
| คนเสมือนไร้ความสามารถฟ้องคดีเองได้หรือไม่ ผู้พิทักษ์มีอำนาจเพียงใด และผลทางกฎหมายของการฟ้องโดยไม่มีอำนาจฟ้อง
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญในทางกฎหมายว่าด้วยความสามารถของบุคคลในการดำเนินคดี โดยเฉพาะกรณีของคนเสมือนไร้ความสามารถและขอบเขตอำนาจของผู้พิทักษ์ ว่าผู้พิทักษ์สามารถดำเนินคดีแทนได้โดยอัตโนมัติหรือไม่ และหากมีการฟ้องคดีโดยไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมายแล้วจะมีผลอย่างไรต่อความสมบูรณ์ของคำฟ้อง คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงหลักกฎหมายที่สำคัญเกี่ยวกับ “อำนาจฟ้อง” ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หากขาดเงื่อนไขดังกล่าวแม้ข้อเท็จจริงในคดีจะมีน้ำหนักเพียงใด ศาลก็ไม่อาจวินิจฉัยในเนื้อหาสาระได้ และต้องยกฟ้องในที่สุด ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์ยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนข้อกำหนดในพินัยกรรมหลายฉบับ พร้อมทั้งเรียกร้องให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินและทรัพย์สินอื่น รวมถึงอาวุธปืนเพื่อนำออกขายและแบ่งผลประโยชน์กัน โดยอ้างสิทธิในฐานะผู้มีส่วนได้เสียในมรดก จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้เพิกถอนข้อกำหนดบางส่วนของพินัยกรรมและให้แบ่งทรัพย์สินตามที่กำหนด ศาลอุทธรณ์แก้ไขบางส่วนแต่ยังคงยืนตามแนวทางเดิม อย่างไรก็ตาม เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกา ปรากฏข้อเท็จจริงสำคัญว่าโจทก์เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและมีผู้พิทักษ์ แต่กระบวนการฟ้องคดีและดำเนินคดีมิได้เป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมาย กล่าวคือ ผู้พิทักษ์เป็นผู้ดำเนินการแทนโดยมิได้มีอำนาจตามกฎหมาย คำวินิจฉัยของศาลในประเด็นสำคัญ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คนเสมือนไร้ความสามารถยังคงมีความสามารถในการกระทำการทางกฎหมายได้ แต่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ก่อนตามกฎหมาย มิใช่กรณีที่ผู้พิทักษ์มีอำนาจกระทำการแทนโดยตรงเช่นเดียวกับผู้อนุบาลของคนไร้ความสามารถ การดำเนินคดีในศาลถือเป็นการกระทำทางกฎหมายอย่างหนึ่ง ซึ่งต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว หากผู้พิทักษ์ดำเนินการแทนโดยไม่มีคำสั่งศาลให้มีอำนาจแทน ย่อมถือว่าเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจ ในคดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้พิทักษ์เป็นผู้แต่งตั้งทนายความและดำเนินคดีแทนโจทก์ทั้งหมด โดยโจทก์มิได้มีส่วนร่วมในการดำเนินคดีอย่างแท้จริง จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการฟ้องคดีโดยคนเสมือนไร้ความสามารถที่ได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ วิเคราะห์หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หลักสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การตีความบทบัญญัติว่าด้วยคนเสมือนไร้ความสามารถตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งกำหนดให้บุคคลดังกล่าวยังคงมีความสามารถทางกฎหมาย แต่ต้องได้รับความยินยอมในบางกรณี แตกต่างจากคนไร้ความสามารถที่ผู้อนุบาลมีอำนาจแทนโดยสมบูรณ์ ดังนั้น การดำเนินคดีจะต้องเป็นการกระทำของตัวบุคคลเองโดยมีผู้พิทักษ์ให้ความยินยอม ไม่ใช่ให้ผู้พิทักษ์ดำเนินการแทน เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นกรณีพิเศษให้ผู้พิทักษ์มีอำนาจแทนได้ ซึ่งต้องมีการประกาศตามกฎหมาย การละเลยเงื่อนไขดังกล่าวส่งผลให้คำฟ้องขาดความสมบูรณ์ในส่วนของอำนาจฟ้อง ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่ศาลต้องตรวจสอบ เจตนารมณ์ของกฎหมายและแนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง เจตนารมณ์ของกฎหมายในเรื่องนี้มุ่งคุ้มครองสิทธิของบุคคลที่มีความสามารถจำกัด โดยให้สามารถมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในทางกฎหมายได้ แต่ยังคงมีระบบกำกับดูแลผ่านผู้พิทักษ์ เพื่อป้องกันการเสียเปรียบหรือการถูกเอาเปรียบ การตีความต้องเคร่งครัดเพื่อไม่ให้เกิดการขยายอำนาจของผู้พิทักษ์เกินกว่าที่กฎหมายบัญญัติ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ผ่านมาสอดคล้องกันในประเด็นว่า หากการดำเนินคดีไม่เป็นไปตามรูปแบบและเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ย่อมถือว่าไม่มีอำนาจฟ้อง และศาลสามารถยกขึ้นวินิจฉัยได้เองแม้ไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้าง เนื่องจากเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1 ศาลชั้นต้น พิพากษาให้เพิกถอนข้อกำหนดในพินัยกรรมบางฉบับตามที่โจทก์ร้องขอ และให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินแก่โจทก์ รวมทั้งให้มีการแบ่งทรัพย์สินประเภทอาวุธปืนระหว่างคู่ความคนละครึ่ง โดยกำหนดวิธีการแบ่งตามบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ตามสมควร ส่วนคำขออื่นให้ยก 2 ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพียงบางส่วน โดยจำกัดผลของการเพิกถอนพินัยกรรมเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของโจทก์ ให้ได้รับทรัพย์สินในลักษณะการแบ่งกันคนละครึ่งในทรัพย์สินบางรายการ นอกจากนั้นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และกำหนดให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์เป็นพับ 3 ศาลฎีกา พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าคำฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ เนื่องจากขาดอำนาจฟ้อง เพราะผู้พิทักษ์ดำเนินคดีแทนคนเสมือนไร้ความสามารถโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมาย และโจทก์มิได้แก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวตั้งแต่ชั้นพิจารณา จึงถือว่าไม่มีอำนาจฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ ข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายที่มีความสำคัญยิ่งในกระบวนพิจารณาความแพ่ง กล่าวคือ “อำนาจฟ้อง” เป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่ศาลต้องตรวจสอบโดยเคร่งครัด แม้ข้อเท็จจริงในคดีจะมีมูลหรือมีน้ำหนักเพียงใด หากคู่ความผู้ฟ้องขาดความสามารถในการดำเนินคดี หรือการดำเนินคดีไม่เป็นไปตามรูปแบบที่กฎหมายกำหนด ย่อมทำให้คำฟ้องตกเป็นโมฆะหรือไม่สมบูรณ์ได้โดยทันที หลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองความถูกต้องของกระบวนการยุติธรรม และป้องกันมิให้บุคคลที่ไม่มีอำนาจเข้ามาใช้สิทธิในศาลโดยมิชอบ อีกทั้งยังเป็นการเน้นย้ำถึงความแตกต่างระหว่าง “การให้ความยินยอม” กับ “การเป็นผู้แทนโดยชอบด้วยกฎหมาย” ซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญในกฎหมายแพ่งเกี่ยวกับความสามารถของบุคคล ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความบทบัญญัติว่าด้วยคนเสมือนไร้ความสามารถและอำนาจของผู้พิทักษ์ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าผู้พิทักษ์ไม่มีอำนาจดำเนินคดีแทนโดยอัตโนมัติ แต่มีหน้าที่เพียงให้ความยินยอมต่อการกระทำของคนเสมือนไร้ความสามารถเท่านั้น หากดำเนินคดีแทนโดยไม่มีคำสั่งศาลย่อมเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจ ส่งผลให้ฟ้องไม่สมบูรณ์และถือว่าไม่มีอำนาจฟ้อง สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ ความยินยอมของผู้พิทักษ์ หมายถึงการที่คนเสมือนไร้ความสามารถยังคงเป็นผู้กระทำการทางกฎหมายด้วยตนเอง แต่ต้องได้รับความเห็นชอบก่อนจากผู้พิทักษ์ มิใช่การให้ผู้พิทักษ์เข้ามากระทำแทนโดยตรง หลักการนี้สะท้อนถึงการคงไว้ซึ่งความสามารถทางกฎหมายของบุคคลในระดับหนึ่ง อำนาจฟ้อง เป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล หากผู้ฟ้องไม่มีอำนาจตามกฎหมายหรือดำเนินคดีโดยไม่ชอบ คำฟ้องย่อมตกเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ และศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ เนื่องจากเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน คำถามที่พบบ่อย FAQ 1 คำถาม คนเสมือนไร้ความสามารถสามารถฟ้องคดีด้วยตนเองได้หรือไม่ คำตอบ คนเสมือนไร้ความสามารถยังคงมีความสามารถในการกระทำทางกฎหมายอยู่ในระดับหนึ่ง แตกต่างจากคนไร้ความสามารถซึ่งต้องมีผู้อนุบาลดำเนินการแทนโดยสิ้นเชิง โดยหลักกฎหมายกำหนดให้บุคคลดังกล่าวสามารถฟ้องคดีหรือดำเนินกระบวนพิจารณาได้ด้วยตนเอง แต่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ก่อนทุกครั้งในกรณีที่เป็นการกระทำตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ การฟ้องคดีจึงไม่ใช่การกระทำที่ผู้พิทักษ์สามารถทำแทนได้โดยอัตโนมัติ เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งให้ผู้พิทักษ์มีอำนาจแทนเป็นกรณีพิเศษ ดังนั้นหากไม่มีความยินยอมตามรูปแบบที่ถูกต้อง หรือมีการดำเนินคดีแทนโดยมิชอบ คำฟ้องย่อมตกเป็นโมฆะหรือไม่สมบูรณ์ได้ตามกฎหมาย ซึ่งส่งผลให้ศาลต้องยกฟ้องโดยไม่พิจารณาเนื้อหาคดี 2 คำถาม ผู้พิทักษ์มีอำนาจดำเนินคดีแทนคนเสมือนไร้ความสามารถหรือไม่ คำตอบ ผู้พิทักษ์ตามกฎหมายมิได้มีฐานะเป็นผู้แทนโดยชอบด้วยกฎหมายของคนเสมือนไร้ความสามารถเช่นเดียวกับผู้อนุบาลของคนไร้ความสามารถ บทบาทของผู้พิทักษ์เป็นเพียงผู้ให้ความยินยอมเพื่อให้การกระทำทางกฎหมายของบุคคลนั้นมีผลสมบูรณ์ มิใช่ผู้มีอำนาจกระทำแทนโดยตรง เว้นแต่ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งโดยชัดแจ้งให้ผู้พิทักษ์สามารถดำเนินการแทนได้ เนื่องจากบุคคลดังกล่าวไม่สามารถกระทำการด้วยตนเองได้เพราะสภาพร่างกายหรือจิตใจ ทั้งนี้ต้องมีการดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด หากผู้พิทักษ์ดำเนินคดีแทนโดยไม่มีคำสั่งศาลหรือไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ย่อมถือเป็นการกระทำที่ไม่มีผลผูกพันและทำให้คำฟ้องไม่สมบูรณ์ 3 คำถาม การฟ้องคดีโดยไม่มีอำนาจฟ้องมีผลอย่างไร คำตอบ การฟ้องคดีโดยไม่มีอำนาจฟ้องถือเป็นข้อบกพร่องสำคัญในกระบวนพิจารณาความแพ่ง เนื่องจากอำนาจฟ้องเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นที่ต้องมีเพื่อให้ศาลรับพิจารณาคดีได้ หากผู้ฟ้องไม่มีสิทธิหรือไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการยื่นฟ้อง คำฟ้องดังกล่าวย่อมไม่สมบูรณ์และไม่อาจก่อให้เกิดกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นกล่าวอ้าง เนื่องจากเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผลที่ตามมาคือศาลต้องมีคำพิพากษายกฟ้องโดยไม่พิจารณาเนื้อหาของข้อพิพาท ซึ่งอาจทำให้สิทธิของผู้ฟ้องเสียหายหากไม่สามารถยื่นฟ้องใหม่ได้ทันกำหนดเวลา 4 คำถาม หากคำฟ้องไม่สมบูรณ์สามารถแก้ไขภายหลังได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้ว หากคำฟ้องมีข้อบกพร่องในเรื่องรูปแบบหรือความสามารถของคู่ความ ศาลอาจเปิดโอกาสให้ผู้ฟ้องแก้ไขเพิ่มเติมให้ถูกต้องได้ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ทั้งนี้ต้องกระทำภายในระยะเวลาที่เหมาะสมและก่อนที่คดีจะล่วงเลยไปสู่ชั้นศาลสูง หากผู้ฟ้องละเลยไม่แก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวจนคดีเข้าสู่ชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา ศาลย่อมถือว่าคำฟ้องยังคงไม่สมบูรณ์ และไม่อาจแก้ไขได้อีก ผลคือศาลอาจพิพากษายกฟ้องเนื่องจากขาดอำนาจฟ้อง