ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




สัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำต่อหน้าศาลสามารถยกเลิกฝ่ายเดียวได้หรือไม่ และมีผลผูกพันคู่ความเพียงใด

สัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำต่อหน้าศาลมีผลอย่างไร, ยกเลิกสัญญายอมความฝ่ายเดียวได้หรือไม่, ผลผูกพันของข้อตกลงที่ทำในศาล, การระงับข้อพิพาทโดยการประนีประนอมยอมความ, สิทธิและหน้าที่ของคู่ความตามสัญญายอมความ, การปฏิเสธคำพิพากษาตามยอมทำได้หรือไม่, ผลทางกฎหมายของสัญญาประนีประนอมยอมความ, การประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัว, ข้อตกลงเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร, คำแถลงของคู่ความต่อหน้าศาล, การเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความ, 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับผลผูกพันของสัญญาประนีประนอมยอมความที่คู่ความทำขึ้นต่อหน้าศาล และปัญหาว่าคู่ความฝ่ายหนึ่งจะสามารถปฏิเสธหรือยกเลิกข้อตกลงดังกล่าวได้หรือไม่ภายหลังจากที่ได้ลงลายมือชื่อและแถลงต่อศาลแล้ว คดีนี้เริ่มต้นจากข้อพิพาทเกี่ยวกับการหย่า อำนาจปกครองบุตร ค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าทดแทน และการแบ่งทรัพย์สินระหว่างคู่สมรส ก่อนที่ในชั้นฎีกาคู่ความทั้งหมดจะตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าองค์คณะผู้พิพากษาและแถลงต่อศาลว่าประสงค์ให้ข้อพิพาทยุติลงตามข้อตกลงดังกล่าว

ต่อมาคู่ความฝ่ายหนึ่งกลับเปลี่ยนใจและอ้างเหตุหลายประการเพื่อปฏิเสธไม่ให้ศาลมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยอ้างถึงข้อตกลงอื่นที่ไม่ได้ปรากฏอยู่ในสัญญาที่ทำต่อหน้าศาล รวมทั้งอ้างว่าทนายความไม่ได้เข้าร่วมตรวจสอบสัญญาและมีการฉ้อฉลเกิดขึ้น ศาลฎีกาจึงต้องวินิจฉัยว่าข้อตกลงที่ทำขึ้นต่อหน้าศาลดังกล่าวมีผลผูกพันเพียงใด และเหตุที่กล่าวอ้างสามารถนำมาใช้เพิกถอนหรือปฏิเสธสัญญาประนีประนอมยอมความได้หรือไม่

ข้อเท็จจริงสำคัญของคดี

คดีเริ่มต้นจากการที่โจทก์ฟ้องขอหย่าจากจำเลยและขอเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว ขณะที่จำเลยให้การต่อสู้คดีและฟ้องแย้งขอหย่าเช่นกัน พร้อมทั้งขอเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร ขอค่าเลี้ยงชีพ ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ค่าทดแทนจากโจทก์ และค่าทดแทนจากบุคคลภายนอกที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรส

ระหว่างพิจารณาคดี จำเลยยื่นคำร้องขอเรียกบุคคลดังกล่าวเข้าเป็นจำเลยร่วม ซึ่งศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้ามาเป็นคู่ความในคดี ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในประเด็นต่าง ๆ ทั้งเรื่องการหย่า อำนาจปกครองบุตร ค่าเลี้ยงชีพ ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ค่าทดแทน และการแบ่งทรัพย์สิน

หลังจากนั้นโจทก์และจำเลยร่วมอุทธรณ์ และเมื่อคดีเข้าสู่ชั้นฎีกา คู่ความทุกฝ่ายได้ร่วมกันทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าองค์คณะผู้พิพากษาในศาลชั้นต้น พร้อมลงลายมือชื่อไว้ท้ายสัญญาและแถลงต่อศาลว่าหากศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา คู่ความประสงค์ให้คดียุติตามข้อตกลงดังกล่าว

รายละเอียดของสัญญาประนีประนอมยอมความ

สาระสำคัญของข้อตกลงคือ จำเลยตกลงจะไม่บังคับคดีกับโจทก์และจำเลยร่วมตามคำพิพากษาในคดีทั้งหมด รวมถึงค่าฤชาธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง คู่ความทุกฝ่ายตกลงให้ข้อพิพาทในคดีนี้ยุติลง และกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรในกรณีที่ผลตรวจสารพันธุกรรมยืนยันความเป็นบิดาของเด็ก

ข้อตกลงดังกล่าวเกิดจากการที่คู่ความทุกฝ่ายต่างยอมผ่อนผันสิทธิเรียกร้องบางส่วนของตนเพื่อให้ข้อพิพาทที่มีอยู่สิ้นสุดลงโดยไม่ต้องดำเนินคดีต่อไป จึงมีลักษณะเป็นการประนีประนอมยอมความตามกฎหมายโดยตรง

ปัญหาที่เกิดขึ้นภายหลังการทำสัญญา

ภายหลังจากศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกาแล้ว เมื่อถึงวันนัดฟังคำพิพากษา จำเลยกลับแถลงว่าไม่ประสงค์จะปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ได้ทำไว้ก่อนหน้านั้น โดยอ้างว่าโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงบางประการที่ตกลงกันไว้นอกเหนือจากข้อความที่ปรากฏในสัญญา อีกทั้งอ้างว่าทนายความของตนไม่ได้เข้าร่วมตรวจสอบสัญญาในวันทำข้อตกลง และมีลักษณะเป็นการถูกฉ้อฉล

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายโจทก์ยืนยันว่าได้ดำเนินการตามข้อตกลงที่ตกลงกันไว้แล้ว และขอให้ศาลมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าประเด็นสำคัญของคดีมิใช่ข้อพิพาทเรื่องการหย่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร หรือค่าทดแทนอีกต่อไป แต่เป็นปัญหาว่าจำเลยมีเหตุอันชอบด้วยกฎหมายที่จะปฏิเสธไม่ให้ศาลฎีกามีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่คู่ความได้ร่วมกันทำขึ้นต่อหน้าศาลหรือไม่ ศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่าคู่ความทุกฝ่ายได้ร่วมกันทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าองค์คณะผู้พิพากษาในศาลชั้นต้น มีการลงลายมือชื่อของคู่ความแต่ละฝ่ายและผู้พิพากษาไว้ครบถ้วน อีกทั้งได้แถลงต่อศาลร่วมกันว่าหากศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา คู่ความประสงค์จะยุติคดีตามสัญญาดังกล่าว ข้อตกลงและคำแถลงเช่นนี้จึงถือเป็นกระบวนพิจารณาที่เกิดขึ้นในศาลอย่างถูกต้องตามกฎหมาย 

ศาลฎีกาเห็นว่าสาระสำคัญของสัญญาดังกล่าวเป็นการที่คู่ความทุกฝ่ายต่างยอมผ่อนผันสิทธิเรียกร้องแก่กันเพื่อให้ข้อพิพาทที่มีอยู่ระหว่างกันสิ้นสุดลง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบังคับคดี ค่าฤชาธรรมเนียม หรือภาระเกี่ยวกับการอุปการะเลี้ยงดูบุตร ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการประนีประนอมยอมความโดยแท้ เมื่อคู่กรณีตกลงเข้าผูกพันกันแล้ว ย่อมมีผลผูกพันให้ทุกฝ่ายต้องปฏิบัติตามสัญญา และไม่อาจยกเลิกหรือเพิกถอนโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่เพียงลำพัง เว้นแต่คู่กรณีทุกฝ่ายจะยินยอมร่วมกันให้มีการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกข้อตกลงนั้น 

สำหรับข้ออ้างของจำเลยที่ว่าโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงบางประการที่ตกลงกันไว้นอกเหนือจากสัญญาประนีประนอมยอมความในศาลนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าข้อกล่าวอ้างดังกล่าวเป็นเรื่องของข้อตกลงที่ไม่ได้ปรากฏอยู่ในสัญญาที่ทำต่อหน้าศาล จึงเป็นเรื่องนอกเหนือจากข้อตกลงที่ศาลรับรองไว้ การจะมีข้อตกลงอื่นเพิ่มเติมหรือไม่ และจะมีผลทางกฎหมายเพียงใด เป็นเรื่องที่คู่กรณีจะต้องไปว่ากล่าวกันต่างหาก ไม่อาจนำมาใช้เป็นเหตุปฏิเสธผลผูกพันของสัญญาประนีประนอมยอมความที่ได้ทำไว้ในศาลได้ 

ในส่วนที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ยังไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขบางประการในสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยเฉพาะเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องการปฏิบัติตามสัญญาภายหลังจากที่มีคำพิพากษาตามยอมแล้ว หากเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญา ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่สามารถว่ากล่าวกันภายหลังได้ แต่ไม่ใช่เหตุที่จะทำให้สัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำขึ้นโดยชอบตกเป็นโมฆะหรือหมดผลผูกพันไป 

นอกจากนี้ ศาลฎีกายังไม่รับฟังข้ออ้างที่ว่าทนายความของจำเลยไม่ได้เข้าร่วมตรวจสอบสัญญาในวันทำสัญญา เพราะข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยได้เข้าร่วมทำสัญญาด้วยตนเองต่อหน้าองค์คณะผู้พิพากษา และไม่มีการคัดค้านหรือโต้แย้งใดในขณะทำสัญญา การที่จำเลยลงลายมือชื่อในเอกสารและแถลงต่อศาลย่อมแสดงถึงการยินยอมเข้าผูกพันโดยสมัครใจ จึงไม่อาจอ้างเหตุว่าทนายความไม่อยู่ในวันดังกล่าวเพื่อทำลายผลผูกพันของสัญญาได้ 

