
| คำพิพากษาตามยอมถึงที่สุด เพิกถอนไม่ได้เมื่อพ้นกำหนดอุทธรณ์
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับผลผูกพันของคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และขอบเขตการเพิกถอนกระบวนพิจารณาเมื่อพ้นกำหนดอุทธรณ์ตามกฎหมาย โดยประเด็นสำคัญที่สุดของคดีอยู่ที่ว่า เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแล้ว และคู่ความมิได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาหนึ่งเดือนตามที่กฎหมายบัญญัติ คำพิพากษาดังกล่าวย่อมถึงที่สุดและผูกพันคู่ความ ไม่อาจร้องขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขได้อีก แม้จะอ้างในภายหลังว่าสัญญาประนีประนอมยอมความขัดต่อกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนก็ตาม นอกจากนี้ คดียังมีประเด็นเกี่ยวกับองค์คณะของศาลเยาวชนและครอบครัวว่าจำเป็นต้องมีผู้พิพากษาสมทบหรือไม่ในกรณีที่ไม่มีผู้เยาว์เกี่ยวข้อง ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่าสามารถดำเนินกระบวนพิจารณาโดยผู้พิพากษาไม่น้อยกว่าสองคนได้ตามกฎหมาย มิใช่เป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงแห่งคดี คดีนี้เริ่มจากโจทก์ฟ้องหย่าและขอแบ่งสินสมรสจากจำเลย ต่อมาคู่ความได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2555 โดยมีทั้งทนายความและตัวความทั้งสองฝ่ายมาศาลและลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา ศาลชั้นต้นจึงมีคำพิพากษาตามยอมให้ทั้งสองฝ่ายจดทะเบียนหย่าและแบ่งสินสมรสตามข้อตกลง ภายหลังเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2556 จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณา โดยอ้างว่าสัญญาประนีประนอมยอมความขัดต่อกฎหมาย และองค์คณะศาลไม่ครบถ้วนเพราะไม่มีผู้พิพากษาสมทบนั่งพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องเนื่องจากยื่นเกินกำหนดเวลา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวยืนตามศาลชั้นต้น จำเลยจึงฎีกา ประเด็นปัญหากฎหมายที่ต้องวินิจฉัย (1) คำพิพากษาตามยอมสามารถเพิกถอนได้หรือไม่เมื่อพ้นกำหนดอุทธรณ์ (2) การไม่มีผู้พิพากษาสมทบนั่งพิจารณาในคดีหย่าที่ไม่มีผู้เยาว์เกี่ยวข้อง เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบหรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแล้ว คำพิพากษานั้นย่อมผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง หากเห็นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย คู่ความมีสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาเพื่อให้ศาลสูงแก้ไขได้ตามมาตรา 138 วรรคสอง โดยต้องกระทำภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาตามยอม ตามมาตรา 229 เมื่อจำเลยมิได้อุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว คำพิพากษาย่อมถึงที่สุด ไม่อาจเพิกถอนหรือแก้ไขได้อีก แม้จะอ้างในภายหลังว่าคำพิพากษาตามยอมตกเป็นโมฆะเพราะขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อย กฎหมายก็มิได้บัญญัติช่องทางให้กระทำได้ ในประเด็นองค์คณะ ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้ไม่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย และคู่ความได้แถลงร่วมกันไม่ประสงค์ให้มีผู้พิพากษาสมทบ ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 147 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นที่มีผู้พิพากษาไม่น้อยกว่าสองคนจึงสามารถพิจารณาและพิพากษาได้โดยชอบ วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ มาตรา 145 วรรคหนึ่ง มีเจตนารมณ์ให้คำพิพากษามีผลผูกพันคู่ความเพื่อความมั่นคงแห่งนิติสัมพันธ์ มิให้คดีสิ้นสุดแล้วกลับมาโต้แย้งซ้ำไม่รู้จบ มาตรา 138 วรรคสอง และมาตรา 229 กำหนดช่องทางและกรอบเวลาการอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมอย่างชัดเจน เพื่อรักษาสมดุลระหว่างสิทธิในการตรวจสอบคำพิพากษา กับหลักความเด็ดขาดของคำพิพากษา แนวคำพิพากษาศาลฎีกาโดยทั่วไปวางหลักสอดคล้องกันว่า คำพิพากษาตามยอมมีฐานะเป็นคำพิพากษาศาลโดยสมบูรณ์ มิใช่เพียงสัญญาเอกชน เมื่อถึงที่สุดแล้ว ย่อมไม่อาจใช้วิธีร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาแทนการอุทธรณ์ได้ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น มีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ขอเพิกถอนกระบวนพิจารณา เนื่องจากยื่นเกินกำหนดเวลา 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น 3. ศาลฎีกา พิพากษายืน เห็นว่าคำพิพากษาตามยอมถึงที่สุดแล้ว ไม่อาจเพิกถอน และองค์คณะศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมาย สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักความเด็ดขาดของคำพิพากษาตามยอมว่า เมื่อคู่ความได้แสดงเจตนาโดยชัดแจ้งต่อศาล และศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว ผลแห่งคำพิพากษาย่อมมีฐานะเป็นที่สุดหากไม่ใช้สิทธิอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลา การอ้างเหตุโมฆะภายหลังมิอาจใช้เป็นช่องทางรื้อฟื้นคดีได้ ทั้งนี้เพื่อคุ้มครองความมั่นคงแห่งนิติสัมพันธ์และประโยชน์แห่งความยุติธรรมโดยรวม อีกทั้งยังแสดงให้เห็นว่าองค์คณะศาลครอบครัวต้องพิจารณาตามลักษณะคดี มิใช่เคร่งครัดเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับผลผูกพันของ “คำพิพากษาตามยอม” และขอบเขตการเพิกถอนกระบวนพิจารณาภายหลังพ้นกำหนดอุทธรณ์ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยยึดหลักตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 138 วรรคสอง และมาตรา 229 ว่า เมื่อศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว คำพิพากษาย่อมผูกพันคู่ความ หากไม่อุทธรณ์ภายในกำหนดหนึ่งเดือน คำพิพากษาย่อมถึงที่สุด ไม่อาจเพิกถอนหรือแก้ไขได้ แม้จะอ้างภายหลังว่าขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อยก็ตาม มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง, มาตรา 138 วรรคสอง และมาตรา 229 สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. คำพิพากษาตามยอมผูกพันคู่ความตามมาตรา 145 เมื่อศาลพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ คำพิพากษาย่อมมีผลเช่นเดียวกับคำพิพากษาปกติ มีผลผูกพันเด็ดขาด เว้นแต่จะใช้สิทธิอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลา 2. พ้นกำหนดอุทธรณ์ คำพิพากษาถึงที่สุดเพิกถอนไม่ได้ ตามมาตรา 138 วรรคสอง ประกอบมาตรา 229 คู่ความต้องอุทธรณ์ภายในหนึ่งเดือน หากไม่ดำเนินการภายในกำหนด คำพิพากษาย่อมถึงที่สุด ไม่อาจใช้วิธีร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาแทนการอุทธรณ์ได้ แม้อ้างเหตุโมฆะภายหลังก็ไม่มีผลตามกฎหมาย คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำพิพากษาตามยอมคืออะไร คำตอบ คือคำพิพากษาที่ศาลมีขึ้นตามสัญญาประนีประนอมยอมความของคู่ความ และมีผลเช่นเดียวกับคำพิพากษาปกติ 2. หากเห็นว่าคำพิพากษาตามยอมไม่ชอบ ต้องทำอย่างไร คำตอบ ต้องอุทธรณ์หรือฎีกาภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนด มิอาจใช้วิธีร้องขอเพิกถอนภายหลังได้ 3. กำหนดเวลาอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมกี่วัน คำตอบ ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาตามยอม 4. หากอ้างว่าขัดต่อความสงบเรียบร้อย สามารถเพิกถอนได้หรือไม่ คำตอบ ไม่ได้ หากคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วและไม่มีบทบัญญัติกฎหมายรองรับ 5. คดีหย่าทุกคดีต้องมีผู้พิพากษาสมทบหรือไม่ คำตอบ ไม่จำเป็น หากไม่มีผู้เยาว์เกี่ยวข้องและคู่ความไม่ประสงค์ให้มีผู้พิพากษาสมทบ 6. คำพิพากษาถึงที่สุดหมายความว่าอย่างไร คำตอบ หมายถึงคำพิพากษาที่พ้นกำหนดอุทธรณ์หรือฎีกาแล้ว และไม่อาจโต้แย้งในคดีเดิมได้อีก 7. การร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาใช้แทนอุทธรณ์ได้หรือไม่ คำตอบ ไม่ได้ หากเป็นการโต้แย้งคำพิพากษาตามยอมที่ถึงที่สุดแล้ว ต้องใช้ช่องทางอุทธรณ์เท่านั้น ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9949/2559 คู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแล้ว นอกจากทนายความทั้งสองฝ่ายมาศาล ยังปรากฏว่าตัวความทั้งสองฝ่ายมาศาล และได้ลงชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว คำพิพากษานั้นย่อมผูกพันคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง หากจำเลยเห็นว่าคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ก็มีทางดำเนินคดีต่อไปเพียงประการเดียวคืออุทธรณ์ฎีกาให้ศาลสูงแก้ไข หากเข้ากรณีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 วรรคสอง ภายในกำหนดเวลา หนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาตามยอมนั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 เมื่อจำเลยไม่อุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว คำพิพากษาตามยอมนั้นย่อมถึงที่สุด ไม่อาจที่จะเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ แม้จำเลยจะอ้างว่าเพิ่งทราบเหตุที่ขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความภายหลังว่า คำพิพากษาตามยอมตกเป็นโมฆะเพราะขัดต่อกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนก็ไม่มีกฎหมายรับรองให้ทำได้ คดีนี้โจทก์ฟ้องหย่าและขอแบ่งสินสมรสจำเลย เป็นคดีที่ไม่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือผลประโยชน์เกี่ยวข้อง โจทก์และจำเลยต่างแถลงร่วมกันต่อศาลชั้นต้นว่าไม่ต้องการผู้พิพากษาสมทบเป็นองค์คณะในการพิจารณาพิพากษา ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 10 ตุลาคม 2555 ดังนั้น ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งไม่น้อยกว่าสองคนย่อมเป็นองค์คณะพิจารณาและพิพากษาคดีนี้ได้ตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 147 วรรคหนึ่ง หาใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบไม่ ฎีกาย่อ คดีนี้เริ่มจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2555 ให้คู่ความหย่าและแบ่งสินสมรสตามสัญญาประนีประนอม ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณา อ้างว่าสัญญาขัดต่อกฎหมายและองค์คณะศาลไม่ครบ ศาลชั้นต้นยกคำร้องเนื่องจากยื่นเกินกำหนดเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแล้ว คำพิพากษาย่อมผูกพันคู่ความตามมาตรา 145 วรรคหนึ่ง หากเห็นว่าไม่ชอบ ต้องอุทธรณ์ภายในหนึ่งเดือนตามมาตรา 138 วรรคสอง ประกอบมาตรา 229 เมื่อมิได้อุทธรณ์ภายในกำหนด คำพิพากษาย่อมถึงที่สุด ไม่อาจเพิกถอนภายหลังได้ แม้อ้างว่าเป็นโมฆะเพราะขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อยก็ตาม ส่วนประเด็นองค์คณะ ศาลเห็นว่าคดีไม่มีผู้เยาว์เกี่ยวข้อง และคู่ความแถลงไม่ประสงค์ให้มีผู้พิพากษาสมทบ ผู้พิพากษาไม่น้อยกว่าสองคนจึงเป็นองค์คณะโดยชอบตามมาตรา 147 วรรคหนึ่ง ฎีกาทั้งหมดฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาเป็นพับ ฎีกาฉบับเต็ม คดีสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2555 ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้โจทก์และจำเลยจดทะเบียนหย่าขาดจากกันและแบ่งสินสมรสกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ต่อมาวันที่ 28 พฤศจิกายน 2556 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบอ้างว่า สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวขัดต่อกฎหมาย และผู้พิพากษานั่งพิจารณาไม่ครบองค์คณะตามกฎหมาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาเกินกำหนดเวลาตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 จึงให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ยื่นขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบโดยอ้างว่า สัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยจดทะเบียนหย่าขาดกันและแบ่งสินสมรสตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 10 ตุลาคม 2555 นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2555 คู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแล้วในวันดังกล่าว นอกจากทนายความทั้งสองฝ่ายจะมาศาล ยังปรากฏว่าตัวความทั้งสองฝ่ายมาศาลและได้ลงชื่อไว้ปรากฏอยู่ในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2555 เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว คำพิพากษานั้นย่อมผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง หากจำเลยเห็นว่าคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมายก็มีทางดำเนินคดีต่อไปได้เพียงประการเดียวคืออุทธรณ์ฎีกาให้ศาลสูงแก้ไข หากเข้ากรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง ทั้งนี้ภายในกำหนดเวลาหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาตามยอมนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 เมื่อจำเลยไม่อุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว คำพิพากษาตามยอมนั้นย่อมถึงที่สุด ไม่อาจที่จะเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้อีก แม้จำเลยจะอ้างว่าเพิ่งทราบเหตุที่ขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นในภายหลัง โดยอ้างว่าคำพิพากษาตามยอม ตกเป็นโมฆะเพราะขัดต่อกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนก็ไม่มีกฎหมายรับรองให้ทำได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ฎีกาของจำเลยประการต่อมาที่ว่า การพิจารณาคดีและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ชอบเพราะไม่มีผู้พิพากษาสมทบนั่งพิจารณาคดีให้ครบองค์คณะขัดต่อพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 นั้น เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ไม่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือผลประโยชน์เกี่ยวข้อง โจทก์และจำเลยต่างแถลงร่วมกันต่อศาลชั้นต้นว่าไม่ต้องการผู้พิพากษาสมทบเป็นองค์คณะในการพิจารณาพิพากษาตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 10 ตุลาคม 2555 ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งไม่น้อยกว่าสองคนย่อมเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 147 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน ฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงจึงไม่จำต้องวินิจฉัย อนึ่ง ศาลชั้นต้นมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ศาลฎีกาเห็นควรสั่งให้ถูกต้อง พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ |




