อ. ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กู้ และ ท. กับโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันเป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดพะเยานั้น ต่อมา ธนาคาร อ. จำเลยที่ 1 ท. และโจทก์ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมและคดีถึงที่สุดแล้ว ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมทำให้สิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวระงับสิ้นไป โดยธนาคาร อ. ได้ถือสิทธิใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 852 การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยที่ 2 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับธนาคาร อ. โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมด้วย สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ไม่ใช่คู่สัญญาในสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญากับโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยตาม ป.พ.พ. มาตรา 693 ได้ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,452,986.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,391,238 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้มีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ และยกฟ้องจำเลยที่ 2
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 1,452,986.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,391,238 บาท นับถัดจากวันที่ 1 เมษายน 2565 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 2 เป็นสามีของจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2537 เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2553 จำเลยที่ 1 ยื่นแบบคำขอกู้และรับรองสิทธิโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. จากธนาคาร อ. วันที่ 5 ตุลาคม 2553 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินเพื่อการบริโภคสินเชื่อโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. 6 วงเงิน 1,200,000 บาท จากธนาคาร อ. และได้รับเงินกู้ไปแล้ว มีนางพรทิพย์ และโจทก์ค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้โดยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายวันที่ 25 มิถุนายน 2558 จากนั้นวันที่ 9 กันยายน 2558 ธนาคาร อ. ฟ้องจำเลยที่ 1 นางพรทิพย์และโจทก์ต่อศาลจังหวัดพะเยาเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ.2539/2558 ศาลมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ผบ. 3159/2558 เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2558 จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ ธนาคาร อ. ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 508 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์เพื่อบังคับคดี โจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่ธนาคาร อ. วันที่ 10 พฤษภาคม 2564 เป็นเงิน 1,374,292 บาท และวันที่ 13 พฤษภาคม 2564 โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึดทรัพย์แก่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดพะเยาอีก 16,946 บาท รวมเป็นเงิน 1,391,238 บาท
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ยื่นแบบคำขอกู้และรับรองสิทธิโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. ระบุวัตถุประสงค์ไว้ในข้อ 3 ว่าเพื่อชำระหนี้และทุนการศึกษาบุตร แสดงว่าหนี้ที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นหนี้เกี่ยวแก่การศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพ โดยจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้องในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนแนบท้ายแบบคำขอกู้ดังกล่าว อันแสดงว่าจำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาทำสัญญากู้ยืมเงิน ดังนั้น หนี้ที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินดังกล่าวจึงเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (1) ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องร่วมกันรับผิดต่อธนาคาร อ. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1489 แต่เมื่อได้ความว่าในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ.2539/2558 ที่ธนาคาร อ. ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กู้ และนางพรทิพย์กับโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันเป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดพะเยานั้น ต่อมาธนาคาร อ. จำเลยที่ 1 นางพรทิพย์และโจทก์ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.3159/2558 และคดีถึงที่สุดแล้ว ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมทำให้สิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวระงับสิ้นไป โดยธนาคาร อ. ได้ถือสิทธิใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยที่ 2 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับธนาคาร อ. โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมด้วย สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ไม่ใช่คู่สัญญาในสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญากับโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ ![]() |





.png)