ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




เมื่อผู้เสียหายรับค่าสินไหมทดแทนและตกลงไม่เรียกร้องเพิ่มเติมอีก สิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายในคดีละเมิดยังคงมีอยู่หรือไม่ และสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลระงับหนี้เพียงใด

รับค่าสินไหมทดแทนแล้วฟ้องเรียกเพิ่มได้หรือไม่, ผลทางกฎหมายของสัญญาประนีประนอมยอมความ, การระงับสิทธิเรียกร้องในคดีละเมิด, ผู้เสียหายตกลงไม่เรียกร้องค่าเสียหายเพิ่มเติม, ค่าสินไหมทดแทนกรณีผู้เสียชีวิต, ค่าอุปการะเลี้ยงดูของมารดาผู้ตาย, ค่าปลงศพตามกฎหมายละเมิด, ผลของการรับเงินชดเชยจากบริษัทประกันภัย, การยุติข้อพิพาทด้วยการยอมความ, สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมภายหลังการประนีประนอม, ความหมายของสัญญาประนีประนอมยอมความ, การผ่อนผันให้แก่กัน 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับผลทางกฎหมายของสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีละเมิด และปัญหาว่าเมื่อผู้เสียหายหรือทายาทของผู้เสียหายได้รับค่าสินไหมทดแทนจากผู้กระทำละเมิดหรือบริษัทประกันภัยแล้ว พร้อมทั้งแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะฟ้องร้องหรือเรียกค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมอีกต่อไป สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายดังกล่าวจะยังคงมีอยู่หรือสิ้นสุดลงตามกฎหมาย คดีนี้เกิดจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เป็นเหตุให้บุคคลถึงแก่ความตาย โดยภายหลังเกิดเหตุมีการทำบันทึกการเจรจาตกลงและมีการจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย ต่อมามีการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมในชั้นศาล ทำให้เกิดข้อพิพาทสำคัญว่าข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ และมีผลระงับสิทธิเรียกร้องในมูลละเมิดทั้งหมดเพียงใด ศาลฎีกาวินิจฉัยถึงความหมายและผลของการยอมรับเงินชดเชย การแสดงเจตนาไม่ติดใจเรียกร้องเพิ่มเติม ตลอดจนหลักการระงับข้อพิพาทด้วยการผ่อนผันให้แก่กันตามกฎหมายแพ่ง ซึ่งเป็นหลักสำคัญที่มีผลต่อการใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในคดีละเมิดภายหลังจากมีการตกลงยุติข้อพิพาทแล้ว 

สรุปข้อเท็จจริงของคดี

คดีนี้มีจุดเริ่มต้นจากการที่จำเลยขับรถโดยประมาทจนเป็นเหตุให้บุคคลหนึ่งถึงแก่ความตาย อันเป็นการกระทำที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีอาญาฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและความผิดตามกฎหมายจราจรทางบก ระหว่างการดำเนินคดีมีผู้เสียหายซึ่งได้รับผลกระทบจากการเสียชีวิตของผู้ตายเข้ามาใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในคดีส่วนแพ่ง โดยผู้ร้องที่ 1 เป็นบุตรนอกกฎหมายของผู้ตายซึ่งผู้ตายได้รับรองว่าเป็นบุตรแล้ว ส่วนผู้ร้องที่ 2 เป็นมารดาของผู้ตาย ทั้งสองยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการตายของผู้ตาย ทั้งในส่วนค่าปลงศพ ค่ารักษาพยาบาล และค่าขาดไร้อุปการะตามที่แต่ละฝ่ายอ้างว่าตนมีสิทธิได้รับจากการสูญเสียผู้ตายไปจากเหตุละเมิดดังกล่าว 

ก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่ง ปรากฏว่าจำเลยและตัวแทนของบริษัทผู้รับประกันภัยได้แจ้งต่อศาลว่ามีการเจรจาและทำข้อตกลงเกี่ยวกับค่าเสียหายส่วนแพ่งกับญาติของผู้ตายไว้แล้ว โดยบริษัทผู้รับประกันภัยได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ภริยาของผู้ตายจำนวน 600,000 บาท และจ่ายให้แก่ผู้ร้องที่ 2 ซึ่งเป็นมารดาของผู้ตายจำนวน 450,000 บาท ทั้งยังมีการจัดทำบันทึกการเจรจาตกลงไว้ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองสงขลา โดยมีพนักงานสอบสวนรับรองความถูกต้องของเอกสารดังกล่าว ต่อมาจำเลยได้นำบันทึกการเจรจาตกลงดังกล่าวเข้าสู่สำนวนคดีและใช้ประกอบการถามค้านผู้ร้องทั้งสองในชั้นพิจารณาคดีส่วนแพ่งด้วย 

สาระสำคัญของบันทึกการเจรจาตกลงดังกล่าวระบุว่า จำเลยยอมรับผิดในเหตุละเมิดที่ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย และตกลงชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 2 เป็นเงินจำนวน 450,000 บาท โดยผู้ร้องที่ 2 แสดงเจตนาไว้อย่างชัดแจ้งว่าไม่ประสงค์จะฟ้องร้อง ดำเนินคดี หรือเรียกค่าสินไหมทดแทนใด ๆ เพิ่มเติมจากจำเลยอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม แม้จะมีบันทึกการเจรจาตกลงและการรับเงินดังกล่าวแล้ว ผู้ร้องที่ 2 ยังคงยื่นคำร้องขอให้ศาลบังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติม โดยเรียกค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะรวมเป็นจำนวน 870,790 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย ขณะที่ผู้ร้องที่ 1 ก็ยื่นคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนในส่วนของตนด้วยเช่นกัน ทำให้เกิดข้อพิพาทว่าบันทึกการเจรจาตกลงที่มีอยู่ก่อนแล้วมีผลตัดสิทธิเรียกร้องของผู้ร้องที่ 2 หรือไม่ 

ในชั้นพิจารณาคดี จำเลยต่อสู้ว่าตนและบริษัทผู้รับประกันภัยได้ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องทั้งสองแล้ว และยกบันทึกการเจรจาตกลงดังกล่าวขึ้นเป็นข้อต่อสู้ โดยเห็นว่าการรับเงินและการตกลงไม่เรียกร้องเพิ่มเติมย่อมทำให้ข้อพิพาทระหว่างคู่กรณีสิ้นสุดลง ขณะที่ผู้ร้องที่ 2 อ้างว่าการลงลายมือชื่อในบันทึกดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่เอกสารยังไม่มีข้อความ จึงไม่ควรมีผลผูกพันตามที่จำเลยกล่าวอ้าง ประเด็นดังกล่าวจึงกลายเป็นข้อพิพาทสำคัญของคดีว่าบันทึกการเจรจาตกลงดังกล่าวมีผลเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามกฎหมายหรือไม่ และหากเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว จะมีผลทำให้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในมูลละเมิดของผู้ร้องที่ 2 ระงับลงทั้งหมดหรือไม่ 

นอกจากประเด็นเรื่องผลของบันทึกการเจรจาตกลงแล้ว ยังเกิดปัญหาข้อกฎหมายในทางวิธีพิจารณาด้วยว่า จำเลยได้ยกข้อต่อสู้เกี่ยวกับบันทึกการเจรจาตกลงขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลชั้นต้นแล้วหรือไม่ เพราะศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นว่าประเด็นดังกล่าวเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นจึงไม่รับวินิจฉัย แต่จำเลยเห็นว่าตนได้อ้างและนำเอกสารดังกล่าวเข้าสู่สำนวนคดีมาตั้งแต่ชั้นต้นแล้ว จึงมีสิทธิยกขึ้นอุทธรณ์และฎีกาได้ ประเด็นนี้จึงเป็นอีกปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยก่อนจะพิจารณาถึงผลของบันทึกการเจรจาตกลงและสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้องที่ 2 ต่อไป 

จากข้อเท็จจริงทั้งหมด คดีจึงมีประเด็นสำคัญอยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในมูลละเมิดกับผลของการทำบันทึกการเจรจาตกลงรับเงินชดเชยก่อนฟ้องหรือก่อนมีคำพิพากษา โดยเฉพาะกรณีที่ผู้เสียหายหรือผู้มีสิทธิเรียกร้องได้แสดงเจตนาไว้อย่างชัดเจนว่าจะไม่เรียกร้องค่าเสียหายเพิ่มเติมอีกในอนาคต ซึ่งเป็นประเด็นที่ศาลฎีกานำมาวินิจฉัยอย่างละเอียดและกลายเป็นแก่นสำคัญที่สุดของคดีนี้ 

คำวินิจฉัยของศาลฎีกาและหลักกฎหมายที่ศาลนำมาปรับใช้

ประเด็นสำคัญประการแรกที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัย คือ ข้อโต้แย้งของจำเลยเกี่ยวกับบันทึกการเจรจาตกลงที่จัดทำขึ้นระหว่างจำเลยกับผู้ร้องที่ 2 เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นหรือไม่ เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นว่าประเด็นดังกล่าวเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น จึงไม่รับวินิจฉัย อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาพิจารณาจากรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นแล้วพบว่า ตั้งแต่ระยะแรกของคดี จำเลยและตัวแทนบริษัทผู้รับประกันภัยได้แถลงต่อศาลว่ามีการทำข้อตกลงประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับค่าเสียหายส่วนแพ่งไว้แล้ว อีกทั้งในชั้นสืบพยานจำเลยยังได้นำบันทึกการเจรจาตกลงดังกล่าวมาใช้ประกอบการถามค้านผู้ร้องทั้งสองด้วย จึงแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าจำเลยได้ยกประเด็นดังกล่าวขึ้นต่อสู้ไว้ในคดีส่วนแพ่งมาตั้งแต่ศาลชั้นต้นแล้ว มิใช่เพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์หรือชั้นฎีกา ศาลฎีกาจึงเห็นว่าการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่รับวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวน และเห็นว่าจำเลยมีสิทธิยกประเด็นนี้ขึ้นอุทธรณ์และฎีกาได้โดยชอบ 

เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าประเด็นดังกล่าวสามารถนำมาวินิจฉัยได้แล้ว จึงเข้าสู่การพิจารณาเนื้อหาของบันทึกการเจรจาตกลงโดยตรง ศาลฎีกาพิเคราะห์ข้อความในเอกสารดังกล่าวแล้วพบว่า จำเลยยอมรับผิดในเหตุละเมิดที่ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย และตกลงจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 2 จำนวน 450,000 บาท พร้อมทั้งมีข้อความระบุไว้อย่างชัดแจ้งว่าผู้ร้องที่ 2 ไม่ประสงค์จะฟ้องร้องหรือเรียกค่าสินไหมทดแทนใด ๆ เพิ่มเติมจากจำเลยอีกต่อไป ข้อความดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงเจตนาของคู่กรณีที่ต้องการยุติข้อพิพาทระหว่างกันอย่างเด็ดขาด มิใช่เป็นเพียงการรับเงินบางส่วนโดยสงวนสิทธิเรียกร้องส่วนที่เหลือไว้ในภายหลัง ดังนั้น ศาลฎีกาจึงให้ความสำคัญกับเจตนาที่ปรากฏในเอกสารเป็นอย่างมาก เพราะเป็นหลักฐานโดยตรงที่แสดงถึงความประสงค์ร่วมกันของคู่กรณีในการยุติข้อพิพาทเกี่ยวกับค่าเสียหายทั้งหมดที่เกิดจากเหตุละเมิดดังกล่าว 

ส่วนที่ผู้ร้องที่ 2 อ้างว่าตนลงลายมือชื่อในเอกสารขณะที่ยังไม่มีข้อความนั้น ศาลฎีกาเห็นว่ามีเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ ของผู้ร้องที่ 2 เท่านั้น โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุน อีกทั้งเอกสารดังกล่าวจัดทำขึ้นต่อหน้าพนักงานสอบสวน ณ สถานีตำรวจ และมีพนักงานสอบสวนรับรองความถูกต้องไว้ด้วย ศาลจึงเห็นว่าไม่มีเหตุเพียงพอที่จะรับฟังว่าเอกสารดังกล่าวถูกจัดทำขึ้นภายหลังจากการลงลายมือชื่อหรือมีข้อความเพิ่มเติมโดยผู้ร้องที่ 2 ไม่ยินยอม ศาลฎีกาจึงรับฟังบันทึกการเจรจาตกลงตามข้อความที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าวได้อย่างเต็มที่ 

การวิเคราะห์หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443

ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปว่า ค่าสินไหมทดแทนในกรณีที่บุคคลถึงแก่ความตายจากการกระทำละเมิดนั้น ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงค่าใช้จ่ายอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่กฎหมายได้กำหนดองค์ประกอบของค่าสินไหมทดแทนไว้หลายประเภท โดยค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 443 ครอบคลุมถึงค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับการตายของผู้เสียหาย นอกจากนี้ หากการตายดังกล่าวทำให้บุคคลใดต้องขาดไร้อุปการะตามกฎหมาย บุคคลนั้นก็มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนเพื่อชดเชยการขาดไร้อุปการะนั้นด้วย หลักการดังกล่าวเป็นพื้นฐานสำคัญที่ศาลฎีกานำมาใช้วิเคราะห์ว่าคำว่า “ค่าสินไหมทดแทน” ที่ปรากฏในบันทึกการเจรจาตกลงนั้นมีขอบเขตกว้างเพียงใด 

ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อบันทึกการเจรจาตกลงระบุว่าผู้ร้องที่ 2 ยินยอมรับเงินค่าสินไหมทดแทนจำนวน 450,000 บาท โดยไม่ประสงค์จะเรียกร้องเพิ่มเติมอีก ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวย่อมต้องหมายรวมถึงค่าสินไหมทดแทนทุกประเภทที่ผู้ร้องที่ 2 มีสิทธิได้รับจากเหตุละเมิดเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอื่น หรือค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ขาดหายไปจากการเสียชีวิตของผู้ตาย เนื่องจากสิทธิเรียกร้องทั้งหมดดังกล่าวมีที่มาจากเหตุละเมิดเดียวกันและอยู่ภายใต้ฐานสิทธิเดียวกัน การรับเงินและตกลงยุติข้อพิพาทจึงมีผลครอบคลุมสิทธิเรียกร้องทั้งหมด มิใช่เฉพาะสิทธิเรียกร้องบางรายการเท่านั้น 

