
| สิทธิฟ้องบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีมรดก เมื่อทายาทลงลายมือชื่อแทนกันและยินยอมโดยปริยาย มีผลผูกพันเพียงใด
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับผลผูกพันของสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีมรดก โดยเฉพาะปัญหาสำคัญว่า เมื่อทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียบางรายมิได้ลงลายมือชื่อในสัญญาด้วยตนเอง แต่ภายหลังกลับรับรู้ข้อเท็จจริง ไม่คัดค้าน และยังปล่อยให้มีการปฏิบัติตามสัญญาไปแล้ว จะถือว่าบุคคลดังกล่าวยินยอมและต้องถูกผูกพันตามสัญญานั้นหรือไม่ คดีนี้ยังชี้ให้เห็นอีกว่า การอ้างสิทธิของทายาทอื่นหรือการยกข้อต่อสู้ใหม่เกี่ยวกับความไม่สมบูรณ์ของสัญญาในชั้นฎีกา หากไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ตั้งแต่คำให้การ ย่อมเป็นข้อที่ต้องห้ามมิให้ฎีกา เว้นแต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนเท่านั้น แนววินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจเรื่องการให้ความยินยอมโดยปริยาย ผลผูกพันของสัญญาประนีประนอมยอมความในข้อพิพาทมรดก อำนาจฟ้องบังคับตามสัญญา ตลอดจนหลักการจำกัดประเด็นฎีกาตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง สรุปข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้มีจุดเริ่มจากข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์มรดกหลายทอดหลายชั้นระหว่างฝ่ายโจทก์ทั้งสามกับจำเลยทั้งสาม ซึ่งล้วนเกี่ยวพันกันในฐานะทายาทและผู้จัดการมรดกของผู้ตายหลายรายในเครือญาติเดียวกัน เดิมนายสมศักดิ์กู้ยืมเงินจากนางสุคนธ์และมีภาระหนี้ค้างชำระ ต่อมานายสมศักดิ์ถึงแก่ความตาย และภายหลังนางสุคนธ์ก็ถึงแก่ความตายเช่นกัน จึงมีการตั้งผู้จัดการมรดกและเกิดคดีฟ้องร้องเกี่ยวกับทรัพย์สินมรดกและหนี้มรดกต่อเนื่องกันหลายคดี ต่อมาวันที่ 30 ตุลาคม 2550 นางวิไลวรรณและจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสุคนธ์ได้ทำบันทึกข้อตกลงกับโจทก์ทั้งสามเกี่ยวกับทรัพย์มรดกของนายมิลินทร์และนางสุคนธ์ หลังจากนางวิไลวรรณถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางวิไลวรรณ ขณะที่โจทก์ที่ 1 ยื่นคำคัดค้านอ้างว่าตนมีสิทธิได้รับมรดกแทนที่นายสมศักดิ์ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดากับนางวิไลวรรณ ระหว่างกระบวนการดังกล่าวมีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท แต่ยังตกลงกันไม่ได้ในทันที ภายหลังวันที่ 1 กรกฎาคม 2557 โจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยมีข้อเท็จจริงสำคัญว่าจำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อของตนในช่องที่ระบุชื่อจำเลยที่ 3 ด้วย จากนั้นโจทก์ที่ 1 จึงถอนคำคัดค้าน และศาลได้ตั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของนางวิไลวรรณ ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2 โดยชำระเงิน 1,100,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม และมีเงินอีกส่วนที่จำเลยที่ 2 นำมาชำระร่วมด้วย ในอีกคดีหนึ่ง ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้มีการโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 414 ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นโฉนดเลขที่ 56705 พร้อมส่งมอบบ้านปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวให้แก่นางวิไลวรรณและจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสุคนธ์ หากโอนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน พร้อมค่าเสียหายรายเดือน ภายหลังจึงมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยทั้งสามในวันที่ 8 สิงหาคม 2560 เมื่อจำเลยทั้งสามไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 56705 ให้แก่โจทก์ทั้งสามตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ทั้งสามจึงฟ้องคดีนี้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ หากดำเนินการไม่ได้ก็ให้ใช้ราคาแทน และให้ชำระเงินพร้อมค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ คำวินิจฉัยของศาลฎีกาแยกเป็นประเด็น ประเด็นที่หนึ่ง โจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้องบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้อง เนื่องจากข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่า หลังจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางวิไลวรรณ โจทก์ที่ 1 ได้ยื่นคำคัดค้านอ้างสิทธิรับมรดกแทนที่นายสมศักดิ์ ศาลได้ทำการไกล่เกลี่ยโดยจำเลยที่ 1 เข้าร่วมด้วย แต่ยังตกลงกันไม่ได้ และจำเลยที่ 3 จึงถอนคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก พฤติการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าระหว่างคู่ความยังมีข้อพิพาทกันจริงเกี่ยวกับการจัดการและแบ่งมรดก ข้อสำคัญคือ แม้จำเลยที่ 3 มิได้ลงลายมือชื่อในสัญญาด้วยตนเอง แต่จำเลยที่ 3 ยอมรับในคำเบิกความว่าหลังทำสัญญาแล้วจำเลยที่ 1 ได้มาบอกว่ามีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ทั้งสาม และจำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อแทนจำเลยที่ 3 อีกทั้งภายหลังเมื่อจำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาโดยชำระเงิน 1,100,000 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสาม และจำเลยที่ 2 ก็นำเงินมาชำระอีกส่วนหนึ่ง ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 โต้แย้งคัดค้านหรือปฏิเสธความผูกพันของสัญญาแต่อย่างใด พฤติการณ์ดังกล่าวจึงเป็นการรู้เห็นและยินยอมโดยปริยาย ศาลฎีกาจึงถือว่าสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลผูกพันจำเลยที่ 3 ด้วย แม้ไม่ได้ลงลายมือชื่อด้วยตนเอง เพราะมีการให้สัตยาบันโดยพฤติการณ์ในภายหลัง สัญญาจึงผูกพันคู่สัญญาทั้งหมดและโจทก์มีสิทธิฟ้องบังคับตามสัญญาได้ ประเด็นที่สอง การที่อาจมีทายาทอื่นมีสิทธิในทรัพย์เดียวกัน ทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยทั้งสามฎีกาว่า ที่ดินตาม น.