
| ฟ้องแบ่งมรดกซ้ำได้หรือไม่ เมื่อเคยทำสัญญาประนีประนอมยอมความและมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว รวมถึงทรัพย์มรดกที่อ้างว่าตกหล่นจากการแบ่งมรดก
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญในคดีมรดกว่า เมื่อทายาทได้ฟ้องแบ่งปันทรัพย์มรดกและต่อมาได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันจนศาลมีคำพิพากษาตามยอมและคดีถึงที่สุดแล้ว ทายาทหรือผู้สืบสิทธิจะสามารถนำข้อพิพาทเดิมหรือทรัพย์มรดกที่อ้างว่ายังไม่ได้รับการแบ่งปันมาฟ้องเป็นคดีใหม่ได้อีกหรือไม่ คดีนี้ยังเกี่ยวข้องกับหลักผลผูกพันของคำพิพากษา หลักห้ามรื้อร้องฟ้องกันอีก และหลักฟ้องซ้ำตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โดยศาลฎีกาได้วางหลักสำคัญว่า กองมรดกเป็นสิทธิที่ได้มาโดยอาศัยสิทธิอันเดียวกัน แม้จะประกอบด้วยทรัพย์สินหลายรายการก็ไม่ได้ทำให้เกิดสิทธิเรียกร้องแยกเป็นรายทรัพย์ ดังนั้นเมื่อมีการดำเนินคดีและมีคำพิพากษาถึงที่สุดไปแล้ว การนำทรัพย์มรดกเดิมหรือทรัพย์ที่อ้างว่าตกหล่นมาฟ้องแบ่งกันใหม่ย่อมกระทบต่อความมั่นคงแน่นอนของคำพิพากษาและอาจเป็นการฟ้องซ้ำต้องห้ามตามกฎหมาย คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับทายาท ผู้จัดการมรดก และผู้ปฏิบัติงานด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแบ่งปันทรัพย์มรดกและผลของคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้ว สรุปข้อเท็จจริง คดีนี้มีจุดเริ่มต้นจากการที่นายสุพงษ์ ซึ่งเป็นบิดาของโจทก์ เคยฟ้องทายาทของร้อยตำรวจโทครุฑเพื่อขอแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ตกทอดจากเจ้ามรดก ต่อมาทายาททุกฝ่ายสามารถตกลงกันได้และได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์มรดก โดยศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวและคดีถึงที่สุดแล้ว หลังจากนั้นมีการดำเนินการแบ่งทรัพย์มรดกตามข้อตกลงและมีการประมูลทรัพย์มรดกเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษา ต่อมาในระหว่างการแบ่งทรัพย์มรดก นายสุพงษ์ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและต่อมาถูกพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย โดยส่วนแบ่งมรดกของนายสุพงษ์ได้ถูกนำเข้าสู่กระบวนการล้มละลายและมีมติที่ประชุมเจ้าหนี้ให้รับเงินจำนวนหนึ่งแทนสิทธิในมรดกดังกล่าว ต่อมานายสุพงษ์ถึงแก่ความตาย และโจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิได้เข้ามาอ้างสิทธิแทน โจทก์เห็นว่าการแบ่งทรัพย์มรดกที่ผ่านมาไม่ถูกต้องครบถ้วนตามสัญญาประนีประนอมยอมความ อีกทั้งยังมีทรัพย์มรดกบางส่วนที่ไม่ได้ถูกนำมาแบ่งปันให้แก่ทายาท จึงยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนการประมูลทรัพย์มรดกระหว่างทายาท ขอให้ศาลวินิจฉัยว่าทรัพย์สินหลายรายการยังคงเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดก ขอให้มีการแบ่งทรัพย์มรดกใหม่ตามสิทธิของทายาท และหากไม่สามารถแบ่งได้ก็ให้จำเลยร่วมกันชดใช้เป็นเงินจำนวน 80,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย นอกจากนี้ยังขอให้ผู้จัดการมรดกแบ่งทรัพย์สินบางรายการให้แก่ทายาทและขอให้ตัดสิทธิการรับมรดกของผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าปิดบังหรือยักย้ายทรัพย์มรดก จำเลยต่อสู้คดีโดยขอให้ยกฟ้อง โดยเห็นว่าประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวเคยมีการดำเนินคดีและมีคำพิพากษาถึงที่สุดไปแล้ว การที่โจทก์นำเรื่องเดิมมาฟ้องอีกครั้งจึงเป็นการฟ้องซ้ำและเป็นการรื้อร้องคดีเดิมที่กฎหมายไม่อนุญาตให้กระทำได้ ศาลชั้นต้นเห็นว่าฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำและไม่อาจรับวินิจฉัยได้ จึงมีคำพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์จึงฎีกาต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้เพิกถอนคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองศาลและรับวินิจฉัยข้อเรียกร้องของตนต่อไป คำวินิจฉัยของศาลฎีกา คดีนี้ศาลฎีกาวางหลักกฎหมายสำคัญไว้ 2 ประเด็นใหญ่ ได้แก่ ประเด็นเรื่องฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 และประเด็นเรื่องลักษณะของสิทธิในกองมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1600 และมาตรา 1602 ว่าเป็นสิทธิอันเดียวกันหรือเป็นสิทธิแยกตามทรัพย์แต่ละรายการ 1. ประเด็นเรื่องการฟ้องเพิกถอนการประมูลทรัพย์มรดกและขอแบ่งมรดกใหม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ก่อนเกิดคดีนี้ นายสุพงษ์ซึ่งเป็นบิดาของโจทก์ได้เคยฟ้องทายาทของร้อยตำรวจโทครุฑเพื่อขอแบ่งปันทรัพย์มรดกมาแล้ว และคู่ความทุกฝ่ายได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์มรดกจนศาลมีคำพิพากษาตามยอมและคดีถึงที่สุดแล้ว เมื่อคำพิพากษาดังกล่าวถึงที่สุด ย่อมมีผลผูกพันคู่ความทุกฝ่ายตามกฎหมาย คู่ความจะต้องปฏิบัติตามข้อตกลงและคำพิพากษานั้น และหากมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ หรือมีข้อสงสัยว่าการแบ่งทรัพย์มรดกเป็นไปถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ ก็ต้องใช้กระบวนการในชั้นบังคับคดีของคดีเดิม ไม่อาจนำข้อพิพาทดังกล่าวมาฟ้องเป็นคดีใหม่ได้ ศาลฎีกาเห็นว่าการประมูลทรัพย์มรดกที่โจทก์ขอให้เพิกถอนนั้น เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการดำเนินการตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาในคดีเดิม หากมีข้อบกพร่องหรือความไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ในฐานะผู้สืบสิทธิของนายสุพงษ์ย่อมมีหน้าที่ต้องใช้สิทธิคัดค้านหรือโต้แย้งในชั้นบังคับคดี มิใช่นำเรื่องดังกล่าวมาฟ้องเป็นคดีใหม่เพื่อให้ศาลวินิจฉัยซ้ำอีกครั้ง ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า ฟ้องของโจทก์ในส่วนที่ขอเพิกถอนการประมูลทรัพย์มรดกและขอแบ่งทรัพย์มรดกใหม่ เป็นการฟ้องโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีเดิมที่ถึงที่สุดแล้ว จึงเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 2. ประเด็นเรื่องทรัพย์มรดกที่อ้างว่ายังไม่ได้แบ่งปัน โจทก์พยายามโต้แย้งว่า แม้คดีเดิมจะถึงที่สุดแล้ว แต่ยังมีทรัพย์สินบางรายการที่ไม่ได้ถูกนำมาแบ่งปันตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังนั้นจึงควรมีสิทธิฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกในส่วนดังกล่าวได้อีก