การวิเคราะห์หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850

หลังจากวิเคราะห์ขอบเขตของค่าสินไหมทดแทนแล้ว ศาลฎีกาได้พิจารณาต่อไปว่าข้อตกลงระหว่างจำเลยกับผู้ร้องที่ 2 มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ ศาลเห็นว่าจำเลยยอมรับผิดและยอมชดใช้เงินจำนวนหนึ่งให้แก่ผู้ร้องที่ 2 ขณะที่ผู้ร้องที่ 2 ยินยอมรับเงินจำนวนดังกล่าวและตกลงว่าจะไม่เรียกร้องค่าเสียหายเพิ่มเติมอีกต่อไป การที่แต่ละฝ่ายยอมลดหรือผ่อนผันสิทธิของตนเพื่อให้ข้อพิพาทยุติลงเช่นนี้ เป็นลักษณะสำคัญของสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 850 อย่างชัดเจน 

ศาลฎีกาอธิบายโดยผลแห่งคำวินิจฉัยว่า เมื่อคู่กรณีได้ตกลงระงับข้อพิพาทด้วยการประนีประนอมยอมความแล้ว สิทธิเรียกร้องเดิมที่เป็นมูลเหตุแห่งข้อพิพาทย่อมสิ้นสุดลงตามข้อตกลงนั้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง เมื่อผู้ร้องที่ 2 รับเงินค่าสินไหมทดแทนและยืนยันว่าจะไม่เรียกร้องเพิ่มเติมอีก สิทธิเรียกร้องในมูลละเมิดที่เคยมีอยู่เดิมย่อมระงับลงตามผลของสัญญาประนีประนอมยอมความ ผู้ร้องที่ 2 จึงไม่อาจนำสิทธิเรียกร้องเดิมกลับมาฟ้องร้องหรือเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยซ้ำอีกได้ เพราะข้อพิพาทดังกล่าวได้สิ้นสุดลงแล้วตามเจตนาของคู่กรณีเอง 

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าผู้ร้องที่ 2 ไม่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนในมูลละเมิดจากจำเลยอีกต่อไป เนื่องจากสิทธิเรียกร้องดังกล่าวได้ระงับลงแล้วตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่คู่กรณีทำขึ้นโดยสมัครใจ ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลล่าง โดยให้ยกคำร้องขอชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้องที่ 2 เพิ่มเติมอีกส่วนหนึ่งด้วย อันเป็นการยืนยันหลักกฎหมายสำคัญว่า เมื่อคู่กรณีได้ตกลงยุติข้อพิพาทและรับผลประโยชน์ตามข้อตกลงแล้ว ย่อมต้องผูกพันตามข้อตกลงนั้น และไม่อาจกลับมาใช้สิทธิเรียกร้องเดิมที่ได้ตกลงระงับไปแล้วได้อีก 

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก โดยถือว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุด กำหนดโทษจำคุก 4 ปี และปรับ 20,000 บาท ต่อมาลดโทษกึ่งหนึ่งเนื่องจากจำเลยรับสารภาพ คงจำคุก 2 ปี และปรับ 10,000 บาท พร้อมรอการลงโทษไว้ 2 ปี สำหรับคดีส่วนแพ่ง ศาลเห็นว่าผู้ร้องทั้งสองมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทน จึงกำหนดให้จำเลยชำระเงินแก่ผู้ร้องที่ 1 จำนวน 647,280 บาท และผู้ร้องที่ 2 จำนวน 870,790 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย โดยให้นำเงินที่ผู้ร้องทั้งสองได้รับจากการชดใช้ก่อนหน้านี้มาหักออกในชั้นบังคับคดี 

2. ศาลอุทธรณ์ภาค 9

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิจารณาแล้วเห็นว่าคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้องที่ 1 ไม่อาจรับฟังได้ จึงพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยให้ยกคำร้องขอชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้องที่ 1 ส่วนประเด็นเกี่ยวกับบันทึกการเจรจาตกลงระหว่างจำเลยกับผู้ร้องที่ 2 ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น จึงไม่รับวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว และคงผลคำพิพากษาในส่วนของผู้ร้องที่ 2 ไว้ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด 

3. ศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยได้ยกข้อต่อสู้เรื่องบันทึกการเจรจาตกลงขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น เนื่องจากมีการแถลงต่อศาล มีการกล่าวอ้างในคำให้การส่วนแพ่ง และมีการนำเอกสารดังกล่าวมาใช้ประกอบการถามค้านพยานในชั้นพิจารณา จึงสามารถนำประเด็นดังกล่าวมาพิจารณาได้ ศาลฎีกาเห็นว่าบันทึกการเจรจาตกลงที่ผู้ร้องที่ 2 ยินยอมรับเงิน 450,000 บาท และตกลงว่าจะไม่เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมจากจำเลยอีก มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามกฎหมาย เมื่อผู้ร้องที่ 2 รับเงินและยอมระงับข้อพิพาทแล้ว สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในมูลละเมิดย่อมสิ้นสุดลง ผู้ร้องที่ 2 จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมจากจำเลยอีก ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ให้ยกคำร้องขอชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้องที่ 2 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ 

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญว่าการได้รับค่าสินไหมทดแทนเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่ทำให้สิทธิเรียกร้องเดิมระงับลงเสมอไป แต่หากการรับเงินนั้นเกิดขึ้นภายใต้ข้อตกลงที่มีเจตนาให้ข้อพิพาทยุติลงโดยเด็ดขาด และผู้รับเงินตกลงว่าจะไม่เรียกร้องสิทธิใดเพิ่มเติมอีก ข้อตกลงดังกล่าวย่อมมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งมีผลผูกพันคู่กรณีตามกฎหมายและทำให้สิทธิเรียกร้องเดิมระงับสิ้นไป ผู้มีสิทธิเรียกร้องจึงไม่อาจนำมูลหนี้เดิมกลับมาเรียกร้องซ้ำได้อีก แม้ว่าสิทธินั้นจะเป็นสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนที่กฎหมายรับรองไว้ก็ตาม 

อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือการพิจารณาว่าประเด็นข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงใดเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในสำนวนทั้งหมด มิได้พิจารณาเฉพาะถ้อยคำในคำให้การเท่านั้น หากคู่ความได้แสดงเจตนายกประเด็นดังกล่าวขึ้นต่อสู้ มีการนำเอกสารเข้าสืบ หรือใช้เป็นแนวทางในการถามค้านพยานจนปรากฏอยู่ในสำนวนแล้ว ย่อมถือเป็นประเด็นที่อยู่ในขอบเขตการพิจารณาของศาลได้ หลักการดังกล่าวมีความสำคัญต่อการคุ้มครองสิทธิในการต่อสู้คดีและการอุทธรณ์ฎีกาของคู่ความในกระบวนพิจารณา 

