ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




เบิกความเท็จใครเป็นผู้เสียหายได้บ้าง ราษฎรมีสิทธิเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีอาญาหรือไม่

ความผิดฐานเบิกความเท็จในศาล ผู้เสียหายในคดีอาญาคือใคร สิทธิของราษฎรในการเป็นโจทก์ร่วม หลักเกณฑ์ผู้เสียหายโดยตรงตามกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญามาตรา 2 วงเล็บ 4 การตีความคำว่าผู้เสียหายในคดีอาญา ผลกระทบจากการเบิกความเท็จต่อสิทธิบุคคล สิทธิฟ้องคดีอาญาของผู้เสียหาย แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับพยานเท็จ ความสัมพันธ์ระหว่างพยานเท็จกับความเสียหาย การคุ้มครองสิทธิของประชาชนในกระบวนการยุติธรรม การขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีอาญา สิทธิผู้เสียหาย

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความคำว่า “ผู้เสียหาย” ในความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จ ว่าจะจำกัดอยู่เพียงเจ้าพนักงานหรือรัฐเท่านั้น หรือรวมถึงราษฎรที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเบิกความดังกล่าวด้วย ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ เนื่องจากเกี่ยวพันโดยตรงกับสิทธิในการเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีอาญา ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของผู้ได้รับความเสียหาย คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญที่ศาลฎีกาได้วางหลักว่า แม้ความผิดฐานเบิกความเท็จจะเป็นความผิดต่อกระบวนการยุติธรรม แต่หากการกระทำนั้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิหรือประโยชน์ของบุคคลใด บุคคลนั้นย่อมมีฐานะเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย และสามารถใช้สิทธิทางคดีอาญาได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นการขยายขอบเขตการคุ้มครองสิทธิของประชาชนให้กว้างขวางยิ่งขึ้น 

ข้อเท็จจริงของคดี

   คดีนี้มีจุดเริ่มต้นจากการที่บุคคลหนึ่งได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้มีคำสั่งให้บุคคลอีกคนหนึ่งเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ และแต่งตั้งตนเองเป็นผู้พิทักษ์ โดยมีฝ่ายคัดค้านซึ่งนำพยานบุคคลมาเบิกความต่อศาล ในการพิจารณาคดีดังกล่าว พยานซึ่งเป็นแพทย์ได้ให้ถ้อยคำต่อศาลในสาระสำคัญว่าบุคคลที่ถูกขอให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถยังมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ สามารถตัดสินใจและดำเนินชีวิตได้ด้วยตนเอง

อย่างไรก็ตาม ศาลในคดีแพ่งได้มีคำสั่งให้บุคคลดังกล่าวเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้พิทักษ์ ต่อมาผู้ร้องเห็นว่าการเบิกความของพยานดังกล่าวเป็นเท็จและมีผลกระทบต่อสิทธิของตน จึงได้ดำเนินคดีอาญาในความผิดฐานเบิกความเท็จ และยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการ

ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าเป็นโจทก์ร่วม แต่พิพากษายกฟ้องในคดีอาญา ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับโดยเห็นว่าผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหาย จึงไม่มีสิทธิเป็นโจทก์ร่วม และยกคำร้องดังกล่าว ผู้ร้องจึงฎีกา

คำวินิจฉัยของศาล

   ประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยคือ บุคคลซึ่งได้รับผลกระทบจากการเบิกความเท็จโดยตรง มีฐานะเป็นผู้เสียหายในความผิดดังกล่าวหรือไม่ และมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมได้หรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานเบิกความเท็จมิได้มีผู้เสียหายเฉพาะเจ้าพนักงานหรือรัฐเท่านั้น หากแต่รวมถึงบุคคลใดก็ตามที่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำดังกล่าวด้วย โดยพิจารณาจากข้อเท็จจริงว่าการเบิกความของจำเลยมีสาระสำคัญเกี่ยวข้องกับประเด็นในคดีแพ่ง และมีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ร้องโดยตรง

เมื่อการกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องโดยตรง ผู้ร้องจึงมีฐานะเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย และมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการได้ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ไม่ถูกต้อง และให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาใหม่ตามลำดับชั้นศาล 

วิเคราะห์หลักกฎหมาย

   หลักกฎหมายสำคัญในคดีนี้อยู่ที่การตีความคำว่า “ผู้เสียหาย” ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งมิได้จำกัดเฉพาะผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิในลักษณะโดยตรงในเชิงทรัพย์สินหรือร่างกายเท่านั้น แต่รวมถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบต่อสิทธิหรือประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายจากการกระทำความผิดด้วย

ความผิดฐานเบิกความเท็จตามกฎหมายอาญา แม้จะมีลักษณะเป็นความผิดต่อกระบวนการยุติธรรม แต่ในทางข้อเท็จจริงอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิของคู่ความในคดี เช่น การแพ้คดี การเสียสิทธิในทรัพย์สิน หรือการเสียโอกาสทางกฎหมาย ดังนั้น หากพิสูจน์ได้ว่าการเบิกความเท็จมีผลกระทบดังกล่าว บุคคลที่ได้รับผลกระทบย่อมมีฐานะเป็นผู้เสียหาย

แนวคำวินิจฉัยนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับ “ผลกระทบที่แท้จริง” มากกว่ารูปแบบของความผิด กล่าวคือ มิได้พิจารณาเพียงว่าความผิดนั้นเป็นความผิดต่อรัฐหรือไม่ แต่พิจารณาว่ามีบุคคลใดได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำนั้นหรือไม่

เจตนารมณ์ของกฎหมายและแนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง

   เจตนารมณ์ของกฎหมายเกี่ยวกับผู้เสียหายในคดีอาญา มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายสามารถเข้ามามีบทบาทในกระบวนการยุติธรรม เพื่อปกป้องสิทธิของตนเองได้ การจำกัดสิทธิไว้เฉพาะกรณีแคบอาจทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมและลดทอนประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีนี้จึงเป็นการขยายขอบเขตของคำว่า “ผู้เสียหาย” ให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงและหลักความเป็นธรรม โดยยอมรับว่าความเสียหายอาจเกิดขึ้นได้ในหลายรูปแบบ และไม่จำเป็นต้องเป็นความเสียหายทางกายภาพหรือทรัพย์สินเท่านั้น

หลักการดังกล่าวยังสอดคล้องกับแนวคำพิพากษาศาลฎีกาอื่นที่ยอมรับให้บุคคลที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการกระทำความผิดมีสิทธิใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อคุ้มครองสิทธิของตน ซึ่งเป็นการส่งเสริมหลักนิติธรรมและความเป็นธรรมในสังคม

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1 ศาลชั้นต้น

ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการในคดีอาญาความผิดฐานเบิกความเท็จ แต่เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานแล้วเห็นว่ายังไม่เพียงพอรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง จึงมีคำพิพากษายกฟ้อง อย่างไรก็ดีศาลมิได้ปฏิเสธสถานะของผู้ร้องในฐานะโจทก์ร่วมแต่อย่างใด

2 ศาลอุทธรณ์

ศาลเห็นแตกต่างจากศาลชั้นต้น โดยวินิจฉัยว่าความผิดฐานเบิกความเท็จเป็นความผิดต่อกระบวนการยุติธรรม มิใช่ความผิดต่อบุคคลโดยตรง ผู้เสียหายจึงควรจำกัดเฉพาะรัฐหรือเจ้าพนักงานเท่านั้น ผู้ร้องจึงไม่มีฐานะเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายและไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลจึงมีคำสั่งยกคำร้องและยกอุทธรณ์ของผู้ร้อง

3 ศาลฎีกา

ศาลวินิจฉัยว่าผู้เสียหายในความผิดฐานเบิกความเท็จมิได้จำกัดเฉพาะเจ้าพนักงาน หากแต่รวมถึงราษฎรที่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการเบิกความดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าคำเบิกความของจำเลยมีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ร้องโดยตรง ผู้ร้องย่อมเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย และมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมได้ จึงพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และให้ย้อนสำนวนไปพิจารณาใหม่ 

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักการสำคัญว่า การตีความคำว่า “ผู้เสียหาย” ในคดีอาญาต้องยึดโยงกับข้อเท็จจริงแห่งความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยตรง มิใช่จำกัดอยู่เพียงลักษณะของความผิดหรือผู้ถูกละเมิดในเชิงนามธรรมเท่านั้น แม้ความผิดฐานเบิกความเท็จจะมีลักษณะเป็นความผิดต่อกระบวนการยุติธรรม แต่หากการกระทำดังกล่าวมีผลกระทบต่อสิทธิหรือประโยชน์ของบุคคลใดโดยตรง บุคคลนั้นย่อมมีฐานะเป็นผู้เสียหายและมีสิทธิเข้ามามีบทบาทในกระบวนการยุติธรรมได้ หลักการนี้สะท้อนแนวคิดเชิงนิติรัฐที่มุ่งคุ้มครองสิทธิของประชาชนอย่างแท้จริง และป้องกันมิให้การตีความกฎหมายในลักษณะแคบจำกัดสิทธิของผู้เสียหายโดยไม่เป็นธรรม