ส่วนข้อกล่าวอ้างว่าจำเลยถูกฉ้อฉลจนเข้าทำสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าไม่มีพฤติการณ์หรือข้อเท็จจริงที่เพียงพอจะรับฟังได้ว่ามีการฉ้อฉลเกิดขึ้น อีกทั้งการทำสัญญาได้กระทำต่อหน้าองค์คณะผู้พิพากษาในศาลซึ่งเป็นกระบวนการที่เปิดเผยและตรวจสอบได้ การที่จำเลยมิได้โต้แย้งหรือคัดค้านในขณะทำสัญญา ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยยินยอมทำสัญญาโดยสมัครใจ ข้ออ้างเรื่องการฉ้อฉลจึงรับฟังไม่ได้เช่นกัน 

หลักกฎหมายที่ศาลนำมาปรับใช้ในคดี

แก่นสำคัญของคดีนี้อยู่ที่หลักกฎหมายเรื่องการประนีประนอมยอมความ ซึ่งเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อระงับข้อพิพาทที่มีอยู่หรืออาจมีขึ้นในอนาคต โดยคู่กรณีต่างยอมลดหย่อนหรือผ่อนผันสิทธิของตนบางส่วนเพื่อให้ข้อพิพาทยุติลง หลักการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายส่งเสริมให้คู่กรณีสามารถยุติข้อพิพาทได้ด้วยความสมัครใจโดยไม่จำเป็นต้องปล่อยให้กระบวนพิจารณาดำเนินต่อไปจนถึงที่สุด เมื่อคู่กรณีได้ตกลงกันโดยสมัครใจแล้ว ย่อมต้องเคารพและปฏิบัติตามข้อตกลงนั้น

ศาลฎีกาให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับข้อเท็จจริงที่ว่าสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับนี้ไม่ได้เป็นเพียงเอกสารที่คู่กรณีทำกันเองนอกศาล แต่เป็นข้อตกลงที่ทำขึ้นต่อหน้าองค์คณะผู้พิพากษา มีการลงลายมือชื่อและแถลงต่อศาลอย่างชัดแจ้ง จึงมีน้ำหนักและความน่าเชื่อถือสูงกว่าการตกลงกันโดยทั่วไป การจะอ้างเหตุภายหลังเพื่อหลีกเลี่ยงผลผูกพันของสัญญาจึงต้องมีเหตุสำคัญและมีพยานหลักฐานรองรับอย่างชัดเจน ซึ่งในคดีนี้ศาลเห็นว่ายังไม่มีเหตุเช่นว่านั้น 

เจตนารมณ์ของกฎหมายเกี่ยวกับการประนีประนอมยอมความ

เจตนารมณ์สำคัญของกฎหมายเกี่ยวกับการประนีประนอมยอมความคือการส่งเสริมให้คู่กรณีสามารถยุติข้อพิพาทด้วยความสมัครใจ ลดภาระของกระบวนการยุติธรรม และสร้างความมั่นคงแน่นอนในความสัมพันธ์ทางกฎหมาย หากเปิดโอกาสให้คู่กรณีฝ่ายหนึ่งสามารถเปลี่ยนใจหรือยกเลิกข้อตกลงได้โดยง่ายหลังจากที่ได้ทำสัญญาและแถลงต่อศาลแล้ว ระบบการระงับข้อพิพาทโดยการประนีประนอมยอมความย่อมสูญเสียประสิทธิภาพ และทำให้คู่กรณีอีกฝ่ายเสียความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม

ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อคู่กรณีได้เข้าทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยสมัครใจต่อหน้าศาลแล้ว สัญญาย่อมมีผลผูกพันตามกฎหมาย และไม่อาจถูกเพิกถอนหรือยกเลิกได้โดยความประสงค์ฝ่ายเดียวของคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เว้นแต่จะมีเหตุทางกฎหมายที่ชัดแจ้งและรับฟังได้ หรือคู่กรณีทุกฝ่ายยินยอมร่วมกันให้มีการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงนั้น 

วิเคราะห์แนวคำพิพากษาและหลักที่ได้รับจากคดี

คำพิพากษานี้สะท้อนแนววินิจฉัยที่เคร่งครัดเกี่ยวกับผลผูกพันของสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยศาลให้ความสำคัญกับเจตนาของคู่กรณีในขณะที่เข้าทำข้อตกลงมากกว่าความรู้สึกเปลี่ยนแปลงภายหลัง เมื่อคู่กรณีได้แสดงเจตนาอย่างชัดแจ้งต่อหน้าศาล ลงลายมือชื่อในเอกสาร และแถลงยืนยันต่อองค์คณะผู้พิพากษาแล้ว ย่อมถือว่าคู่กรณีได้ยอมรับผลทางกฎหมายที่จะเกิดขึ้นจากข้อตกลงนั้นโดยสมบูรณ์ การที่ภายหลังฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเห็นว่าตนเสียเปรียบ หรือไม่พอใจผลของข้อตกลงที่ตนเคยยอมรับ ย่อมไม่ใช่เหตุเพียงพอที่จะทำให้สัญญาสิ้นผลหรือหมดความผูกพันได้ 

อีกประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งคือการแยกความแตกต่างระหว่าง “ข้อตกลงในศาล” กับ “ข้อตกลงนอกศาล” ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างชัดเจนว่าประเด็นที่จำเลยกล่าวอ้างเกี่ยวกับการยุติคดีอื่นทั้งหมด รวมทั้งข้อตกลงเรื่องการถอนคำร้องทุกข์ เป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำต่อหน้าศาล แม้จะมีการตกลงกันจริงก็เป็นอีกความสัมพันธ์ทางกฎหมายหนึ่งซึ่งต้องไปว่ากล่าวกันต่างหาก ไม่อาจนำมาใช้ลบล้างหรือทำให้สัญญาประนีประนอมยอมความในคดีนี้หมดผลผูกพันได้ หลักดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าศาลให้ความสำคัญกับข้อความที่ปรากฏในเอกสารและกระบวนพิจารณาที่เกิดขึ้นในศาลเป็นสำคัญ มากกว่าข้อกล่าวอ้างภายหลังของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง 

นอกจากนี้ ศาลยังวางหลักที่สำคัญเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ กล่าวคือ หากภายหลังมีข้อโต้แย้งว่าคู่กรณีฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง เช่น ไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูตามที่กำหนด ปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องการบังคับตามสัญญาหรือการผิดสัญญา มิใช่เหตุที่ทำให้สัญญาเดิมซึ่งทำขึ้นโดยชอบตกเป็นโมฆะหรือถูกยกเลิกไปโดยอัตโนมัติ หลักการนี้ช่วยสร้างความมั่นคงแน่นอนให้แก่ระบบการประนีประนอมยอมความ และป้องกันไม่ให้คู่กรณีอาศัยข้อพิพาทภายหลังมาใช้เป็นเหตุหลีกเลี่ยงข้อตกลงที่เคยยอมรับไว้แล้ว 

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ต. แต่เพียงผู้เดียว ให้โจทก์ชำระค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลยจำนวน 180,000 บาท ชำระค่าทดแทนแก่จำเลยจำนวน 300,000 บาท ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 10,000 บาท จนกว่าบุตรจะมีอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์ และให้แบ่งทรัพย์สินรถยนต์ระหว่างคู่สมรสคนละครึ่ง นอกจากนี้ให้จำเลยร่วมชำระค่าทดแทนแก่จำเลยจำนวน 300,000 บาท พร้อมกำหนดเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมตามคำพิพากษา

2. ศาลอุทธรณ์

พิพากษาแก้เฉพาะประเด็นค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร โดยให้โจทก์ชำระเดือนละ 10,000 บาท จนกว่าเด็กชาย ต. จะบรรลุนิติภาวะ และให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยจำนวน 180,000 บาท ส่วนประเด็นอื่นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น พร้อมคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์บางส่วนแก่โจทก์ และกำหนดค่าฤชาธรรมเนียมตามสมควร

3. ศาลฎีกา

ศาลฎีกาเห็นว่าสัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์ จำเลย และจำเลยร่วมร่วมกันทำขึ้นต่อหน้าองค์คณะผู้พิพากษาในศาลชั้นต้น เป็นการประนีประนอมยอมความที่ชอบด้วยกฎหมาย มีผลผูกพันคู่กรณีทุกฝ่าย และไม่อาจถูกยกเลิกหรือเพิกถอนได้โดยคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง ข้ออ้างเกี่ยวกับข้อตกลงนอกศาล การไม่เข้าร่วมตรวจสอบสัญญาของทนายความ หรือข้อกล่าวหาเรื่องการฉ้อฉล รับฟังไม่ได้ จึงพิพากษาให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาแก่โจทก์และจำเลยร่วมฝ่ายละสามในสี่ และให้ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนเป็นพับ 

