ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




สิทธิทายาทฟ้องแบ่งมรดกได้หรือไม่เมื่อไม่มีผู้จัดการมรดกและมีข้อโต้แย้งว่าไม่ใช่ทรัพย์มรดก

ฟ้องแบ่งมรดกไม่มีผู้จัดการมรดกได้หรือไม่, ทายาทไม่มีชื่อในโฉนดมีสิทธิฟ้องหรือไม่, สิทธิของเจ้าของรวมตามมาตรา 1363, การแบ่งทรัพย์มรดกตามมาตรา 1745, โต้แย้งสิทธิในทรัพย์มรดก, ทายาทฟ้องแบ่งที่ดินมรดก, อายุความมรดกฟ้องแบ่งได้หรือไม่, แนวคำพิพากษาศาลฎีกามรดก, การขายทอดตลาดแบ่งมรดก, การปฏิเสธทรัพย์มรดก, ข้อพิพาททรัพย์มรดก, สิทธิฟ้องแบ่งทรัพย์รวม, กฎหมายมรดกไทย, ฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกหลายแปลง, ศาลฎีกาวินิจฉัยสิทธิทายาท, ฟ้องแบ่งมรดก, สิทธิทายาท,  

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิของทายาทในการฟ้องแบ่งทรัพย์มรดก แม้ยังไม่มีการแต่งตั้งผู้จัดการมรดก และแม้ทายาทจะไม่มีชื่อเป็นเจ้าของในทะเบียนที่ดินก็ตาม โดยคดีนี้มีประเด็นสำคัญว่าการที่ทายาทบางรายปฏิเสธไม่ร่วมแบ่งมรดกและโต้แย้งว่าทรัพย์บางส่วนไม่ใช่มรดก จะเป็นเหตุให้ทายาทอีกฝ่ายหมดสิทธิฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยยืนยันหลักกฎหมายสำคัญว่า “เจ้าของรวม” มีสิทธิเรียกแบ่งทรัพย์ได้ และการไม่มีผู้จัดการมรดกไม่ใช่อุปสรรคต่อการใช้สิทธิทางศาล อีกทั้งการแบ่งมรดกต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นในคราวเดียวกัน อันเป็นหลักที่มีผลต่อคดีมรดกโดยตรงในทางปฏิบัติ

ข้อเท็จจริง

โจทก์และจำเลยเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายซึ่งมีที่ดิน 3 แปลงเป็นทรัพย์มรดก แต่ยังมิได้มีการแบ่งหรือจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ โจทก์เคยยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกแต่ถูกคัดค้านและศาลยกคำร้อง จำเลยทั้งสองไม่ยอมร่วมแบ่งมรดกและโต้แย้งว่าที่ดินบางแปลงไม่ใช่มรดก โจทก์จึงฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกทั้งสามแปลง

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

(1) แม้ไม่มีผู้จัดการมรดก ทายาทซึ่งเป็นเจ้าของรวมย่อมมีสิทธิฟ้องแบ่งทรัพย์ได้ตามมาตรา 1745 ประกอบมาตรา 1363

(2) การที่จำเลยโต้แย้งว่าทรัพย์ไม่ใช่มรดก ถือเป็นการโต้แย้งสิทธิ ทำให้โจทก์มีสิทธิฟ้อง

(3) การไม่มีชื่อในโฉนดไม่เป็นอุปสรรคต่อสิทธิฟ้อง

(4) การแบ่งมรดกต้องทำให้เสร็จในคราวเดียวกัน ไม่อาจแบ่งเฉพาะบางแปลง

วิเคราะห์หลักกฎหมาย

มาตรา 1745 วางหลักให้ทายาทมีสิทธิเรียกแบ่งมรดก ขณะที่มาตรา 1363 รับรองสิทธิของเจ้าของรวมในการเรียกแบ่งทรัพย์ร่วมกัน หลักดังกล่าวสะท้อนเจตนารมณ์ในการคุ้มครองสิทธิของเจ้าของรวมมิให้ถูกผูกมัดโดยการไม่ร่วมมือของผู้อื่น

แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาโดยทั่วไปยืนยันว่า

การไม่มีผู้จัดการมรดกไม่ตัดสิทธิฟ้อง

การโต้แย้งสิทธิทำให้เกิดสิทธิฟ้อง

การแบ่งมรดกต้องครบถ้วนทุกทรัพย์

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

   พิพากษาให้แบ่งที่ดินเพียงแปลงเดียวแก่โจทก์ 1 ใน 3 ส่วน และให้ขายทอดตลาดหากแบ่งไม่ได้

2. ศาลอุทธรณ์

   พิพากษากลับ ยกฟ้อง เห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

3. ศาลฎีกา

   พิพากษากลับ ให้จำเลยแบ่งที่ดินทั้งสามแปลงแก่โจทก์ หากแบ่งไม่ได้ให้ขายทอดตลาดแบ่งเงิน และวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง

ข้อคิดทางกฎหมาย

คำพิพากษานี้ยืนยันหลักสำคัญว่า สิทธิของทายาทในฐานะเจ้าของรวมเป็นสิทธิเด็ดขาดที่สามารถใช้บังคับได้โดยตรงผ่านกระบวนการยุติธรรม แม้จะไม่มีการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกหรือยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงชื่อในทะเบียนทรัพย์สินก็ตาม การโต้แย้งสิทธิของคู่ความอีกฝ่ายยิ่งเป็นเหตุให้ต้องใช้สิทธิทางศาล นอกจากนี้ ศาลยังวางหลักว่าการแบ่งมรดกต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นในคราวเดียวกันเพื่อป้องกันความยุ่งยากซ้ำซ้อนและคุ้มครองความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับสิทธิของทายาทในการฟ้องแบ่งทรัพย์มรดก แม้ไม่มีผู้จัดการมรดก และการโต้แย้งสิทธิของจำเลย

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้

1. มาตรา 1745

   ให้สิทธิทายาทเรียกแบ่งทรัพย์มรดกได้โดยตรง แม้ยังไม่มีการแบ่ง

2. มาตรา 1363

   รับรองสิทธิของเจ้าของรวมในการเรียกแบ่งทรัพย์ร่วม ไม่ต้องรอความยินยอมของผู้อื่น

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม-ทายาทไม่มีชื่อในโฉนดที่ดิน สามารถฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกได้หรือไม่

   คำตอบ

   ทายาทโดยธรรมแม้จะไม่มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดิน ก็ยังมีสิทธิฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกได้ เนื่องจากสิทธิในทรัพย์มรดกเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายทันทีเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ตามหลักกฎหมายว่าด้วยมรดก ทรัพย์ทั้งหมดของผู้ตายย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมโดยไม่ต้องรอการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ การที่ชื่อในโฉนดยังเป็นของผู้ตายจึงเป็นเพียงเรื่องทางทะเบียน มิใช่ข้อจำกัดสิทธิของทายาทในการใช้สิทธิเรียกร้องต่อศาล ทั้งนี้ หากมีข้อพิพาทหรือมีทายาทบางรายไม่ยอมแบ่งทรัพย์ ทายาทผู้มีสิทธิย่อมสามารถใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้มีคำพิพากษาแบ่งทรัพย์ได้โดยตรง ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่าการไม่มีชื่อในโฉนดไม่เป็นอุปสรรคต่อสิทธิฟ้องแบ่งมรดก

2. คำถาม-กรณีไม่มีผู้จัดการมรดก ทายาทสามารถฟ้องแบ่งมรดกได้หรือไม่

   คำตอบ

   แม้จะไม่มีผู้จัดการมรดก ทายาทซึ่งเป็นเจ้าของรวมก็ยังมีสิทธิฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกได้โดยตรงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1745 ประกอบมาตรา 1363 ซึ่งให้สิทธิแก่เจ้าของรวมคนหนึ่งคนใดสามารถเรียกให้แบ่งทรัพย์ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้จัดการมรดกเป็นผู้ดำเนินการก่อน การแต่งตั้งผู้จัดการมรดกเป็นเพียงช่องทางหนึ่งในการจัดการทรัพย์มรดกเท่านั้น มิใช่เงื่อนไขบังคับในการใช้สิทธิฟ้อง หากปรากฏว่าทายาทบางรายไม่ยอมร่วมแบ่งหรือมีการโต้แย้งสิทธิ การฟ้องคดีต่อศาลย่อมเป็นวิธีการที่ชอบด้วยกฎหมายเพื่อให้เกิดการแบ่งทรัพย์อย่างเป็นธรรม