ส. 3 ก. เลขที่ 414 ซึ่งเปลี่ยนเป็นโฉนดเลขที่ 56705 มิได้ตกเป็นของโจทก์ทั้งสามทั้งหมด ยังมีทายาทอื่นคือ ศ. และ ร. มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งด้วย จึงทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นด้วย โดยวินิจฉัยว่า แม้หากข้อเท็จจริงจะเป็นตามที่จำเลยกล่าว ก็เป็นเพียงข้อพิพาทภายในระหว่างโจทก์ทั้งสามกับทายาทอื่นว่าจะจัดสรรผลประโยชน์กันอย่างไร ไม่กระทบต่อความผูกพันตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยทั้งสามโดยตรง กล่าวอีกนัยหนึ่ง สิทธิที่บุคคลภายนอกอาจมีอยู่ มิได้ทำลายฐานะทางนิติสัมพันธ์ของคู่สัญญาเดิม และไม่ตัดอำนาจฟ้องของโจทก์ในการบังคับให้คู่สัญญาอีกฝ่ายปฏิบัติตามสัญญา ประเด็นที่สาม ข้อต่อสู้เรื่องสัญญาไม่สมบูรณ์และโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้อง เป็นข้อที่ยกขึ้นในชั้นฎีกาได้หรือไม่ จำเลยทั้งสามฎีกาว่า สัญญาประนีประนอมยอมความไม่เป็นสัญญาแบ่งทรัพย์มรดกที่สมบูรณ์ โจทก์ทั้งสามถูกพินัยกรรมตัดสิทธิจากกองมรดกของนางวิไลวรรณแล้ว การใช้สิทธิของผู้อื่นมาทำสัญญาเพื่อประโยชน์ตนเองไม่มีผลบังคับ และสัญญาข้อ 3 มิได้หมายรวมถึงที่ดินพิพาท ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อโต้แย้งเหล่านี้จำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ จึงไม่ก่อให้เกิดเป็นประเด็นพิพาทในศาลล่างทั้งสอง เมื่อไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ย่อมต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย ประเด็นนี้มีความสำคัญมากในทางปฏิบัติ เพราะสะท้อนหลักวิธีพิจารณาว่า คู่ความต้องยกข้อต่อสู้สำคัญตั้งแต่ชั้นต้น มิฉะนั้นย่อมเสียสิทธิที่จะนำมาหยิบยกภายหลังในชั้นฎีกา ประเด็นที่สี่ จำเลยทั้งสามต้องโอนที่ดินและใช้ค่าขาดประโยชน์เพียงใด ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 7 ว่าราคาทดแทนที่ดินจำนวน 3,500,000 บาท เป็นจำนวนที่เหมาะสม เพราะที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ถึง 3 งาน 98 ตารางวา ตั้งอยู่ในตำบลพญาเย็น อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ติดทางสาธารณประโยชน์ เป็นที่ดินแปลงใหญ่ที่มีโอกาสปรับราคาสูงขึ้นได้ ส่วนบ้านแม้จะเก่าเพราะไม่มีผู้อยู่อาศัย แต่ยังสามารถปรับปรุงให้มีสภาพดีได้ จึงไม่ควรประเมินมูลค่าต่ำเกินควร สำหรับค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ ศาลเห็นว่าจำนวนเดือนละ 6,500 บาท เป็นอัตราที่เหมาะสม แต่ศาลฎีกาได้แก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในส่วนระยะเวลาการชำระค่าขาดประโยชน์ เนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์จนกว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเสร็จสิ้น มิได้ฟ้องขอให้ชำระไปจนกว่าจะใช้ราคาแทนเสร็จ ดังนั้นคำพิพากษาศาลล่างที่กำหนดให้ชำระจนกว่าจะใช้ราคาแทนเสร็จจึงเกินคำขอ เป็นการพิพากษาเกินคำฟ้อง ศาลฎีกาจึงแก้ให้ถูกต้องตามคำขอท้ายฟ้อง ประเด็นที่ห้า จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันชำระเงิน 378,000 บาท หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เงินจำนวน 378,000 บาท มีที่มาจากเงินที่เกี่ยวเนื่องกับมูลหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีเดิม ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้รับเงินจำนวน 756,000 บาท ไปแล้ว และแบ่งให้จำเลยที่ 3 บางส่วน โดยอ้างว่ามีค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีและการเดินทางประมาณ 500,000 บาท แต่ไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดให้ร่วมกันชำระเงิน 378,000 บาท จึงเป็นไปโดยมีเหตุผลสมควร ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย วิเคราะห์หลักกฎหมาย เจตนารมณ์ คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญหลายประการ ประการแรก หลักเรื่องสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นสัญญาที่มุ่งระงับข้อพิพาทที่มีอยู่หรือจะมีขึ้น โดยคู่กรณียอมผ่อนผันให้แก่กันเพื่อให้ข้อพิพาทยุติลง เมื่อคู่กรณีได้ตกลงกันโดยชัดแจ้งหรือโดยพฤติการณ์ที่ถือได้ว่าให้สัตยาบันแล้ว ย่อมเกิดผลผูกพันตามกฎหมาย หลักนี้มีเจตนารมณ์เพื่อส่งเสริมความมั่นคงแน่นอนแห่งนิติสัมพันธ์และลดการฟ้องร้องซ้ำซ้อนในข้อพิพาทเดิม ในคดีนี้ แม้จำเลยที่ 3 จะมิได้ลงลายมือชื่อเอง แต่ศาลให้ความสำคัญแก่ “พฤติการณ์ภายหลังการทำสัญญา” เช่น การรับรู้ว่ามีการลงลายมือชื่อแทน การไม่คัดค้าน การไม่ปฏิเสธ และการปล่อยให้มีการปฏิบัติตามสัญญาโดยใช้ทรัพย์หรือเงินที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของตน พฤติการณ์เช่นนี้ในทางกฎหมายสะท้อนการยอมรับผลแห่งสัญญาโดยปริยาย ซึ่งมีผลเสมือนการให้สัตยาบันภายหลัง หลักนี้สอดคล้องกับแนวคำพิพากษาที่ถือว่า การรับประโยชน์จากนิติกรรมหรือการนิ่งเฉยทั้งที่รู้ข้อเท็จจริง ย่อมทำให้บุคคลนั้นถูกผูกพันได้ในบางกรณี ประการที่สอง เรื่องอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาได้วางหลักชัดเจนว่า การมีอยู่ของทายาทอื่นซึ่งอาจมีสิทธิในทรัพย์เดียวกัน มิได้ทำให้คู่สัญญาที่มีนิติสัมพันธ์กันโดยตรงหมดอำนาจฟ้องบังคับสัญญา อำนาจฟ้องพิจารณาจากความเป็นคู่สัญญาและประโยชน์ได้เสียโดยตรงในข้อพิพาท ไม่ใช่พิจารณาจากความสมบูรณ์เด็ดขาดของสิทธิในทรัพย์ต่อบุคคลทุกคนในโลกภายนอก หากยังมีข้อพิพาทกับบุคคลอื่น ย่อมไปว่ากล่าวกันในอีกคดีหนึ่งได้ หลักนี้ช่วยรักษาประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมและป้องกันไม่ให้ลูกหนี้ตามสัญญาใช้สิทธิของบุคคลภายนอกมาเป็นข้ออ้างหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามสัญญา ประการที่สาม เรื่องข้อจำกัดการฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบมาตรา 252 มีเจตนารมณ์เพื่อจำกัดขอบเขตการตรวจสอบในชั้นฎีกาให้เป็นไปอย่างมีระเบียบ คู่ความจะหยิบยกข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงใหม่ขึ้นในชั้นฎีกาไม่ได้ หากมิได้ยกไว้เป็นประเด็นในศาลล่าง เว้นแต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน หลักนี้คุ้มครองความเป็นธรรมต่อคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งต้องมีโอกาสต่อสู้ในประเด็นนั้นตั้งแต่ต้น และช่วยให้กระบวนพิจารณาไม่กลายเป็นเวทีเสนอเรื่องใหม่ในชั้นสูงสุด