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความว่า ผู้ใดเป็น “ผู้เสียหาย” ในความผิดฐานเบิกความเท็จ และมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีอาญาได้หรือไม่ โดยศาลวินิจฉัยว่าไม่จำกัดเฉพาะรัฐหรือเจ้าพนักงานเท่านั้น แต่รวมถึงบุคคลที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเบิกความดังกล่าวด้วย

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1 ผู้เสียหายโดยตรง

หมายถึงบุคคลที่ได้รับผลกระทบต่อสิทธิหรือประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายจากการกระทำความผิดโดยตรง ไม่จำกัดเฉพาะความเสียหายทางทรัพย์สินหรือร่างกาย แต่รวมถึงความเสียหายในเชิงสิทธิในกระบวนการยุติธรรม เช่น การเสียโอกาสในคดีหรือการถูกกระทบสิทธิจากคำเบิกความเท็จ

2 สิทธิเป็นโจทก์ร่วม

เป็นสิทธิของผู้เสียหายในการเข้าร่วมดำเนินคดีกับพนักงานอัยการในคดีอาญา เพื่อปกป้องสิทธิของตนเองโดยตรง ซึ่งต้องพิจารณาจากสถานะความเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย หากมีความเสียหายโดยตรงย่อมมีสิทธิเข้าร่วมได้

คำถามที่พบบ่อย FAQ

1 คำถาม ผู้เสียหายในคดีเบิกความเท็จจำกัดเฉพาะเจ้าพนักงานหรือไม่

คำตอบ

ผู้เสียหายในความผิดฐานเบิกความเท็จตามกฎหมายมิได้จำกัดอยู่เฉพาะเจ้าพนักงานหรือรัฐเท่านั้น แม้ลักษณะของความผิดจะเป็นการกระทบต่อกระบวนการยุติธรรม แต่หากพฤติการณ์แห่งคดีปรากฏว่าการเบิกความดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิหรือประโยชน์ของบุคคลใด บุคคลนั้นย่อมมีฐานะเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญามาตรา 2 วงเล็บ 4 มิได้กำหนดข้อจำกัดว่าผู้เสียหายต้องเป็นรัฐเท่านั้น การตีความต้องพิจารณาจากความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงเป็นสำคัญ หากบุคคลใดเสียสิทธิ เสียประโยชน์ หรือถูกกระทบต่อสถานะทางกฎหมายจากคำเบิกความดังกล่าว ย่อมถือว่าเป็นผู้เสียหายและมีสิทธิดำเนินคดีหรือเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้ตามกฎหมาย 

2 คำถาม การเบิกความเท็จต้องทำให้เกิดความเสียหายแบบใดจึงถือว่ามีผู้เสียหาย

คำตอบ

การพิจารณาว่ามีผู้เสียหายหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยตรงต่อสิทธิหรือประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมาย มิจำเป็นต้องเป็นความเสียหายทางทรัพย์สินหรือร่างกายเท่านั้น ความเสียหายในเชิงสิทธิ เช่น การแพ้คดี การถูกจำกัดสิทธิ หรือการเสียโอกาสในทางกฎหมายจากการเบิกความเท็จ ก็ถือเป็นความเสียหายที่กฎหมายรับรองได้ หากพิสูจน์ได้ว่าคำเบิกความมีผลกระทบต่อผลของคดีหรือสถานะของบุคคลโดยตรง บุคคลนั้นย่อมเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย และสามารถใช้สิทธิทางคดีอาญาได้ ทั้งนี้ต้องพิจารณาเป็นกรณีไปโดยยึดข้อเท็จจริงเป็นหลัก 

3 คำถาม ผู้เสียหายมีสิทธิยื่นคำร้องเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีอาญาได้อย่างไร