นอกจากนี้ คดียังแสดงให้เห็นว่าคำว่า “ค่าสินไหมทดแทน” ในกรณีการตายจากการละเมิดมีความหมายครอบคลุมกว้าง ไม่ได้จำกัดเฉพาะค่าปลงศพหรือค่าใช้จ่ายอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่รวมถึงสิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับการขาดไร้อุปการะและความเสียหายอื่นที่กฎหมายรับรองไว้ด้วย ดังนั้น เมื่อคู่กรณีตกลงรับชำระค่าสินไหมทดแทนโดยไม่สงวนสิทธิเรียกร้องในส่วนใดไว้เป็นการเฉพาะ ย่อมมีเหตุให้ตีความได้ว่าข้อตกลงดังกล่าวครอบคลุมสิทธิเรียกร้องทั้งหมดที่เกิดจากเหตุละเมิดเดียวกัน อันเป็นหลักสำคัญที่ผู้เสียหาย ทายาท ผู้รับประกันภัย และผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายควรให้ความระมัดระวังก่อนลงนามในเอกสารยุติข้อพิพาททุกประเภท 

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับผลทางกฎหมายของการรับค่าสินไหมทดแทนภายใต้ข้อตกลงที่ผู้เสียหายตกลงว่าจะไม่เรียกร้องค่าเสียหายเพิ่มเติมอีกต่อไป และการพิจารณาว่าข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อผู้ร้องที่ 2 ยินยอมรับเงินค่าสินไหมทดแทนจำนวน 450,000 บาท และแสดงเจตนาไว้อย่างชัดแจ้งว่าจะไม่ฟ้องร้องหรือเรียกค่าสินไหมทดแทนใด ๆ จากจำเลยเพิ่มเติมอีก ข้อตกลงดังกล่าวย่อมเป็นการระงับข้อพิพาทโดยต่างฝ่ายต่างผ่อนผันให้แก่กัน อันมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ส่งผลให้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในมูลละเมิดของผู้ร้องที่ 2 ระงับสิ้นไป ไม่อาจนำกลับมาเรียกร้องซ้ำได้อีก 

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความโดยสรุป

1. สัญญาประนีประนอมยอมความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการที่จำเลยยอมชดใช้เงินจำนวนหนึ่งให้แก่ผู้ร้องที่ 2 และผู้ร้องที่ 2 ยอมรับเงินพร้อมตกลงว่าจะไม่เรียกร้องค่าเสียหายเพิ่มเติมอีก เป็นการที่คู่กรณีต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันเพื่อยุติข้อพิพาทที่มีอยู่ จึงมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามกฎหมาย เมื่อสัญญาดังกล่าวเกิดขึ้นแล้ว ย่อมมีผลผูกพันคู่กรณีและทำให้ข้อพิพาทที่เป็นเหตุแห่งสัญญาสิ้นสุดลง ผู้ที่รับประโยชน์จากข้อตกลงแล้วไม่อาจกลับมาใช้สิทธิเรียกร้องเดิมซ้ำอีกได้ 

2. การระงับสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคำว่า “ค่าสินไหมทดแทน” ที่ปรากฏในบันทึกการเจรจาตกลงครอบคลุมสิทธิเรียกร้องทั้งหมดที่ผู้ร้องที่ 2 มีอยู่จากเหตุละเมิดเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายที่จำเป็น หรือค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ขาดหายไปจากการเสียชีวิตของผู้ตาย เมื่อผู้ร้องที่ 2 รับเงินค่าสินไหมทดแทนและตกลงว่าจะไม่เรียกร้องเพิ่มเติมอีก สิทธิเรียกร้องทั้งหมดในมูลละเมิดดังกล่าวจึงระงับลงพร้อมกัน ไม่อาจแยกนำบางส่วนกลับมาเรียกร้องภายหลังได้อีก 

สาระสำคัญที่สุดที่ได้จากคดีนี้ คือ การรับเงินชดเชยเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่ทำให้สิทธิเรียกร้องระงับลงเสมอไป แต่หากมีการตกลงยุติข้อพิพาทอย่างชัดแจ้งและมีเจตนาไม่เรียกร้องสิทธิใดเพิ่มเติมอีก ข้อตกลงดังกล่าวอาจมีผลเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งทำให้สิทธิเรียกร้องเดิมทั้งหมดสิ้นสุดลงตามกฎหมาย ผู้มีสิทธิจึงควรพิจารณาเงื่อนไขในเอกสารยุติข้อพิพาทอย่างรอบคอบก่อนลงลายมือชื่อหรือรับเงินชดเชย เพราะอาจมีผลกระทบต่อสิทธิเรียกร้องในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1 คำถาม การรับค่าสินไหมทดแทนจากผู้กระทำละเมิดหรือบริษัทประกันภัยแล้ว ผู้เสียหายยังสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายเพิ่มเติมได้หรือไม่

คำตอบ 

การรับค่าสินไหมทดแทนเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจะสิ้นสุดลงในทุกกรณี เพราะต้องพิจารณาถึงเจตนาของคู่กรณีและข้อความในข้อตกลงประกอบด้วย อย่างไรก็ตาม หากปรากฏว่าผู้เสียหายหรือผู้มีสิทธิเรียกร้องได้รับเงินค่าสินไหมทดแทนและตกลงไว้อย่างชัดแจ้งว่าจะไม่ฟ้องร้องหรือเรียกค่าเสียหายใดเพิ่มเติมอีกต่อไป ข้อตกลงดังกล่าวอาจมีผลเป็นการยุติข้อพิพาทโดยเด็ดขาดได้ ในคดีนี้ศาลฎีกาพิจารณาจากบันทึกการเจรจาตกลงซึ่งระบุว่าผู้ร้องที่ 2 ยินยอมรับเงินจำนวน 450000 บาท และไม่ประสงค์จะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนใดเพิ่มเติมจากจำเลยอีก ศาลจึงเห็นว่าคู่กรณีมีเจตนาร่วมกันที่จะยุติข้อพิพาทเกี่ยวกับค่าเสียหายทั้งหมดที่เกิดจากเหตุละเมิดดังกล่าว เมื่อมีการรับเงินตามข้อตกลงแล้ว สิทธิเรียกร้องในมูลละเมิดจึงระงับลงตามผลของข้อตกลงนั้น ผู้ร้องที่ 2 จึงไม่อาจกลับมาเรียกค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมจากจำเลยได้อีก 

2 คำถาม สัญญาประนีประนอมยอมความตามที่ศาลฎีกาวินิจฉัยในคดีนี้มีลักษณะสำคัญอย่างไร

คำตอบ 

ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับหลักที่ว่าการประนีประนอมยอมความเกิดขึ้นเมื่อคู่กรณีต่างฝ่ายต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันเพื่อระงับข้อพิพาทที่มีอยู่หรืออาจมีขึ้นในอนาคต ในคดีนี้จำเลยยอมรับผิดในเหตุละเมิดและยอมชดใช้เงินแก่ผู้ร้องที่ 2 ส่วนผู้ร้องที่ 2 ยอมรับเงินจำนวนดังกล่าวและตกลงว่าจะไม่เรียกร้องค่าเสียหายเพิ่มเติมอีก การกระทำของทั้งสองฝ่ายจึงเป็นการต่างตอบแทนและต่างผ่อนผันสิทธิของตนเพื่อให้ข้อพิพาทสิ้นสุดลง ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ เมื่อสัญญาประเภทนี้เกิดขึ้นแล้ว ย่อมมีผลผูกพันคู่กรณีตามกฎหมายและทำให้มูลหนี้หรือข้อพิพาทเดิมที่เป็นเหตุแห่งการทำสัญญาระงับลง คู่กรณีไม่อาจกลับไปใช้สิทธิเรียกร้องเดิมที่ได้ตกลงยุติไว้แล้วได้อีก เว้นแต่จะมีเหตุทางกฎหมายอื่นที่ทำให้สัญญานั้นไม่สมบูรณ์หรือไม่มีผลใช้บังคับ ซึ่งในคดีนี้ศาลไม่พบข้อเท็จจริงเช่นนั้น 