ดังนั้นการตรวจสอบความถูกต้องของคำฟ้องตั้งแต่เริ่มต้นจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ 5 คำถาม ความแตกต่างระหว่างคนไร้ความสามารถกับคนเสมือนไร้ความสามารถคืออะไร คำตอบ คนไร้ความสามารถเป็นบุคคลที่ศาลมีคำสั่งให้ไม่มีความสามารถในการกระทำทางกฎหมายโดยสิ้นเชิง ต้องมีผู้อนุบาลเป็นผู้กระทำการแทนทุกกรณี ส่วนคนเสมือนไร้ความสามารถยังคงมีความสามารถทางกฎหมายอยู่ แต่ถูกจำกัดบางส่วน โดยต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ก่อนในการกระทำบางอย่างตามที่กฎหมายกำหนด ความแตกต่างสำคัญจึงอยู่ที่ขอบเขตของอำนาจและการมีส่วนร่วมของตัวบุคคลในการตัดสินใจทางกฎหมาย ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการดำเนินคดีในศาล หากเข้าใจผิดในสถานะทางกฎหมาย อาจทำให้การดำเนินคดีผิดรูปแบบและเกิดผลเสียตามมา 6 คำถาม ศาลสามารถยกประเด็นอำนาจฟ้องขึ้นวินิจฉัยเองได้หรือไม่ คำตอบ ศาลมีอำนาจยกประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นวินิจฉัยได้เองแม้ไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้าง เนื่องจากเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลต้องคุ้มครองโดยเคร่งครัด หลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันมิให้กระบวนการยุติธรรมถูกใช้โดยบุคคลที่ไม่มีสิทธิหรือไม่มีอำนาจอย่างถูกต้อง หากศาลพบว่าผู้ฟ้องไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลต้องมีคำพิพากษายกฟ้องโดยไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายในประเด็นอื่นต่อไป ซึ่งถือเป็นหลักการพื้นฐานที่สำคัญในกระบวนพิจารณาคดีแพ่ง 7 คำถาม หากคนเสมือนไร้ความสามารถไม่สามารถดำเนินคดีเองได้ควรทำอย่างไร คำตอบ ในกรณีที่คนเสมือนไร้ความสามารถไม่สามารถดำเนินคดีด้วยตนเองได้เนื่องจากสภาพร่างกายหรือจิตใจ กฎหมายเปิดช่องให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้พิทักษ์มีอำนาจดำเนินคดีแทนได้ แต่ต้องมีการยื่นคำร้องต่อศาลและได้รับคำสั่งโดยชัดแจ้ง รวมทั้งต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด เช่น การประกาศคำสั่งในราชกิจจานุเบกษา เมื่อมีคำสั่งดังกล่าวแล้ว ผู้พิทักษ์จึงจะมีอำนาจกระทำการแทนได้โดยชอบ หากไม่มีคำสั่งดังกล่าว การดำเนินคดีแทนย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายและอาจทำให้คดีเสียหาย 8 คำถาม หลักกฎหมายเรื่องอำนาจฟ้องมีความสำคัญอย่างไรในทางปฏิบัติ คำตอบ หลักกฎหมายเรื่องอำนาจฟ้องมีความสำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ เนื่องจากเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นที่กำหนดว่าบุคคลใดมีสิทธิในการนำคดีเข้าสู่ศาล หากขาดอำนาจฟ้องแม้เพียงเล็กน้อย คดีทั้งคดีย่อมตกไปโดยไม่ต้องพิจารณาเนื้อหา ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสียหายอย่างมากแก่ผู้ฟ้อง โดยเฉพาะในกรณีที่มีอายุความจำกัด การดำเนินคดีโดยถูกต้องตั้งแต่ต้นจึงเป็นสิ่งจำเป็น ผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายต้องตรวจสอบสถานะและอำนาจของคู่ความอย่างละเอียด เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจส่งผลร้ายแรงต่อรูปคดี หลักกฎหมาย ป.พ.พ. มาตรา 34 1 หลักการจำกัดความสามารถของคนเสมือนไร้ความสามารถ บทบัญญัตินี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดขอบเขตความสามารถทางกฎหมายของบุคคลที่มีความบกพร่องบางประการ แต่ยังไม่ถึงขั้นไร้ความสามารถโดยสิ้นเชิง กฎหมายจึงมิได้ตัดสิทธิของบุคคลดังกล่าวทั้งหมด แต่กำหนดให้การกระทำบางอย่างต้องอยู่ภายใต้การควบคุมหรือความยินยอมของผู้พิทักษ์ หลักการนี้สะท้อนแนวคิดการคุ้มครองสิทธิของบุคคลควบคู่ไปกับการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดจากการตัดสินใจที่ไม่สมบูรณ์ 2 ลักษณะของการให้ความยินยอม การให้ความยินยอมตามบทบัญญัตินี้มิใช่การแทนที่การตัดสินใจของบุคคล แต่เป็นการรับรองหรืออนุมัติการกระทำที่บุคคลนั้นได้กระทำลงเอง การกระทำทางกฎหมายยังคงเป็นของคนเสมือนไร้ความสามารถโดยตรง หากขาดความยินยอมในกรณีที่กฎหมายกำหนด การกระทำนั้นอาจตกเป็นโมฆียะหรือไม่สมบูรณ์ได้ 3 ข้อยกเว้นที่ศาลอาจให้ผู้พิทักษ์มีอำนาจแทน ในบางกรณีที่บุคคลไม่สามารถกระทำการด้วยตนเองได้จริง เช่น มีสภาพร่างกายหรือจิตใจที่ไม่เอื้ออำนวย กฎหมายเปิดช่องให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้พิทักษ์สามารถกระทำการแทนได้ โดยต้องเป็นไปตามกระบวนการที่กำหนดและมีการประกาศคำสั่งเพื่อให้เกิดผลผูกพันโดยชัดเจน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการรักษาสมดุลระหว่างการคุ้มครองและการใช้อำนาจแทน 4 ความสำคัญในกระบวนพิจารณาคดี บทบัญญัตินี้มีผลโดยตรงต่อความสามารถของคู่ความในการดำเนินคดี หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด การฟ้องคดีอาจตกเป็นโมฆะหรือไม่สมบูรณ์ และศาลอาจยกฟ้องได้โดยไม่พิจารณาเนื้อหา การตีความและการใช้บทบัญญัตินี้จึงต้องเคร่งครัดเพื่อรักษาความถูกต้องของกระบวนการยุติธรรม ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13652/2558 ผู้พิทักษ์มิใช่เป็นผู้แทนของคนเสมือนไร้ความสามารถ ดังเช่นในกรณีของคนไร้ความสามารถที่ต้องให้ผู้อนุบาลกระทำการแทน ซึ่งการเสนอคดีต่อศาลหรือดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ถือเป็นการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดที่คนเสมือนไร้ความสามารถต้องได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 34 (10) ดังนี้ แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถโดยมี อ. เป็นผู้พิทักษ์ตามกฎหมาย แต่เมื่อปรากฏว่า อ. เป็นผู้ลงชื่อแต่งทนายความ และทนายความลงชื่อในคำฟ้องในฐานะโจทก์และผู้เรียงพิมพ์ ทั้งโจทก์ก็ไม่ได้มาเบิกความต่อศาล โดย อ. เบิกความแทน จึงเท่ากับเป็นการที่ผู้พิทักษ์เป็นโจทก์ฟ้องคดีแทนคนเสมือนไร้ความสามารถโดยไม่ได้รับมอบอำนาจให้ดำเนินคดีแทน ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์และบกพร่องในเรื่องความสามารถของผู้ที่จะมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ เมื่อโจทก์มิได้แก้ไขเพื่อให้คำฟ้องสมบูรณ์เสียแต่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นจนคดีล่วงเลยมาสู่ศาลฎีกาเช่นนี้แล้ว จึงต้องถือว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนข้อกำหนดในพินัยกรรมของนายปรีดาลงวันที่ 10 มิถุนายน 2553 ฉบับที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 และพินัยกรรมลงวันที่ 18 มิถุนายน 2553 บังคับให้จำเลยส่งมอบต้นฉบับโฉนดเลขที่ 169655 เลขที่ดิน 277 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยส่งมอบอาวุธปืนขนาด .44 และขนาด 11 มม. พร้อมทะเบียนอาวุธปืนเพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินที่ได้แบ่งกันระหว่างโจทก์และจำเลยคนละกึ่งหนึ่ง หากจำเลยไม่ส่งมอบให้จำเลยชำระเงินในส่วนของโจทก์ 50,000 บาท แก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนข้อกำหนดในพินัยกรรมของนายปรีดา ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2553 ฉบับที่ 1 และฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2553 และพินัยกรรมลงวันที่ 10 มิถุนายน 2553 ฉบับที่ 2 และที่ 3 ให้จำเลยส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินเลขที่ 169655 เลขที่ดิน 277 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ให้โจทก์ และให้โจทก์แบ่งอาวุธปืนให้จำเลยครึ่งหนึ่ง วิธีการแบ่งให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 