คำตอบ

ผู้เสียหายสามารถยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการได้ในระหว่างการพิจารณาคดี โดยต้องแสดงให้ศาลเห็นว่าตนเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายและได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดโดยตรง ศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานว่าความเสียหายนั้นมีความเชื่อมโยงกับการกระทำของจำเลยหรือไม่ หากเห็นว่ามีความเกี่ยวข้องโดยตรง ศาลย่อมมีคำสั่งอนุญาตให้เข้าเป็นโจทก์ร่วมได้ ซึ่งทำให้ผู้เสียหายสามารถมีบทบาทในการนำสืบพยานและปกป้องสิทธิของตนในคดีได้อย่างเต็มที่ 

4 คำถาม หากศาลอุทธรณ์วินิจฉัยผิดในประเด็นสถานะผู้เสียหาย ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขอย่างไร

คำตอบ

หากศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อกฎหมายผิดเกี่ยวกับสถานะของผู้เสียหาย ศาลฎีกามีอำนาจตรวจสอบและวินิจฉัยใหม่ได้ เนื่องจากเป็นปัญหาข้อกฎหมาย เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าการตีความของศาลอุทธรณ์ไม่ถูกต้อง เช่น การจำกัดความหมายของผู้เสียหายแคบเกินไป ศาลฎีกาสามารถพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และอาจมีคำสั่งให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาใหม่ตามแนววินิจฉัยของตน เพื่อให้กระบวนการพิจารณาเป็นไปตามลำดับชั้นศาลและหลักกฎหมายที่ถูกต้อง 

5 คำถาม ความผิดฐานเบิกความเท็จถือเป็นความผิดต่อบุคคลหรือความผิดต่อรัฐ

คำตอบ

โดยหลักแล้วความผิดฐานเบิกความเท็จมีลักษณะเป็นความผิดต่อกระบวนการยุติธรรมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรัฐ อย่างไรก็ตามในทางข้อเท็จจริงการกระทำดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลโดยตรงได้ ดังนั้นแม้จะเป็นความผิดต่อรัฐ แต่ก็มิได้ตัดสิทธิของบุคคลที่ได้รับผลกระทบในการถือว่าเป็นผู้เสียหาย กฎหมายจึงเปิดช่องให้ตีความอย่างยืดหยุ่นเพื่อคุ้มครองสิทธิของบุคคลที่ได้รับความเสียหายจริง 

6 คำถาม เหตุใดศาลจึงต้องพิจารณาความเสียหายโดยตรงเป็นหลัก

คำตอบ

การพิจารณาความเสียหายโดยตรงเป็นหลักมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การใช้สิทธิในกระบวนการยุติธรรมเป็นไปอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม หากเปิดโอกาสให้บุคคลที่ไม่ได้รับความเสียหายเข้ามาใช้สิทธิ อาจทำให้เกิดความสับสนหรือความล่าช้าในกระบวนการพิจารณา ดังนั้นกฎหมายจึงกำหนดให้ต้องมีความเสียหายที่แท้จริงและเชื่อมโยงกับการกระทำความผิดโดยตรง เพื่อให้สิทธิเป็นโจทก์ร่วมตกอยู่กับผู้ที่มีส่วนได้เสียแท้จริง 

7 คำถาม การเบิกความเท็จมีผลต่อคดีแพ่งหรือไม่

คำตอบ

การเบิกความเท็จในคดีแพ่งอาจมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผลของคดี เนื่องจากคำเบิกความเป็นพยานหลักฐานที่ศาลใช้ในการวินิจฉัยข้อเท็จจริง หากพยานให้การอันเป็นเท็จในประเด็นสำคัญ อาจทำให้ศาลเข้าใจข้อเท็จจริงผิดพลาดและมีคำพิพากษาที่ไม่เป็นธรรม ส่งผลให้คู่ความฝ่ายหนึ่งเสียสิทธิหรือประโยชน์โดยตรง จึงอาจก่อให้เกิดความรับผิดทางอาญาและทำให้บุคคลที่ได้รับผลกระทบมีสถานะเป็นผู้เสียหาย 

8 คำถาม แนวคำพิพากษานี้มีผลต่อการตีความกฎหมายในอนาคตอย่างไร

คำตอบ

แนวคำพิพากษานี้มีผลสำคัญต่อการตีความกฎหมายในอนาคต โดยเป็นบรรทัดฐานที่ขยายความหมายของคำว่าผู้เสียหายให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและหลักความเป็นธรรม ศาลในคดีอื่นสามารถนำแนววินิจฉัยนี้ไปใช้ในการพิจารณาว่าบุคคลใดมีสิทธิเป็นผู้เสียหายได้ แม้ความผิดนั้นจะเป็นความผิดต่อรัฐก็ตาม ซึ่งช่วยเสริมสร้างความยุติธรรมและการคุ้มครองสิทธิของประชาชนในกระบวนการยุติธรรม 