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้แสดงให้เห็นว่าการประนีประนอมยอมความมิใช่เพียงวิธีการยุติข้อพิพาทในทางปฏิบัติเท่านั้น แต่เป็นนิติกรรมที่ก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ผูกพันคู่กรณีโดยสมบูรณ์ เมื่อคู่กรณีได้แสดงเจตนาอย่างเสรีและชัดแจ้งต่อหน้าศาลแล้ว ย่อมต้องรับผลแห่งการกระทำนั้นตามกฎหมาย หลักสำคัญคือความมั่นคงแน่นอนของนิติสัมพันธ์และความสุจริตในการใช้สิทธิ หากเปิดโอกาสให้คู่กรณีเปลี่ยนแปลงเจตนาได้โดยง่ายภายหลังจากที่ได้ยุติข้อพิพาทแล้ว ย่อมทำให้การประนีประนอมยอมความสูญเสียคุณค่าและไม่สามารถใช้เป็นกลไกในการระงับข้อพิพาทได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อีกประการหนึ่ง คดีนี้ตอกย้ำหลักว่าข้อเท็จจริงหรือข้อตกลงที่อยู่นอกเหนือจากเอกสารประนีประนอมยอมความซึ่งทำในศาล ย่อมไม่มีผลกระทบต่อความสมบูรณ์ของสัญญาที่ศาลรับรอง เว้นแต่จะสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีเหตุทางกฎหมายร้ายแรงถึงขั้นทำให้การแสดงเจตนาไม่สมบูรณ์ การกล่าวอ้างเพียงว่ามีข้อตกลงเพิ่มเติม หรือมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนภายหลัง ไม่เพียงพอที่จะลบล้างผลผูกพันของสัญญาได้

หลักกฎหมายดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อคดีครอบครัวและคดีแพ่งทุกประเภท เพราะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่คู่กรณีว่าข้อตกลงที่ทำขึ้นต่อหน้าศาลจะได้รับการคุ้มครองและบังคับใช้ตามกฎหมายอย่างจริงจัง อันเป็นการส่งเสริมการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีและลดภาระของกระบวนการยุติธรรมโดยรวม 

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับผลผูกพันของสัญญาประนีประนอมยอมความที่คู่ความทำขึ้นต่อหน้าศาล และปัญหาว่าคู่ความฝ่ายหนึ่งสามารถปฏิเสธหรือยกเลิกข้อตกลงดังกล่าวได้หรือไม่ภายหลังจากที่ได้ลงลายมือชื่อและแถลงยืนยันต่อศาลแล้ว โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความเกิดขึ้นโดยความสมัครใจของคู่ความทุกฝ่าย มีการทำต่อหน้าองค์คณะผู้พิพากษาและมีการลงลายมือชื่อรับรองอย่างถูกต้องแล้ว สัญญาดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันตามกฎหมาย คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่อาจยกเลิก เพิกถอน หรือปฏิเสธผลแห่งสัญญาโดยลำพังได้ เว้นแต่คู่กรณีทุกฝ่ายจะยินยอมร่วมกัน หรือมีเหตุทางกฎหมายที่รับฟังได้อย่างชัดแจ้ง 

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850

มาตรา 850 บัญญัติถึงลักษณะของสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งเป็นสัญญาที่คู่กรณีระงับข้อพิพาทอันมีอยู่หรืออาจมีขึ้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน หลักกฎหมายดังกล่าวเป็นรากฐานสำคัญของคำวินิจฉัยในคดีนี้ เพราะศาลฎีกาเห็นว่าข้อตกลงที่คู่ความทำขึ้นต่อหน้าศาลมีลักษณะครบถ้วนตามองค์ประกอบของการประนีประนอมยอมความ กล่าวคือเป็นการยุติข้อพิพาทที่มีอยู่ระหว่างคู่กรณีด้วยการลดหย่อนสิทธิเรียกร้องของแต่ละฝ่าย จึงก่อให้เกิดผลผูกพันตามกฎหมายอย่างสมบูรณ์ และต้องได้รับความคุ้มครองตามหลักความศักดิ์สิทธิ์ของสัญญา 

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. สัญญาประนีประนอมยอมความ

แก่นสำคัญที่สุดของคดีอยู่ที่การที่คู่ความทุกฝ่ายได้ร่วมกันทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลเพื่อยุติข้อพิพาททั้งหมดที่มีอยู่ระหว่างกัน ศาลฎีกาเห็นว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นการต่างฝ่ายต่างยอมผ่อนผันสิทธิของตนเพื่อให้คดีสิ้นสุดลง จึงเข้าลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามกฎหมายโดยตรง เมื่อสัญญาเกิดขึ้นโดยสมบูรณ์แล้ว ย่อมมีผลผูกพันคู่กรณีทุกฝ่ายให้ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงนั้น 

2. ผลผูกพันของข้อตกลงที่ทำในศาล

ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่าข้อตกลงที่คู่ความทำขึ้นต่อหน้าองค์คณะผู้พิพากษาและแถลงยืนยันต่อศาล ถือเป็นกระบวนพิจารณาที่เกิดขึ้นในศาลและมีผลทางกฎหมายโดยตรง คู่ความไม่อาจอ้างข้อตกลงนอกศาล การเปลี่ยนใจภายหลัง การที่ทนายความไม่อยู่ในวันทำสัญญา หรือข้อกล่าวอ้างเรื่องการฉ้อฉลที่ไม่มีน้ำหนักเพียงพอ มาใช้เป็นเหตุเพิกถอนผลแห่งสัญญาได้ หลักดังกล่าวสะท้อนถึงความมั่นคงแน่นอนของนิติสัมพันธ์และความจำเป็นที่คู่ความต้องเคารพข้อตกลงที่ตนได้แสดงเจตนาไว้โดยสมัครใจต่อหน้าศาล 

วิเคราะห์แก่นแท้ของคดี

หากพิจารณาในเชิงลึก คดีนี้มิได้มุ่งวินิจฉัยเรื่องการหย่า อำนาจปกครองบุตร ค่าทดแทน หรือค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นหลักอีกต่อไป แต่ศูนย์กลางของคดีอยู่ที่คำถามว่า “เมื่อคู่ความได้ยุติข้อพิพาทด้วยการประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลแล้ว คู่ความฝ่ายหนึ่งจะกลับคำและปฏิเสธข้อตกลงดังกล่าวได้หรือไม่” ศาลฎีกาตอบคำถามดังกล่าวอย่างชัดเจนว่าไม่อาจกระทำได้ เพราะจะขัดต่อหลักการพื้นฐานของกฎหมายว่าด้วยการประนีประนอมยอมความ และทำให้การระงับข้อพิพาทโดยสมัครใจสูญเสียประสิทธิภาพไปโดยสิ้นเชิง ดังนั้นสาระสำคัญสูงสุดของคำพิพากษานี้จึงอยู่ที่การคุ้มครองผลผูกพันของสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำขึ้นต่อหน้าศาล และการป้องกันมิให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหลีกเลี่ยงผลแห่งข้อตกลงที่ตนได้ยอมรับไว้แล้วโดยสมัครใจ 

อธิบายหลักกฎหมาย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850

1. ความหมายของมาตรา 850

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดความหมายของ “สัญญาประนีประนอมยอมความ” โดยบัญญัติว่าเป็นสัญญาซึ่งผู้เป็นคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรืออาจมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน สาระสำคัญของบทบัญญัตินี้อยู่ที่การที่คู่กรณีมีข้อพิพาทหรือมีความเสี่ยงที่จะเกิดข้อพิพาทขึ้น และต่างฝ่ายต่างยินยอมลดหย่อนหรือสละสิทธิบางส่วนของตนเพื่อแลกกับการยุติปัญหาที่มีอยู่ กฎหมายจึงถือว่าการประนีประนอมยอมความเป็นวิธีการระงับข้อพิพาทที่เกิดจากความสมัครใจของคู่กรณี มิใช่ผลจากการบังคับของบุคคลอื่นหรือคำสั่งของศาล

2. องค์ประกอบสำคัญของสัญญาประนีประนอมยอมความ

การที่จะถือว่าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 850 จะต้องมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ ประการแรก ต้องมีข้อพิพาทระหว่างคู่กรณีอยู่แล้ว หรืออย่างน้อยต้องมีโอกาสเกิดข้อพิพาทขึ้นในอนาคต ประการที่สอง คู่กรณีต้องมีเจตนาที่จะยุติข้อพิพาทดังกล่าวให้เสร็จสิ้น ประการที่สาม ต่างฝ่ายต้องยอมผ่อนผันให้แก่กัน กล่าวคือแต่ละฝ่ายต้องลดหย่อนสิทธิ เรียกร้อง หรือผลประโยชน์บางประการของตนเพื่อให้เกิดความตกลงร่วมกัน หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้เสียสละหรือผ่อนผันสิทธิใดเลย อาจไม่ถือว่าเป็นการประนีประนอมยอมความตามความหมายของกฎหมาย

3. ผลทางกฎหมายของสัญญาประนีประนอมยอมความ

เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความเกิดขึ้นโดยสมบูรณ์แล้ว ย่อมก่อให้เกิดผลผูกพันแก่คู่สัญญาเช่นเดียวกับสัญญาประเภทอื่น คู่สัญญาทุกฝ่ายต้องปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ตกลงกันไว้ และไม่อาจเพิกถอนหรือยกเลิกสัญญาได้โดยฝ่ายเดียว หลักดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากกฎหมายเปิดโอกาสให้คู่สัญญาเปลี่ยนใจได้ตลอดเวลา การประนีประนอมยอมความก็จะไม่สามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการยุติข้อพิพาทได้อย่างแท้จริง ดังนั้นเมื่อคู่กรณีได้แสดงเจตนาเข้าทำสัญญาโดยสมัครใจแล้ว กฎหมายจึงคุ้มครองผลผูกพันของสัญญาอย่างเคร่งครัด

