ReadyPlanet.com
dot
สำนักงานทนายความ
dot
bulletทนายความฟ้องหย่า
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
dot
พระราชบัญญัติ
dot
bulletพระราชบัญญัติ
dot
ประมวลกฎหมาย
dot
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
dot
บทความเฉพาะเรื่อง
dot
bulletฟ้องหย่า
bulletนิติกรรม
bulletสัญญายอมความ
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletกรมบังคับคดี
dot
ลิงค์ต่าง ๆ
dot
bulletสืบค้นกฎหมาย
bulletสืบค้นคำพิพากษา
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสำนักทนายความ
dot
Newsletter

dot
bulletวิชาชีพทนายความ


เพิ่มเพื่อน
เพิ่มเพื่อน
เพิ่มเพื่อน

 



โอนที่ดินเพื่อให้สมัครเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์

            

 

มรดกต้องเป็นทรัพย์สินหรือสิทธิของเจ้ามรดก  ซึ่งเจ้ามรดกมีอยู่แล้วในเวลาที่เจ้ามรดกตาย    มิได้ตั้งใจยกให้โดยเสน่หาแต่ทำไปเพื่อให้นายสีสมัครเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์เอาที่ดินจำนองสหกรณ์ได้เท่านั้นนิติกรรมดังกล่าวจึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

                คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1016/2513

จำเลยทำหนังสือจดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้ ส. โดยมิได้ตั้งใจยกให้โดยเสน่หา แต่กระทำไปเพื่อ ส. จะได้นำไปจำนองไว้กับสหกรณ์แล้วเอาเงินมาให้จำเลยใช้สอย นิติกรรมดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ เป็นผลให้ที่ดินพิพาทไม่เคยตกทอดเป็นของ ส. แต่ยังคงเป็นของจำเลยตลอดมาฉะนั้นเมื่อ ส. ตายไปเสียก่อนที่จะนำที่ดินพิพาทไปจำนองสหกรณ์ที่ดินดังกล่าวจึงไม่ใช่มรดก ส. ทายาท ส. ไม่มีสิทธิฟ้องขอแบ่งได้

          คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า นายสีถึงแก่กรรมโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้มีทรัพย์มรดกอยู่ คือที่นา 1 แปลง ที่สวน 3 แปลง และยุ้งข้าว 1 หลังนายสีเป็นคนไม่มีบุตรภรรยา บิดามารดานายสีได้ถึงแก่กรรมไปก่อนแล้วโจทก์เป็นพี่น้องร่วมมารดาเดียวกับจำเลยที่ 1 คือเป็นบุตรนางทาซึ่งเป็นพี่สาวนางทุมมามารดานายสี บิดามารดาของโจทก์และจำเลยที่ 1ถึงแก่กรรมไปหมด จำเลยที่ 2 ไม่ใช่ทายาท จำเลยขัดขวางไม่ให้โจทก์ครอบครองทรัพย์มรดก ขอให้แบ่งทรัพย์มรดกให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องกับส่วนแบ่งที่ตกได้แก่โจทก์

          จำเลยให้การว่า ทรัพย์พิพาททั้งหมดเป็นของนางทา เมื่อนางทาถึงแก่กรรม ทรัพย์พิพาทตกแก่จำเลยทั้งหมด ส่วนโจทก์นั้นได้ทรัพย์อื่นไปแล้ว ต่อมาจำเลยอยากได้เงิน จึงจะนำที่นา 1 แปลงและที่สวน 3 แปลงไปจำนองสหกรณ์ แต่เนื่องจากจำเลยเป็นหญิง จึงมอบให้นายสีไปติดต่อขอจำนองสหกรณ์ ด้วยเหตุนี้จำเลยจึงจำต้องจดทะเบียนยกทรัพย์ให้นายสี เพื่อนายสีจะได้ทำการจำนองได้ ซึ่งความจริงแล้วจำเลยไม่ประสงค์จะยกทรัพย์ให้นายสีจริง ๆ เมื่อจัดการยกให้แล้วนายสีก็ล้มป่วย ยังไม่ทันเอาไปจำนองสหกรณ์ นายสีก็ถึงแก่กรรมจำเลยไปติดต่อกับที่ดินอำเภอเพื่อขอโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคืน ที่ดินอำเภอแนะนำให้จำเลยยื่นเรื่องราวขอรับมรดกของนายสี โจทก์ร้องคัดค้าน จึงขอให้ยกฟ้อง