ศาลฎีกาไม่เห็นด้วยกับข้อโต้แย้งดังกล่าว โดยวางหลักว่า สิทธิในกองมรดกที่ทายาทได้รับตามกฎหมายมิใช่สิทธิที่แยกออกเป็นรายทรัพย์แต่ละชิ้น หากแต่เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นจากฐานะความเป็นทายาทและเป็นสิทธิในกองมรดกทั้งหมด เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดต่าง ๆ ที่ตกทอดแก่ทายาทตามกฎหมาย ย่อมรวมกันเป็นกองมรดกเดียวกัน การที่กองมรดกจะประกอบด้วยที่ดิน บ้าน เงินฝาก หุ้น หรือทรัพย์สินอื่นจำนวนมากเพียงใด ก็ไม่ได้ทำให้สิทธิของทายาทแยกเป็นสิทธิคนละเรื่องตามทรัพย์แต่ละชิ้น ดังนั้น เมื่อคดีเดิมมีการฟ้องแบ่งมรดกและมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว การนำทรัพย์สินที่อ้างว่ายังไม่ได้แบ่งมาเป็นเหตุฟ้องใหม่ จึงยังคงเป็นการใช้สิทธิอันเดียวกันกับที่เคยใช้ในคดีเดิม เพราะสิทธิในการรับมรดกเกิดจากฐานะทายาทและกองมรดกเดียวกัน มิใช่เกิดจากทรัพย์แต่ละรายการแยกจากกัน ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า แม้ทรัพย์ที่โจทก์กล่าวอ้างจะไม่ได้ถูกระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความก็ตาม แต่การฟ้องเรียกร้องทรัพย์ดังกล่าวก็ยังคงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นเดียวกับคดีเดิม ซึ่งอาศัยสิทธิและเหตุแห่งคดีเดียวกัน จึงเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามมาตรา 148 เช่นเดียวกัน 3. หลักกฎหมายที่ศาลฎีกาวางไว้ในคดีนี้ คำพิพากษานี้ได้วางหลักกฎหมายสำคัญหลายประการ ได้แก่ ประการแรก คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ถึงที่สุดแล้ว มีผลผูกพันคู่ความเช่นเดียวกับคำพิพากษาทั่วไป คู่ความไม่อาจนำข้อพิพาทเดิมกลับมาฟ้องใหม่ได้ ประการที่สอง หากมีปัญหาเกี่ยวกับการดำเนินการตามคำพิพากษาหรือการแบ่งทรัพย์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ คู่ความต้องใช้สิทธิในชั้นบังคับคดี ไม่ใช่ยื่นฟ้องเป็นคดีใหม่ ประการที่สาม กองมรดกเป็นสิทธิอันเดียวกันตามกฎหมาย การที่กองมรดกประกอบด้วยทรัพย์สินหลายประเภทไม่ได้ทำให้เกิดสิทธิฟ้องแยกตามทรัพย์แต่ละชิ้น ประการที่สี่ เมื่อมีการฟ้องแบ่งมรดกและคดีถึงที่สุดแล้ว การนำทรัพย์มรดกที่อ้างว่าตกหล่นหรือยังไม่ได้แบ่งมาฟ้องใหม่ ย่อมเสี่ยงต่อการเป็นฟ้องซ้ำ หากเป็นการอาศัยสิทธิและเหตุแห่งคดีเดียวกับคดีเดิม ประการที่ห้า หลักห้ามฟ้องซ้ำมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อพิพาทสิ้นสุดลงอย่างเด็ดขาด สร้างความมั่นคงแน่นอนในทางกฎหมาย และป้องกันมิให้คู่ความนำเรื่องเดิมมาฟ้องร้องซ้ำแล้วซ้ำอีกจนเกิดภาระแก่ศาลและคู่กรณีโดยไม่จำเป็น ด้วยเหตุผลทั้งหมดดังกล่าว ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ว่า ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามกฎหมาย และไม่อาจรับวินิจฉัยเนื้อหาคดีต่อไปได้ 3. วิเคราะห์หลักกฎหมายที่สำคัญในคดี คดีนี้ถือเป็นคำพิพากษาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในทางกฎหมายมรดกและกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เนื่องจากศาลฎีกาได้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิในกองมรดกกับหลักห้ามฟ้องซ้ำไว้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกรณีที่มีการแบ่งมรดกกันแล้วตามสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว แต่ภายหลังมีผู้สืบสิทธิหรือทายาทบางฝ่ายเห็นว่ายังมีทรัพย์สินบางรายการที่ไม่ได้ถูกนำมาแบ่งปันหรือแบ่งไม่ครบถ้วน จึงพยายามนำเรื่องดังกล่าวมาฟ้องเป็นคดีใหม่ 1. หลักความศักดิ์สิทธิ์และความเด็ดขาดของคำพิพากษาถึงที่สุด หลักการพื้นฐานประการแรกที่ศาลฎีกาให้ความสำคัญ คือ หลักความเด็ดขาดของคำพิพากษา เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ย่อมต้องถือว่าข้อพิพาทนั้นได้รับการวินิจฉัยเสร็จสิ้นไปแล้ว คู่ความทุกฝ่ายต้องยอมรับผลของคำพิพากษาและไม่อาจนำข้อพิพาทเดิมกลับมาฟ้องร้องใหม่ได้อีก เหตุผลสำคัญของหลักการดังกล่าวคือ หากเปิดโอกาสให้คู่ความสามารถนำเรื่องเดิมกลับมาฟ้องใหม่ได้ตลอดเวลา ย่อมทำให้คำพิพากษาของศาลไม่มีความมั่นคงแน่นอน ข้อพิพาทจะไม่สิ้นสุด และระบบยุติธรรมจะไม่สามารถสร้างความสงบเรียบร้อยทางกฎหมายได้ ในคดีนี้ ศาลเห็นว่าข้อพิพาทเรื่องการแบ่งมรดกของร้อยตำรวจโทครุฑได้ถูกนำขึ้นสู่ศาลและมีการตกลงกันจนศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว สิทธิและหน้าที่ของคู่ความจึงถูกกำหนดไว้โดยคำพิพากษาดังกล่าวอย่างสมบูรณ์ การจะกลับมาฟ้องใหม่จึงเป็นการขัดต่อหลักความเด็ดขาดของคำพิพากษา 2. หลักผลผูกพันของสัญญาประนีประนอมยอมความ สัญญาประนีประนอมยอมความที่คู่ความทำกันในระหว่างพิจารณาคดีและศาลมีคำพิพากษาตามยอมนั้น มีฐานะทางกฎหมายแตกต่างจากข้อตกลงทั่วไป เพราะเมื่อศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว ข้อตกลงดังกล่าวจะได้รับการรับรองโดยอำนาจตุลาการและมีผลเป็นคำพิพากษาของศาล ผลทางกฎหมายที่สำคัญคือ คู่ความไม่สามารถปฏิเสธข้อตกลงดังกล่าวได้โดยง่าย และไม่สามารถนำข้อพิพาทเดิมกลับมาฟ้องใหม่โดยอ้างว่าตนไม่พอใจผลของการแบ่งทรัพย์หรือเห็นว่าการดำเนินการภายหลังไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาจึงวางหลักว่า หากมีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เช่น มีการแบ่งทรัพย์ไม่ครบ มีการตีความข้อตกลงคลาดเคลื่อน หรือมีการดำเนินการบังคับคดีไม่ถูกต้อง คู่ความต้องใช้สิทธิในกระบวนการบังคับคดีของคดีเดิม มิใช่ใช้วิธีฟ้องเป็นคดีใหม่ หลักการนี้มีความสำคัญมาก เพราะช่วยป้องกันไม่ให้คู่ความหลีกเลี่ยงผลของคำพิพากษาโดยการสร้างคดีใหม่ขึ้นมาแทนการใช้สิทธิในคดีเดิม 3. หลักการใช้สิทธิในชั้นบังคับคดี อีกประเด็นหนึ่งที่ศาลฎีกาเน้นย้ำ คือ ความแตกต่างระหว่าง "การโต้แย้งการบังคับคดี" กับ "การฟ้องคดีใหม่" เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการบังคับคดีเพื่อให้เป็นไปตามคำพิพากษา หากในระหว่างการบังคับคดีมีการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น ขายทอดตลาดไม่ถูกต้อง ประมูลทรัพย์โดยมิชอบ แบ่งทรัพย์ผิดจากคำพิพากษา หรือดำเนินการเกินกว่าที่คำพิพากษากำหนด กฎหมายเปิดช่องให้ผู้เสียหายโต้แย้งหรือคัดค้านในชั้นบังคับคดีได้ แต่การใช้สิทธิดังกล่าวต้องกระทำภายในคดีเดิม มิใช่ยื่นฟ้องเป็นคดีใหม่ คดีนี้โจทก์พยายามฟ้องขอเพิกถอนการประมูลทรัพย์มรดกที่เกิดขึ้นภายหลังคำพิพากษาตามยอม ศาลฎีกาจึงเห็นว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการดำเนินการตามคำพิพากษาเดิม ซึ่งต้องไปว่ากล่าวกันในชั้นบังคับคดี ไม่ใช่นำมาฟ้องเป็นคดีใหม่ 4. หลักสิทธิในกองมรดกเป็นสิทธิอันเดียวกัน ประเด็นที่ถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของคำพิพากษานี้ คือ การตีความมาตรา 1600 และมาตรา 1602 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ศาลฎีกาวางหลักว่า เมื่อบุคคลถึงแก่ความตาย มรดกทั้งหมดของบุคคลนั้นจะตกทอดแก่ทายาทในลักษณะเป็น "กองมรดก" ซึ่งเป็นสิทธิอันเดียวกัน แม้กองมรดกจะประกอบด้วยทรัพย์สินจำนวนมาก เช่น ที่ดินหลายแปลง บ้านหลายหลัง เงินฝากหลายบัญชี หุ้นหลายบริษัท หรือทรัพย์สินอื่นอีกจำนวนมาก แต่สิทธิของทายาทมิได้แยกออกเป็นสิทธิรายทรัพย์ หากเป็นสิทธิในกองมรดกทั้งหมดในฐานะหน่วยทางกฎหมายเดียวกัน ดังนั้น การฟ้องแบ่งมรดกจึงเป็นการใช้สิทธิในกองมรดก มิใช่เป็นการใช้สิทธิในทรัพย์แต่ละรายการ ผลทางกฎหมายที่สำคัญคือ หากเคยมีการฟ้องแบ่งมรดกและคดีถึงที่สุดแล้ว จะไม่สามารถอ้างว่าทรัพย์สินบางรายการไม่ได้ถูกนำมาฟ้องในคดีเดิม จึงสามารถฟ้องใหม่เฉพาะทรัพย์นั้นได้ เพราะสิทธิในการเรียกร้องดังกล่าวยังคงเกิดจากกองมรดกเดียวกันและอาศัยเหตุแห่งสิทธิเดียวกัน 5. หลักการพิจารณาเหตุแห่งคดี ศาลฎีกายังได้อธิบายโดยนัยถึงหลักการสำคัญในการพิจารณาว่าเป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ โดยไม่ได้พิจารณาเพียงว่าทรัพย์สินที่ฟ้องเป็นทรัพย์ชิ้นเดียวกันหรือไม่ แต่พิจารณาว่าอาศัย "เหตุแห่งสิทธิ" เดียวกันหรือไม่ ในคดีนี้ แม้โจทก์จะอ้างว่ามีทรัพย์มรดกบางส่วนที่ไม่ปรากฏอยู่ในสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่เหตุแห่งสิทธิที่นำมาฟ้องยังคงเป็นสิทธิในฐานะทายาทของเจ้ามรดกคนเดิม และเป็นสิทธิที่เกิดจากกองมรดกเดียวกัน ศาลจึงถือว่าเป็นเหตุแห่งคดีเดียวกัน และเป็นการฟ้องซ้ำ แม้ว่ารายละเอียดของทรัพย์สินที่นำมาฟ้องจะไม่ตรงกับทรัพย์สินที่ระบุไว้ในคดีเดิมก็ตาม 6. ความสำคัญของคำพิพากษาต่อคดีมรดกในทางปฏิบัติ คำพิพากษานี้มีคุณค่าอย่างมากต่อการปฏิบัติงานด้านมรดก เพราะเป็นการเตือนให้ทายาท ผู้จัดการมรดก และทนายความต้องตรวจสอบทรัพย์มรดกทั้งหมดให้ครบถ้วนตั้งแต่ก่อนหรือระหว่างการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากคู่ความตกลงแบ่งมรดกกันแล้วและปล่อยให้คดีถึงที่สุด ต่อมาจะกลับมาอ้างว่ามีทรัพย์มรดกตกหล่นหรือแบ่งไม่ครบแล้วฟ้องใหม่อีก ย่อมมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกศาลวินิจฉัยว่าเป็นฟ้องซ้ำตามมาตรา 148 นอกจากนี้ คำพิพากษายังตอกย้ำหลักสำคัญว่า เมื่อข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและได้รับการวินิจฉัยถึงที่สุดแล้ว กฎหมายมุ่งคุ้มครองความมั่นคงแน่นอนของสิทธิและความสงบเรียบร้อยของสังคมมากกว่าการเปิดโอกาสให้มีการฟ้องร้องซ้ำไม่รู้จบ เพราะหากปล่อยให้มีการรื้อฟื้นข้อพิพาทเดิมได้ตลอดเวลา ย่อมทำให้คำพิพากษาของศาลสูญเสียความศักดิ์สิทธิ์และระบบกฎหมายไม่สามารถสร้างความแน่นอนให้แก่ประชาชนได้ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 4. วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง คำพิพากษานี้สอดคล้องกับแนววินิจฉัยของศาลฎีกาที่วางหลักมาโดยต่อเนื่องเกี่ยวกับผลผูกพันของคำพิพากษาถึงที่สุด หลักห้ามรื้อร้องฟ้องกันอีก และหลักฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 โดยศาลฎีกาให้ความสำคัญกับสาระสำคัญของสิทธิที่คู่ความนำมาฟ้องมากกว่ารูปแบบหรือถ้อยคำที่ใช้บรรยายในคำฟ้อง หากปรากฏว่าข้อเรียกร้องใหม่ยังคงตั้งอยู่บนพื้นฐานของสิทธิเดียวกันและเหตุแห่งคดีเดียวกันกับคดีที่ศาลได้วินิจฉัยถึงที่สุดแล้ว ย่อมไม่อาจนำมาฟ้องเป็นคดีใหม่ได้ แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดบางประการหรือมีการระบุทรัพย์สินแตกต่างจากคดีเดิมก็ตาม แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นจากหลักกฎหมายสำคัญที่เรียกว่า ความเด็ดขาดแห่งคำพิพากษา ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของกระบวนการยุติธรรม หากกฎหมายอนุญาตให้คู่ความสามารถนำข้อพิพาทเดิมกลับมาฟ้องใหม่ได้เรื่อย ๆ ย่อมทำให้คำพิพากษาที่ถึงที่สุดขาดความแน่นอน ไม่สามารถสร้างความสงบเรียบร้อยทางกฎหมายได้ และส่งผลให้เกิดภาระต่อศาลและคู่ความอย่างไม่มีที่สิ้นสุด สำหรับคดีมรดก ศาลฎีกามีแนววินิจฉัยต่อเนื่องว่า เมื่อมีการฟ้องแบ่งมรดกและศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว สิทธิของทายาทที่เกี่ยวข้องกับกองมรดกย่อมได้รับการวินิจฉัยเสร็จสิ้นไปพร้อมกัน เว้นแต่จะมีเหตุทางกฎหมายใหม่ที่เกิดขึ้นภายหลังโดยแท้จริง มิใช่เป็นเพียงการค้นพบทรัพย์สินเพิ่มเติมหรือการเปลี่ยนวิธีอธิบายข้อเรียกร้องเดิม คำพิพากษานี้จึงมีความโดดเด่นตรงที่ศาลฎีกาได้อธิบายความหมายของคำว่า “สิทธิอันเดียวกัน” ตามกฎหมายมรดกไว้อย่างชัดเจน โดยเห็นว่าการที่ทายาทได้รับมรดกนั้นเกิดจากฐานะความเป็นทายาท มิใช่เกิดจากความเป็นเจ้าของทรัพย์สินแต่ละชิ้น ดังนั้นแม้กองมรดกจะประกอบด้วยทรัพย์สินหลายประเภท หลายรายการ หรือกระจายอยู่ในหลายพื้นที่ สิทธิของทายาทก็ยังคงเป็นสิทธิในกองมรดกเดียวกัน หลักการนี้สอดคล้องกับแนววินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีมรดกจำนวนมากที่ถือว่า การรับมรดกเป็นการรับสิทธิในฐานะกองทรัพย์รวม มิใช่การได้รับสิทธิแยกเป็นรายทรัพย์นับตั้งแต่วินาทีที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ทายาทจึงได้รับสิทธิในกองมรดกทั้งหมดตามส่วนของตน ไม่ใช่ได้รับสิทธิในที่ดินแปลงหนึ่ง เงินฝากบัญชีหนึ่ง หรือทรัพย์สินรายการใดรายการหนึ่งโดยเฉพาะ ด้วยเหตุนี้ เมื่อทายาทนำคดีแบ่งมรดกเข้าสู่ศาลแล้ว การพิจารณาของศาลย่อมครอบคลุมสิทธิในกองมรดกทั้งหมด หากปล่อยให้ทายาทสามารถแยกฟ้องเป็นรายทรัพย์ภายหลังได้ ก็จะทำให้เกิดการฟ้องร้องซ้ำซ้อนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และขัดต่อวัตถุประสงค์ของมาตรา 148 ที่ต้องการให้ข้อพิพาทยุติลงโดยเด็ดขาด อีกประเด็นหนึ่งที่คำพิพากษานี้สอดคล้องกับแนวฎีกาเดิม คือ หลักการแบ่งแยกระหว่าง “ข้อพิพาทในชั้นพิจารณา” กับ “ข้อพิพาทในชั้นบังคับคดี” ศาลฎีกาวางหลักมาโดยตลอดว่า เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว หากมีปัญหาเกี่ยวกับวิธีการดำเนินการตามคำพิพากษา การขายทอดตลาด การประมูลทรัพย์ การคำนวณส่วนแบ่ง หรือการดำเนินการของเจ้าพนักงานบังคับคดี คู่ความต้องใช้ช่องทางทางกฎหมายภายในกระบวนการบังคับคดี มิใช่นำข้อพิพาทดังกล่าวมาฟ้องเป็นคดีใหม่ เหตุผลสำคัญคือ การบังคับคดีเป็นส่วนต่อเนื่องของคดีเดิม มิใช่สิทธิเรียกร้องใหม่ที่แยกออกจากคดีเดิม ดังนั้นหากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นในกระบวนการบังคับคดี กฎหมายได้กำหนดวิธีการคัดค้าน ร้องขอเพิกถอน หรือร้องเรียนไว้โดยเฉพาะอยู่แล้ว การอนุญาตให้ฟ้องเป็นคดีใหม่จะทำให้เกิดความซ้ำซ้อนของกระบวนการยุติธรรมและอาจก่อให้เกิดคำพิพากษาที่ขัดแย้งกันได้ ในคดีนี้โจทก์พยายามอ้างว่าการประมูลทรัพย์มรดกในอดีตไม่ถูกต้องและส่งผลให้การแบ่งมรดกไม่ครบถ้วน แต่ศาลฎีกาเห็นว่าเรื่องดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องจากการบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีเดิม จึงต้องไปว่ากล่าวกันในชั้นบังคับคดี ไม่ใช่นำมาฟ้องใหม่หลายสิบปีภายหลัง นอกจากนี้ คำพิพากษานี้ยังสะท้อนหลักความสุจริตและความมั่นคงของนิติสัมพันธ์ในทางแพ่ง กล่าวคือ เมื่อคู่ความได้ตกลงประนีประนอมยอมความกันแล้ว และศาลได้มีคำพิพากษารับรองข้อตกลงดังกล่าว คู่ความทุกฝ่ายย่อมมีสิทธิที่จะเชื่อมั่นได้ว่าข้อพิพาทนั้นได้ยุติลงแล้ว หากอนุญาตให้มีการรื้อฟื้นข้อพิพาทขึ้นมาอีกในภายหลัง ความเชื่อมั่นในระบบกฎหมายและความมั่นคงของสิทธิในทรัพย์สินจะได้รับผลกระทบอย่างร้ายแรง ในทางปฏิบัติ คำพิพากษานี้จึงเป็นแนวทางสำคัญสำหรับผู้จัดการมรดก ทายาท และทนายความว่า ก่อนการทำสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับทรัพย์มรดก ควรตรวจสอบทรัพย์สิน หนี้สิน และสิทธิเรียกร้องต่าง ๆ ของกองมรดกให้ครบถ้วนที่สุด เพราะเมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว โอกาสที่จะกลับมาเรียกร้องสิทธิเดิมอีกครั้งย่อมมีข้อจำกัดอย่างมาก และอาจถูกศาลวินิจฉัยว่าเป็นฟ้องซ้ำตามมาตรา 148 ได้ กล่าวโดยสรุป แนวคำพิพากษานี้มิได้คุ้มครองเพียงผลประโยชน์ของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นการคุ้มครองหลักนิติธรรม ความมั่นคงแน่นอนของคำพิพากษา ความสงบเรียบร้อยของสังคม และประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมโดยรวม อันเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ศาลฎีกายังคงยืนยันหลักห้ามฟ้องซ้ำและหลักผลผูกพันของคำพิพากษาถึงที่สุดอย่างเคร่งครัดมาจนถึงปัจจุบัน สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อพิพาทเกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์มรดกของร้อยตำรวจโทครุฑได้มีการดำเนินคดีมาก่อนแล้ว โดยนายสุพงษ์ซึ่งเป็นบิดาของโจทก์ได้ฟ้องขอแบ่งปันทรัพย์มรดก และคู่ความได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความจนศาลมีคำพิพากษาตามยอมและคดีถึงที่สุดไปแล้ว การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิของนายสุพงษ์นำข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์มรดกเดิม การประมูลทรัพย์มรดก และการแบ่งทรัพย์มรดกกลับมาฟ้องเป็นคดีใหม่อีกครั้ง จึงเป็นการฟ้องซ้ำในประเด็นที่เคยมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งงดสืบพยานและพิพากษายกฟ้อง โดยให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ 2. ศาลอุทธรณ์ เมื่อโจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ได้ตรวจสำนวนและข้อกฎหมายทั้งหมดแล้วเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่า คดีนี้เป็นการนำข้อพิพาทที่ได้รับการวินิจฉัยจนถึงที่สุดแล้วกลับมาฟ้องใหม่ โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการแบ่งมรดกและการดำเนินการตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งควรไปใช้สิทธิในชั้นบังคับคดีของคดีเดิม ไม่ใช่การฟ้องคดีใหม่ ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์เป็นพับ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยยืนยันว่า คดีเดิมที่นายสุพงษ์ฟ้องขอแบ่งปันทรัพย์มรดกและมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความจนศาลมีคำพิพากษาตามยอมนั้น ได้ถึงที่สุดและมีผลผูกพันคู่ความแล้ว หากมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับวิธีการแบ่งมรดกหรือการประมูลทรัพย์มรดก จะต้องดำเนินการในชั้นบังคับคดี ไม่อาจนำมาฟ้องเป็นคดีใหม่ได้ อีกทั้งกองมรดกตามกฎหมายถือเป็นสิทธิอันเดียวกัน ไม่ใช่สิทธิแยกตามทรัพย์แต่ละชิ้น แม้โจทก์จะอ้างว่ายังมีทรัพย์มรดกบางส่วนที่ไม่ได้รวมอยู่ในสัญญาประนีประนอมยอมความ ก็ยังเป็นการอาศัยสิทธิในกองมรดกเดียวกันและเป็นเหตุแห่งคดีเดียวกันกับคดีก่อน จึงเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามกฎหมาย ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้น พร้อมให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญว่า การฟ้องคดีแบ่งมรดกมิใช่การฟ้องเรียกร้องสิทธิในทรัพย์สินแต่ละชิ้นแยกจากกัน แต่เป็นการใช้สิทธิในฐานะทายาทต่อกองมรดกซึ่งเป็นสิทธิอันเดียวกันตามกฎหมาย เมื่อมีการดำเนินคดีเกี่ยวกับกองมรดกและศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว สิทธิเรียกร้องที่เกิดจากฐานะทายาทในกองมรดกนั้นย่อมได้รับการวินิจฉัยเสร็จสิ้นไปพร้อมกัน การนำทรัพย์สินบางรายการที่อ้างว่าตกหล่นหรือยังไม่ได้แบ่งมาเป็นเหตุฟ้องใหม่ภายหลัง จึงอาจเข้าลักษณะเป็นการฟ้องซ้ำได้ แม้ว่าทรัพย์ดังกล่าวจะไม่ได้ถูกกล่าวถึงโดยตรงในคดีเดิมก็ตาม หลักกฎหมายที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ผลผูกพันของคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เมื่อศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว ข้อตกลงของคู่ความย่อมได้รับการรับรองโดยอำนาจศาลและมีผลเช่นเดียวกับคำพิพากษาถึงที่สุดทั่วไป คู่ความไม่อาจหลีกเลี่ยงผลของคำพิพากษาโดยการเปลี่ยนรูปแบบข้อเรียกร้องหรือเปลี่ยนรายละเอียดของทรัพย์สินที่นำมาฟ้องได้ หากข้อเรียกร้องดังกล่าวยังคงตั้งอยู่บนสิทธิและเหตุแห่งคดีเดียวกัน นอกจากนี้ คดียังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการแยกแยะระหว่างข้อพิพาทในชั้นพิจารณาคดีกับข้อพิพาทในชั้นบังคับคดี หากมีปัญหาเกี่ยวกับการดำเนินการตามคำพิพากษา การประมูลทรัพย์ การขายทอดตลาด หรือการแบ่งทรัพย์ตามคำพิพากษา คู่ความต้องใช้สิทธิตามกระบวนการบังคับคดีที่กฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงไปใช้วิธีฟ้องคดีใหม่ได้ ในเชิงนโยบายกฎหมาย คำพิพากษานี้มีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองความมั่นคงแน่นอนของคำพิพากษา ความสงบเรียบร้อยของระบบยุติธรรม และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการศาล เพราะหากเปิดโอกาสให้มีการรื้อฟื้นข้อพิพาทเดิมได้อย่างไม่จำกัด ย่อมทำให้คำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้วหมดความศักดิ์สิทธิ์และทำให้ข้อพิพาทไม่สิ้นสุดลงอย่างแท้จริง ดังนั้น หลักห้ามฟ้องซ้ำจึงมิได้เป็นเพียงข้อจำกัดทางกระบวนพิจารณาเท่านั้น แต่เป็นกลไกสำคัญที่รักษาความแน่นอนของสิทธิและความมั่นคงของนิติสัมพันธ์ในสังคมโดยรวม ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า เมื่อมีการฟ้องแบ่งปันทรัพย์มรดกและคู่ความได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความจนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ต่อมาทายาทหรือผู้สืบสิทธิจะสามารถนำทรัพย์มรดกเดิม หรือทรัพย์มรดกที่อ้างว่าตกหล่นจากการแบ่งมรดกมาฟ้องเป็นคดีใหม่ได้อีกหรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สิทธิในกองมรดกเป็นสิทธิอันเดียวกันตามกฎหมาย เมื่อคดีแบ่งมรดกเดิมถึงที่สุดแล้ว การนำข้อพิพาทเดิมหรือทรัพย์มรดกที่อ้างว่ายังไม่ได้แบ่งมาฟ้องใหม่ ย่อมเป็นการฟ้องซ้ำต้องห้ามตามกฎหมาย สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความโดยสังเขป 1. ฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 หัวใจสำคัญของคดีนี้อยู่ที่หลักห้ามฟ้องซ้ำ กล่าวคือ เมื่อข้อพิพาทเดียวกันระหว่างคู่ความเดียวกันได้รับการวินิจฉัยจนมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว คู่ความไม่อาจนำข้อพิพาทที่อาศัยเหตุแห่งสิทธิเดียวกันกลับมาฟ้องร้องใหม่ได้อีก แม้จะเปลี่ยนรายละเอียดของคำขอ เปลี่ยนรายการทรัพย์สิน หรือเปลี่ยนวิธีการบรรยายข้อเท็จจริงก็ตาม หากสาระสำคัญของสิทธิที่นำมาฟ้องยังคงเป็นสิทธิเดิมและเกิดจากเหตุแห่งคดีเดียวกัน ศาลย่อมถือว่าเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามมาตรา 148 2. กองมรดกเป็นสิทธิอันเดียวกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1600 และมาตรา 1602 ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า การรับมรดกมิใช่การได้รับสิทธิแยกเป็นรายทรัพย์ แต่เป็นการได้รับสิทธิในกองมรดกทั้งหมดในฐานะทายาท เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ทรัพย์สินทั้งหมดของเจ้ามรดกย่อมรวมกันเป็นกองมรดกเดียวกัน สิทธิของทายาทจึงเกิดจากฐานะความเป็นทายาทในกองมรดก มิใช่เกิดจากทรัพย์สินแต่ละรายการ ดังนั้น เมื่อมีการฟ้องแบ่งมรดกและคดีถึงที่สุดแล้ว แม้จะตรวจพบทรัพย์มรดกเพิ่มเติมภายหลัง การนำทรัพย์ดังกล่าวมาฟ้องใหม่ก็ยังถือว่าอาศัยสิทธิในกองมรดกเดียวกัน และอาจเป็นฟ้องซ้ำได้เช่นกัน หลักกฎหมายสำคัญ ข้อ 1 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1600 และมาตรา 1602 มาตรา 1600 บัญญัติหลักพื้นฐานของกฎหมายมรดกว่า เมื่อบุคคลใดถึงแก่ความตาย มรดกของบุคคลนั้นย่อมตกทอดแก่ทายาททันทีตามกฎหมาย หลักการดังกล่าวสะท้อนแนวคิดสำคัญว่าทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่ และผลประโยชน์ต่าง ๆ ของเจ้ามรดกจะไม่สูญหายไปพร้อมกับความตาย แต่จะถูกโอนไปยังทายาทโดยผลของกฎหมายโดยอัตโนมัติ ตั้งแต่วินาทีที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย โดยไม่จำเป็นต้องมีการโอนกรรมสิทธิ์หรือทำนิติกรรมใดเพิ่มเติม เจตนารมณ์ของมาตรา 1600 คือการสร้างความต่อเนื่องของสิทธิในทรัพย์สิน ป้องกันมิให้ทรัพย์สินของผู้ตายตกอยู่ในสภาพไร้เจ้าของ และเพื่อให้เกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ทางกฎหมายของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเจ้ามรดก ไม่ว่าจะเป็นทายาท เจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือบุคคลภายนอก ส่วนมาตรา 1602 เป็นบทบัญญัติที่อธิบายขอบเขตของกองมรดก โดยกำหนดว่ามรดกประกอบด้วยทรัพย์สินทุกชนิด ตลอดจนสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดต่าง ๆ ของผู้ตาย เว้นแต่สิทธิหรือหน้าที่ที่เป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้ซึ่งไม่อาจตกทอดได้ หลักการดังกล่าวทำให้กองมรดกถูกมองในฐานะหน่วยทรัพย์สินทางกฎหมายเพียงหน่วยเดียว ไม่ใช่การรวมกันของทรัพย์สินหลายรายการที่แยกขาดจากกัน ในคดีนี้ ศาลฎีกาได้นำมาตรา 1600 และมาตรา 1602 มาใช้ประกอบการวินิจฉัยว่า สิทธิของทายาทในการรับมรดกเป็นสิทธิที่เกิดจากฐานะความเป็นทายาทในกองมรดก มิใช่สิทธิที่เกิดจากความเป็นเจ้าของทรัพย์แต่ละชิ้น ดังนั้น ไม่ว่ากองมรดกจะประกอบด้วยที่ดิน บ้าน เงินฝาก หุ้น หรือทรัพย์สินประเภทใดจำนวนเท่าใด สิทธิของทายาทก็ยังคงเป็นสิทธิอันเดียวกัน ผลสำคัญของหลักการนี้คือ เมื่อมีการฟ้องแบ่งมรดกและมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ย่อมถือว่าศาลได้วินิจฉัยสิทธิในกองมรดกนั้นเสร็จสิ้นแล้ว การอ้างว่ามีทรัพย์มรดกบางส่วนยังไม่ได้แบ่งจึงไม่ทำให้เกิดสิทธิฟ้องใหม่ที่แยกออกจากคดีเดิม เพราะสิทธิที่นำมาอ้างยังคงเป็นสิทธิในกองมรดกเดียวกันตามมาตรา 1600 และมาตรา 1602 นั่นเอง ข้อ 2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 มาตรา 148 เป็นบทบัญญัติสำคัญที่รับรองหลักห้ามฟ้องซ้ำหรือหลักความเด็ดขาดแห่งคำพิพากษา โดยกำหนดว่า เมื่อศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดในประเด็นใดแล้ว คู่ความไม่อาจนำข้อพิพาทที่อาศัยเหตุอย่างเดียวกันขึ้นฟ้องร้องกันใหม่ได้อีก หลักการดังกล่าวเป็นหนึ่งในหลักพื้นฐานของกระบวนการยุติธรรมสมัยใหม่ที่ใช้กันทั่วโลก เจตนารมณ์ของมาตรา 148 คือการสร้างความมั่นคงแน่นอนให้แก่สิทธิและหน้าที่ของบุคคล ทำให้ข้อพิพาทสามารถยุติลงได้อย่างแท้จริง และป้องกันมิให้คู่ความใช้สิทธิฟ้องร้องซ้ำซ้อนจนก่อให้เกิดภาระแก่ศาลและอีกฝ่ายหนึ่งอย่างไม่รู้จบ การพิจารณาว่าเป็นฟ้องซ้ำหรือไม่นั้น