3 คำถาม ค่าสินไหมทดแทนกรณีผู้เสียชีวิตจากการละเมิดครอบคลุมความเสียหายประเภทใดบ้าง

คำตอบ 

จากคำวินิจฉัยของศาลฎีกา ค่าสินไหมทดแทนในกรณีที่บุคคลถึงแก่ความตายจากการกระทำละเมิดไม่ได้จำกัดอยู่เพียงค่าปลงศพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอื่นที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตและรวมถึงค่าอุปการะเลี้ยงดูสำหรับบุคคลที่ต้องขาดไร้อุปการะตามกฎหมายเนื่องจากการเสียชีวิตของผู้ตายด้วย ศาลฎีกานำหลักดังกล่าวมาพิจารณาประกอบกับข้อความในบันทึกการเจรจาตกลงและเห็นว่าคำว่า ค่าสินไหมทดแทน ที่ปรากฏในเอกสารไม่ได้หมายถึงค่าเสียหายเพียงรายการใดรายการหนึ่ง แต่หมายรวมถึงสิทธิเรียกร้องทั้งหมดที่ผู้ร้องที่ 2 มีอยู่จากเหตุละเมิดเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายที่จำเป็น หรือค่าอุปการะเลี้ยงดู ดังนั้นเมื่อผู้ร้องที่ 2 ยินยอมรับเงินค่าสินไหมทดแทนและตกลงว่าจะไม่เรียกร้องเพิ่มเติมอีก สิทธิเรียกร้องทั้งหมดที่อยู่ภายใต้เหตุละเมิดดังกล่าวจึงระงับลงพร้อมกัน ไม่สามารถแยกบางส่วนกลับมาเรียกร้องใหม่ได้ 

4 คำถาม หากผู้เสียหายอ้างว่าลงลายมือชื่อในเอกสารยอมความขณะที่ยังไม่มีข้อความ ศาลจะรับฟังข้ออ้างดังกล่าวหรือไม่

คำตอบ 

ในคดีนี้ผู้ร้องที่ 2 อ้างว่าตนลงลายมือชื่อในบันทึกการเจรจาตกลงในขณะที่เอกสารยังไม่มีข้อความ จึงเห็นว่าข้อตกลงดังกล่าวไม่ควรมีผลผูกพันตน อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่าข้ออ้างดังกล่าวมีเพียงคำเบิกความของผู้ร้องที่ 2 เท่านั้น โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนให้รับฟังได้ นอกจากนี้เอกสารดังกล่าวยังถูกจัดทำขึ้นที่สถานีตำรวจต่อหน้าพนักงานสอบสวนและมีพนักงานสอบสวนรับรองความถูกต้องไว้ด้วย ศาลจึงเห็นว่าไม่มีเหตุเพียงพอที่จะเชื่อว่ามีการจัดทำข้อความภายหลังการลงลายมือชื่อหรือมีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ร้องที่ 2 เมื่อพิจารณาจากพยานหลักฐานโดยรวมแล้ว ศาลจึงรับฟังบันทึกการเจรจาตกลงตามข้อความที่ปรากฏอยู่ในเอกสาร และถือว่าข้อตกลงดังกล่าวมีผลผูกพันคู่กรณีตามเจตนาที่แสดงไว้ในเอกสารนั้น 

5 คำถาม หากจำเลยเคยนำเอกสารหรือข้อเท็จจริงบางอย่างเข้าสู่สำนวนคดีตั้งแต่ศาลชั้นต้นแล้ว ยังถือว่าเป็นประเด็นใหม่ในชั้นอุทธรณ์หรือไม่

คำตอบ 

ศาลฎีกาวินิจฉัยในคดีนี้ว่าการพิจารณาว่าประเด็นใดเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากเนื้อหาทั้งหมดที่ปรากฏในสำนวน ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะถ้อยคำที่ปรากฏอยู่ในคำให้การเท่านั้น ในคดีนี้จำเลยและตัวแทนบริษัทประกันภัยได้แถลงต่อศาลชั้นต้นเกี่ยวกับการทำบันทึกการเจรจาตกลงและการชำระค่าสินไหมทดแทนไว้แล้ว อีกทั้งจำเลยยังนำเอกสารดังกล่าวมาใช้ประกอบการถามค้านผู้ร้องทั้งสองในชั้นพิจารณาด้วย ศาลฎีกาจึงเห็นว่าจำเลยได้ยกประเด็นดังกล่าวขึ้นต่อสู้ไว้โดยชอบแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบจึงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในสำนวน หลักดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าหากข้อเท็จจริงหรือข้อต่อสู้ได้ปรากฏอยู่ในกระบวนพิจารณาและอยู่ในขอบเขตที่คู่ความต่อสู้กันมาแล้ว ย่อมสามารถนำมาพิจารณาในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาได้ 

6 คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงเห็นว่าผู้ร้องที่ 2 ไม่มีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าปลงศพเพิ่มเติมอีก

คำตอบ 

แม้ว่าผู้ร้องที่ 2 จะเป็นมารดาของผู้ตายและโดยหลักกฎหมายย่อมอาจมีสิทธิเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเสียหายบางประเภทอันเกิดจากการเสียชีวิตของผู้ตายได้ แต่ศาลฎีกาเห็นว่าประเด็นสำคัญของคดีไม่ได้อยู่ที่การมีสิทธิเรียกร้องดังกล่าวหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าผู้ร้องที่ 2 ได้ใช้สิทธินั้นไปแล้วและได้ตกลงยุติข้อพิพาทกับจำเลยแล้วหรือไม่ ศาลพิจารณาจากบันทึกการเจรจาตกลงที่ระบุว่าผู้ร้องที่ 2 รับเงินค่าสินไหมทดแทนจำนวน 450000 บาท และไม่ประสงค์จะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนใดเพิ่มเติมอีก โดยศาลเห็นว่าค่าสินไหมทดแทนตามที่ระบุในข้อตกลงดังกล่าวครอบคลุมทั้งค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายอันจำเป็น และค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ผู้ร้องที่ 2 อาจมีสิทธิได้รับอยู่แล้ว เมื่อผู้ร้องที่ 2 รับเงินและยอมระงับข้อพิพาทดังกล่าว สิทธิเรียกร้องทั้งหมดที่เกิดจากเหตุละเมิดเดียวกันจึงสิ้นสุดลง ทำให้ไม่สามารถกลับมาเรียกร้องค่าเสียหายเพิ่มเติมในภายหลังได้อีก 