ประการที่สี่ หลักห้ามพิพากษาเกินคำขอ เป็นหลักพื้นฐานสำคัญของคดีแพ่ง ศาลจะพิพากษาเกินไปกว่าที่คู่ความร้องขอไม่ได้ เพราะจะกระทบสิทธิในการต่อสู้คดีและเกินกรอบข้อพิพาทที่คู่ความกำหนดไว้เอง ในคดีนี้ศาลฎีกาแก้ไขคำพิพากษาศาลล่างในส่วนค่าขาดประโยชน์ให้สอดคล้องกับคำขอท้ายฟ้องอย่างเคร่งครัด แสดงถึงการคงไว้ซึ่งหลักความเป็นกลางและหลักผูกพันแห่งคำขอ ประการที่ห้า หลักประเมินราคาใช้แทนและค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ ศาลมิได้พิจารณาเฉพาะราคาซื้อขายเดิมหรือสภาพทรัพย์ในเชิงกายภาพเท่านั้น แต่พิจารณาทำเล ขนาด การติดทางสาธารณะ ศักยภาพในการเพิ่มมูลค่า และสภาพบ้านที่แม้ทรุดโทรมแต่สามารถปรับปรุงได้ แนววินิจฉัยนี้สอดคล้องกับหลักการชดใช้ค่าเสียหายในคดีแพ่งที่ต้องมุ่งให้ผู้เสียหายกลับคืนสู่ฐานะใกล้เคียงเดิมมากที่สุด โดยสรุป คดีนี้มิใช่เพียงคดีมรดกหรือคดีโอนที่ดินเท่านั้น แต่เป็นบรรทัดฐานสำคัญเกี่ยวกับผลผูกพันของสัญญาประนีประนอมยอมความ การยินยอมโดยปริยาย อำนาจฟ้องของคู่สัญญา และวินัยการยกประเด็นต่อสู้ในคดีแพ่ง สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ให้บทเรียนสำคัญว่า ในข้อพิพาทมรดกที่มีทายาทหลายฝ่ายเกี่ยวข้อง การแสดงเจตนาไม่จำเป็นต้องปรากฏเพียงในรูปของลายมือชื่อโดยตรงเท่านั้น หากภายหลังการทำสัญญามีพฤติการณ์ชัดแจ้งว่าบุคคลนั้นรับรู้ ยอมรับ และไม่คัดค้านต่อการกระทำแทนตน อีกทั้งยังปล่อยให้มีการปฏิบัติตามสัญญาโดยอาศัยทรัพย์หรือสิทธิที่เกี่ยวเนื่องกับตน ย่อมถือได้ว่ามีการให้ความยินยอมโดยปริยาย ซึ่งก่อผลผูกพันได้ในทางกฎหมาย อีกประการหนึ่ง อำนาจฟ้องบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความต้องพิจารณาจากความเป็นคู่สัญญาและความผูกพันที่มีต่อกัน มิใช่ถูกตัดทอนเพียงเพราะอาจมีทายาทอื่นหรือบุคคลภายนอกมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับทรัพย์เดียวกันในภายหลัง ข้อพิพาทดังกล่าวเป็นคนละชั้นของนิติสัมพันธ์และต้องแยกพิจารณาออกจากกัน นอกจากนี้ คู่ความต้องระมัดระวังอย่างยิ่งในการยกข้อต่อสู้ตั้งแต่ชั้นคำให้การ เพราะหากละเลยไม่ยกประเด็นสำคัญไว้แต่ต้น ย่อมเสี่ยงต่อการถูกตัดสิทธิในชั้นฎีกา หลักกฎหมายวิธีพิจารณามิได้เปิดโอกาสให้คู่ความเปลี่ยนแนวต่อสู้หรือสร้างข้อพิพาทใหม่เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลสูงสุดแล้ว เว้นแต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนเท่านั้น ในเชิงนโยบายกฎหมาย คำพิพากษานี้ยังตอกย้ำว่าศาลให้ความคุ้มครองต่อความสุจริตและเสถียรภาพของข้อตกลงระงับข้อพิพาท หากฝ่ายหนึ่งรับประโยชน์หรือปล่อยให้ข้อตกลงดำเนินไปโดยไม่คัดค้าน ย่อมไม่อาจหวนกลับมาปฏิเสธผลแห่งสัญญาในภายหลังได้โดยง่าย หลักนี้มีความสำคัญต่อการธำรงความมั่นคงของธุรกรรมและการระงับข้อพิพาทในคดีครอบครัวและมรดกอย่างยิ่ง สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 56705 ให้แก่โจทก์ทั้งสาม หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากจดทะเบียนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และให้ร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์เดือนละ 6,500 บาท ตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2560 เป็นต้นไป พร้อมยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแก่โจทก์ทั้งสาม หากโอนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคาแทน 3,500,000 บาท และให้ร่วมกันชำระเงิน 378,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามที่กำหนด รวมทั้งให้ร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์เดือนละ 6,500 บาท นับแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะโอนกรรมสิทธิ์หรือใช้ราคาแทนเสร็จ 3. ศาลฎีกา พิพากษาแก้เฉพาะเรื่องระยะเวลาค่าขาดประโยชน์ โดยให้จำเลยทั้งสามชำระค่าขาดประโยชน์เดือนละ 6,500 บาท ตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2560 ไปจนกว่าจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์ทั้งสามเสร็จเท่านั้น ไม่รวมถึงระยะเวลาจนกว่าจะใช้ราคาแทนเสร็จ เพราะเกินคำขอท้ายฟ้อง นอกจากนี้นอกนั้นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับผลผูกพันของสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีมรดก โดยเฉพาะกรณีที่จำเลยที่ 3 มิได้ลงลายมือชื่อในสัญญาด้วยตนเอง แต่ภายหลังกลับทราบเรื่อง ไม่โต้แย้งคัดค้าน และยังปล่อยให้มีการปฏิบัติตามข้อตกลงบางส่วนไปแล้ว ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการยินยอมโดยปริยาย ทำให้สัญญาประนีประนอมยอมความมีผลผูกพันจำเลยที่ 3 ด้วย อีกทั้งคดียังสะท้อนหลักสำคัญในทางวิธีพิจารณาว่า ข้อต่อสู้ใดที่ไม่ได้ยกขึ้นไว้ในคำให้การและไม่ได้เป็นประเด็นในศาลล่าง ย่อมต้องห้ามมิให้ยกขึ้นฎีกา เว้นแต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบมาตรา 252 ซึ่งเป็นบทบัญญัติเรื่องข้อจำกัดในการยกประเด็นขึ้นฎีกา โดยศาลใช้เพื่อตัดปัญหาที่จำเลยทั้งสามเพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาว่า สัญญาประนีประนอมยอมความไม่สมบูรณ์ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้อง และข้อตกลงไม่ครอบคลุมที่ดินพิพาท เพราะประเด็นเหล่านี้ไม่ได้ยกไว้ในคำให้การ จึงไม่อาจนำมาพิจารณาในชั้นฎีกาได้ นอกจากนี้ แม้คำพิพากษาจะมิได้อ้างมาตราแพ่งเฉพาะตัวบทเรื่อง “สัญญาประนีประนอมยอมความ” ไว้อย่างเด่นชัดในข้อความที่ยกมา แต่แก่นของการวินิจฉัยก็อาศัยหลักกฎหมายเรื่องความผูกพันของสัญญาและการยินยอมโดยปริยายอย่างชัดเจน สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. สัญญาประนีประนอมยอมความผูกพันโดยปริยาย คำสำคัญที่สุดของคดีนี้คือ แม้จำเลยที่ 3 ไม่ได้ลงชื่อเอง แต่เมื่อรู้ว่ามีการลงชื่อแทนตนแล้วไม่คัดค้าน และยังปล่อยให้มีการปฏิบัติตามสัญญาไปแล้ว ศาลจึงถือว่าเป็นการยินยอมโดยปริยาย ทำให้สัญญามีผลผูกพันจำเลยที่ 3 ด้วย ประเด็นนี้เป็นหัวใจของคดี เพราะเป็นฐานที่ทำให้โจทก์มีสิทธิฟ้องบังคับให้โอนที่ดินและชำระเงินตามข้อตกลงได้ 2. ห้ามยกประเด็นใหม่ในชั้นฎีกา อีกแก่นสำคัญของคดีคือ จำเลยไม่อาจเพิ่งมายกในชั้นฎีกาว่า สัญญาไม่สมบูรณ์ โจทก์ไม่มีสิทธิ หรือทรัพย์พิพาทไม่อยู่ในข้อตกลง หากไม่ได้ยกไว้ในคำให้การตั้งแต่ต้น ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 ประกอบมาตรา 252 ประเด็นนี้สำคัญมากในทางปฏิบัติ เพราะย้ำว่าคู่ความต้องวางข้อต่อสู้ให้ครบตั้งแต่ศาลชั้นต้น มิฉะนั้นอาจเสียสิทธิในชั้นฎีกาได้ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม-หากทายาทคนหนึ่งไม่ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความด้วยตนเอง แต่ภายหลังทราบเรื่องแล้วไม่คัดค้าน จะถือว่าสัญญามีผลผูกพันหรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้ว การผูกพันตามสัญญาไม่จำต้องเกิดจากการลงลายมือชื่อด้วยตนเองเท่านั้น หากข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่า บุคคลนั้นรู้ว่ามีการทำสัญญาแทนตน รับทราบสาระสำคัญของข้อตกลงแล้วไม่คัดค้าน ไม่ปฏิเสธ และยังปล่อยให้มีการปฏิบัติตามสัญญาโดยต่อเนื่อง เช่น มีการรับชำระหนี้ โอนทรัพย์ หรือดำเนินการตามข้อตกลงโดยอาศัยสิทธิร่วมในทรัพย์มรดก พฤติการณ์เช่นนี้ย่อมอาจตีความได้ว่าเป็นการให้ความยินยอมหรือให้สัตยาบันโดยปริยาย ผลคือสัญญาดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันบุคคลนั้นได้ในทางกฎหมาย ศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงโดยรวม มิใช่ดูแต่เพียงลายมือชื่อหรือการไม่มีลายมือชื่อเท่านั้น หากพฤติการณ์ภายหลังชี้ชัดถึงการยอมรับผลแห่งสัญญา ย่อมไม่อาจปฏิเสธความผูกพันได้โดยง่าย 2. คำถาม-การที่มีทายาทคนอื่นอาจมีสิทธิในทรัพย์มรดกเดียวกัน จะทำให้คู่สัญญาไม่มีอำนาจฟ้องบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ คำตอบ ไม่จำเป็นเสมอไป เพราะอำนาจฟ้องในคดีแพ่งพิจารณาจากการที่ผู้ฟ้องเป็นผู้มีประโยชน์ได้เสียโดยตรงในข้อพิพาทและเป็นผู้มีนิติสัมพันธ์กับจำเลยตามสัญญาหรือฐานสิทธิที่นำมาฟ้อง หากโจทก์และจำเลยเป็นคู่สัญญากันโดยตรง และมีการตกลงสิทธิหน้าที่ต่อกันไว้อย่างชัดเจน การที่บุคคลภายนอกหรือทายาทรายอื่นอาจมีข้ออ้างสิทธิเกี่ยวกับทรัพย์เดียวกัน ย่อมเป็นอีกประเด็นหนึ่งซึ่งอาจต้องไปว่ากล่าวกันต่างหาก ไม่ได้ตัดสิทธิของโจทก์ที่จะฟ้องบังคับจำเลยให้ปฏิบัติตามสัญญาที่ทำไว้กับตน หลักนี้มีความสำคัญอย่างมากในคดีมรดก เพราะหากเปิดโอกาสให้ลูกหนี้ตามสัญญาหลบเลี่ยงความรับผิดด้วยการอ้างสิทธิของบุคคลภายนอกทุกกรณี ย่อมทำให้สัญญาประนีประนอมยอมความขาดความมั่นคงและไม่สามารถระงับข้อพิพาทได้อย่างแท้จริง 3. คำถาม-เหตุใดข้ออ้างว่าสัญญาประนีประนอมยอมความไม่สมบูรณ์หรือโจทก์ไม่มีสิทธิจึงอาจถูกศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คำตอบ เหตุผลสำคัญอยู่ที่หลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าคู่ความต้องยกข้อต่อสู้หรือข้อกฎหมายสำคัญตั้งแต่ชั้นต้นหรืออย่างน้อยในชั้นศาลล่างให้เป็นประเด็นพิพาทเสียก่อน หากไม่ยกไว้ในคำให้การหรือมิได้ทำให้เป็นประเด็นต่อสู้กันโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ย่อมไม่อาจนำมาหยิบยกในชั้นฎีกาได้อีก เว้นแต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน หลักนี้มีขึ้นเพื่อคุ้มครองสิทธิของคู่ความอีกฝ่ายไม่ให้ถูกจู่โจมด้วยประเด็นใหม่ในศาลสูงสุด และเพื่อให้คดีดำเนินไปภายใต้กรอบข้อพิพาทที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น ดังนั้นหากจำเลยจะอ้างว่าสัญญาไม่สมบูรณ์ โจทก์ไม่มีสิทธิ หรือทรัพย์พิพาทไม่อยู่ในขอบสัญญา จำเลยต้องยกเรื่องเหล่านี้ขึ้นต่อสู้ไว้แต่แรก มิฉะนั้นย่อมเสี่ยงต่อการถูกตัดสิทธิในชั้นฎีกา 4. คำถาม-สัญญาประนีประนอมยอมความในคดีมรดกมีความสำคัญอย่างไร และเหตุใดศาลจึงให้ความคุ้มครองอย่างจริงจัง คำตอบ สัญญาประนีประนอมยอมความเป็นกลไกทางกฎหมายที่มีความสำคัญมากในคดีมรดก เพราะข้อพิพาทเรื่องมรดกมักเกี่ยวข้องกับทายาทหลายฝ่าย ทรัพย์สินหลายรายการ และความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ซับซ้อน หากปล่อยให้พิพาทยืดเยื้อย่อมทำให้ทรัพย์มรดกถูกแช่แข็ง สูญเสียมูลค่า หรือก่อความแตกแยกต่อเนื่องในหมู่เครือญาติ กฎหมายจึงสนับสนุนให้คู่กรณีระงับข้อพิพาทด้วยความตกลงที่ต่างฝ่ายต่างผ่อนผันแก่กัน เมื่อมีการตกลงกันโดยชัดแจ้งหรือมีพฤติการณ์ยืนยันเจตนาอย่างแน่นอนแล้ว ศาลย่อมคุ้มครองผลของสัญญาดังกล่าวอย่างจริงจัง เพื่อสร้างเสถียรภาพแห่งนิติสัมพันธ์และให้การระงับข้อพิพาทมีผลในทางปฏิบัติจริง หากศาลปล่อยให้ฝ่ายหนึ่งกลับคำได้โดยง่าย สัญญาประนีประนอมยอมความก็จะหมดความหมาย และระบบยุติธรรมจะสูญเสียเครื่องมือสำคัญในการยุติข้อพิพาทโดยสันติ 5. คำถาม-ค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ในคดีโอนที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความคิดจากอะไร และศาลพิจารณาอย่างไร คำตอบ ค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์เป็นค่าเสียหายที่มุ่งชดเชยความเสียประโยชน์จากการที่เจ้าของสิทธิไม่ได้ใช้หรือรับประโยชน์จากทรัพย์ตามที่ควรจะเป็น ศาลจะพิจารณาจากลักษณะทรัพย์ ทำเลที่ตั้ง ขนาด พื้นที่ ศักยภาพในการใช้ประโยชน์ สภาพบ้านหรือสิ่งปลูกสร้าง ตลอดจนสภาพเศรษฐกิจและความเป็นจริงในพื้นที่ ไม่ได้กำหนดจากตัวเลขตายตัวตามนามธรรม ในคดีลักษณะนี้ หากจำเลยยังครอบครองทรัพย์หรือยังไม่โอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้มีสิทธิ ย่อมมีเหตุให้ผู้ฟ้องเรียกค่าขาดประโยชน์ได้เป็นรายเดือนตามสมควร อย่างไรก็ดี ศาลต้องกำหนดให้อยู่ในกรอบคำขอท้ายฟ้อง หากโจทก์ขอให้คิดจนถึงวันโอนกรรมสิทธิ์ ศาลก็จะพิพากษาเกินเลยไปถึงวันใช้ราคาแทนไม่ได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ซึ่งเป็นข้อไม่ชอบในคดีแพ่ง 6. คำถาม-ถ้าโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินไม่ได้ ศาลจะกำหนดราคาใช้แทนอย่างไร และต้องอาศัยหลักอะไร คำตอบ เมื่อศาลเห็นว่าคู่กรณีมีหน้าที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน แต่ในทางปฏิบัติไม่สามารถโอนได้ ไม่ว่าด้วยเหตุข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย ศาลย่อมกำหนดให้ใช้ราคาแทนเพื่อชดเชยความเสียหายแก่ฝ่ายผู้มีสิทธิ หลักในการกำหนดราคาใช้แทนมิใช่ยึดเฉพาะราคาที่คู่กรณีเคยตกลงกันในอดีตหรือมูลค่าตามบัญชีเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาสภาพทรัพย์ในปัจจุบัน