4. ความสัมพันธ์ระหว่างมาตรา 850 กับคดีนี้

คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำมาตรา 850 มาปรับใช้ โดยคู่ความทุกฝ่ายได้ร่วมกันทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าองค์คณะผู้พิพากษา มีการลงลายมือชื่อรับรอง และมีการแถลงต่อศาลอย่างชัดแจ้งว่าประสงค์ให้ข้อพิพาทยุติลงตามข้อตกลงดังกล่าว ข้อตกลงที่ทำขึ้นครอบคลุมถึงการไม่บังคับคดี การยุติข้อพิพาท และการกำหนดภาระเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร อันเป็นการที่แต่ละฝ่ายยอมผ่อนผันสิทธิของตนเพื่อให้คดีสิ้นสุดลง จึงมีลักษณะครบถ้วนตามองค์ประกอบของสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 850 อย่างชัดเจน 

5. เหตุใดศาลจึงไม่รับฟังการปฏิเสธของจำเลย

ศาลฎีกาเห็นว่าหลังจากที่คู่ความได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยสมัครใจแล้ว การที่จำเลยจะกลับมาปฏิเสธภายหลังโดยอ้างว่ามีข้อตกลงอื่นนอกเหนือจากที่ปรากฏในสัญญา หรืออ้างว่าทนายความไม่ได้เข้าร่วมตรวจสอบเอกสาร ไม่ใช่เหตุที่ทำให้สัญญาสิ้นผลหรือหมดความผูกพัน เพราะข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยได้เข้าทำสัญญาด้วยตนเองต่อหน้าองค์คณะผู้พิพากษาและมิได้คัดค้านใด ๆ ในขณะนั้น ศาลจึงถือว่าจำเลยได้แสดงเจตนาโดยสมัครใจและต้องผูกพันตามผลแห่งสัญญา การเปลี่ยนใจในภายหลังไม่อาจลบล้างผลทางกฎหมายที่เกิดขึ้นแล้วได้ 

6. หลักกฎหมายที่ได้รับจากมาตรา 850

หลักสำคัญที่สุดที่ได้รับจากมาตรา 850 คือหลักความมั่นคงแน่นอนของการระงับข้อพิพาทโดยความสมัครใจ เมื่อคู่กรณีเลือกที่จะยุติข้อพิพาทด้วยการประนีประนอมยอมความ กฎหมายจะคุ้มครองข้อตกลงดังกล่าวและบังคับให้เป็นไปตามเจตนาที่คู่กรณีได้ตกลงกันไว้ หลักการนี้ช่วยลดจำนวนข้อพิพาทที่ต้องดำเนินต่อไปในศาล ส่งเสริมการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนว่าข้อตกลงที่ทำขึ้นโดยสุจริตจะได้รับการรับรองและคุ้มครองตามกฎหมาย

7. สาระสำคัญของมาตรา 850 ที่สะท้อนจากคดีนี้

คดีนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าหัวใจของมาตรา 850 มิได้อยู่เพียงการเปิดโอกาสให้คู่กรณีตกลงกันได้เท่านั้น แต่ยังมุ่งคุ้มครองผลของข้อตกลงที่เกิดขึ้นแล้วด้วย เมื่อคู่กรณีต่างยอมผ่อนผันสิทธิให้แก่กันเพื่อให้ข้อพิพาทยุติลง สัญญาประนีประนอมยอมความย่อมมีผลผูกพันและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเต็มที่ การอ้างเหตุภายหลังเพื่อหลีกเลี่ยงผลแห่งสัญญาจะกระทำได้เฉพาะในกรณีที่มีเหตุทางกฎหมายที่ชัดเจนและรับฟังได้เท่านั้น มิฉะนั้นคู่กรณีทุกฝ่ายย่อมต้องปฏิบัติตามข้อตกลงที่ตนได้ยอมรับไว้แล้ว อันเป็นหลักสำคัญที่ศาลฎีกานำมาปรับใช้และเป็นแก่นแท้ของคำพิพากษาคดีนี้ 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1 คำถาม คู่ความสามารถยกเลิกสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำต่อหน้าศาลได้โดยลำพังหรือไม่

คำตอบ 

การประนีประนอมยอมความเป็นสัญญาที่เกิดจากการที่คู่กรณีต่างยอมผ่อนผันสิทธิหรือข้อเรียกร้องของตนเพื่อให้ข้อพิพาทยุติลง เมื่อสัญญาดังกล่าวเกิดขึ้นโดยชอบและคู่กรณีได้แสดงเจตนาโดยสมัครใจแล้ว ย่อมมีผลผูกพันตามกฎหมายเช่นเดียวกับสัญญาประเภทอื่น คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคู่ความทุกฝ่ายได้ร่วมกันทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าองค์คณะผู้พิพากษา มีการลงลายมือชื่อและแถลงยืนยันต่อศาลอย่างชัดแจ้งว่าประสงค์จะให้ข้อพิพาทยุติตามข้อตกลงดังกล่าว จึงถือเป็นการแสดงเจตนาที่สมบูรณ์และมีผลผูกพันตามกฎหมาย คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่อาจเปลี่ยนใจหรือเพิกถอนข้อตกลงได้โดยลำพังเพียงเพราะภายหลังเห็นว่าข้อตกลงไม่เป็นประโยชน์แก่ตนหรือมีความเห็นเปลี่ยนแปลงไป เว้นแต่จะมีเหตุทางกฎหมายที่ชัดเจนหรือได้รับความยินยอมจากคู่กรณีทุกฝ่าย หลักการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงแน่นอนของการระงับข้อพิพาท เพราะหากเปิดโอกาสให้คู่กรณียกเลิกข้อตกลงได้ง่าย ย่อมทำให้การประนีประนอมยอมความไม่สามารถทำหน้าที่เป็นกลไกยุติข้อพิพาทได้อย่างแท้จริง 

2 คำถาม ข้อตกลงที่ทำกันนอกศาลสามารถนำมาใช้ปฏิเสธสัญญาประนีประนอมยอมความในศาลได้หรือไม่

คำตอบ 

คดีนี้มีประเด็นสำคัญที่จำเลยอ้างว่ามีข้อตกลงเพิ่มเติมนอกเหนือจากสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำต่อหน้าศาล โดยกล่าวว่าโจทก์ตกลงจะดำเนินการบางอย่างเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีอื่นและการถอนคำร้องทุกข์ แต่ศาลฎีกาเห็นว่าข้อกล่าวอ้างดังกล่าวเป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือจากข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำขึ้นในศาล แม้จะมีการตกลงกันจริงก็เป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากล่าวกันต่างหาก ไม่อาจนำมาใช้เป็นเหตุเพื่อลบล้างหรือปฏิเสธผลผูกพันของสัญญาที่ศาลรับรองแล้วได้ หลักการนี้สะท้อนว่าศาลให้ความสำคัญกับข้อความที่ปรากฏในเอกสารสัญญาและกระบวนพิจารณาที่เกิดขึ้นในศาลเป็นสำคัญ เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่สามารถตรวจสอบได้อย่างชัดเจนและมีความแน่นอนทางกฎหมาย การอ้างข้อตกลงนอกศาลโดยไม่มีการบันทึกไว้ในสัญญาที่ศาลรับรอง ย่อมไม่เพียงพอที่จะทำให้สัญญาประนีประนอมยอมความที่สมบูรณ์แล้วหมดผลผูกพันหรือถูกเพิกถอนได้ 

3 คำถาม หากคู่กรณีอ้างว่าอีกฝ่ายยังไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จะทำให้สัญญานั้นสิ้นผลหรือไม่

คำตอบ 

การที่คู่กรณีฝ่ายหนึ่งอ้างว่าอีกฝ่ายยังไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงบางประการในสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่ได้หมายความว่าสัญญาดังกล่าวจะสิ้นผลหรือหมดความผูกพันโดยอัตโนมัติ ในคดีนี้มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการปฏิบัติตามข้อตกลงเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร แต่ศาลฎีกาเห็นว่าปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องการปฏิบัติตามสัญญาภายหลัง ไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับความสมบูรณ์ของสัญญาเดิม หากฝ่ายใดเห็นว่าอีกฝ่ายผิดสัญญา ก็สามารถใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อบังคับให้มีการปฏิบัติตามสัญญาหรือเรียกร้องสิทธิที่เกี่ยวข้องได้ แต่ไม่อาจอ้างเหตุเพียงเท่านี้เพื่อปฏิเสธว่าตนไม่ต้องผูกพันตามสัญญาอีกต่อไป หลักการดังกล่าวช่วยให้การประนีประนอมยอมความมีความมั่นคงและป้องกันไม่ให้คู่กรณีนำข้อพิพาทภายหลังมาใช้เป็นเหตุหลีกเลี่ยงข้อตกลงที่ตนเคยยอมรับไว้แล้วโดยสมัครใจ ซึ่งเป็นหลักสำคัญในการคุ้มครองความแน่นอนของนิติสัมพันธ์และการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธี 

4 คำถาม การที่ทนายความไม่ได้อยู่ในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลทำให้สัญญาใช้บังคับไม่ได้หรือไม่