3. คำถาม-การที่ทายาทอีกฝ่ายปฏิเสธว่าทรัพย์บางส่วนไม่ใช่มรดก มีผลอย่างไร

   คำตอบ

   การที่ทายาทฝ่ายหนึ่งปฏิเสธว่าทรัพย์บางรายการมิใช่ทรัพย์มรดก ถือเป็นการโต้แย้งสิทธิของทายาทอีกฝ่ายหนึ่งโดยตรง ซึ่งก่อให้เกิดข้อพิพาททางกฎหมาย และเป็นเหตุให้ทายาทผู้เสียสิทธิสามารถนำคดีขึ้นสู่ศาลเพื่อให้ศาลวินิจฉัยได้ การโต้แย้งดังกล่าวมิได้ทำให้สิทธิของทายาทผู้ฟ้องหมดไป กลับเป็นการเปิดช่องให้ใช้สิทธิทางศาลในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงและสิทธิในทรัพย์สิน ศาลฎีกาวางหลักว่าการโต้แย้งสิทธิในลักษณะนี้ยิ่งเป็นเหตุให้โจทก์มีอำนาจฟ้องเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาแบ่งทรัพย์มรดก

4. คำถาม-การแบ่งทรัพย์มรดกสามารถแบ่งเฉพาะบางรายการได้หรือไม่

   คำตอบ

   หลักกฎหมายกำหนดว่าการแบ่งทรัพย์มรดกต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นในคราวเดียวกัน กล่าวคือ ต้องแบ่งทรัพย์มรดกทั้งหมดที่เป็นข้อพิพาท มิใช่เลือกแบ่งเฉพาะบางรายการก่อนแล้วเหลือส่วนอื่นไว้ภายหลัง เนื่องจากการแบ่งเพียงบางส่วนอาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมและข้อพิพาทซ้ำซ้อนในอนาคต ศาลฎีกาถือว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขได้เอง แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นอ้าง

5. คำถาม-หากไม่สามารถแบ่งที่ดินมรดกได้ตามสภาพ จะดำเนินการอย่างไร

   คำตอบ

   ในกรณีที่ทรัพย์มรดก เช่น ที่ดิน ไม่สามารถแบ่งแยกกันได้ตามสภาพ เช่น เป็นแปลงเดียวหรือมีลักษณะไม่เหมาะแก่การแบ่ง ศาลอาจมีคำพิพากษาให้ขายทอดตลาดทรัพย์นั้น แล้วนำเงินที่ได้มาแบ่งกันระหว่างทายาทตามส่วนแห่งสิทธิ วิธีการดังกล่าวเป็นหลักทั่วไปในคดีแบ่งทรัพย์มรดก เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และหลีกเลี่ยงข้อพิพาทที่อาจเกิดขึ้นจากการแบ่งทรัพย์ที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม

6. คำถาม-การที่ยังไม่ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ มีผลต่อสิทธิฟ้องหรือไม่

   คำตอบ

   การที่ทรัพย์มรดกยังไม่ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์จากชื่อผู้ตายไปเป็นชื่อของทายาท ไม่มีผลกระทบต่อสิทธิในการฟ้องแบ่งทรัพย์มรดก เนื่องจากสิทธิของทายาทเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมาย มิได้ขึ้นอยู่กับการจดทะเบียน การจดทะเบียนเป็นเพียงขั้นตอนทางปกครองเพื่อแสดงสิทธิในทางทะเบียนเท่านั้น ดังนั้น แม้ยังไม่มีการเปลี่ยนชื่อในโฉนด ทายาทก็ยังสามารถฟ้องคดีเพื่อขอแบ่งทรัพย์ได้

7. คำถาม-ทายาทสามารถปฏิเสธการแบ่งมรดกได้หรือไม่

   คำตอบ

   ทายาทมีสิทธิที่จะรับหรือไม่รับมรดกก็ได้ แต่การปฏิเสธไม่ร่วมแบ่งทรัพย์มรดกโดยไม่มีเหตุอันสมควร และยังคงยึดถือทรัพย์ร่วมกับผู้อื่น อาจก่อให้เกิดข้อพิพาทและเปิดโอกาสให้ทายาทรายอื่นใช้สิทธิฟ้องศาลเพื่อบังคับให้มีการแบ่งทรัพย์ได้ การปฏิเสธดังกล่าวจึงไม่อาจใช้เป็นเหตุปิดกั้นสิทธิของทายาทคนอื่น

8. คำถาม-ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขคำพิพากษาในประเด็นที่คู่ความไม่ยกขึ้นหรือไม่

   คำตอบ

   ศาลฎีกามีอำนาจยกปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขคำพิพากษาได้เอง แม้คู่ความจะมิได้ยกประเด็นดังกล่าวขึ้นอ้างในฎีกา ทั้งนี้เพื่อให้คำพิพากษาถูกต้องตามหลักกฎหมายและเป็นธรรมต่อสาธารณะ เช่น กรณีการแบ่งทรัพย์มรดกไม่ครบถ้วน ศาลฎีกาสามารถแก้ไขให้แบ่งทรัพย์ทั้งหมดได้

    ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

         เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2711/2562

แม้โจทก์และจำเลยทั้งสองจะไม่มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินมรดกทั้งสามแปลง แต่ที่จำเลยทั้งสองคัดค้านมิให้โจทก์เป็นผู้จัดการมรดก ทั้งมิได้ขอเป็นผู้จัดการมรดก ทำให้ไม่มีผู้มีหน้าที่ทำการแบ่งปันที่พิพาทดังกล่าว นอกจากนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1745 ประกอบมาตรา 1363 ยังให้สิทธิแก่ทายาทที่เป็นเจ้าของรวมคนหนึ่ง มีสิทธิเรียกให้แบ่งทรัพย์มรดกได้ ทั้งจำเลยทั้งสองปฏิเสธว่ามีที่ดินเพียงสองแปลงที่เป็นที่ดินมรดก ส่วนที่ดินอีกแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นของจำเลยที่ 2 มิใช่ทรัพย์มรดก ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ชอบที่โจทก์จะใช้สิทธิทางศาลเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองแบ่งที่ดินทั้งสามแปลงแก่โจทก์ได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องขอแบ่งที่ดิน 3 แปลงซึ่งเป็นทรัพย์มรดก โดยขอให้เป็นเจ้าของร่วมกันคนละส่วนเท่า ๆ กัน หรือหากแบ่งไม่ได้ให้ขายทอดตลาดและแบ่งเงิน ทั้งขอให้จำเลยลงชื่อในทะเบียนที่ดิน หากไม่ปฏิบัติให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นเห็นว่า ที่ดินทั้งสามแปลงยังมิได้แบ่งและเป็นมรดกของผู้ตาย โจทก์ในฐานะทายาทมีสิทธิเรียกแบ่งได้ แม้ล่วงอายุความมรดก และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ครอบครองโดยเจตนาเป็นเจ้าของ แต่ศาลชั้นต้นให้แบ่งเพียงแปลงเดียว ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กลับพิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์และจำเลยเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตาย และที่ดินทั้งสามแปลงเป็นทรัพย์มรดก แม้ไม่มีผู้จัดการมรดกและไม่มีชื่อในโฉนด แต่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1745 ประกอบมาตรา 1363 ทายาทซึ่งเป็นเจ้าของรวมมีสิทธิฟ้องแบ่งทรัพย์ได้ การที่จำเลยปฏิเสธว่าที่ดินบางแปลงไม่ใช่มรดกถือเป็นการโต้แย้งสิทธิ ทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้อง และการไม่มีการเปลี่ยนแปลงชื่อในโฉนดไม่เป็นอุปสรรคต่อสิทธิฟ้อง

นอกจากนี้ ศาลฎีกาเห็นว่าการแบ่งทรัพย์มรดกต้องกระทำให้เสร็จในคราวเดียวกัน การที่ศาลชั้นต้นให้แบ่งเพียงแปลงเดียวจึงไม่ชอบ และเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเอง

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองแบ่งที่ดินทั้งสามแปลงแก่โจทก์ หากตกลงกันไม่ได้ให้ขายทอดตลาดและแบ่งเงินคนละหนึ่งในสามส่วน คำขออื่นให้ยก และค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ 

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอแบ่งที่ดินรวมสามแปลงเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าที่ดินทั้งสามแปลงเป็นทรัพย์มรดก การแบ่งปันมรดกต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นในคราวเดียวกัน ที่ศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสองแบ่งปันที่ดินแปลงเดียวแก่โจทก์หนึ่งในสามส่วนเป็นการไม่ชอบ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเอง

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้โจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของในที่ดินโฉนดเลขที่ 8137, 8155 และ 10986 คนละหนึ่งส่วนเท่ากัน หากแบ่งไม่ได้ให้ขายทอดตลาดเอาเงินมาแบ่งกันและให้จำเลยทั้งสองไปลงชื่อร่วมกับโจทก์ในทะเบียนโฉนดที่ดินเลขที่ 8137, 8155 และ 10986 ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาไชยา หากจำเลยทั้งสองไม่ยอมปฏิบัติตามคำพิพากษาให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าทายาททุกคนได้ตกลงแบ่งที่ดินพิพาทและที่ดินมรดกกันแล้ว กรณีเป็นเรื่องทายาททุกคนครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งกัน โจทก์ซึ่งเป็นทายาทย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้แบ่งที่ดินพิพาทได้แม้จะล่วงอายุความมรดก เมื่อฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ครอบครองที่ดินพิพาทโดยเจตนาเป็นเจ้าของ จึงฟังได้ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 8137 ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทเป็นมรดกของนายเฉ่ง บิดาโจทก์และจำเลยทั้งสอง เมื่อนายเฉ่งถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทรวมทั้งที่ดินโฉนดเลขที่ 8155 และโฉนดเลขที่ 10986 ย่อมตกทอดแก่โจทก์และจำเลยทั้งสองในฐานะทายาทโดยธรรมคนละส่วนเท่า ๆ กัน เมื่อโฉนดที่ดินเลขที่ 8137, 8155 และ 10986 มีชื่อนายเฉ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ จำเลยทั้งสองไม่มีหน้าที่และสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้จำเลยทั้งสองต้องไปลงชื่อในทะเบียนโฉนดที่ดินมรดกทั้งสามแปลง ให้ยกคำขอส่วนนี้ พิพากษาให้จำเลยทั้งสองแบ่งปันที่ดินมรดกโฉนดเลขที่ 8137 ให้แก่โจทก์ 1 ใน 3 ส่วน หากจำเลยทั้งสองไม่อาจแบ่งปันที่ดินมรดกให้แก่โจทก์ได้ ให้นำที่ดินมรดกดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินไปแบ่งปันให้โจทก์ 1 ใน 3 ส่วน คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ประกอบกับจำเลยที่ 2 ไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาจึงรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายเฉ่ง กับนางเพียร นายเฉ่งถึงแก่ความตายแล้ว เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2541 นายเฉ่งถึงแก่ความตายโดยมีที่ดินโฉนดเลขที่ 8137, 8155 และ 10986 เป็นทรัพย์มรดกโดยนายเฉ่งมิได้ทำพินัยกรรมยกให้แก่ผู้ใด โจทก์ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายเฉ่ง แต่จำเลยที่ 2 ยื่นคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้องตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 35/2559 ของศาลชั้นต้นที่ดินพิพาททั้งสามแปลงยังมีชื่อนายเฉ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยมิได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงหรือแบ่งปันทรัพย์มรดกแต่ประการใด