          ศาลชั้นต้นเห็นว่าทรัพย์พิพาทเป็นมรดกของนายสี พิพากษาให้แบ่งทรัพย์แก่ทายาทซึ่งตกได้แก่โจทก์ 1 ส่วน

          จำเลยอุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์ฟังว่าทรัพย์พิพาทเป็นมรดกของนายสีเช่นกัน แต่เห็นว่ายังคงมีทายาทอื่นที่มีสิทธิได้รับส่วนแบ่ง จึงพิพากษาแก้เป็นว่า ให้แบ่งทรัพย์มรดกออกเป็น 12 ส่วน ให้โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้รับคนละ 3 ส่วน

          จำเลยฎีกา

          ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ที่นาที่สวนพิพาททั้ง 4 แปลง เดิมเป็นของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือจดทะเบียนยกที่ดินดังกล่าวให้แก่นายสีผู้ตาย แต่ศาลฎีกาเชื่อว่าการที่จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมยกที่พิพาททั้ง4 แปลงให้แก่นายสีนั้น จำเลยที่ 1 มิได้ตั้งใจยกให้โดยเสน่หา แต่ทำไปเพื่อให้นายสีสมัครเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์ เอาที่ดินจำนองสหกรณ์ได้เท่านั้นนิติกรรมดังกล่าวจึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 118 ผลก็คือว่าที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลงไม่เคยตกทอดไปเป็นของนายสี ยังคงเป็นของจำเลยที่ 1 อยู่ตลอดมาและไม่ใช่มรดกของนายสี โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอแบ่งจากจำเลย ส่วนยุ้งข้าวนั้นปรากฎว่า ปลูกอยู่ในนาพิพาท เมื่อฟังว่านาเป็นของจำเลยที่ 1 มาก่อน จึงเชื่อว่ายุ้งข้าวเป็นของจำเลยที่ 1 ด้วย

( ทองคำ จารุเหติ - เฉลิม ทัตภิรมย์ - ประพนธ์ ศาตะมาน )

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  2604/2516

   บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะต้องอยู่ใต้อำนาจปกครองของบิดามารดาแต่อำนาจปกครองโดยแท้จริงคงอยู่ที่บิดา บิดาจึงเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองและผู้ใช้อำนาจปกครองเท่านั้นที่มีสิทธิเอาเงินของบุตรมาใช้ได้ตามสมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1545 มารดาหามีสิทธิไม่

           บิดาเปิดบัญชีเงินฝากประจำที่ธนาคารให้บุตรผู้เยาว์ โดยมอบหมายให้มารดาเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ถอนเงินจากธนาคารมาใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของบุตร แล้วบิดามารดาต่างได้นำเงินเข้าฝากในบัญชีดังกล่าวระคนปนกับเงินได้ของบุตร โดยมีเจตนายกเงินที่นำเข้าฝากนั้นให้แก่บุตรดังนี้ เงินในบัญชีเงินฝากจึงเป็นของบุตรทั้งสิ้น หาใช่เป็นเงินที่บิดามารดาฝากไว้เป็นของตนเอง โดยฝากไว้ในนามของบุตรทำนองลงชื่อบุตรเป็นนามแฝงไม่ แม้จะมีข้อตกลงกับธนาคารว่าผู้ใดจะเป็นผู้ลงชื่อถอนเงินจากธนาคารได้นั้น ก็เป็นเรื่องระเบียบและวิธีการตามธรรมดาของธนาคารซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก ทั้งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1545 และ 1546 ก็บัญญัติให้อำนาจและวิธีการแก่ผู้ใช้อำนาจปกครองที่จะนำเงินของบุตรไปใช้จ่ายได้ ย่อมจำเป็นที่จะต้องระบุชื่อผู้มีอำนาจหน้าที่ในการถอนเงินของบุตรจากธนาคารไว้ด้วย มิฉะนั้นจะเกิดความยุ่งยากในกรณีที่จะต้องนำเงินมาใช้จ่ายตามอำนาจ ที่บิดามอบหมายให้มารดาเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ถอนเงินจากธนาคารมาใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของบุตรจึงเป็นเรื่องการมอบหมายให้มารดาทำหน้าที่แทนบิดาตามธรรมดานั่นเองมารดาหามีสิทธิถอนเงินของบุตรไปใช้สอยส่วนตัวไม่

          พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องคดีอุทลุมในนามของตนเองแทนเด็กตามอำนาจและหน้าที่ในกฎหมาย โดยไม่มีการแต่งตั้งทนายศาลไม่สั่งให้ค่าทนายความ

          (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 7/2516 แต่ไม่ลงมติ)

          โจทก์ฟ้องว่า นายศุภสิทธิ มหาคุณ กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน 3 คน เป็นผู้เยาว์ นายศุภสิทธิ ฝากเงินไว้กับธนาคารแห่งอเมริกาในนามของบุตรเพื่อนำผลประโยชน์จากเงินที่ฝากเป็นค่าใช้จ่ายในการศึกษาของบุตร และมอบให้จำเลยที่ 1เป็นผู้ดูแลรักษาผลประโยชน์แทน กับมีสิทธิถอนเงินผลประโยชน์ดังกล่าวไปใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ของบุตรทั้งสาม ต่อมาจำเลยที่ 1 ฟ้องหย่าจากนายศุภสิทธิ แล้วถอนเงินฝากของบุตรทั้งสาม เป็นจำนวน 935,908.88 บาท ทั้งนี้ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบิดามารดาจำเลยที่ 1 รู้เห็นและจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้เก็บรักษาเงิน 300,000 บาทไว้เพื่อประโยชน์ของจำเลยทั้งสาม ส่วนเงินที่เหลือ 635,960.88 บาท จำเลยที่ 1 นำไปใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ของตนเองอย่างสุรุ่ยสุร่ายโดยไม่มีอำนาจ และไม่ได้ใช้จ่ายเพื่อผลประโยชน์ของบุตร ขอให้จำเลยทั้งสามคืนหรือใช้เงินตามความรับผิด พร้อมด้วยดอกเบี้ย

          จำเลยที่ 1 ให้การว่า ไม่ใช่คดีอุทลุม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะผู้เยาว์ไม่ได้ร้องขอพนักงานอัยการให้ฟ้องเงินฝากของบุตรผู้เยาว์ทั้งสามเป็นเงินที่นายศุภสิทธิและจำเลยที่ 1 ทำมาหาได้ร่วมกัน ซึ่งเป็นสินสมรสฝากธนาคารไว้ในนามบุตรทั้งสาม จำเลยที่ 1 มีสิทธิถอนจากธนาคารไปใช้ได้ทั้งเงินฝากและผลประโยชน์ เพราะนายศุภสิทธิมีภรรยาใหม่และไม่อุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 1 และบุตรเงินที่ถอนนำไปใช้จ่ายส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ตามฐานานุรูปและอุปการะเลี้ยงดูให้การศึกษาแก่บุตร จึงไม่ต้องคืนหรือใช้เงิน

          จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า ไม่ได้ร่วมรู้เห็นกับจำเลยที่ 1และไม่มีนิติสัมพันธ์กับเด็กทั้งสาม เงินที่จำเลยที่ 1 ฝากไว้เป็นเงินของจำเลยที่ 1 เอง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

          ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า นายศุภสิทธิมีอำนาจร้องขอต่อพนักงานอัยการแทนบุตรทั้งสามได้ เงินฝากตามบัญชีเป็นของบุตรทั้งสามบางส่วน นอกนั้นเป็นเงินของนายศุภสิทธิบ้าง เงินของจำเลยที่ 1 บ้าง จำเลยที่ 1 ไม่มีเจตนายกเงินให้บุตรทั้งสาม โจทก์นำสืบไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ถอนเงินไปใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย และจำเลยที่ 2 ที่ 3 รู้เห็นในเงินที่จำเลยที่ 1 นำมาฝาก กับไม่มีข้อเท็จจริงว่าฝากเงินเพื่อประโยชน์ของจำเลยทั้งสาม พิพากษายกฟ้อง