คำตอบ 

ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่าการที่ทนายความไม่ได้เข้าร่วมตรวจสอบสัญญาในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่ใช่เหตุที่จะทำให้สัญญาดังกล่าวตกเป็นโมฆะหรือหมดผลผูกพัน หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าคู่กรณีได้เข้าทำสัญญาด้วยตนเองต่อหน้าองค์คณะผู้พิพากษา มีการอ่าน รับทราบ และลงลายมือชื่อในเอกสารโดยสมัครใจ ย่อมถือว่าการแสดงเจตนาเกิดขึ้นโดยสมบูรณ์แล้ว ในคดีนี้จำเลยอ้างว่าทนายความไม่ได้มาร่วมตรวจสอบสัญญา แต่ศาลเห็นว่าจำเลยได้เข้าทำสัญญาและไม่ได้คัดค้านใด ๆ ในขณะนั้น จึงถือว่าจำเลยยอมรับผลแห่งสัญญาโดยสมัครใจ การไม่มีทนายความอยู่ในวันดังกล่าวจึงไม่ใช่เหตุที่จะทำให้ข้อตกลงสิ้นผล หลักการนี้สอดคล้องกับแนวคิดว่าบุคคลย่อมต้องรับผิดชอบต่อการแสดงเจตนาของตนเอง โดยเฉพาะเมื่อการแสดงเจตนาดังกล่าวเกิดขึ้นต่อหน้าศาลและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลขององค์คณะผู้พิพากษา 

5 คำถาม การกล่าวอ้างว่าถูกฉ้อฉลสามารถใช้เป็นเหตุเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความได้หรือไม่

คำตอบ 

โดยหลักแล้วหากมีการฉ้อฉลจริงจนทำให้บุคคลหลงเชื่อและเข้าทำนิติกรรม บุคคลนั้นอาจมีสิทธิใช้เหตุฉ้อฉลเป็นเหตุเพิกถอนนิติกรรมได้ แต่การกล่าวอ้างดังกล่าวจะต้องมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่หนักแน่นเพียงพอ ในคดีนี้จำเลยอ้างว่าถูกฉ้อฉลให้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่ศาลฎีกาไม่รับฟัง เนื่องจากสัญญาดังกล่าวทำขึ้นต่อหน้าองค์คณะผู้พิพากษา มีการลงลายมือชื่อและแถลงยืนยันต่อศาลโดยเปิดเผย อีกทั้งในขณะทำสัญญาจำเลยมิได้โต้แย้งหรือคัดค้านประการใด จึงไม่มีพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยถูกหลอกลวงหรือถูกบังคับให้เข้าทำสัญญา ศาลจึงเห็นว่าการอ้างเรื่องฉ้อฉลในภายหลังไม่เพียงพอที่จะลบล้างผลผูกพันของสัญญา หลักการนี้แสดงให้เห็นว่าศาลจะพิจารณาข้ออ้างเรื่องฉ้อฉลอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะเมื่อสัญญาเกิดขึ้นในกระบวนพิจารณาของศาลซึ่งมีความน่าเชื่อถือและสามารถตรวจสอบได้สูง 

6 คำถาม เหตุใดกฎหมายจึงให้ความคุ้มครองสัญญาประนีประนอมยอมความอย่างเคร่งครัด

คำตอบ 

กฎหมายให้ความคุ้มครองสัญญาประนีประนอมยอมความอย่างเคร่งครัด เพราะสัญญาประเภทนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการระงับข้อพิพาทโดยความสมัครใจของคู่กรณี หากคู่กรณีสามารถเปลี่ยนใจหรือยกเลิกข้อตกลงได้โดยง่าย ย่อมทำให้การประนีประนอมยอมความขาดความน่าเชื่อถือและไม่สามารถลดจำนวนคดีที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้ ในคดีนี้ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่าคู่ความทุกฝ่ายได้ยินยอมเข้าทำสัญญาโดยสมัครใจต่อหน้าศาล จึงต้องได้รับการคุ้มครองตามหลักความมั่นคงแน่นอนของนิติสัมพันธ์ หลักดังกล่าวยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนว่าหากมีการตกลงยุติข้อพิพาทกันโดยสุจริตแล้ว ข้อตกลงนั้นจะได้รับการบังคับใช้ตามกฎหมายอย่างจริงจัง และจะไม่ถูกทำลายลงเพียงเพราะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเปลี่ยนใจในภายหลัง อันเป็นหลักพื้นฐานที่ช่วยส่งเสริมการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีและรักษาประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม 

7 คำถาม การประนีประนอมยอมความตามกฎหมายมีองค์ประกอบสำคัญอย่างไร

คำตอบ 

การประนีประนอมยอมความตามกฎหมายต้องประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญหลายประการ ได้แก่ ต้องมีข้อพิพาทที่มีอยู่หรืออาจเกิดขึ้นระหว่างคู่กรณี ต้องมีเจตนาที่จะยุติข้อพิพาทดังกล่าว และที่สำคัญคือต่างฝ่ายต้องยอมผ่อนผันสิทธิหรือข้อเรียกร้องบางส่วนของตนเพื่อให้เกิดความตกลงร่วมกัน ในคดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่าข้อตกลงที่คู่ความทำขึ้นมีลักษณะครบถ้วนตามองค์ประกอบดังกล่าว เพราะแต่ละฝ่ายต่างยอมลดหย่อนสิทธิเรียกร้องของตน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบังคับคดี ค่าฤชาธรรมเนียม หรือภาระเกี่ยวกับการอุปการะเลี้ยงดูบุตร เพื่อให้ข้อพิพาททั้งหมดสิ้นสุดลง เมื่อองค์ประกอบของการประนีประนอมยอมความครบถ้วนแล้ว สัญญาจึงมีผลผูกพันตามกฎหมายและได้รับความคุ้มครองเช่นเดียวกับสัญญาประเภทอื่น หลักการนี้สะท้อนให้เห็นว่าหัวใจของการประนีประนอมยอมความอยู่ที่การต่างฝ่ายต่างยอมผ่อนผันสิทธิของตนเพื่อแลกกับการยุติข้อพิพาทอย่างถาวร 

8 คำถาม หลักกฎหมายที่สำคัญที่สุดจากคดีนี้คืออะไร

คำตอบ 

หลักกฎหมายที่สำคัญที่สุดจากคดีนี้คือ เมื่อคู่กรณีได้เข้าทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยสมัครใจต่อหน้าศาลและแสดงเจตนาอย่างชัดแจ้งแล้ว สัญญาดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันตามกฎหมายอย่างสมบูรณ์ คู่กรณีไม่อาจอ้างเหตุส่วนตัว ข้อตกลงนอกศาล การเปลี่ยนใจภายหลัง หรือข้อกล่าวอ้างที่ไม่มีน้ำหนักเพียงพอ มาใช้เป็นเหตุหลีกเลี่ยงผลแห่งสัญญาได้ ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับความมั่นคงแน่นอนของนิติสัมพันธ์และการเคารพต่อการแสดงเจตนาของคู่กรณีเป็นอย่างยิ่ง เพราะหากไม่คุ้มครองข้อตกลงที่เกิดขึ้นโดยสุจริต การประนีประนอมยอมความจะไม่สามารถทำหน้าที่เป็นกลไกยุติข้อพิพาทได้อย่างมีประสิทธิภาพ คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นว่ากฎหมายมุ่งคุ้มครองข้อตกลงที่คู่กรณีได้ตกลงกันโดยสมัครใจ และกำหนดให้ทุกฝ่ายต้องปฏิบัติตามผลแห่งสัญญาอย่างเคร่งครัดเพื่อรักษาความยุติธรรมและความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม 

ข้อสังเกตเชิงกฎหมายจากคำพิพากษานี้

คำพิพากษานี้มีความสำคัญในทางปฏิบัติอย่างมาก เนื่องจากเป็นกรณีที่คู่ความได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความหลังจากคดีผ่านการพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มาแล้ว และอยู่ระหว่างการดำเนินคดีในชั้นฎีกา ศาลฎีกายังคงรับรองและให้ความคุ้มครองข้อตกลงดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าการประนีประนอมยอมความเป็นวิธีระงับข้อพิพาทที่กฎหมายส่งเสริม เมื่อคู่ความได้แสดงเจตนาโดยเสรีและสมัครใจแล้ว ย่อมสมควรได้รับการรับรองให้มีผลบังคับใช้ได้เช่นเดียวกับคำพิพากษาของศาล ทั้งยังช่วยลดภาระของกระบวนการยุติธรรมและทำให้ข้อพิพาทสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็วมากกว่าการดำเนินคดีต่อไปจนถึงที่สุด 

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ศาลฎีกาได้แยกความแตกต่างระหว่าง “ปัญหาความสมบูรณ์ของสัญญา” กับ “ปัญหาการปฏิบัติตามสัญญา” ออกจากกันอย่างชัดเจน กล่าวคือ หากมีข้อพิพาทว่าอีกฝ่ายหนึ่งยังไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ตกลงกันไว้ ปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องการบังคับตามสัญญาหรือการผิดสัญญา มิใช่ปัญหาที่ทำให้สัญญาเดิมซึ่งทำขึ้นโดยชอบตกเป็นโมฆะหรือถูกยกเลิก หลักการดังกล่าวช่วยสร้างเสถียรภาพให้แก่สัญญาประนีประนอมยอมความ และป้องกันไม่ให้คู่กรณีนำข้อพิพาทภายหลังมาใช้เป็นเหตุหลีกเลี่ยงผลผูกพันที่เกิดขึ้นแล้ว 