อธิบายหลักกฎหมาย

ข้อ 1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177

มาตรา 177 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองความถูกต้องของกระบวนการยุติธรรมและความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานในศาล การเบิกความเป็นกลไกสำคัญที่ศาลใช้ในการค้นหาความจริง หากพยานให้การอันเป็นเท็จในข้อสำคัญแห่งคดี ย่อมทำให้กระบวนการพิจารณาคดีบิดเบือนและอาจนำไปสู่คำพิพากษาที่ไม่เป็นธรรม ดังนั้นกฎหมายจึงกำหนดโทษเพื่อป้องกันและยับยั้งพฤติการณ์ดังกล่าว องค์ประกอบสำคัญของความผิดนี้คือการเบิกความต่อศาลหรือเจ้าพนักงานตามกฎหมายในฐานะพยาน และข้อความที่เบิกความนั้นต้องเป็นเท็จในข้อสำคัญ การพิจารณาว่าเป็นข้อสำคัญหรือไม่ต้องดูว่ามีผลต่อการวินิจฉัยคดีหรือไม่ นอกจากนี้เจตนาของผู้กระทำก็เป็นองค์ประกอบสำคัญ กล่าวคือผู้กระทำต้องรู้ว่าข้อความนั้นเป็นเท็จและยังคงให้การต่อไป ซึ่งแสดงถึงความจงใจในการบิดเบือนข้อเท็จจริง

ข้อ 2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4)

มาตรา 2 วงเล็บ 4 ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาให้ความหมายของคำว่าผู้เสียหาย โดยกำหนดว่าหมายถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิด ไม่ได้จำกัดเฉพาะความเสียหายทางทรัพย์สินหรือร่างกาย แต่รวมถึงความเสียหายต่อสิทธิหรือประโยชน์ทางกฎหมายด้วย การตีความบทบัญญัตินี้ต้องยึดหลักว่าความเสียหายนั้นต้องเกิดขึ้นโดยตรงจากการกระทำความผิด ไม่ใช่เป็นเพียงผลกระทบทางอ้อมหรือความรู้สึกเสียหายทั่วไป หลักการนี้มีความสำคัญต่อการกำหนดสิทธิของบุคคลในการเข้ามามีบทบาทในคดีอาญา เช่น การร้องทุกข์ การฟ้องคดี หรือการเข้าเป็นโจทก์ร่วม โดยศาลต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเป็นรายกรณีว่าบุคคลนั้นมีความเชื่อมโยงกับความเสียหายมากน้อยเพียงใด และเป็นความเสียหายที่กฎหมายรับรองหรือไม่

ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 53/2566 

ผู้เสียหายในความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จ ตาม ป.อ. มาตรา 177 หาใช่จะมีแต่เฉพาะเจ้าพนักงานเท่านั้นไม่ ราษฎรที่ได้รับความเสียหายโดยตรงเนื่องจากการกระทำความผิดดังกล่าวก็เป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) การที่จำเลยเบิกความเป็นพยานในคดีที่โจทก์ร่วมเป็นผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ ว. เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ และแต่งตั้งโจทก์ร่วมเป็นผู้พิทักษ์ โดยจำเลยเบิกความเป็นใจความว่า ว. มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ สามารถโต้ตอบมีเหตุผลและสามารถตัดสินใจด้วยตนเอง จำบุคคลใกล้ชิดและเรื่องราวต่าง ๆ ช่วยเหลือตนเองได้ ไม่ได้ป่วยเป็นโรคร้ายแรง และไม่มีอาการฟั่นเฟือน อันเป็นข้อสำคัญในคดีดังกล่าว ย่อมมีผลกระทบต่อสิทธิหรือส่วนได้เสียของโจทก์ร่วมโดยตรง โจทก์ร่วมย่อมได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำของจำเลย จึงเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จในคดีนี้โดยตรง และมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการในคดีนี้ได้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นาง ส. ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วม ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์ และยกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ร่วมยื่นคำร้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่ ขอให้มีคำสั่งให้นายวิสิทธิศักดิ์ เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ และแต่งตั้งโจทก์ร่วมเป็นผู้พิทักษ์ มีนายวิสิทธิศักดิ์ ที่ 1 กับพวกรวม 6 คน เป็นผู้คัดค้าน ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 218/2556 จำเลยซึ่งเป็นแพทย์ผู้ตรวจรักษานายวิสิทธิศักดิ์เบิกความในฐานะพยานของฝ่ายผู้คัดค้านในคดีดังกล่าวประกอบใบรับรองแพทย์เป็นใจความว่า นายวิสิทธิ์ศักดิ์มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ สามารถโต้ตอบมีเหตุผลและสามารถตัดสินใจด้วยตนเองได้ จำบุคคลใกล้ชิดและเรื่องราวต่าง ๆ ได้ ช่วยเหลือตนเองได้ ไม่ได้ป่วยเป็นโรคร้ายแรง ไม่มีอาการฟั่นเฟือน ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่มีคำสั่งให้นายวิสิทธิศักดิ์เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ และให้อยู่ในความพิทักษ์ของโจทก์ร่วม ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 89/2558 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในคดีนี้ ศาลฎีกาในคดีดังกล่าวพิพากษายืน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานเบิกความเท็จและมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายในความผิดฐานเบิกความเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 นั้นหาใช่จะมีแต่เฉพาะเจ้าพนักงานเท่านั้นไม่ ราษฎรที่ได้รับความเสียหายโดยตรงเนื่องจากการกระทำความผิดดังกล่าวก็เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาอาญา มาตรา 2 (4) การที่จำเลยเบิกความเป็นพยานในคดีดังกล่าวที่โจทก์ร่วมคดีนี้เป็นผู้ร้องขอให้มีคำสั่งให้นายวิสิทธิศักดิ์ เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ และแต่งตั้งโจทก์ร่วมคดีนี้เป็นผู้พิทักษ์ โดยจำเลยเบิกความเป็นใจความว่า นายวิสิทธิศักดิ์มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ สามารถโต้ตอบมีเหตุผลและสามารถตัดสินใจด้วยตนเองได้ จำบุคคลใกล้ชิดและเรื่องราวต่าง ๆ ได้ ช่วยเหลือตนเองได้ ไม่ได้ป่วยเป็นโรคร้ายแรง และไม่มีอาการฟั่นเฟือน อันเป็นข้อสำคัญในคดีดังกล่าว ย่อมมีผลกระทบต่อสิทธิหรือส่วนได้เสียของโจทก์ร่วมโดยตรง เช่นนี้โจทก์ร่วมย่อมได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำของจำเลยในความผิดฐานเบิกความเท็จ ดังนั้น โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานเบิกความเท็จในคดีนี้โดยตรง และมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการในคดีนี้ได้ ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังขึ้น และเห็นเป็นการจำเป็นให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาพิพากษาใหม่ เพื่อให้การวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมเป็นไปตามลำดับชั้นศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

เบิกความเท็จแล้วกระทบสิทธิคุณโดยตรง คุณมีสิทธิเป็นโจทก์ร่วมในคดีอาญาหรือไม่ ศาลวินิจฉัยชัดว่า ผู้เสียหายในความผิดฐานเบิกความเท็จไม่จำกัดเฉพาะรัฐหรือเจ้าพนักงานเท่านั้น หากราษฎรได้รับความเสียหายโดยตรงจากคำเบิกความดังกล่าว ย่อมมีฐานะเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย ในคดีนี้ คำเบิกความของพยานมีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ร้องโดยตรงเกี่ยวกับการเป็นผู้พิทักษ์ จึงถือว่าได้รับความเสียหาย ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการได้ และศาลฎีกาให้ย้อนสำนวนไปพิจารณาใหม่ตามลำดับชั้นศาล




เบิกความเท็จ

เบิกความเท็จต้องมีผลในกระบวนพิจารณาหรือไม่ หากศาลไม่รับวินิจฉัยคำร้องตั้งแต่ต้นยังถือว่ามีความผิดหรือไม่
คดีเบิกความเท็จ, การวินิจฉัยของศาลฎีกาเรื่องเบิกความเท็จ, ความหมายของการเพิกถอนกระบวนพิจารณา
เบิกความเท็จต้องเป็นข้อสำคัญในคดีและศาลเชื่อคำเบิกความ