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองแบ่งปันที่ดินพิพาททั้งสามแปลงซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนายเฉ่งหรือไม่ เห็นว่า ก่อนคดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกเพื่อแบ่งปันที่ดินพิพาททั้งสามแปลง แต่จำเลยที่ 2 คัดค้านโดยอ้างเหตุผลประการหนึ่งว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 8137 เป็นที่ดินของจำเลยที่ 2 โดยนายเฉ่งยกให้และจำเลยที่ 2 ได้กรรมสิทธิ์มาโดยการครอบครองปรปักษ์ ทั้งจำเลยที่ 1 ก็เบิกความในคดีดังกล่าวยืนยันว่าเป็นที่ดินของจำเลยที่ 2 เช่นเดียวกัน อันมีลักษณะเป็นการโต้แย้งว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 8137 มิใช่ทรัพย์มรดกของนายเฉ่ง ส่วนที่ดินพิพาทอีก 2 แปลงแม้จะยอมรับว่าเป็นทรัพย์มรดกของนายเฉ่งก็ตาม แต่การที่จำเลยทั้งสองคัดค้านมิให้โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายเฉ่งเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก ทั้งมิได้ดำเนินการขอให้จำเลยคนหนึ่งคนใดเป็นผู้จัดการมรดกทำให้ไม่มีผู้มีหน้าที่รับผิดชอบที่จะทำการแบ่งปันทรัพย์ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงดังกล่าวได้ ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็เบิกความในคดีก่อนและจำเลยทั้งสองให้การในคดีนี้ว่าเป็นสิทธิของจำเลยทั้งสองที่จะรับหรือไม่รับทรัพย์มรดกของนายเฉ่ง เช่นนี้ แสดงว่าจำเลยทั้งสองประสงค์ที่จะไม่ตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกของนายเฉ่งกับโจทก์ นอกจากนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1745 ประกอบมาตรา 1363 ยังให้สิทธิแก่ทายาทที่เป็นเจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ มีสิทธิเรียกให้แบ่งทรัพย์มรดกได้ แม้โจทก์และจำเลยทั้งสองจะไม่มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินมรดกทั้งสามแปลงของนายเฉ่งก็ตาม แต่การที่จำเลยทั้งสองปฏิเสธว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 8137 มิใช่ทรัพย์มรดกเท่ากับไม่ยอมแบ่งแก่โจทก์ ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ชอบที่โจทก์จะใช้สิทธิทางศาลเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองแบ่งที่ดินทั้งสามแปลงแก่โจทก์ได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องส่วนที่ที่ดินทั้งสามแปลงยังมีชื่อนายเฉ่งถือกรรมสิทธิ์อยู่ก็เป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยทั้งสองจะดำเนินการเปลี่ยนแปลงชื่อเพื่อดำเนินการแบ่งปันทรัพย์มรดกต่อไป มิใช่เหตุขัดขวางการใช้สิทธิขอแบ่งปันทรัพย์มรดกของโจทก์แต่ประการใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยกฟ้องโจทก์ โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อย่างไรก็ดี โจทก์ฟ้องขอแบ่งที่ดินรวมสามแปลงเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าที่ดินทั้งสามแปลงเป็นทรัพย์มรดกของนายเฉ่ง การแบ่งปันทรัพย์มรดกต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นในคราวเดียวกัน ที่ศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสองแบ่งปันเฉพาะที่ดินมรดกโฉนดเลขที่ 8137 แก่โจทก์หนึ่งในสามส่วนเท่านั้นย่อมเป็นการไม่ชอบ และเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 252

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองแบ่งปันที่ดินโฉนดเลขที่ 8137, 8155 และ 10986 แก่โจทก์ หากตกลงกันไม่ได้ให้ขายเอาเงินมาแบ่งปันระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองคนละหนึ่งในสามส่วน คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ




เจ้าของรวม

ข้อพิพาทการแบ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินร่วม และอำนาจฟ้องขอแบ่งแยก
ยกเว้น 50 ล้าน กรณีกรรมสิทธิ์รวมห้องชุด, ภาษีที่ดิน, มาตรา 41, (ฎีกา 3227/2568)
(ฎีกาที่ 1385/2568) การส่งหนังสือนัดประชุมใหญ่เจ้าของร่วมอาคารชุด
เจ้าของรวมมีสิทธิเรียกให้แบ่งทรัพย์สินได้ เว้นแต่จะมีนิติกรรมขัดอยู่