          โจทก์อุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

          โจทก์ฎีกา

          ในปัญหาที่ว่าเงินตามที่โจทก์ฟ้องเรียกคืนจำนวน 935,908.88 บาทซึ่งจำเลยแถลงรับว่าเป็นยอดเงินที่ถูกต้องเป็นเงินของใครนั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เงินในบัญชีชื่อเด็กทั้งสามที่พิพาทกันนี้เป็นเงินที่มาจากสินสมรสระหว่างนายศุภสิทธิกับจำเลยที่ 1 ระคนปนอยู่กับเงินส่วนตัวของเด็กทั้งสามเองด้วย ส่วนปัญหาที่ว่าเงินจำนวนที่ฝากไว้ที่ธนาคารทั้งหมดที่พิพาทกันจะฟังว่าเป็นของใครนั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเงินส่วนของเด็กทั้งสามย่อมไม่มีปัญหา ต้องฟังว่าเป็นของเด็กทั้งสาม การที่นายศุภสิทธิได้เปิดบัญชีเงินฝากให้บุตรทั้ง 3 คนซึ่งผู้ฝากเป็นผู้ปกครอง แต่เงินที่ฝากเป็นเงินให้เด็ก จึงเชื่อได้ว่านายศุภสิทธิมีเจตนายกเงินที่นำเข้าฝากดังกล่าวให้แก่เด็กโดยแยกการเก็บรักษาไว้เป็นส่วนสัดต่างหาก โดยความรู้เห็นยินยอมจากจำเลยที่ 1ด้วย ส่วนเงินจำนวนที่จำเลยที่ 1 มีชื่อเป็นผู้รับและได้นำเข้าฝากในบัญชีของเด็กทั้งสาม ก็ต้องฟังว่าจำเลยที่ 1 ได้ยกเงินก้อนนั้นให้แก่เด็กทั้งสามแล้ว เงินที่พิพาทในบัญชีธนาคารแห่งอเมริกาตามที่โจทก์ฟ้อง จึงเป็นเงินของเด็กทั้งสามทั้งสิ้น หาใช่เป็นเงินที่นายศุภสิทธิหรือจำเลยที่ 1 ฝากไว้เป็นของตนเอง โดยฝากไว้ในนามของเด็กทำนองลงชื่อบุตรเป็นนามแฝงไม่ ส่วนการที่ต้องมีข้อตกลงกับธนาคารว่า ผู้ใดจะเป็นผู้ลงชื่อถอนเงินจากธนาคารได้นั้นเป็นเรื่องระเบียบและวิธีการตามธรรมดาของธนาคาร เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก อนึ่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1545 และ 1546 ก็ได้บัญญัติให้อำนาจและวิธีการแก่ผู้ใช้อำนาจปกครองที่จะนำเงินของบุตรไปใช้จ่ายได้อยู่ก็ย่อมจำเป็นอยู่เองที่จะต้องมีการระบุชื่อผู้มีอำนาจหน้าที่ในการที่จะถอนเงินของบุตรจากธนาคารไว้ด้วยมิฉะนั้นจะเกิดความยุ่งยากในกรณีที่จำเลยจะต้องถอนมาใช้จ่ายตามอำนาจส่วนที่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจเบิกเงินจากบัญชีของเด็กได้นั้น โจทก์ก็นำสืบอยู่ว่านายศุภสิทธิได้มอบให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่เบิกเงินมาใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของเด็ก จึงเป็นเรื่องมอบหมายให้จำเลยที่ 1 ทำหน้าที่แทนนายศุภสิทธิตามธรรมดานั่นเอง

          ในปัญหาที่ว่า จำเลยที่ 1 จะนำเอาเงินของเด็กไปใช้สอยได้แค่ไหนเพียงใดหรือไม่นั้น วินิจฉัยว่า แม้บุตรผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะจะต้องอยู่ใต้อำนาจปกครองของบิดามารดาก็ตาม แต่อำนาจปกครองโดยแท้จริงคงอยู่ที่บิดาเท่านั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1537 ฉะนั้น บิดาจึงเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง และผู้ใช้อำนาจปกครองเท่านั้นจึงจะมีสิทธิเอาเงินของบุตรมาใช้ได้ตามสมควร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1545 จำเลยที่ 1 ก็หาใช่บุคคลที่ยากจน จึงไม่มีสิทธิและไม่สมควรที่จะเอาเงินของบุตรไปใช้สอยส่วนตัว สำหรับเงินที่ใช้สอยในการเลี้ยงดูและให้การศึกาาแก่เด็กทั้งสามซึ่งจำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง แต่ก็ไม่ได้นำสืบว่าใช้จ่ายไปเท่าใด จึงไม่อาจคำนวณหักให้แก่จำเลยที่ 1 ได้

          คดีในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 วินิจฉัยว่า ถ้าหากมีทรัพย์สินของเด็กทั้งสามไปตกอยู่ที่ใด เด็กในฐานะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ย่อมมีสิทธิติดตามเอาคืนมาได้จะอ้างว่าเด็กทั้งสามไม่มีนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ แต่คดีนี้จำเลยที่ 1 นำสืบว่าได้เอาเงิน 300,000 บาท คืนมาจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้วโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานนำสืบหักล้าง จึงต้องฟังว่าเงินที่โจทก์ฟ้องเรียกคืนไม่ได้อยู่ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว และไม่อาจบังคับได้

( ชลอ จามรมาน - ประสาท สุคนธมาน - อุดม ทันด่วน )

 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่  17/2524

อาวุธปืนกระบอกพิพาทเป็นของส.ผู้ตาย แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจยึดไว้โดยอ้างว่าเป็นอาวุธปืนที่ ส.ใช้ในการกระทำความผิดอาญา ก็ยังคงเป็นทรัพย์ของ ส. อยู่จะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของแผ่นดินก็ต่อเมื่อศาลมีคำสั่งให้ริบ เมื่อปรากฏว่าศาลไม่ได้พิพากษาให้ริบ อาวุธปืนกระบอกนี้จึงยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของ ส. ตลอดมาเมื่อส.ตายก็ตกเป็นมรดกแก่ทายาทของ ส. จำเลยไม่มีสิทธิใด ๆที่จะยึดปืนกระบอกนี้ไว้

          โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นทายาทของนายสำรวย ปัตตะพงศ์ เจ้าพนักงานตำรวจนอกเครื่องแบบเข้าจับกุมนายสำรวยโดยไม่ได้แจ้งข้อหา นายสำรวยเข้าใจว่า เป็นคนร้ายเข้าปล้นทรัพย์ จึงใช้อาวุธปืนยิงป้องกันตัว นายสำรวยถูกเจ้าพนักงานตำรวจยิงถึงแก่ความตายอันเป็นการละเมิด ขอให้จำเลยซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของเจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าวใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ และคืนอาวุธปืนของนายสำรวยที่ถูกเจ้าพนักงานตำรวจยึดไปแก่โจทก์ด้วย

           จำเลยให้การว่า นายสำรวยใช้อาวุธปืนยิงต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่ เจ้าพนักงานตำรวจจึงยิงป้องกันตัว ไม่เป็นการละเมิด และอาวุธปืนที่นายสำรวยใช้ยิงเจ้าพนักงานตำรวจนั้นเป็นทรัพย์ที่นายสำรวยใช้ในการกระทำความผิดจึงเป็นทรัพย์ที่ต้องริบและตกเป็นของแผ่นดิน ขอให้ยกฟ้อง

          ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยคืนอาวุธปืนตามฟ้องแก่โจทก์ถ้าไม่สามารถคืนได้ก็ให้ใช้ราคาแทน คำขออื่นให้ยก

          จำเลยอุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

          จำเลยฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า อาวุธปืนกระบอกนี้เป็นทรัพย์ของนายสำรวยแม้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยึดไปว่าเป็นทรัพย์ที่นายสำรวจใช้ในการกระทำผิด ก็ยังเป็นทรัพย์ของนายสำรวยอยู่นั่นเอง การริบทรัพย์ซึ่งเมื่อริบแล้วทรัพย์นั้นจะต้องตกเป็นของแผ่นดินเป็นอำนาจของศาล ปรากฏชัดในฎีกาของจำเลยว่าศาลไม่ได้พิพากษาริบอาวุธปืนกระบอกนี้ อาวุธปืนนี้จึงยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของนายสำรวยตลอดมา เมื่อนายสำรวยตายก็ต้องตกเป็นมรดกแก่ทายาทของนายสำรวย จำเลยไม่มีสิทธิใด ๆ ที่จะยึดอาวุธปืนกระบอกนี้ไว้

( สุไพศาล วิบุลศิลป์ - จันทร์ ระรวยทรง - สุวัฒน์ รัตรสาร ) 

**ปรึกษากฎหมาย ปรึกษาทนายความ ลีนนท์  085 960 4258  http://www.lawyerleenont.com    ***    สำนักงานกฎหมายพีศิริ ทนายความ  


 




เกี่ยวกับกฎหมาย

คดีพิพาทเกี่ยวกับการขอคืนค่าภาษีอากร
บุตรผู้เยาว์ยังไร้เดียงสาย่อมไม่สามารถให้ความยินยอมได้
ทำหนังสือมอบอำนาจล่วงหน้า จำเลยนำไปทำจำนอง ฟ้องเพิกถอน
ความผิดที่รัฐเป็นผู้เสียหาย
ในกรณีที่มีข้อสงสัยให้ตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่คฝ่ายผู้ต้องเสียในมูลหนี้
คำสั่งขยายเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมต้องมีพฤติการณ์พิเศษเท่านั้น
การโอนสิทธิที่ดิน ส.ป.ก.4-01
การกระทำโดยสำคัญผิด
สิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรม
ขั้นตอนการดำเนินคดีแพ่ง
ใบจอง (น.ส. 2)
ขาดคุณสมบัติรับราชการเรียกเงินเดือนคืนได้หรือไม่?
เริ่มต้นคดีด้วยการใช้กฎหมายอิสลามแต่มีผู้คัดค้านนับถือศาสนาพุทธ
ใบมอบฉันทะที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องติดอากร
พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. ๒๕๕๘
วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา
โอนที่ดินให้บุตรไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
ความสำคัญผิดในตัวบุคคล กระทำต่ออีกบุคคลหนึ่งโดยสำคัญผิด article
โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามสัญญากู้ยืมเงิน
สัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอก
คดีแพ่งเกี่ยวกับเรื่องครอบครัวและมรดกอิสลาม
การซื้อรถยนต์ที่มีผู้ลักลอบนำเข้ามาโดยหลีกเลี่ยงอากรมีความผิดถูกจำคุก 4 ปี
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องเป็นอันระงับ
ภัยพิบัติที่อาจป้องกันได้ - เหตุสุดวิสัยเป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 108
ข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบ
ผู้แทนเฉพาะการของนิติบุคคลอาคารชุด ประโยชน์ได้เสียขัดกัน
คุ้มครองแรงงาน แรงงานสัมพันธ์
สนามกอล์ฟต้องเสียภาษีโรงเรือนหรือไม่?
ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม
ภาษีให้กู้ยืมเงินไม่มีค่าตอบแทน
ศาลต้องยกฟ้อง หรือจำหน่ายคดี
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและคำนิยามศัพท์
ห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมินภาษี
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
อำนาจฟ้องคดี
แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
โอนที่ดินตามคำพิพากษาเป็นการขายต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
ตัวการย่อมมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอก
รับเงินมาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายต้องคืนเงินในฐานลาภมิควรได้
ลูกหนี้ค้างจ่ายสรรพากรโอนสิทธิเรียกร้องให้โจทก์
กฎหมายอันมีที่ประสงค์เพื่อจะปกป้องบุคคลอื่น ๆ
สำนักงานทนายความ รับปรึกษากฎหมาย 0859604258
สิทธิเรียกร้องคืออะไร การบังคับชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องที่ได้รับโอน
สิทธิหักลดหย่อนสำหรับบุตรซึ่งเกิดจากภริยาเดิม
สิทธิขั้นพื้นฐานในเชิงปรัชญา
ระบอบการเมืองการปกครอง
ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 คืออะไร-การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
อำนาจปกครองบุตร
การสิ้นสุดแห่งการสมรส ฟ้องหย่า
คำพิพากษาศาลฎีกาปี 2550