ศาลมิได้พิจารณาเพียงชื่อคดีหรือข้อความในคำขอท้ายฟ้องเท่านั้น แต่จะพิจารณาถึงสาระสำคัญของสิทธิที่นำมาฟ้อง เหตุแห่งสิทธิที่อ้าง และข้อเท็จจริงพื้นฐานของคดี หากพบว่าข้อเรียกร้องใหม่ยังตั้งอยู่บนสิทธิเดิมและเหตุแห่งคดีเดิม ศาลย่อมถือว่าเป็นฟ้องซ้ำ แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนรายละเอียดของทรัพย์สินหรือเพิ่มข้ออ้างบางประการก็ตาม ในคดีนี้ ศาลฎีกาเห็นว่า คดีเดิมเป็นคดีแบ่งมรดกซึ่งได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความและมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว การที่โจทก์นำทรัพย์มรดกเดิม การประมูลทรัพย์มรดก และทรัพย์ที่อ้างว่ายังไม่ได้แบ่งมาฟ้องใหม่ ยังคงเป็นการใช้สิทธิในฐานะทายาทของเจ้ามรดกคนเดิมและอาศัยเหตุแห่งสิทธิเดียวกันกับคดีเดิม ดังนั้น แม้โจทก์จะพยายามอธิบายว่ามีทรัพย์สินบางส่วนที่อยู่นอกสัญญาประนีประนอมยอมความ หรือยังไม่ได้ถูกนำมาแบ่งปัน แต่ศาลฎีกาเห็นว่าประเด็นดังกล่าวยังคงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในกองมรดกเดียวกัน จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในเรื่องที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว และต้องห้ามตามมาตรา 148 คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ยืนยันว่า หลักฟ้องซ้ำมิได้พิจารณาเฉพาะรูปแบบภายนอกของคดี แต่พิจารณาถึงสาระของสิทธิที่นำมาฟ้อง หากสิทธิและเหตุแห่งคดียังคงเป็นเรื่องเดียวกัน ย่อมไม่อาจนำกลับมาฟ้องร้องใหม่ได้อีก แม้จะมีการเปลี่ยนวิธีนำเสนอข้อเท็จจริงหรือเปลี่ยนรายการทรัพย์สินที่นำมาอ้างก็ตาม คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม การฟ้องแบ่งมรดกใหม่หลังจากมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความถึงที่สุดแล้ว สามารถกระทำได้หรือไม่ คำตอบ การฟ้องแบ่งมรดกใหม่ภายหลังจากที่คู่ความได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลมีคำพิพากษาตามยอมจนคดีถึงที่สุดแล้ว โดยหลักย่อมไม่สามารถกระทำได้ หากข้อเรียกร้องดังกล่าวเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิในกองมรดกเดียวกันและอาศัยเหตุแห่งสิทธิเดียวกันกับคดีเดิม เนื่องจากคำพิพากษาที่ถึงที่สุดย่อมมีผลผูกพันคู่ความทุกฝ่ายตามกฎหมาย การแบ่งมรดกที่ได้รับการรับรองโดยคำพิพากษาจึงถือว่าเป็นการยุติข้อพิพาทในประเด็นนั้นแล้ว หากเปิดโอกาสให้คู่ความนำเรื่องเดิมกลับมาฟ้องใหม่ได้ ย่อมทำให้ความเด็ดขาดของคำพิพากษาสิ้นความหมายและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบกฎหมาย อย่างไรก็ตาม หากเป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นใหม่ภายหลังจากคำพิพากษาเดิมโดยแท้จริงและไม่เกี่ยวข้องกับเหตุแห่งคดีเดิม อาจเป็นอีกกรณีหนึ่งที่ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงเป็นรายคดีไป ดังนั้นในกรณีทั่วไป เมื่อมีการแบ่งมรดกและคดีถึงที่สุดแล้ว ทายาทหรือผู้สืบสิทธิควรถือว่าข้อพิพาทดังกล่าวได้สิ้นสุดลงแล้วตามกฎหมาย 2. คำถาม หากพบทรัพย์มรดกเพิ่มเติมภายหลังจากคดีแบ่งมรดกถึงที่สุดแล้ว จะสามารถฟ้องแบ่งทรัพย์นั้นเป็นคดีใหม่ได้หรือไม่ คำตอบ หลายคนเข้าใจว่าหากทรัพย์มรดกบางรายการไม่ได้ถูกนำเข้าสู่การพิจารณาในคดีเดิม ก็ย่อมสามารถนำทรัพย์ดังกล่าวมาฟ้องแบ่งกันใหม่ได้ แต่แนวคำพิพากษานี้วางหลักไว้ว่า สิทธิของทายาทมิได้เกิดขึ้นแยกตามทรัพย์แต่ละรายการ หากแต่เกิดจากฐานะความเป็นทายาทในกองมรดกทั้งหมด เมื่อมีการฟ้องแบ่งมรดกและมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ศาลย่อมถือว่าข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในกองมรดกนั้นได้รับการวินิจฉัยเสร็จสิ้นแล้ว แม้ภายหลังจะมีผู้กล่าวอ้างว่าพบทรัพย์เพิ่มเติม ก็ต้องพิจารณาว่าการเรียกร้องดังกล่าวยังอาศัยสิทธิในกองมรดกเดิมหรือไม่ หากยังเป็นสิทธิเดียวกันและเหตุแห่งคดีเดียวกัน การนำมาฟ้องใหม่ย่อมมีลักษณะเป็นฟ้องซ้ำได้ หลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันมิให้เกิดการฟ้องร้องซ้ำซ้อนเกี่ยวกับกองมรดกเดียวกันและเพื่อให้ข้อพิพาททางมรดกยุติลงได้อย่างแท้จริง 3. คำถาม คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลผูกพันเช่นเดียวกับคำพิพากษาทั่วไปหรือไม่ คำตอบ คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลผูกพันตามกฎหมายเช่นเดียวกับคำพิพากษาที่ศาลวินิจฉัยคดีตามกระบวนพิจารณาปกติ เนื่องจากเมื่อคู่ความตกลงกันได้และศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว ข้อตกลงดังกล่าวย่อมได้รับการรับรองโดยอำนาจศาลและมีสถานะเป็นคำพิพากษาถึงที่สุด การที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะกลับมาอ้างภายหลังว่าไม่เห็นด้วยกับผลของการแบ่งทรัพย์หรือเห็นว่ามีการดำเนินการไม่ครบถ้วน จึงไม่อาจใช้เป็นเหตุเพียงพอในการฟ้องคดีใหม่ได้ หลักกฎหมายดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมให้คู่ความสามารถระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีและสร้างความเชื่อมั่นว่าข้อตกลงที่ได้รับการรับรองโดยศาลจะได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายอย่างจริงจัง หากไม่มีหลักการเช่นนี้ การประนีประนอมยอมความก็จะไม่สามารถทำหน้าที่ยุติข้อพิพาทได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4. คำถาม หากเห็นว่าการประมูลทรัพย์มรดกหรือการแบ่งทรัพย์ตามคำพิพากษาไม่ถูกต้อง ควรดำเนินการอย่างไร คำตอบ หากข้อโต้แย้งเกิดขึ้นในขั้นตอนการดำเนินการตามคำพิพากษา เช่น การประมูลทรัพย์ การขายทอดตลาด การแบ่งทรัพย์ หรือการดำเนินการของเจ้าพนักงานบังคับคดี คู่ความต้องใช้สิทธิตามช่องทางที่กฎหมายกำหนดไว้ในชั้นบังคับคดี ไม่ใช่นำเรื่องดังกล่าวไปฟ้องเป็นคดีใหม่ เหตุผลสำคัญคือการบังคับคดีถือเป็นส่วนหนึ่งของคดีเดิม มิใช่ข้อพิพาทใหม่ที่แยกออกจากกัน กฎหมายจึงกำหนดกระบวนการคัดค้าน ร้องเรียน หรือขอเพิกถอนการกระทำที่ไม่ชอบไว้โดยเฉพาะ การใช้วิธีฟ้องคดีใหม่อาจทำให้เกิดความซ้ำซ้อนของกระบวนการยุติธรรมและก่อให้เกิดคำพิพากษาที่ขัดแย้งกันได้ ดังนั้นเมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษา คู่ความควรดำเนินการภายในกรอบของกระบวนการบังคับคดีเป็นลำดับแรก เพราะเป็นวิธีที่กฎหมายกำหนดไว้โดยตรงสำหรับแก้ไขปัญหาประเภทดังกล่าว 5. คำถาม