ทำเลที่ตั้ง การเข้าถึงทางสาธารณะ ขนาดที่ดิน ศักยภาพในการปรับเพิ่มมูลค่า และสภาพสิ่งปลูกสร้างประกอบกันอย่างรอบด้าน หากทรัพย์ตั้งอยู่ในทำเลที่มีแนวโน้มพัฒนาหรือมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ศาลย่อมมีอำนาจประเมินราคาใช้แทนให้สอดคล้องกับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้เสียหายได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรมและใกล้เคียงกับผลประโยชน์ที่ควรได้รับจากการได้ทรัพย์นั้นโดยแท้จริง 7. คำถาม-การนิ่งเฉยไม่คัดค้านภายหลังทราบว่ามีผู้ลงลายมือชื่อแทนตน มีความเสี่ยงทางกฎหมายอย่างไรในคดีมรดก คำตอบ ความนิ่งเฉยในทางกฎหมายมิได้ปลอดภัยเสมอไป โดยเฉพาะในคดีมรดกซึ่งมีการตกลงแบ่งสิทธิหรือโอนทรัพย์กันเป็นลำดับขั้น หากบุคคลใดทราบว่ามีผู้อื่นลงลายมือชื่อแทนตนในเอกสารสำคัญ เช่น สัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อตกลงแบ่งทรัพย์ หรือคำร้องเกี่ยวกับการจัดการมรดก แล้วไม่รีบคัดค้าน ไม่ทำหนังสือปฏิเสธ ไม่แจ้งคู่กรณีอีกฝ่าย และยังปล่อยให้มีการปฏิบัติตามข้อตกลงไปแล้ว ความนิ่งเฉยนั้นอาจถูกตีความว่าเป็นการยอมรับหรืออย่างน้อยเป็นพฤติการณ์ประกอบที่แสดงถึงความยินยอมโดยปริยายได้ ความเสี่ยงสำคัญคือภายหลังจะอ้างปฏิเสธผลผูกพันได้ยากขึ้นมาก ดังนั้นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกควรแสดงจุดยืนทางกฎหมายให้ชัดเจนทันทีเมื่อทราบว่ามีการกระทำแทนตน เพื่อป้องกันมิให้เกิดผลผูกพันที่ไม่ประสงค์รับไว้ 8. คำถาม-คดีนี้ให้บทเรียนอะไรแก่ผู้จัดการมรดก ทายาท และผู้ทำสัญญาระงับข้อพิพาทในครอบครัว คำตอบ บทเรียนสำคัญที่สุดคือ ในคดีมรดกหรือข้อพิพาทครอบครัวที่มีทรัพย์สินมูลค่าสูงและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายคน ทุกฝ่ายต้องระมัดระวังทั้งในเชิงสารบัญญัติและวิธีพิจารณา ผู้จัดการมรดกควรดำเนินการภายในขอบอำนาจอย่างโปร่งใสและมีพยานหลักฐานรองรับทุกขั้นตอน ทายาทต้องติดตามสิทธิของตนอย่างใกล้ชิด ไม่ปล่อยให้บุคคลอื่นจัดการแทนโดยไม่ตรวจสอบ และหากมีข้อคัดค้านต้องยกขึ้นให้ครบถ้วนตั้งแต่ชั้นต้น สำหรับผู้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ควรกำหนดขอบเขตทรัพย์ สิทธิ และหน้าที่ให้ชัด รวมถึงจัดการเรื่องการลงลายมือชื่อและอำนาจแทนให้เรียบร้อย เพราะเมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้น ศาลจะพิจารณาทั้งตัวเอกสารและพฤติการณ์ภายหลังประกอบกันอย่างละเอียด คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญว่าความไม่รอบคอบเพียงเล็กน้อยอาจนำไปสู่ผลผูกพันทางกฎหมายอย่างใหญ่หลวงได้ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4360/2566 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของ ว. โจทก์ที่ 1 ยื่นคำคัดค้านอ้างว่าตนมีสิทธิได้รับมรดกแทนที่ ส. ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดากับ ว. ศาลในคดีดังกล่าวได้ทำการไกล่เกลี่ยโดยจำเลยที่ 1 เข้าร่วมไกล่เกลี่ยด้วย แต่ยังไม่สามารถตกลงกันได้ จำเลยที่ 3 จึงขอถอนคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก แสดงว่าจำเลยทั้งสามกับฝ่ายโจทก์ยังคงมีข้อพิพาทเกี่ยวกับการจัดการแบ่งมรดกของ ว. ซึ่งยังตกลงกันไม่ได้ ประกอบกับจำเลยที่ 3 เบิกความตอบคำถามค้านว่าหลังจากมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยที่ 1 ได้มาบอกจำเลยที่ 3 ว่ามีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ทั้งสาม โดยจำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 ในช่องที่ระบุชื่อของจำเลยที่ 3 อันเป็นการลงลายมือชื่อแทนจำเลยที่ 3 ต้องถือว่าจำเลยที่ 3 ทราบเรื่องที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ทั้งสาม โดยจำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อของตนแทนจำเลยที่ 3 แล้ว อีกทั้งหลังจากที่จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 2 ด้วยการชำระเงินในนามของจำเลยทั้งสามจำนวน 1,100,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม โดยเป็นเงินมรดกของ ค. ซึ่งอยู่ในบัญชีของ ว. และจำเลยทั้งสามมีสิทธิได้รับมรดกดังกล่าว กับจำเลยที่ 2 นำเงินมาอีกส่วนหนึ่งด้วย ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ได้โต้แย้งคัดค้านต่อโจทก์ทั้งสามว่าไม่ได้รู้เห็นหรือไม่ยินยอมในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หรือปฏิเสธไม่ยอมปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ พฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 3 รู้เห็นและยินยอมโดยปริยายให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อของตนแทนจำเลยที่ 3 ในสัญญาประนีประนอมยอมความ สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงมีผลผูกพันจำเลยที่ 3 ให้ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญายอมด้วย ส่วนที่จำเลยทั้งสามฎีกาอ้างว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทําประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 414 ซึ่งเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 56705 ตามที่ระบุในสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ได้ตกเป็นของโจทก์ทั้งสามทั้งหมด แต่ ศ. และ ร. ในฐานะทายาทมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งด้วย โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยทั้งสามนั้น หากข้อเท็จจริงเป็นดังที่จำเลยทั้งสามกล่าวอ้างก็เป็นเรื่องระหว่างโจทก์ทั้งสามและ ศ. กับ ร. ที่จะไปว่ากล่าวกันต่างหาก แต่สัญญาประนีประนอมยอมความก็ยังคงมีผลผูกพันโจทก์ทั้งสามกับจำเลยทั้งสามอยู่ หาได้มีผลให้โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ดังที่จำเลยทั้งสามฎีกาอ้างไม่ ส่วนที่จำเลยทั้งสามฎีกาอ้างว่า สัญญาประนีประนอมยอมความไม่เป็นสัญญาแบ่งทรัพย์มรดกที่สมบูรณ์ และโจทก์ทั้งสามยอมรับว่าถูกพินัยกรรมของ ว. ตัดสิทธิจากกองทรัพย์มรดกของ ว. แล้ว การที่โจทก์ทั้งสามใช้สิทธิของบุคคลอื่นมาทำสัญญาประนีประนอมยอมความ เพื่อประโยชน์ของตนเองโดยไม่มีอำนาจ ทำให้สัญญาประนีประนอมยอมความไม่มีผลบังคับ โจทก์ทั้งสามไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้อง และสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 ไม่ได้หมายความรวมถึงที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 414 นั้น จำเลยทั้งสามไม่ได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นต่อสู้ในคำให้การ จึงไม่ก่อให้เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท ถือเป็นเรื่องที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ทั้งไม่ใช่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบมาตรา 252 ฎีกาย่อ โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 56705 ให้แก่โจทก์ หากโอนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และให้ชำระเงิน 1,299,950 บาท กับค่าขาดประโยชน์เดือนละ 20,000 บาท จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 โอนที่ดินดังกล่าว หากโอนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และชำระค่าขาดประโยชน์เดือนละ 6,500 บาท แต่ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แก้เป็นให้จำเลยทั้งสามร่วมกันโอนที่ดิน หากโอนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 3,500,000 บาท และชำระเงิน 378,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย รวมทั้งค่าขาดประโยชน์เดือนละ 6,500 บาท ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยที่ 3 มิได้ลงลายมือชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความด้วยตนเอง แต่เมื่อทราบเรื่องแล้วไม่โต้แย้ง อีกทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังได้ปฏิบัติตามสัญญาบางส่วนแล้ว จึงถือว่าจำเลยที่ 3 ยินยอมโดยปริยายและต้องผูกพันตามสัญญาด้วย ข้ออ้างว่าทายาทอื่นมีสิทธิในทรัพย์หรือสัญญาไม่สมบูรณ์นั้น บางประเด็นไม่อาจยกขึ้นฎีกาได้เพราะไม่ได้ต่อสู้ไว้ในคำให้การ ศาลฎีกาเห็นว่าราคาใช้แทน 3,500,000 บาท ค่าขาดประโยชน์เดือนละ 6,500 บาท และเงิน 378,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดมานั้นเหมาะสมแล้ว คงแก้เฉพาะให้ค่าขาดประโยชน์คิดถึงวันโอนกรรมสิทธิ์เสร็จ ไม่ใช่ถึงวันใช้ราคาแทนเสร็จ เพราะเกินคำขอท้ายฟ้อง นอกจากนั้นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 56705 ให้โจทก์ทั้งสาม หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสาม หากจดทะเบียนโอนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระราคาแทนให้แก่โจทก์ทั้งสามเสร็จสิ้น ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 1,299,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,196,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น และค่าขาดประโยชน์เดือนละ 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์ทั้งสาม จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 56705 ให้โจทก์ทั้งสาม หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยที่ 1 และที่ 2 หากจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 มิถุนายน 2562) ไปจนกว่าชำระเสร็จ และร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์อีกเดือนละ 6,500 บาท นับแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2560 ไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์ทั้งสามหรือใช้ราคาแทน กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนาย 15,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสามชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกและให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสามสำหรับจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 56705 ให้แก่โจทก์ทั้งสาม หากไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน และหากไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ได้ ให้ร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 3,500,000 บาท และร่วมกันชำระเงิน 378,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสองจำนวนนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา (วันที่ 25 มีนาคม 2563) และนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 14 มิถุนายน 2562) ตามลำดับ เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปีแต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และร่วมกันใช้ค่าขาดประโยชน์เดือนละ 6,500 บาท นับแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินหรือใช้ราคาแทน แก่โจทก์ทั้งสามจนเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสาม นายสมศักดิ์ นางสุคนธ์ และนางวิไลวรรณ เป็นบุตรของนายมิลินทร์และนางมาลี ซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว ส่วนโจทก์ทั้งสาม นางศิริพร และนางสาวศิริพรรณ เป็นบุตรของนายสมศักดิ์ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2543 นายสมศักดิ์กู้ยืมเงินจากนางสุคนธ์ 3,000,000 บาท โดยมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 47484 ไว้เป็นประกัน และวันที่ 19 สิงหาคม 2547 นางสุระษา ภริยานายสมศักดิ์กู้ยืมเงินนางสุคนธ์ 2,000,000 บาท แล้วนายสมศักดิ์และนางสุระษาไม่ชำระหนี้ ต่อมานายสมศักดิ์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2548 ศาลมีคำสั่งตั้งนางสุระษาเป็นผู้จัดการมรดกของนายสมศักดิ์ นางสุคนธ์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2558 ศาลมีคําสั่งตั้งนางวิไลวรรณและจําเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางสุคนธ์ นางวิไลวรรณและจําเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสุคนธ์ได้ยื่นฟ้องโจทก์ที่ 3 ในฐานะทายาทของนายสมศักดิ์ และนางสุระษาในฐานะส่วนตัวและในฐานะทายาทและผู้จัดการมรดกของนายสมศักดิ์ วันที่ 30 ตุลาคม 2550 นางวิไลวรรณและจําเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสุคนธ์ทําบันทึกข้อตกลงกับโจทก์ทั้งสามเกี่ยวกับทรัพย์มรดกของนายมิลินทร์และนางสุคนธ์ วันที่ 27 กันยายน 2555 นางวิไลวรรณถึงแก่ความตาย วันที่ 3 มิถุนายน 2556 จําเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคําร้องขอให้ศาลตั้งจําเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดกของนางวิไลวรรณ โจทก์ที่ 1 ยื่นคําคัดค้านและขอให้ศาลตั้งโจทก์ที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางวิไลวรรณ จากนั้นจําเลยที่ 3 ได้ถอนคําร้องขอ วันที่ 1 กรกฎาคม 2557 โจทก์ทั้งสามกับจําเลยที่ 1 และที่ 2 ทําสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยจําเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อของตนในช่องที่ระบุชื่อจําเลยที่ 3 ด้วย จากนั้นโจทก์ที่ 1 ถอนคําคัดค้าน ศาลจึงมีคําสั่งตั้งจําเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของนางวิไลวรรณ จําเลยที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 2 ด้วยการชําระเงิน 1,100,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม ต่อมาศาลฎีกาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2356/2549 ของศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 โดยไม่เพิกถอนข้อกําหนดพินัยกรรมในการจัดตั้งมูลนิธิ ห. ของนายสมศักดิ์ และให้นางสุระษาในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสมศักดิ์จดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทําประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 414 พร้อมส่งมอบบ้านเลขที่ 80/3 ซึ่งปลูกสร้างบนที่ดินให้นางวิไลวรรณและจําเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสุคนธ์ หากโอนที่ดินและส่งมอบบ้านดังกล่าวไม่ได้ ให้โจทก์ที่ 3 ในฐานะทายาทและนางสุระษาในฐานะทายาทและผู้จัดการมรดกของนายสมศักดิ์ร่วมกันใช้ราคา 2,860,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชําระเสร็จ และให้โจทก์ที่ 3 ในฐานะทายาทและนางสุระษาในฐานะทายาทและผู้จัดการมรดกของนายสมศักดิ์ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่นางวิไลวรรณและจําเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสุคนธ์ เดือนละ 6,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะจดทะเบียนโอนที่ดินและส่งมอบบ้านดังกล่าวหรือใช้ราคาแทน กับให้โจทก์ที่ 3 ในฐานะทายาทและนางสุระษาในฐานะส่วนตัวและในฐานะทายาทและผู้จัดการมรดกของนายสมศักดิ์ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนนางวิไลวรรณและจําเลยที่ 3 โดยกําหนดค่าทนายความ 70,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจํานวนทุนทรัพย์ที่นางวิไลวรรณและจําเลยที่ 3 ชนะคดี ทั้งนี้โจทก์ที่ 3 และนางสุระษาในฐานะทายาทของนายสมศักดิ์ไม่จําต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของนายสมศักดิ์ที่ตกทอดได้แก่ตน คําขออื่นนอกจากนี้ให้ยก วันที่ 15 มีนาคม 2559 นางสุระษาในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสมศักดิ์ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาด้วยการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามหนังสือรับรองการทําประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 414 ซึ่งเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 56705 ให้แก่จําเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสุคนธ์ ต่อมาวันที่ 8 สิงหาคม 2560 จําเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสุคนธ์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้จําเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสุคนธ์ จําเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของนางวิไลวรรณ และจําเลยที่ 3 นอกจากนี้นางสุระษาในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสมศักดิ์ยังได้นําเงิน 756,000 บาท ไปวางศาลเพื่อชําระหนี้ตามคําพิพากษาศาลฎีกา จําเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสุคนธ์ได้รับเงินจํานวนดังกล่าวไปแล้วเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2560 และเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2560 นางสุระษาในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสมศักดิ์ได้จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 47984 ให้โจทก์ทั้งสาม นางสุระษา นางศิริพรและนางสาวศิริพรรณ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการแรกว่า โจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยทั้งสามตามสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ เห็นว่า หลังจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางวิไลวรรณ โจทก์ที่ 1 ได้ยื่นคำคัดค้านอ้างว่าตนมีสิทธิได้รับมรดกแทนที่นายสมศักดิ์ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดากับนางวิไลวรรณ ศาลในคดีดังกล่าวได้ทำการไกล่เกลี่ยโดยจำเลยที่ 1 เข้าร่วมไกล่เกลี่ยด้วย แต่ยังไม่สามารถตกลงกันได้ จำเลยที่ 3 จึงขอถอนคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก แสดงว่าจำเลยทั้งสามกับฝ่ายโจทก์ยังคงมีข้อพิพาทเกี่ยวกับการจัดการแบ่งมรดกของนางวิไลวรรณซึ่งยังตกลงกันไม่ได้ ประกอบกับจำเลยที่ 3 เบิกความตอบคำถามค้านว่าหลังจากมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยที่ 1 ได้มาบอกจำเลยที่ 3 ว่ามีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ทั้งสาม โดยจำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 ในช่องที่ระบุชื่อของจำเลยที่ 3 อันเป็นการลงลายมือชื่อแทนจำเลยที่ 3 ต้องถือว่าจำเลยที่ 3 ทราบเรื่องที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ทั้งสาม โดยจำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อของตนแทนจำเลยที่ 3 แล้ว อีกทั้งหลังจากที่จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 2 ด้วยการชำระเงินในนามของจำเลยทั้งสามจำนวน 1,100,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม โดยเป็นเงินมรดกของนางสุคนธ์ซึ่งอยู่ในบัญชีของนางวิไลวรรณและจำเลยทั้งสามมีสิทธิได้รับมรดกดังกล่าว กับจำเลยที่ 2 นำเงินมาอีกส่วนหนึ่งด้วย ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ได้โต้แย้งคัดค้านต่อโจทก์ทั้งสามว่าไม่ได้รู้เห็นหรือไม่ยินยอมในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หรือปฏิเสธไม่ยอมปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ พฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 3 รู้เห็นและยินยอมโดยปริยายให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อของตนแทนจำเลยที่ 3 ในสัญญาประนีประนอมยอมความ สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงมีผลผูกพันจำเลยที่ 3 ให้ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญายอมด้วย ส่วนที่จำเลยทั้งสามฎีกาอ้างว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทําประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 414 ซึ่งเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 56705 ตามที่ระบุในสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ได้ตกเป็นของโจทก์ทั้งสามทั้งหมด แต่นางศิริพรและนางสาวศิริพรรณในฐานะทายาทมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งด้วย โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยทั้งสามนั้น หากข้อเท็จจริงเป็นดังที่จำเลยทั้งสามกล่าวอ้างก็เป็นเรื่องระหว่างโจทก์ทั้งสามและนางศิริพรกับนางสาวศิริพรรณที่จะไปว่ากล่าวกันต่างหาก แต่สัญญาประนีประนอมยอมความก็ยังคงมีผลผูกพันโจทก์ทั้งสามกับจำเลยทั้งสามอยู่ หาได้มีผลให้โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ดังที่จำเลยทั้งสามฎีกาอ้างไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยทั้งสามฎีกาอ้างว่า สัญญาประนีประนอมยอมความไม่เป็นสัญญาแบ่งทรัพย์มรดกที่สมบูรณ์ และโจทก์ทั้งสามยอมรับว่าถูกพินัยกรรมของนางวิไลวรรณตัดสิทธิจากกองทรัพย์มรดกของนางวิไลวรรณแล้ว การที่โจทก์ทั้งสามใช้สิทธิของบุคคลอื่นมาทำสัญญาประนีประนอมยอมความ เพื่อประโยชน์ของตนเองโดยไม่มีอำนาจ จึงทำให้สัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่มีผลบังคับ โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้อง และสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 ไม่ได้หมายความรวมถึงที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 414 นั้น จำเลยทั้งสามไม่ได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นต่อสู้ในคำให้การ จึงไม่ก่อให้เกิดเป็นประเด็นข้อพิพาท ถือเป็นเรื่องที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ทั้งไม่ใช่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการต่อไปว่า จำเลยทั้งสามต้องโอนที่ดินพิพาทและใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ให้แก่โจทก์ทั้งสามหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อพิจารณาสภาพที่ดินและบ้านพิพาทแล้ว จะเห็นได้ว่าที่ดินมีเนื้อที่ถึง 3 งาน 98 ตารางวา ถือได้ว่าเป็นที่ดินแปลงค่อนข้างใหญ่ตั้งอยู่ในตำบลพญาเย็น อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งติดทางสาธารณประโยชน์ ที่ดินจึงย่อมมีโอกาสปรับราคาขึ้นได้อีก ส่วนบ้านแม้จะมีสภาพเก่าเนื่องจากไม่มีผู้อยู่อาศัยแต่ก็สามารถปรับปรุงให้อยู่ในสภาพดีได้ จึงเห็นว่าราคาใช้แทนที่ดินพิพาทที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดเป็นเงิน 3,500,000 บาท และค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์เดือนละ 6,500 บาท นั้นเหมาะสมแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการสุดท้ายว่า จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันชำระเงิน 378,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสามตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ เห็นว่า เงินจำนวน 378,000 บาท มีที่มาจากการที่นางสุระษาซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าวเป็นผู้นำมาวางศาล นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ได้รับเงินที่จำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวนำมาชำระเป็นค่าเสียหาย 756,000 บาท ตามรายงานเจ้าหน้าที่และคำแถลงขอรับเงิน เงิน 756,000 บาท จำเลยที่ 1 แบ่งให้จำเลยที่ 3 จำนวน 150,000 บาท ส่วนที่เหลือเก็บไว้ยังไม่ได้แบ่งให้แก่ทายาทอื่น แต่มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีและการเดินทางประมาณ 500,000 บาท โดยไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบประกอบ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินที่ได้จากมูลหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2356/2549 ของศาลชั้นต้น โดยได้กำหนดจำนวนค่าใช้จ่ายขึ้นตามที่เห็นสมควรจึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนทายาทอื่นของนางสุคนธ์จะมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในเงินดังกล่าวด้วยหรือไม่เพียงใด ก็เป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวกันต่างหาก ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น อนึ่ง โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าขาดประโยชน์เดือนละ 20,000 บาท นับแต่ถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์ทั้งสามเสร็จสิ้น การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระค่าขาดประโยชน์จนกว่าจะใช้ราคาแทนโจทก์ทั้งสามจนเสร็จ จึงเกินไปกว่าคำฟ้องเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง นอกจากนี้ จำเลยทั้งสามฎีกาโดยชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา รวมทั้งชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในอนาคต 100 บาท มาด้วย แต่เนื่องจากจำเลยทั้งสามฎีกาขอให้ยกฟ้อง กรณีไม่ต้องชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในอนาคต จึงให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาส่วนที่ชำระเกินมา 100 บาท แก่จำเลยทั้งสาม พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามชำระค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์เดือนละ 6,500 บาท นับแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2560 ไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์ทั้งสามจนเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาส่วนที่ชำระเกินมา 100 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ |



