
| ฟ้องเพิกถอนพินัยกรรมทำได้หรือไม่ หากมีคดีตั้งผู้จัดการมรดกอยู่ก่อน ศาลฎีกาวางหลักฟ้องซ้อนและอำนาจฟ้องไว้อย่างไร
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญในคดีมรดกเกี่ยวกับการใช้สิทธิฟ้องเพิกถอนพินัยกรรมในขณะที่มีคดีเกี่ยวกับการตั้งผู้จัดการมรดกดำเนินอยู่ก่อนแล้ว โดยศาลต้องพิจารณาว่าการฟ้องคดีดังกล่าวเป็นการฟ้องซ้อนต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ และโจทก์มีอำนาจฟ้องเพิกถอนพินัยกรรมแยกต่างหากได้หรือไม่ คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับขอบเขตของข้อพิพาทที่เป็นเรื่องเดียวกันในหลายคดี และการคุ้มครองไม่ให้มีการดำเนินคดีซ้ำซ้อนในระบบศาล ทั้งยังเกี่ยวข้องกับประเด็นความสมบูรณ์ของพินัยกรรมและสิทธิของทายาทโดยธรรมในการโต้แย้งพินัยกรรม ศาลฎีกาจึงได้วางหลักเกณฑ์สำคัญในการพิจารณาว่าคดีใดเป็นคดีเดียวกันในทางกฎหมาย และเมื่อใดที่โจทก์จะหมดอำนาจฟ้องเนื่องจากเป็นฟ้องซ้อน ข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้มีจุดเริ่มต้นจากการที่โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โดยอ้างว่าผู้ตายไม่มีพินัยกรรม อย่างไรก็ตาม จำเลยทั้งสองได้ยื่นคำคัดค้านโดยอ้างว่าตนเป็นบุตรของผู้ตาย และผู้ตายได้ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองแต่งตั้งให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดก พร้อมทั้งยกทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่จำเลยทั้งสอง คดีดังกล่าวจึงมีประเด็นต้องพิจารณาว่าควรตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดก และต้องพิจารณาความสมบูรณ์ของพินัยกรรมไปพร้อมกัน ต่อมา โจทก์ได้ยื่นฟ้องคดีใหม่อีกคดีหนึ่ง โดยขอให้เพิกถอนพินัยกรรมดังกล่าว โดยอ้างว่าผู้ตายซึ่งมีอายุสูงถึง 92 ปี มีสภาพร่างกายและจิตใจไม่สมบูรณ์ ไม่เข้าใจภาษาไทย และถูกใช้กลฉ้อฉลในการทำพินัยกรรม อีกทั้งไม่มีแพทย์ตรวจสอบสภาพจิตใจ จึงเห็นว่าพินัยกรรมเป็นโมฆะ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนพินัยกรรม และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แต่เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกา ศาลได้วินิจฉัยในประเด็นสำคัญเกี่ยวกับอำนาจฟ้องและลักษณะของคดีว่าเป็นฟ้องซ้อนหรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า คดีที่โจทก์ยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกในคดีก่อนนั้น มีประเด็นข้อพิพาทสำคัญเกี่ยวกับการมีอยู่และความสมบูรณ์ของพินัยกรรมอยู่แล้ว เนื่องจากจำเลยได้อ้างพินัยกรรมเป็นเหตุคัดค้าน และศาลจำเป็นต้องวินิจฉัยถึงความสมบูรณ์ของพินัยกรรมเพื่อพิจารณาว่าจะตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดก เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องคดีใหม่เพื่อเพิกถอนพินัยกรรม โดยมีข้ออ้างเกี่ยวกับความไม่สมบูรณ์ของพินัยกรรมเช่นเดียวกัน จึงถือว่าคดีทั้งสองมีประเด็นข้อพิพาทเป็นเรื่องเดียวกัน กล่าวคือเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสมบูรณ์ของพินัยกรรมฉบับเดียวกัน ศาลจึงวินิจฉัยว่าคดีหลังเป็นการฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ส่งผลให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับยกฟ้อง วิเคราะห์หลักกฎหมาย หลักกฎหมายสำคัญในคดีนี้คือ “ฟ้องซ้อน” ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการดำเนินคดีซ้ำในประเด็นเดียวกัน อันจะก่อให้เกิดความซ้ำซ้อนในการพิจารณาและความขัดแย้งของคำพิพากษา การพิจารณาว่าคดีเป็นฟ้องซ้อนหรือไม่ ต้องพิจารณาว่า หนึ่ง คู่ความเป็นคู่ความเดียวกันหรือเกี่ยวเนื่องกัน สอง ประเด็นข้อพิพาทเป็นเรื่องเดียวกัน สาม ผลแห่งคดีมีความเกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออก ในคดีนี้ แม้ว่ารูปแบบคดีจะต่างกัน คือคดีหนึ่งเป็นคำร้องตั้งผู้จัดการมรดก และอีกคดีหนึ่งเป็นคดีเพิกถอนพินัยกรรม แต่สาระสำคัญของข้อพิพาทคือความสมบูรณ์ของพินัยกรรมเดียวกัน จึงถือว่าเป็นเรื่องเดียวกันในทางกฎหมาย เจตนารมณ์ของกฎหมายและแนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง มาตรา 173 วรรคสอง (1) มีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันการใช้สิทธิฟ้องโดยไม่สุจริต และเพื่อรักษาความมีประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม โดยไม่ให้มีการฟ้องคดีซ้ำซ้อนในประเด็นเดียวกัน แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องได้วางหลักสอดคล้องกันว่า หากคดีหนึ่งได้มีการหยิบยกประเด็นข้อพิพาทขึ้นพิจารณาแล้ว คู่ความไม่อาจนำประเด็นเดียวกันไปฟ้องเป็นคดีใหม่ได้ แม้จะเปลี่ยนรูปแบบคำฟ้องหรือฐานคดี คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า การพิจารณาว่าคดีเป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจาก “สาระของข้อพิพาท” ไม่ใช่เพียงรูปแบบของคดี สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1 ศาลชั้นต้น พิพากษาให้เพิกถอนพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองของผู้ตาย ให้ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย โดยเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าผู้ตายมีสภาพร่างกายและจิตใจไม่สมบูรณ์ และการทำพินัยกรรมอาจเกิดจากการสำคัญผิดหรือถูกใช้กลฉ้อฉล จึงถือว่าพินัยกรรมไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ 2 ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยเห็นว่าข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ศาลชั้นต้นรับฟังมีความถูกต้องครบถ้วน และข้อโต้แย้งของจำเลยไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงผลของคดี จึงให้คงคำพิพากษาเดิม พร้อมกำหนดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์เพิ่มเติม 3 ศาลฎีกา พิพากษากลับ โดยวินิจฉัยว่าคดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อนที่มีการยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก เนื่องจากทั้งสองคดีมีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับความสมบูรณ์ของพินัยกรรมเดียวกัน จึงเป็นเรื่องเดียวกันตามกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง 1 ให้ยกฟ้อง และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ ข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การใช้สิทธิฟ้องในคดีแพ่งต้องอยู่ภายใต้หลักความสุจริตและไม่เป็นการซ้ำซ้อนในประเด็นข้อพิพาทเดียวกัน หากคู่ความได้ยกประเด็นใดขึ้นสู่การพิจารณาของศาลแล้ว ย่อมต้องดำเนินกระบวนพิจารณาให้เสร็จสิ้นในคดีนั้น มิอาจแยกฟ้องเป็นคดีใหม่เพื่อหวังผลที่แตกต่างกันได้ หลักฟ้องซ้อนจึงเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันการใช้สิทธิฟ้องโดยไม่เหมาะสม ลดภาระของศาล และป้องกันคำพิพากษาที่อาจขัดแย้งกัน นอกจากนี้ คดีนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่าศาลให้ความสำคัญกับ “สาระของข้อพิพาท” มากกว่ารูปแบบของคดี กล่าวคือ แม้จะเป็นคำร้องตั้งผู้จัดการมรดกกับคดีเพิกถอนพินัยกรรม แต่หากต้องวินิจฉัยประเด็นเดียวกัน ย่อมถือเป็นคดีเดียวกันในทางกฎหมาย ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า การฟ้องเพิกถอนพินัยกรรมในภายหลัง เป็น “ฟ้องซ้อน” กับคดีตั้งผู้จัดการมรดกที่มีการโต้แย้งความสมบูรณ์ของพินัยกรรมอยู่ก่อนหรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าหากทั้งสองคดีต้องวินิจฉัยความสมบูรณ์ของพินัยกรรมฉบับเดียวกัน ย่อมเป็นเรื่องเดียวกัน และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ ฟ้องซ้อน หมายถึงการที่คู่ความยื่นฟ้องคดีใหม่ในประเด็นข้อพิพาทเดียวกันกับคดีเดิมที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ศาลจะไม่รับฟ้องเพื่อป้องกันความซ้ำซ้อนและความขัดแย้งของคำพิพากษา