7 คำถาม การที่ผู้เสียหายได้รับเงินจากบริษัทประกันภัยแทนผู้กระทำละเมิด มีผลทำให้ข้อตกลงยุติข้อพิพาทมีผลผูกพันหรือไม่

คำตอบ 

ในคดีนี้เงินค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ร้องที่ 2 ได้รับไม่ได้เป็นเงินที่จำเลยนำมาชำระด้วยตนเองโดยตรง แต่เป็นเงินที่ตัวแทนของผู้รับประกันภัยจ่ายให้แทนจำเลยตามข้อตกลงที่ทำขึ้น อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาไม่ได้ถือว่าประเด็นดังกล่าวเป็นเหตุให้ข้อตกลงขาดผลผูกพัน เพราะสาระสำคัญอยู่ที่การที่ผู้ร้องที่ 2 ยินยอมรับเงินดังกล่าวในฐานะค่าสินไหมทดแทนจากเหตุละเมิด และตกลงว่าจะไม่ฟ้องร้องหรือเรียกค่าเสียหายเพิ่มเติมจากจำเลยอีกต่อไป เมื่อมีการรับชำระเงินตามข้อตกลงและมีการแสดงเจตนาอย่างชัดแจ้งในการยุติข้อพิพาทแล้ว ย่อมถือว่าคู่กรณีได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันเกี่ยวกับความรับผิดทางแพ่งที่เกิดขึ้นจากเหตุละเมิดนั้น การที่เงินดังกล่าวจ่ายผ่านผู้รับประกันภัยจึงไม่ทำให้ผลของการยุติข้อพิพาทเปลี่ยนแปลงไป และไม่ทำให้ผู้ร้องที่ 2 กลับมามีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายเดิมซ้ำอีกได้ 

8 คำถาม หลักกฎหมายสำคัญที่สุดที่ได้รับจากคดีนี้คืออะไร

คำตอบ 

หลักกฎหมายสำคัญที่สุดของคดีนี้คือ เมื่อคู่กรณีมีข้อพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดในคดีละเมิดและได้ตกลงยุติข้อพิพาทกันโดยต่างฝ่ายต่างผ่อนผันให้แก่กัน พร้อมทั้งมีการชำระเงินตามที่ตกลงและมีการแสดงเจตนาชัดแจ้งว่าจะไม่เรียกร้องสิทธิใดเพิ่มเติมอีก ข้อตกลงดังกล่าวย่อมมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความและมีผลระงับสิทธิเรียกร้องเดิมทั้งหมดที่เป็นเหตุแห่งข้อพิพาทนั้น หลักการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งผู้เสียหายและผู้กระทำละเมิด เพราะแสดงให้เห็นว่าการลงนามในเอกสารยุติข้อพิพาทไม่ใช่เพียงการรับเงินชดเชยเท่านั้น แต่เป็นการกำหนดสถานะทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้องในอนาคตด้วย หากเอกสารมีข้อความที่ชัดเจนว่าคู่กรณีไม่ติดใจเรียกร้องเพิ่มเติมอีก ศาลย่อมสามารถรับฟังได้ว่าข้อพิพาทได้สิ้นสุดลงแล้ว และไม่อาจนำสิทธิเรียกร้องเดิมกลับมาใช้ซ้ำได้อีกในภายหลัง 

คำอธิบายหลักกฎหมาย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850

มาตรา 850 เป็นบทบัญญัติที่รับรองหลักการเรื่องสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งเป็นสัญญาที่คู่กรณีตกลงระงับข้อพิพาทที่มีอยู่หรืออาจมีขึ้นในอนาคตด้วยการต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน สาระสำคัญของสัญญาประเภทนี้ไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมรับผิดทั้งหมดหรือชนะทั้งหมด แต่อยู่ที่การที่แต่ละฝ่ายยอมสละหรือผ่อนปรนสิทธิหรือข้อเรียกร้องบางส่วนเพื่อให้ข้อพิพาทสิ้นสุดลงโดยไม่ต้องดำเนินการโต้แย้งกันต่อไป เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความเกิดขึ้นโดยชอบแล้ว ย่อมมีผลผูกพันคู่กรณีตามกฎหมาย และทำให้สิทธิเรียกร้องเดิมหรือข้อพิพาทเดิมที่เป็นเหตุแห่งการทำสัญญาระงับลงตามขอบเขตที่คู่กรณีได้ตกลงกันไว้

คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำมาตรา 850 มาใช้บังคับ โดยจำเลยยอมรับผิดในเหตุละเมิดและยอมชำระเงินค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องที่ 2 ขณะที่ผู้ร้องที่ 2 ยอมรับเงินดังกล่าวและตกลงว่าจะไม่ฟ้องร้องหรือเรียกค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมอีกต่อไป ศาลฎีกาเห็นว่าการกระทำของทั้งสองฝ่ายเป็นการต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันเพื่อยุติข้อพิพาท จึงมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 850 เมื่อข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นแล้ว สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในมูลละเมิดที่ผู้ร้องที่ 2 เคยมีอยู่ย่อมระงับลง และไม่อาจนำกลับมาใช้สิทธิเรียกร้องซ้ำได้อีก หลักกฎหมายที่สำคัญจากคดีนี้จึงอยู่ที่การพิจารณาเจตนาของคู่กรณีและข้อความในข้อตกลงเป็นสำคัญ หากปรากฏชัดว่าคู่กรณีต้องการยุติข้อพิพาทโดยเด็ดขาด ข้อตกลงดังกล่าวย่อมได้รับความคุ้มครองและมีผลผูกพันตามมาตรา 850 อย่างเต็มรูปแบบ 

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8220/2563 

ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นระบุว่า จำเลยและ ส. ตัวแทนบริษัทธนชาตประกันภัย จำกัด (มหาชน) มาศาล ส. แถลงว่าจำเลยกับญาติผู้ตายทั้งสองทำบันทึกข้อตกลงประนีประนอมยอมความค่าเสียหายส่วนแพ่งที่สถานีตำรวจภูธรเมืองสงขลา โดยบริษัทธนชาตประกันภัย จำกัด (มหาชน) ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ ห. ภริยาของ ว. ผู้ตาย จำนวน 600,000 บาท และจ่ายให้แก่ผู้ร้องที่ 2 จำนวน 450,000 บาท ต่อมาศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลยในส่วนแพ่งว่า ในส่วนของค่าสินไหมทดแทนนั้น จำเลยและบริษัทผู้รับประกันภัยค้ำจุนร่วมกันชดใช้ให้แก่ผู้ร้องทั้งสองแล้ว ชั้นสืบพยานในส่วนแพ่งในศาลชั้นต้น จำเลยได้นำบันทึกการเจรจาตกลงเอกสารหมาย ล.1 มาประกอบการถามค้านผู้ร้องทั้งสอง ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าจำเลยได้ยกข้อต่อสู้เกี่ยวกับบันทึกการเจรจาตกลงตามเอกสารหมาย ล.1 ไว้ในคำให้การส่วนแพ่งแล้ว มิใช่จะให้การเฉพาะค่าสินไหมทดแทนสูงเกินส่วน การที่ศาลชั้นต้นหยิบยกบันทึกการเจรจาตกลงดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยจึงชอบแล้ว