หลักฟ้องซ้ำตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร คำตอบ หลักฟ้องซ้ำเป็นหลักกฎหมายที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบยุติธรรม เพราะมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อพิพาทที่ได้รับการวินิจฉัยโดยศาลจนถึงที่สุดแล้วสามารถยุติลงได้อย่างแท้จริง และเพื่อป้องกันไม่ให้คู่ความฝ่ายใดนำข้อพิพาทเดิมกลับมาฟ้องร้องซ้ำแล้วซ้ำอีกจนเกิดภาระแก่คู่กรณีและศาลโดยไม่จำเป็น หลักการดังกล่าวยังช่วยสร้างความมั่นคงแน่นอนของสิทธิและหน้าที่ทางกฎหมาย ทำให้บุคคลสามารถวางแผนการดำเนินชีวิตและการจัดการทรัพย์สินได้โดยเชื่อมั่นว่าคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้วจะไม่ถูกนำกลับมาโต้แย้งใหม่อยู่เสมอ นอกจากนี้ยังช่วยรักษาความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม เพราะหากไม่มีหลักห้ามฟ้องซ้ำ คดีจำนวนมากอาจถูกนำกลับมาฟ้องใหม่ได้ตลอดเวลา ส่งผลให้คำพิพากษาของศาลขาดความศักดิ์สิทธิ์และไม่สามารถทำหน้าที่ยุติข้อพิพาทได้อย่างสมบูรณ์ 6. คำถาม การเป็นผู้สืบสิทธิของทายาทเดิมทำให้สามารถฟ้องคดีใหม่แทนผู้ตายได้เสมอหรือไม่ คำตอบ การเป็นผู้สืบสิทธิของทายาทเดิมมิได้หมายความว่าจะสามารถนำข้อพิพาทเดิมกลับมาฟ้องเป็นคดีใหม่ได้เสมอไป แม้ว่าผู้สืบสิทธิจะได้รับสิทธิ หน้าที่ และผลประโยชน์บางประการจากผู้ตายตามกฎหมาย แต่สิทธิดังกล่าวย่อมอยู่ภายใต้ข้อจำกัดและผลผูกพันทางกฎหมายเช่นเดียวกับที่ผู้ตายเคยได้รับ หากผู้ตายเคยดำเนินคดีเกี่ยวกับสิทธินั้นและมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ผู้สืบสิทธิก็ย่อมต้องผูกพันตามผลของคำพิพากษาดังกล่าวด้วย เพราะการสืบสิทธิเป็นเพียงการรับช่วงสิทธิจากบุคคลเดิม มิใช่การก่อให้เกิดสิทธิใหม่ขึ้นมาโดยอิสระ ดังนั้นในกรณีที่ผู้ตายเคยฟ้องแบ่งมรดกและคดีถึงที่สุดแล้ว ผู้สืบสิทธิจึงไม่อาจนำสิทธิเรียกร้องเดิมมาฟ้องใหม่ได้อีก เว้นแต่จะมีเหตุแห่งสิทธิใหม่ที่เกิดขึ้นภายหลังและไม่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเดิมที่ได้รับการวินิจฉัยแล้ว 7. คำถาม เหตุใดศาลจึงถือว่ากองมรดกเป็นสิทธิอันเดียวกัน แม้จะประกอบด้วยทรัพย์สินหลายประเภท คำตอบ กฎหมายมรดกถือว่าทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดของผู้ตายที่ตกทอดแก่ทายาทรวมกันเป็นกองมรดกเดียวกัน โดยสิทธิของทายาทเกิดจากฐานะความเป็นทายาท มิใช่เกิดจากการเป็นเจ้าของทรัพย์สินแต่ละรายการโดยแยกขาดจากกัน หลักการนี้มีความสำคัญอย่างมากต่อการบริหารจัดการกองมรดก เพราะหากถือว่าทรัพย์สินแต่ละชิ้นก่อให้เกิดสิทธิแยกกัน ก็อาจทำให้เกิดการฟ้องร้องจำนวนมากเกี่ยวกับทรัพย์สินแต่ละรายการและทำให้การแบ่งมรดกไม่สิ้นสุด กฎหมายจึงมองกองมรดกในฐานะหน่วยทรัพย์สินทางกฎหมายเพียงหน่วยเดียว เมื่อมีการฟ้องแบ่งมรดก ศาลจึงถือว่ากำลังวินิจฉัยสิทธิของทายาทในกองมรดกทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะทรัพย์สินบางชิ้นเท่านั้น หลักการดังกล่าวเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้การอ้างว่าพบทรัพย์มรดกเพิ่มเติมภายหลังอาจไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดสิทธิฟ้องใหม่ได้ 8. คำถาม บทเรียนสำคัญที่ทายาทและผู้จัดการมรดกควรได้รับจากคดีนี้คืออะไร คำตอบ บทเรียนสำคัญที่สุดจากคดีนี้คือ ก่อนการตกลงแบ่งมรดกหรือทำสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับกองมรดก ทายาทและผู้จัดการมรดกควรตรวจสอบทรัพย์สิน หนี้สิน สิทธิเรียกร้อง และภาระผูกพันต่าง ๆ ของกองมรดกให้ครบถ้วนรอบด้านมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เนื่องจากเมื่อมีการตกลงกันและศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว โอกาสที่จะกลับมาเรียกร้องสิทธิเดิมอีกครั้งย่อมมีข้อจำกัดอย่างมาก นอกจากนี้ หากเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับการดำเนินการตามคำพิพากษา ก็ควรใช้ช่องทางในชั้นบังคับคดีตามที่กฎหมายกำหนด ไม่ควรรีบนำเรื่องไปฟ้องเป็นคดีใหม่โดยเข้าใจว่าตนยังมีสิทธิเรียกร้องเช่นเดิม คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า ความรอบคอบในการรวบรวมข้อมูลกองมรดกตั้งแต่ต้น และการเลือกใช้ช่องทางกฎหมายที่ถูกต้องภายหลังคำพิพากษา มีความสำคัญต่อการคุ้มครองสิทธิของทายาทอย่างยิ่ง ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9277/2558 ในคดีก่อน ส.ฟ้องทายาทของร้อยตำรวจโท ค. เพื่อขอแบ่งปันทรัพย์มรดก และมีการตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกกัน ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว คำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันคู่ความ ส่วนวิธีการแบ่งปันทรัพย์มรดกจะถูกต้องครบถ้วนตามสัญญาประนีประนอมยอมความกันหรือไม่ อย่างไร เป็นเรื่องที่คู่ความในคดีดังกล่าวต้องไปว่ากล่าวกันในชั้นบังคับคดี หาใช่นำมาฟ้องเป็นคดีใหม่ เมื่อการประมูลทรัพย์มรดกเป็นการบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีเดิม หากไม่ถูกต้องโจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิของ ส. ต้องไปโต้แย้งในชั้นบังคับคดีในคดีดังกล่าว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเป็นคดีใหม่ ฟ้องของโจทก์ที่ฟ้องเรียกทรัพย์มรดกตามสัญญาแบ่งมรดกจึงเป็นการฟ้องโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อน ต้องห้ามมิให้รื้อร้องฟ้องกันอีก ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ที่โจทก์อ้างว่ายังมีทรัพย์มรดกอื่นที่ไม่ได้ตกลงกันในสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกนั้นด้วย กองมรดกที่ตกทอดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1600, 1602 ถือเป็นการได้ทรัพย์มาโดยอาศัยสิทธิอันเดียวกัน มิใช่เป็นการได้มาโดยอาศัยสิทธิในทรัพย์แต่ละชิ้นเป็นสิทธิต่างรายกัน ประเด็นที่วินิจฉัยจึงอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อน ฟ้องของโจทก์ในส่วนดังกล่าว จึงเป็นการฟ้องซ้ำต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ด้วยเช่นกัน โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนการประมูลทรัพย์สินระหว่างทายาทในกองมรดกของร้อยตำรวจโทครุฑและนางยุพิน ครั้งที่ 2 ฉบับลงวันที่ 30 สิงหาคม 2529 และพิพากษาว่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์มรดกตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 