ความสำคัญของการแสดงเจตนาต่อหน้าศาล

จากข้อเท็จจริงในคดีจะเห็นได้ว่าศาลฎีกาให้ความสำคัญกับการที่คู่ความได้เข้าทำสัญญาต่อหน้าองค์คณะผู้พิพากษาและมีการลงลายมือชื่อรับรองอย่างครบถ้วน เพราะการดำเนินการดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าคู่ความมีโอกาสพิจารณาเนื้อหาของข้อตกลงอย่างเพียงพอ และมีโอกาสซักถามหรือคัดค้านก่อนลงลายมือชื่อได้ การที่ไม่มีการคัดค้านในขณะนั้นจึงเป็นพฤติการณ์สำคัญที่แสดงถึงความสมัครใจในการเข้าผูกพันตามสัญญา

แนววินิจฉัยนี้แสดงให้เห็นว่าศาลจะให้ความสำคัญกับการแสดงเจตนาที่เกิดขึ้นในกระบวนพิจารณาของศาลเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นกระบวนการที่มีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และมีผู้พิพากษาทำหน้าที่กำกับดูแลความถูกต้องของกระบวนการ เมื่อคู่ความยืนยันต่อศาลแล้ว ย่อมไม่อาจกลับมาอ้างภายหลังได้โดยง่ายว่าตนไม่เข้าใจข้อตกลง ไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือไม่ประสงค์จะผูกพันตามสัญญา เว้นแต่จะมีพยานหลักฐานที่หนักแน่นเพียงพอรองรับข้อกล่าวอ้างดังกล่าว 

ความแตกต่างระหว่างข้อตกลงในศาลกับข้อตกลงนอกศาล

หลักการสำคัญอีกประการหนึ่งที่ปรากฏในคำพิพากษานี้คือ การแยกสถานะทางกฎหมายของข้อตกลงในศาลออกจากข้อตกลงนอกศาลอย่างชัดเจน ศาลฎีกาเห็นว่าประเด็นที่จำเลยกล่าวอ้างเกี่ยวกับการยุติคดีอื่นทั้งหมด รวมถึงการถอนคำร้องทุกข์ เป็นเรื่องที่ไม่ได้ปรากฏอยู่ในสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำต่อหน้าศาล แม้จะมีการตกลงกันจริงก็เป็นอีกนิติสัมพันธ์หนึ่งซึ่งต้องไปใช้สิทธิหรือว่ากล่าวกันในคดีที่เกี่ยวข้อง ไม่สามารถนำมาใช้เป็นเหตุปฏิเสธผลของสัญญาที่ทำไว้ในศาลได้

แนววินิจฉัยดังกล่าวมีความสำคัญอย่างมากในทางปฏิบัติ เพราะเป็นการเตือนให้คู่กรณีตรวจสอบให้แน่ชัดว่าข้อตกลงที่ตนเห็นว่าสำคัญได้ถูกบันทึกไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ หากคู่กรณีประสงค์ให้ข้อตกลงใดมีผลผูกพันในคดี ก็ควรระบุไว้ในเอกสารอย่างชัดแจ้ง มิฉะนั้นอาจประสบปัญหาในการพิสูจน์สิทธิหรือใช้เป็นข้อต่อสู้ในภายหลังได้ 

บทสรุปทางวิชาการของคดี

คำพิพากษานี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำหลักสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 มาปรับใช้ในทางปฏิบัติ โดยศาลฎีกาวางหลักว่าเมื่อคู่กรณีได้ร่วมกันระงับข้อพิพาทด้วยความสมัครใจและต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันแล้ว ข้อตกลงดังกล่าวย่อมก่อให้เกิดผลผูกพันตามกฎหมาย คู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่อาจเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกสัญญาโดยลำพังได้ การกล่าวอ้างข้อตกลงนอกศาล การที่ทนายความไม่เข้าร่วมในวันทำสัญญา หรือข้อกล่าวหาเรื่องการฉ้อฉลที่ไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอ ไม่อาจใช้เป็นเหตุลบล้างผลแห่งสัญญาได้

แก่นแท้ของคำพิพากษานี้จึงมิใช่เรื่องการหย่า การใช้อำนาจปกครองบุตร หรือค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร หากแต่เป็นการยืนยันหลักกฎหมายว่าด้วยความศักดิ์สิทธิ์ของสัญญาและความมั่นคงแน่นอนของการระงับข้อพิพาทโดยความสมัครใจ ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานสำคัญของกฎหมายเอกชนและกระบวนการยุติธรรมโดยรวม อันทำให้การประนีประนอมยอมความยังคงเป็นกลไกสำคัญในการยุติข้อพิพาทที่กฎหมายให้การรับรองและคุ้มครองอย่างเข้มแข็ง 

บทสรุป

คำพิพากษาศาลฎีกานี้เป็นตัวอย่างสำคัญของการนำหลักกฎหมายเรื่องสัญญาประนีประนอมยอมความมาปรับใช้กับข้อพิพาทในคดีครอบครัว โดยแม้ข้อพิพาทเดิมจะเกี่ยวข้องกับการหย่า การใช้อำนาจปกครองบุตร ค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าทดแทน และการแบ่งทรัพย์สินระหว่างคู่สมรส แต่เมื่อคู่ความทุกฝ่ายได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลและแสดงเจตนายินยอมให้ข้อพิพาทยุติลงตามข้อตกลงดังกล่าวแล้ว ประเด็นสำคัญของคดีย่อมเปลี่ยนมาอยู่ที่ผลผูกพันของสัญญาประนีประนอมยอมความและสิทธิของคู่ความในการปฏิเสธข้อตกลงนั้นภายหลัง 

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการประนีประนอมยอมความเป็นสัญญาที่กฎหมายรับรองให้มีผลผูกพัน เมื่อคู่กรณีต่างยอมผ่อนผันสิทธิของตนเพื่อระงับข้อพิพาทและได้แสดงเจตนาโดยสมัครใจแล้ว ย่อมต้องปฏิบัติตามข้อตกลงนั้น การเปลี่ยนใจภายหลัง การอ้างข้อตกลงนอกศาล หรือการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ปรากฏอยู่ในสัญญาที่ทำต่อหน้าศาล ไม่อาจใช้เป็นเหตุเพิกถอนหรือยกเลิกผลผูกพันของสัญญาได้ เว้นแต่จะมีเหตุทางกฎหมายที่ชัดแจ้งและรับฟังได้ตามกฎหมาย 

สาระสำคัญที่ได้รับจากคดีนี้คือ การประนีประนอมยอมความมิใช่เพียงวิธีการยุติข้อพิพาทในเชิงปฏิบัติเท่านั้น แต่เป็นนิติกรรมที่ก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายอย่างสมบูรณ์ คู่กรณีที่เข้าทำสัญญาแล้วจึงต้องรับผลแห่งการกระทำของตนตามหลักความสุจริตและหลักความมั่นคงแน่นอนของนิติสัมพันธ์ กฎหมายมุ่งคุ้มครองข้อตกลงที่เกิดขึ้นโดยเสรีและชอบด้วยกฎหมาย เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนสามารถระงับข้อพิพาทได้ด้วยตนเองโดยไม่จำเป็นต้องดำเนินคดีต่อไปจนถึงที่สุด 

ในเชิงวิชาการ คดีนี้ยืนยันหลักสำคัญของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 ว่า หัวใจของการประนีประนอมยอมความอยู่ที่การต่างฝ่ายต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันเพื่อยุติข้อพิพาท เมื่อองค์ประกอบดังกล่าวครบถ้วนแล้ว สัญญาย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเต็มที่ และศาลจะไม่เปิดโอกาสให้คู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหลีกเลี่ยงผลแห่งข้อตกลงที่ตนได้ยอมรับไว้แล้วโดยปราศจากเหตุอันสมควร หลักการดังกล่าวมีความสำคัญต่อคดีแพ่ง คดีครอบครัว และข้อพิพาททางกฎหมายทุกประเภทที่มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อยุติข้อพิพาทระหว่างกัน 

สรุปโดยย่อที่สุด คดีนี้วางหลักว่า “สัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำขึ้นต่อหน้าศาลโดยสมัครใจ ย่อมมีผลผูกพันตามกฎหมาย คู่กรณีไม่อาจเพิกถอนหรือปฏิเสธได้โดยฝ่ายเดียว” ซึ่งถือเป็นแก่นสำคัญที่สุดของคำพิพากษาและเป็นหลักกฎหมายที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับข้อพิพาทประเภทอื่นได้อย่างกว้างขวางในทางปฏิบัติ 

คดีนี้สอนให้เห็นว่า ก่อนลงลายมือชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความหรือแถลงยอมความต่อศาล คู่กรณีควรตรวจสอบรายละเอียดทุกประการให้รอบคอบ และต้องนำเงื่อนไขสำคัญทั้งหมดบรรจุไว้ในสัญญาให้ครบถ้วน เพราะเมื่อสัญญาเกิดขึ้นโดยสมบูรณ์แล้ว กฎหมายจะถือว่าคู่กรณีได้ยอมรับผลทางกฎหมายทั้งหมดที่ตามมา การเปลี่ยนใจภายหลังหรือการอ้างข้อตกลงอื่นที่ไม่ได้ปรากฏอยู่ในสัญญา ย่อมไม่ใช่เหตุเพียงพอที่จะทำให้สัญญาสิ้นผลหรือหมดความผูกพันได้ อันเป็นการตอกย้ำถึงคุณค่าของความสุจริต ความแน่นอนของสัญญา และความมั่นคงของกระบวนการระงับข้อพิพาทตามกฎหมายไทย 