เมื่อพิจารณาตามบันทึกการเจรจาตกลงเอกสารหมาย ล.1 มีข้อความว่า จำเลยยอมรับผิดในการทำละเมิดเป็นเหตุให้ อ. ผู้ตายถึงแก่ความตายกับยอมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 450,000 บาท โดยผู้ร้องที่ 2 ระบุว่า ไม่ประสงค์จะฟ้องร้องให้ดำเนินคดีใดและเรียกค่าสินไหมทดแทนใด ๆ เพิ่มเติมกับจำเลยอีกต่อไป เมื่อบันทึกฉบับนี้มีข้อความว่าผู้ร้องที่ 2 ยินยอมรับเงินค่าสินไหมทดแทนจำนวน 450,000 บาท จากตัวแทนของจำเลย ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 443 ได้แก่ ค่าปลงศพ รวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอื่น ๆ อีกด้วย และวรรคสาม ถ้าเหตุที่ตายลงนั้นทำให้บุคคลคนหนึ่งคนใดต้องขาดไร้อุปการะตามกฎหมายไปด้วยไซร้ ท่านว่าบุคคลคนนั้นชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น ดังนั้น ค่าสินไหมทดแทนตามที่ระบุในเอกสารหมาย ล.1 จึงรวมกับค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายอย่างอื่นตลอดจนค่าอุปการะเลี้ยงดูสำหรับผู้ร้องที่ 2 ซึ่งเป็นมารดาของ อ. ผู้ตายแล้ว เมื่อผู้ร้องที่ 2 ยินยอมรับเงินตามบันทึกการเจรจาและไม่ประสงค์ฟ้องร้องค่าสินไหมทดแทนใด ๆ จากจำเลยอีก ทำให้สิทธิเรียกร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสิ้นสุดลง ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการระงับข้อพิพาทให้เสร็จสิ้นไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน ตามลักษณะประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 ซึ่งมีผลให้ผู้ร้องที่ 2 ไม่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนในมูลละเมิดจากจำเลยได้อีก

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นาย ป. โดยนางสาว ห. ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรนอกกฎหมายที่นายสุริยาผู้ตายรับรองว่าเป็นบุตรยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพ 63,580 บาท ค่ารักษาพยาบาล 17,453 บาท และค่าขาดไร้อุปการะปีละ 150,000 บาท จนกว่าจะบรรลุนิติภาวะเป็นเวลา 4 ปี เป็นเงิน 600,000 บาท รวมเป็นเงิน 681,033 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 1 และนางสงบ ผู้ร้องที่ 2 ซึ่งเป็นมารดานายอดิเทพผู้ตายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพ 120,790 บาท และค่าขาดไร้อุปการะปีละ 50,000 บาท เป็นเวลา 15 ปี เป็นเงิน 750,000 บาท รวมเป็นเงิน 870,790 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 2

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี และปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี และปรับ 10,000 บาท พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยเกี่ยวกับพฤติการณ์การกระทำความผิดและการบรรเทาผลร้ายแล้ว เห็นว่า จำเลยร่วมกับผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถคันที่จำเลยขับได้ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องทั้งสอง โดยผู้ร้องที่ 1 รับค่าสินไหมทดแทนไปแล้วจำนวน 600,000 บาท ผู้ร้องที่ 2 รับค่าสินไหมทดแทนไปแล้วเป็นเงิน 450,000 บาท ถือว่าจำเลยได้ขวนขวายบรรเทาความเสียหายให้แก่ผู้ร้องทั้งสองไปแล้วบางส่วนตามสมควร จึงเชื่อว่าจำเลยสำนึกในการกระทำความผิด ประกอบกับจำเลยประกอบอาชีพสุจริต ไม่มีประวัติการต้องโทษในคดีอาญามาก่อน หากให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีและให้โอกาสจำเลยในการออกไปประกอบอาชีพ เพื่อมีรายได้นำมาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องทั้งสองต่อไป จะเป็นประโยชน์แก่สังคมโดยรวม จึงรอการลงโทษให้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือน ภายในเวลา 1 ปี ให้ทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรรวมเวลา 48 ชั่วโมง เข้าอบรมความรู้เกี่ยวกับกฎหมายจราจร หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กับให้จำเลยชำระเงินให้แก่ผู้ร้องที่ 1 จำนวน 647,280 บาท ผู้ร้องที่ 2 จำนวน 870,790 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันที่ 10 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสอง ทั้งนี้ ในเวลาที่มีการบังคับตามคำพิพากษานี้ให้นำเงินที่ผู้ร้องทั้งสองได้รับไปแล้ว มาหักออกจากค่าสินไหมทดแทนที่ศาลกำหนดให้แก่ผู้ร้องทั้งสองด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ (ที่ถูก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้องที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า บันทึกการเจรจาตกลงเอกสารหมาย ล.1 เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความทำให้มูลหนี้ละเมิดระหว่างผู้ร้องที่ 2 กับจำเลยระงับไปหรือไม่นั้น เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่าประเด็นนี้ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยหรือไม่ ในข้อนี้ เห็นว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 20 ธันวาคม 2560 ระบุว่า จำเลยและนายสมโภช ตัวแทนบริษัทธนชาต ประกันภัย จำกัด (มหาชน) มาศาล นายสมโภชแถลงว่าจำเลยกับญาติผู้ตายทั้งสองได้ทำบันทึกข้อตกลงประนีประนอมยอมความค่าเสียหายส่วนแพ่งที่สถานีตำรวจภูธรเมืองสงขลา โดยบริษัทธนชาตประกันภัย จำกัด (มหาชน) ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่นางสาว ห. ภริยานายวิทยาผู้ตายจำนวน 600,000 บาท และจ่ายให้แก่ผู้ร้องที่ 2 จำนวน 450,000 บาท ต่อมาวันที่ 25 มกราคม 2561 ศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลยในส่วนแพ่งว่า ในส่วนของค่าสินไหมทดแทนนั้น จำเลยและบริษัทผู้รับประกันภัยค้ำจุนร่วมกันชดใช้ให้แก่ผู้ร้องทั้งสองแล้ว ชั้นสืบพยานในส่วนแพ่งในศาลชั้นต้น จำเลยได้นำบันทึกการเจรจาตกลงเอกสารหมาย ล.1 ประกอบการถามค้านผู้ร้องทั้งสองอีกด้วย ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าจำเลยได้ยกข้อต่อสู้เกี่ยวกับบันทึกการเจรจาตกลงไว้ในคำให้การส่วนแพ่งแล้วมิใช่จะให้การเฉพาะค่าสินไหมทดแทนสูงเกินส่วน การที่ศาลชั้นต้นหยิบยกบันทึกการเจรจาตกลงดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยจึงชอบแล้ว ข้อที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า ข้ออุทธรณ์ของจำเลยเกี่ยวกับบันทึกการเจรจาตกลงเอกสารหมาย ล.1 เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 จึงไม่รับวินิจฉัยไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น และเมื่อพิจารณาตามบันทึกการเจรจาตกลงเอกสารหมาย ล.1 มีข้อความว่า จำเลยยอมรับผิดในการทำละเมิดเป็นเหตุให้นายอดิเทพผู้ตายถึงแก่ความตายกับยอมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 450,000 บาท โดยผู้ร้องที่ 2 ระบุว่า ไม่ประสงค์จะฟ้องร้องให้ดำเนินคดีใดและเรียกค่าสินไหมทดแทนใด ๆ เพิ่มเติมกับจำเลยอีกต่อไป ที่ผู้ร้องที่ 2 อ้างว่าลงชื่อในเอกสารหมาย ล.1 โดยไม่มีข้อความนั้นคงมีเพียงคำเบิกความลอย ๆ ทั้งที่บันทึกดังกล่าวจัดทำที่สถานีตำรวจภูธรเมืองสงขลาต่อหน้าพนักงานสอบสวน โดยมีพนักงานสอบสวนรับรองความถูกต้องของเอกสารดังกล่าว ซึ่งศาลชั้นต้นนำมาวินิจฉัยรับฟังผู้ร้องที่ 2 มิได้โต้แย้งคัดค้านจึงรับฟังได้ตามเอกสารดังกล่าว เมื่อบันทึกฉบับนี้มีข้อความว่าผู้ร้องที่ 2 ยินยอมรับเงินค่าสินไหมทดแทนจำนวน 450,000 บาท จากตัวแทนของจำเลย ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443 ได้แก่ ค่าปลงศพรวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอื่น ๆ อีกด้วย และวรรคสาม ถ้าว่าเหตุที่ตายลงนั้นทำให้บุคคลคนหนึ่งคนใดต้องขาดไร้อุปการะตามกฎหมายไปด้วยไซร้ ท่านว่าบุคคลคนนั้นชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น ดังนั้น ค่าสินไหมทดแทนตามที่ระบุในเอกสารหมาย ล.1 จึงรวมกับค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายอย่างอื่นตลอดจนค่าอุปการะเลี้ยงดูสำหรับผู้ร้องที่ 2 ซึ่งเป็นมารดาของนายอดิเทพผู้ตายแล้วเมื่อผู้ร้องที่ 2 ยินยอมรับเงินตามบันทึกการเจรจาและไม่ประสงค์ฟ้องร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนใด ๆ จากจำเลยอีก ทำให้สิทธิเรียกร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสิ้นสุดลง ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการระงับข้อพิพาทให้เสร็จสิ้นไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน ตามลักษณะประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 ซึ่งมีผลให้ผู้ร้องที่ 2 ไม่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนในมูลละเมิดจากจำเลยได้อีก ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้องที่ 2 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