กับให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนข้อกำหนดพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 10 มิถุนายน 2553 ฉบับที่ 1 ที่ยกบ้านสองชั้นหนึ่งห้องบนที่ดินโฉนดเลขที่ 666 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก เฉพาะส่วนของโจทก์ให้แบ่งกันคนละครึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยฎีกา ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ถึงแก่ความตาย นางสาวอิศราภรณ์ บุตรของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า ที่ศาลมีคำสั่งให้นางบุญสนอง เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและให้อยู่ในความพิทักษ์ของนางสาวอิศราภรณ์นั้น มีผลเพียงนางบุญสนองไม่สามารถที่จะกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดได้ด้วยตนเอง เพราะต้องได้รับความยินยอมของนางสาวอิศราภรณ์ผู้พิทักษ์ก่อน ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 34 บัญญัติไว้เท่านั้น แต่มิได้มีผลทำให้ผู้พิทักษ์เป็นผู้ที่มีอำนาจกระทำการต่าง ๆ แทนคนเสมือนไร้ความสามารถ เนื่องจากผู้พิทักษ์มิใช่เป็นผู้แทนของคนเสมือนไร้ความสามารถ ดังเช่นในกรณีของคนไร้ความสามารถที่ต้องให้ผู้อนุบาลกระทำการแทน ซึ่งการเสนอคดีต่อศาลหรือดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ถือเป็นการอย่างหนึ่งอย่างใดที่คนเสมือนไร้ความสามารถต้องได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์ก่อน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 34 (10) หากเป็นในกรณีที่คนเสมือนไร้ความสามารถไม่สามารถจะทำการอย่างหนึ่งอย่างใดที่กล่าวมาได้ด้วยตนเอง เพราะเหตุมีกายพิการหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ศาลจะสั่งให้ผู้พิทักษ์เป็นผู้มีอำนาจกระทำการนั้นแทนคนเสมือนไร้ความสามารถก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ให้นำบทบัญญัติที่เกี่ยวกับผู้อนุบาลมาใช้บังคับแก่ผู้พิทักษ์โดยอนุโลม และคำสั่งของศาลดังกล่าวให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 34 วรรคสามและวรรคสี่ ดังนี้ แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ โดยมีนางสาวอิศราภรณ์เป็นผู้พิทักษ์ตามกฎหมาย แต่เมื่อข้อเท็จจริงตามสำนวนปรากฏว่า นางสาวอิศราภรณ์ผู้พิทักษ์เป็นผู้ลงชื่อแต่งทนายความ และทนายความลงชื่อในคำฟ้องในฐานะโจทก์และผู้เรียงพิมพ์ ทั้งโจทก์ก็ไม่ได้มาเบิกความต่อศาลโดยนางสาวอิศราภรณ์ผู้พิทักษ์เป็นผู้มาเบิกความแทน จึงเท่ากับเป็นการที่ผู้พิทักษ์เป็นโจทก์ฟ้องคดีแทนคนเสมือนไร้ความสามารถโดยไม่ได้รับมอบอำนาจให้ดำเนินคดีแทน คำฟ้องของโจทก์จึงมิใช่เป็นเรื่องที่คนเสมือนไร้ความสามารถฟ้องคดีโดยได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ หรือศาลมีคำสั่งให้ผู้พิทักษ์ฟ้องคดีแทนในกรณีที่คนเสมือนไร้ความสามารถไม่สามารถเสนอคดีต่อศาลได้ด้วยตนเอง เพราะเหตุมีกายพิการหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบโดยประกาศคำสั่งในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ตามเงื่อนไขของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 34 ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์และบกพร่องในเรื่องความสามารถของผู้ที่จะมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ เมื่อโจทก์มิได้แก้ไขเพื่อให้คำฟ้องสมบูรณ์เสียแต่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นจนคดีล่วงเลยมาสู่ศาลฎีกาเช่นนี้แล้ว จึงต้องถือว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นจึงไม่ชอบ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นตามที่โจทก์และจำเลยฎีกาอีกต่อไป พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
|




.jpg)