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2347/2564 

โจทก์ จำเลย และจำเลยร่วมร่วมกันตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าองค์คณะผู้พิพากษาในศาลชั้นต้น โดยคู่ความแต่ละฝ่ายและองค์คณะผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นได้ลงลายมือชื่อไว้ท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นแล้ว โดยคู่ความทุกฝ่ายแถลงร่วมกันต่อศาลชั้นต้นว่า หากศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกา คู่ความประสงค์จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความในชั้นฎีกา ข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำแถลงของคู่ความเป็นกระบวนพิจารณาที่คู่ความทำขึ้นในศาลและต่อหน้าองค์คณะผู้พิพากษาในศาลชั้นต้น เมื่อข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นเรื่องที่โจทก์ จำเลย และจำเลยร่วมระงับข้อพิพาทซึ่งมีอยู่ขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน มีลักษณะเป็นการประนีประนอมยอมความ ย่อมมีผลผูกพันคู่ความให้ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงนั้น คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะยกเลิกหรือเพิกถอนเพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ เว้นแต่คู่กรณีแห่งการประนีประนอมยอมความนั้นจะตกลงยินยอมด้วย ข้ออ้างของจำเลยที่ว่า โจทก์ไม่ได้ยุติคดีทั้งหมดตามที่ตกลงกันต่างหากนั้น เป็นเรื่องที่จำเลยกล่าวอ้างข้อตกลงนอกเหนือไปจากสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำกันในศาล แม้ในวันดังกล่าวทนายจำเลยจะมิได้มาศาลเพื่อร่วมตรวจสอบสัญญาดังที่จำเลยอ้าง จำเลยจะยกเหตุดังกล่าวรวมทั้งข้ออ้างที่จำเลยถูกฉ้อฉลขึ้นปฏิเสธสัญญาประนีประนอมยอมความว่าถูกฉ้อฉลย่อมฟังไม่ขึ้น คดีไม่มีเหตุอันสมควรที่จำเลยจะปฏิเสธไม่ให้ศาลฎีกามีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความในชั้นฎีกา

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ต. บุตรผู้เยาว์เพียงผู้เดียว

จำเลยให้การและฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งขอให้พิพากษาให้จำเลยกับโจทก์หย่าขาดจากกัน และให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว กับให้โจทก์ชำระค่าเลี้ยงชีพจำเลยตั้งแต่โจทก์ทิ้งร้างจำเลยไปเมื่อเดือนมิถุนายน 2559 จนถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 กรกฎาคม 2560) จำเลยขอคิดเพียง 12 เดือน เดือนละ 30,000 บาท เป็นเงิน 360,000 บาท และค่าอุปการะเลี้ยงดูต่อไปอีกเดือนละ 20,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาไปจนกว่าจำเลยจะสมรสใหม่หรือถึงแก่ความตายหรือมีเหตุอื่นตามกฎหมาย ให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เดือนละ 30,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะมีอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์ ให้โจทก์ชำระค่าทดแทนให้จำเลย 300,000 บาท และให้นางสาว ล. ชำระค่าทดแทนให้จำเลยเป็นเงิน 500,000 บาท กับให้โจทก์แบ่งรถยนต์ ให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่ง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกนางสาว ล. เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

จำเลยร่วมให้การว่าฟ้องโจทก์ไม่เป็นความจริง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและโจทก์หย่าขาดกัน ให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ต. เพียงผู้เดียว ให้โจทก์ชำระเงินค่าเลี้ยงชีพเป็นเงิน 180,000 บาท ค่าเสียหายเป็นค่าทดแทนเป็นเงิน 300,000 บาท แก่จำเลย ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าเด็กชาย ต. มีอายุยี่สิบปีบริบูรณ์ ให้โจทก์แบ่งทรัพย์สินรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า เท่ากับราคารถยนต์ในวันที่ศาลมีคำพิพากษา หากตกลงไม่ได้ให้นำออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งฝ่ายละเท่ากัน และให้จำเลยร่วมชำระค่าเสียหายเป็นค่าทดแทนเป็นเงิน 300,000 บาท แก่จำเลย กับให้โจทก์และจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องแย้งแทนจำเลย กำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์ ส่วนคำขอของจำเลย (โจทก์ฟ้องแย้ง) นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าเด็กชาย ต. จะบรรลุนิติภาวะ และให้โจทก์ชำระเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่จำเลย 180,000 บาท คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่โจทก์เสียเกินมา 38,071 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นตามฟ้องและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ตามฟ้องและฟ้องแย้งนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยร่วมฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในวันนัดอ่านคำสั่งคำร้องขออนุญาตฎีกา โจทก์ จำเลย และจำเลยร่วมแถลงร่วมกันต่อศาลชั้นต้นว่าได้ตกลงกันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 13 สิงหาคม 2563 ที่เสนอต่อศาลชั้นต้น ขอเลื่อนการฟังคำสั่งของศาลฎีกา และขอให้ส่งสัญญาประนีประนอมยอมความไปยังศาลฎีกาเพื่อประกอบการพิจารณาคำร้องขออนุญาตฎีกา หากศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกา คู่ความประสงค์จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความในชั้นฎีกา ศาลชั้นต้นจึงงดอ่านคำสั่งของศาลฎีกาและส่งสัญญาประนีประนอมยอมความพร้อมถ้อยคำสำนวนคืนศาลฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งให้ส่งถ้อยคำสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่ออ่านคำสั่งของศาลฎีกาให้คู่ความฟังก่อน ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งของศาลฎีกาที่อนุญาตให้โจทก์และจำเลยร่วมฎีกาให้แก่คู่ความฟังแล้ว ต่อมาศาลฎีกามีคำสั่งตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 11 มิถุนายน 2564 ให้ศาลชั้นต้นสอบถามคู่ความว่าประสงค์ทำยอมตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวหรือไม่ หากประสงค์ทำยอมก็ให้อ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาไปได้ มิฉะนั้นให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลฎีกา ในวันนัดฟังคำพิพากษาของศาลฎีกา จำเลยและทนายจำเลยแถลงต่อศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 14 ธันวาคม 2564 ว่าไม่ประสงค์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 13 สิงหาคม 2563 เพราะโจทก์ไม่ได้ปฏิบัตินอกเหนือสัญญาที่ตกลงกันต่างหากคือจะยุติคดีทั้งหมด ประกอบกับทนายจำเลยไม่ได้ไปร่วมตรวจสอบสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว โจทก์แถลงว่า ฝ่ายโจทก์ได้ยุติคดีตามที่ตกลงไว้กับจำเลยแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งถ้อยคำสำนวนพร้อมซองคำพิพากษาคืนศาลฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนข้ออ้างของโจทก์ว่า โจทก์ได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนโจทก์ เสร็จแล้วให้ส่งถ้อยคำสำนวนคืนศาลฎีกา

พิเคราะห์แล้ว คดีมีเหตุที่จำเลยจะปฏิเสธไม่ให้ศาลฎีกามีคำพิพากษาตามยอมตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 13 สิงหาคม 2563 ในชั้นฎีกาหรือไม่ เห็นว่า สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวโจทก์ จำเลย และจำเลยร่วม ร่วมกันตกลงทำขึ้นต่อหน้าองค์คณะผู้พิพากษาในศาลชั้นต้น โดยคู่ความแต่ละฝ่ายและองค์คณะผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นได้ลงลายมือชื่อไว้ท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นแล้ว โดยคู่ความทุกฝ่ายแถลงร่วมกันต่อศาลชั้นต้นว่า หากศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกา คู่ความประสงค์จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความในชั้นฎีกา ข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำแถลงของคู่ความถือว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่คู่ความทำขึ้นในศาลและต่อหน้าองค์คณะผู้พิพากษาในศาลชั้นต้น เมื่อข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นมีความว่า "ข้อ 1. จำเลยตกลงจะไม่บังคับคดีกับโจทก์และจำเลยร่วมตามคำพิพากษาในคดีนี้ทั้งหมด ตลอดจนค่าฤชาธรรมเนียมและค่าธรรมเนียมในส่วนของฟ้องแย้งด้วย ข้อ 2. โจทก์ จำเลย และจำเลยร่วมตกลงให้ยุติคดีนี้ ข้อ 3. โจทก์และจำเลยตกลงว่า ตามที่จำเลยและเด็กชาย ต. ได้ไปดำเนินการตรวจหาสารพันธุกรรม DNA เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2563 หากผลตรวจ DNA พบว่าเด็กชาย ต. เป็นบุตรของโจทก์ และโจทก์ยังคงรับราชการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจสังกัดสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองอยู่นั้น โจทก์ตกลงจะชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กชาย ต. โดยจะชำระในขณะเด็กชาย ต. เข้าศึกษาดังต่อไปนี้ ในชั้นประถมศึกษาเดือนละ 4,000 บาท เรียนในชั้นมัธยมศึกษาเดือนละ 5,000 บาท และเรียนในชั้นอุดมศึกษาเดือนละ 6,000 บาท ข้อ 4. โจทก์ จำเลย และจำเลยร่วมตกลงยินยอมปฏิบัติตามสัญญาข้อ 1 และข้อ 2 ข้อ 5. โจทก์และจำเลยตกลงยินยอมปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามสัญญาข้อ 3" จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ จำเลย และจำเลยร่วมซึ่งเป็นคู่สัญญาระงับข้อพิพาทซึ่งมีอยู่ขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน มีลักษณะเป็นการประนีประนอมยอมความ ย่อมมีผลผูกพันคู่ความให้ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงนั้น คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะยกเลิกหรือเพิกถอนเพียงฝ่ายเดียวมิได้ เว้นแต่คู่กรณีแห่งการประนีประนอมยอมความนั้นจะตกลงยินยอมด้วย ข้ออ้างของจำเลยที่ว่า โจทก์ไม่ได้ปฏิบัตินอกเหนือจากสัญญาที่ตกลงกันต่างหากคือจะยุติคดีทั้งหมดนั้น เป็นเรื่องที่จำเลยกล่าวอ้างข้อตกลงนอกเหนือไปจากสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำกันในศาล ทั้งตามทางไต่สวนของศาลชั้นต้นได้ความตามคำแถลงของโจทก์ประกอบคำแถลงของจำเลยที่ยื่นเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2565 ก่อนศาลชั้นต้นส่งถ้อยคำสำนวนความไปยังศาลฎีกามีข้อที่โต้เถียงกันว่า โจทก์ได้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กชาย ต. บุตรผู้เยาว์ตามข้อข้อตกลงสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วหรือไม่ เป็นปัญหาที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งจะต้องว่ากล่าวกันมาในภายหลังเมื่อศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาตามยอมในชั้นนี้แล้ว และที่จำเลยอ้างบันทึกข้อตกลงระหว่างคู่กรณี ฉบับลงวันที่ 13 สิงหาคม 2563 ข้อ 6 ที่โจทก์และจำเลยตกลงจะถอนคำร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวภูธรเมืองพิจิตร เป็นข้อตกลงนอกศาลและนอกเหนือไปจากข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำขึ้นในศาล หากมีอยู่จริงและผลแห่งข้อตกลงนั้นจะเป็นอย่างไรก็ชอบที่จะไปว่ากล่าวกันต่างหากจากคดีนี้ ย่อมจะนำมาอ้างเพื่อปฏิเสธในคดีนี้หาได้ไม่ ที่จำเลยอ้างว่า จำเลยไม่มีโอกาสนำพยานมาไต่สวนประกอบข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วหรือไม่ เห็นว่า การไต่สวนข้ออ้างของโจทก์ของศาลชั้นต้นตามคำสั่งของศาลฎีกานั้น ศาลชั้นต้นเพียงแต่ไต่สวนโดยฟังจากคำแถลงของโจทก์ เมื่อจำเลยได้ยื่นคำแถลงประกอบข้ออ้างของโจทก์ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะได้ส่งถ้อยคำสำนวนความคืนไปยังศาลฎีกา ย่อมเท่ากับจำเลยได้มีโอกาสแถลงคัดค้านข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนของฝ่ายโจทก์แล้ว จะว่าจำเลยไม่ได้รับความเป็นธรรมได้อย่างไร ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความที่คู่ความตกลงกันทำขึ้นต่อหน้าองค์คณะผู้พิพากษาในศาลชั้นต้น โดยจำเลยมิได้มีข้อโต้แย้งหรือข้อคัดค้านแต่ประการใด แสดงว่าจำเลยตกลงยอมความกับฝ่ายโจทก์และจำเลยร่วมโดยสมัครใจยอมผูกพันที่จะปฏิบัติต่อกันตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นแล้ว แม้ในวันดังกล่าวทนายจำเลยจะมิได้มาศาลเพื่อร่วมตรวจสอบสัญญาดังที่จำเลยอ้าง จำเลยจะยกเหตุดังกล่าวรวมทั้งข้ออ้างที่จำเลยถูกฉ้อฉลขึ้นปฏิเสธสัญญาประนีประนอมยอมความว่าถูกฉ้อฉลให้ทำขึ้นย่อมจะฟังไม่ขึ้น คดีไม่มีเหตุอันสมควรที่จำเลยจะปฏิเสธให้ศาลฎีกามีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 13 สิงหาคม 2563 ในชั้นฎีกาได้ เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์และจำเลยร่วมต่อไป

ศาลฎีกาได้พิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์ จำเลย และจำเลยร่วมในคดีนี้ ฉบับลงวันที่ 13 เดือน สิงหาคม พ.ศ. 2563 เห็นว่าชอบด้วยกฎหมาย จึงพิพากษาในคดีเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้แก่โจทก์และจำเลยร่วมฝ่ายละสามในสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

คดีนี้คู่ความทุกฝ่ายได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าองค์คณะผู้พิพากษาและลงลายมือชื่อรับรองไว้ครบถ้วน ต่อมาคู่ความฝ่ายหนึ่งไม่ประสงค์ปฏิบัติตามข้อตกลงและอ้างว่ามีข้อตกลงอื่นเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในสัญญา  ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการประนีประนอมยอมความเป็นการระงับข้อพิพาทด้วยการที่ต่างฝ่ายต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน เมื่อสัญญาเกิดขึ้นโดยสมัครใจและชอบด้วยกฎหมายแล้ว คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะยกเลิกหรือเพิกถอนเพียงลำพังไม่ได้




ประนีประนอมยอมความ

เมื่อผู้เสียหายรับค่าสินไหมทดแทนและตกลงไม่เรียกร้องเพิ่มเติมอีก สิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายในคดีละเมิดยังคงมีอยู่หรือไม่ และสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลระงับหนี้เพียงใด
อดีตคู่สมรสตกลงให้จ่ายเงินหลังหย่าไว้ในสัญญา อีกฝ่ายออกจากงานก่อนถึงกำหนดจ่าย ยังต้องชำระหรือไม่ และบังคับคดีล่วงหน้าได้หรือเปล่า
ฟ้องแบ่งมรดกซ้ำได้หรือไม่ เมื่อเคยทำสัญญาประนีประนอมยอมความและมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว รวมถึงทรัพย์มรดกที่อ้างว่าตกหล่นจากการแบ่งมรดก
สัญญาประนีประนอมยอมความผูกพันเพียงคู่ความหรือไม่ และบังคับคดีแก่บุคคลภายนอกได้หรือไม่
สิทธิฟ้องบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีมรดก เมื่อทายาทลงลายมือชื่อแทนกันและยินยอมโดยปริยาย มีผลผูกพันเพียงใด
คำพิพากษาตามยอมถึงที่สุด เพิกถอนไม่ได้เมื่อพ้นกำหนดอุทธรณ์
ข้อจำกัดคำพิพากษาตามยอม กับขอบเขตแห่งประเด็นในคดีและอำนาจฟ้องของผู้แทนโดยชอบธรรม
การผิดสัญญาประนีประนอมยอมความและการอายัดบัญชีเงินฝาก,การบังคับคดี,(ฎีกาที่ 4942/2566)
ดอกเบี้ยเงินกู้ของสถาบันการเงินกำหนดได้แค่ไหน กรณีผิดนัดตามสัญญาประนีประนอมยอมความและการบอกเลิกสัญญากู้
วิเคราะห์การบังคับคดีตามสัญญาประนีประนอมยอมความ (ฎีกา 1951/2567)
(ฎีกา 928/2568)สัญญาประนีประนอมยอมความ & สิทธิรื้อถอน
(ฎีกาที่ 1280/2568) สัญญาประนีประนอมยอมความ & การผิดสัญญา
(ฎีกาที่ 3237/2567) : สัญญาประนีประนอมยอมความและผลของการถอนฟ้อง ป.พ.พ. มาตรา 850, อำนาจฟ้อง,
(ฎ.4008/2567)หนี้เงินกู้เพื่อการศึกษาบุตร หนี้ร่วมระหว่างคู่สมรส และผลของสัญญาประนีประนอมยอมความ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1160/2568: การพิสูจน์สัญญาประนีประนอมยอมความและผลทางกฎหมายเรื่องดอกเบี้ยเกินกำหนด
การออกใบแทนโฉนดที่ดินโดยมิชอบ, การฟ้องเพิกถอนนิติกรรมโอนที่ดิน, หน้าที่และอำนาจของผู้จัดการมรดก
บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ
หากบุตรพักอาศัยอยู่กับใครคนนั้นเป็นผู้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร-บังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมได้หรือไม่ เมื่อคู่กรณีอ้างเหตุเปลี่ยนแปลงภายหลังและไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามข้อตกลง
ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าคำพิพากษาตามยอมไม่ชอบด้วยกฎหมาย
สัญญาประนีประนอมยอมความที่ขัดต่อกฎหมาย
หนี้สินอันเกิดจากมูลละเมิดระงับสิ้นไป
สัญญามีข้อสงสัยต้องตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่ฝ่ายซึ่งจะต้องเป็นผู้เสียหายในมูลหนี้-ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความเรื่องบุตร ต้องจ่ายค่าอุปการะเพิ่มหรือไม่
ขอให้ศาลมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าค่าศึกษาเล่าเรียน
สิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งของผู้เยาว์
ขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้
พิพากษาตามสัญญายอมความอาจเกินคำขอได้