20387-20388/2528 ของศาลชั้นต้นยังเป็นทรัพย์มรดกร้อยตำรวจโทครุฑและนางยุพิน ให้จำเลยทั้งเก้าแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าวให้แก่ทายาทตามคำพิพากษาดังกล่าว หากไม่สามารถแบ่งได้ให้ร่วมกันชำระเงินจำนวน 80,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปเพื่อโจทก์จะนำไปแบ่งปันให้แก่ทายาท ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของร้อยตำรวจโทครุฑแบ่งปันเงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาลำปาง บัญชีเลขที่ 502-1-03312-5 ให้แก่ทายาท และให้กำจัดมิให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 รับมรดกในส่วนที่ยักย้ายปิดบังทรัพย์มรดก จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 7 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 5 ที่ 6 และที่ 8 ขาดนัดยื่นคำให้การ ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ศาลชั้นต้นอนุญาตต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกจำเลยที่ 4 เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต และให้เรียกจำเลยที่ 4 เช่นเดิม ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางเบ็ญจพร ทายาทนางประไพศรี เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้เรียกจำเลยร่วมเป็นจำเลยที่ 9 จำเลยที่ 9 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่านายสุพงษ์ บิดาโจทก์เคยยื่นฟ้องบุคคลต่างๆ ที่เป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของร้อยตำรวจโทครุฑหรือครุฑ เพื่อขอแบ่งปันทรัพย์มรดกของร้อยตำรวจโทครุฑต่อมาบรรดาทายาทมีการตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกและประนีประนอมยอมความกัน ซึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอมเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 20387-20388/2528 และมีการแบ่งปันทรัพย์มรดกของร้อยตำรวจโทครุฑไปแล้ว โดยในระหว่างที่มีการแบ่งปันทรัพย์มรดกนั้นเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2529 นายสุพงษ์ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และวันที่ 8 มกราคม 2530 ศาลพิพากษาให้นายสุพงษ์เป็นบุคคลล้มละลายตามคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล. 206/2529 ของศาลชั้นต้น ซึ่งที่ประชุมเจ้าหนี้ในคดีล้มละลายดังกล่าวมีมติให้รับเงินจำนวน 3,000,000 บาท จากกองมรดกของร้อยตำรวจโทครุฑทดแทนส่วนที่เป็นมรดกตกทอดของนายสุพงษ์ตามคำแถลงของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2538 นายสุพงษ์ได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมเจ้าหนี้ดังกล่าว ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โดยศาลฎีกาให้ยกคำร้องของนายสุพงษ์ เนื่องจากเห็นว่าเป็นบุคคลอื่นนอกจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่อาจร้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมเจ้าหนี้ได้ วันที่ 12 พฤษภาคม 2542 นายสุพงษ์ถึงแก่ความตาย มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ เห็นว่า ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 20387-20388/2528 นายสุพงษ์ฟ้องทายาทของร้อยตำรวจโทครุฑเพื่อขอแบ่งปันทรัพย์มรดก และได้มีการตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกกัน ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคดีดังกล่าวถึงที่สุดไปแล้ว คำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันคู่ความที่ได้มีการตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ส่วนวิธีการแบ่งปันทรัพย์มรดกจะถูกต้องครบถ้วนตามสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ อย่างไร เป็นเรื่องที่คู่ความในคดีดังกล่าวต้องไปว่ากล่าวกันในชั้นของการบังคับคดีหาใช่นำมาฟ้องเป็นคดีใหม่ไม่ เมื่อการประมูลทรัพย์มรดกครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2529 เป็นการบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีเดิม หากไม่ถูกต้องเช่นใดโจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิของนายสุพงษ์จึงต้องไปโต้แย้งในชั้นบังคับคดีในคดีดังกล่าว โจทก์ไม่มีอำนาจนำมาฟ้องเป็นคดีใหม่ ดังนั้น ฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงเป็นการฟ้องโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อน ต้องห้ามมิให้รื้อร้องฟ้องกันอีก ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ที่โจทก์อ้างว่า ในคดีเดิมนั้นศาลยังไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นว่าได้มีการแบ่งปันทรัพย์มรดกตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้แก่ทายาทครบถ้วนแล้วหรือไม่นั้น จึงฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์อีกประการว่า ยังมีทรัพย์สินที่อยู่นอกสัญญาประนีประนอมยอมความที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกยังไม่ได้แบ่งให้แก่โจทก์และทายาทอื่น การแบ่งทรัพย์มรดกยังไม่เสร็จสิ้นและครบถ้วน หากนายสุพงษ์ ยังไม่ได้รับมรดกครบถ้วนจากการแบ่งทรัพย์มรดกแล้ว โจทก์ก็ขอสืบสิทธิที่จะเรียกร้องเอากับจำเลยทั้งเก้าได้นั้น เห็นว่า คดีก่อนนายสุพงษ์ฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกและมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความจนคดีถึงที่สุดดังข้อวินิจฉัยข้างต้น คดีนี้การที่โจทก์อ้างว่ายังมีทรัพย์มรดกอื่นที่ไม่ได้ตกลงกันในสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกดังกล่าวอีกนั้น กองมรดกที่ตกทอดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1600, 1602 ถือเป็นการได้ทรัพย์มาโดยอาศัยสิทธิอันเดียวกันไม่ว่าจะเป็นทรัพย์กี่ชิ้นก็ตาม มิใช่เป็นการได้มาโดยอาศัยสิทธิในทรัพย์แต่ละชิ้นเป็นสิทธิต่างรายกัน ประเด็นที่วินิจฉัยจึงอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน มิใช่ต่างกันตามทรัพย์แต่ละชิ้นแต่ละราย ดังนั้น แม้ฟ้องของโจทก์จะเป็นทรัพย์มรดกที่อยู่นอกสัญญาประนีประนอมยอมความ ก็เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อน จึงเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นทุกข้อ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|