คดีนี้เกิดจากอุบัติเหตุที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต โดยมารดาของผู้ตายได้รับเงินค่าสินไหมทดแทนจำนวน 450000 บาท และมีข้อตกลงว่าจะไม่ฟ้องร้องหรือเรียกค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมจากจำเลยอีก ต่อมามีการเรียกค่าเสียหายเพิ่มเติมในชั้นศาล  ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ เมื่อผู้ร้องยินยอมรับเงินและตกลงยุติข้อพิพาทแล้ว สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในมูลละเมิดจึงระงับลง ไม่อาจกลับมาเรียกค่าเสียหายจากเหตุเดียวกันเพิ่มเติมได้อีก




ประนีประนอมยอมความ

สัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำต่อหน้าศาลสามารถยกเลิกฝ่ายเดียวได้หรือไม่ และมีผลผูกพันคู่ความเพียงใด
อดีตคู่สมรสตกลงให้จ่ายเงินหลังหย่าไว้ในสัญญา อีกฝ่ายออกจากงานก่อนถึงกำหนดจ่าย ยังต้องชำระหรือไม่ และบังคับคดีล่วงหน้าได้หรือเปล่า
ฟ้องแบ่งมรดกซ้ำได้หรือไม่ เมื่อเคยทำสัญญาประนีประนอมยอมความและมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว รวมถึงทรัพย์มรดกที่อ้างว่าตกหล่นจากการแบ่งมรดก
สัญญาประนีประนอมยอมความผูกพันเพียงคู่ความหรือไม่ และบังคับคดีแก่บุคคลภายนอกได้หรือไม่
สิทธิฟ้องบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีมรดก เมื่อทายาทลงลายมือชื่อแทนกันและยินยอมโดยปริยาย มีผลผูกพันเพียงใด
คำพิพากษาตามยอมถึงที่สุด เพิกถอนไม่ได้เมื่อพ้นกำหนดอุทธรณ์
ข้อจำกัดคำพิพากษาตามยอม กับขอบเขตแห่งประเด็นในคดีและอำนาจฟ้องของผู้แทนโดยชอบธรรม
การผิดสัญญาประนีประนอมยอมความและการอายัดบัญชีเงินฝาก,การบังคับคดี,(ฎีกาที่ 4942/2566)
ดอกเบี้ยเงินกู้ของสถาบันการเงินกำหนดได้แค่ไหน กรณีผิดนัดตามสัญญาประนีประนอมยอมความและการบอกเลิกสัญญากู้
วิเคราะห์การบังคับคดีตามสัญญาประนีประนอมยอมความ (ฎีกา 1951/2567)
(ฎีกา 928/2568)สัญญาประนีประนอมยอมความ & สิทธิรื้อถอน
(ฎีกาที่ 1280/2568) สัญญาประนีประนอมยอมความ & การผิดสัญญา
(ฎีกาที่ 3237/2567) : สัญญาประนีประนอมยอมความและผลของการถอนฟ้อง ป.พ.พ. มาตรา 850, อำนาจฟ้อง,
(ฎ.4008/2567)หนี้เงินกู้เพื่อการศึกษาบุตร หนี้ร่วมระหว่างคู่สมรส และผลของสัญญาประนีประนอมยอมความ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1160/2568: การพิสูจน์สัญญาประนีประนอมยอมความและผลทางกฎหมายเรื่องดอกเบี้ยเกินกำหนด
การออกใบแทนโฉนดที่ดินโดยมิชอบ, การฟ้องเพิกถอนนิติกรรมโอนที่ดิน, หน้าที่และอำนาจของผู้จัดการมรดก
บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ
หากบุตรพักอาศัยอยู่กับใครคนนั้นเป็นผู้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร-บังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมได้หรือไม่ เมื่อคู่กรณีอ้างเหตุเปลี่ยนแปลงภายหลังและไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามข้อตกลง
ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าคำพิพากษาตามยอมไม่ชอบด้วยกฎหมาย
สัญญาประนีประนอมยอมความที่ขัดต่อกฎหมาย
หนี้สินอันเกิดจากมูลละเมิดระงับสิ้นไป
สัญญามีข้อสงสัยต้องตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่ฝ่ายซึ่งจะต้องเป็นผู้เสียหายในมูลหนี้-ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความเรื่องบุตร ต้องจ่ายค่าอุปการะเพิ่มหรือไม่
ขอให้ศาลมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าค่าศึกษาเล่าเรียน
สิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งของผู้เยาว์
ขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้
พิพากษาตามสัญญายอมความอาจเกินคำขอได้