อำนาจฟ้อง หมายถึงสิทธิของบุคคลในการนำคดีขึ้นสู่ศาล หากคดีนั้นเข้าลักษณะต้องห้าม เช่น เป็นฟ้องซ้อน โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลต้องยกฟ้องโดยไม่พิจารณาเนื้อหาแห่งคดี คำถามที่พบบ่อย FAQ 1 คำถาม การฟ้องเพิกถอนพินัยกรรมแยกจากคดีตั้งผู้จัดการมรดกสามารถทำได้หรือไม่ คำตอบ การฟ้องเพิกถอนพินัยกรรมแยกจากคดีตั้งผู้จัดการมรดกอาจทำได้ในกรณีที่ยังไม่มีการยกประเด็นความสมบูรณ์ของพินัยกรรมขึ้นพิจารณาในคดีเดิม แต่หากคดีตั้งผู้จัดการมรดกมีการโต้แย้งและศาลต้องวินิจฉัยความสมบูรณ์ของพินัยกรรมอยู่แล้ว การยื่นฟ้องเพิกถอนพินัยกรรมในภายหลังย่อมเป็นการฟ้องซ้อนต้องห้ามตามกฎหมาย เนื่องจากเป็นการนำประเด็นเดียวกันเข้าสู่การพิจารณาของศาลอีกครั้ง ซึ่งจะก่อให้เกิดความซ้ำซ้อนและอาจทำให้เกิดคำพิพากษาที่ขัดแย้งกันได้ ศาลจึงมีแนวโน้มยกฟ้องโดยวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ทั้งนี้ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงว่าประเด็นในคดีทั้งสองเป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่เป็นสำคัญ 2 คำถาม ฟ้องซ้อนตามกฎหมายแพ่งมีหลักพิจารณาอย่างไร คำตอบ หลักการพิจารณาว่าคดีเป็นฟ้องซ้อนหรือไม่นั้น ศาลจะพิจารณาจากองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ คู่ความต้องเป็นบุคคลเดียวกันหรือเกี่ยวเนื่องกัน ประเด็นข้อพิพาทต้องเป็นเรื่องเดียวกัน และผลของคดีต้องมีความสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก หากองค์ประกอบดังกล่าวครบถ้วน ศาลจะถือว่าคดีใหม่เป็นฟ้องซ้อนและไม่รับฟ้อง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการดำเนินคดีซ้ำซ้อนในประเด็นเดียวกัน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความล่าช้าในกระบวนการยุติธรรม และสร้างภาระให้แก่ศาลและคู่ความโดยไม่จำเป็น หลักดังกล่าวยังช่วยให้ระบบกฎหมายมีความแน่นอนและเป็นธรรมยิ่งขึ้น 3 คำถาม หากศาลวินิจฉัยว่าฟ้องซ้อนจะมีผลอย่างไรต่อคดี คำตอบ เมื่อศาลวินิจฉัยว่าคดีเป็นฟ้องซ้อน ศาลจะไม่พิจารณาเนื้อหาของคดีในส่วนข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้อง แต่จะยกฟ้องเนื่องจากโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง การยกฟ้องในกรณีนี้เป็นการยุติคดีในประเด็นกระบวนพิจารณา ไม่ใช่การวินิจฉัยสิทธิในเนื้อหาของคดีโดยตรง ดังนั้น คู่ความต้องใช้สิทธิของตนในคดีเดิมที่อยู่ระหว่างการพิจารณาให้ครบถ้วน หากไม่ดำเนินการในคดีเดิม อาจเสียโอกาสในการพิสูจน์สิทธิของตนได้ หลักการนี้จึงเป็นข้อจำกัดสำคัญที่ผู้ฟ้องคดีต้องพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนดำเนินคดีใหม่ 4 คำถาม การโต้แย้งความสมบูรณ์ของพินัยกรรมต้องทำในคดีใด คำตอบ การโต้แย้งความสมบูรณ์ของพินัยกรรมควรทำในคดีที่มีการหยิบยกพินัยกรรมขึ้นเป็นประเด็นโดยตรง เช่น คดีตั้งผู้จัดการมรดกหรือคดีแบ่งมรดก หากในคดีดังกล่าวมีการอ้างพินัยกรรมเป็นฐานสิทธิ ศาลย่อมต้องวินิจฉัยถึงความสมบูรณ์ของพินัยกรรมอยู่แล้ว การไปยื่นฟ้องเพิกถอนพินัยกรรมในคดีใหม่จึงอาจเป็นฟ้องซ้อน ทั้งนี้ หลักการสำคัญคือไม่ควรแยกฟ้องในประเด็นเดียวกันเป็นหลายคดี เพราะจะทำให้เกิดปัญหาในทางกระบวนพิจารณาและอาจถูกศาลยกฟ้องได้ การดำเนินคดีควรเลือกช่องทางที่เหมาะสมตั้งแต่ต้นเพื่อคุ้มครองสิทธิของตนอย่างมีประสิทธิภาพ 5 คำถาม พินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองมีเงื่อนไขความสมบูรณ์อย่างไร คำตอบ พินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองเป็นพินัยกรรมที่ทำต่อเจ้าพนักงานของรัฐ โดยต้องปฏิบัติตามแบบและขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด เช่น ต้องมีการแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งต่อเจ้าพนักงาน ต้องมีพยานและเจ้าหน้าที่รับรอง และต้องมีการอ่านหรือแปลเนื้อหาให้ผู้ทำพินัยกรรมเข้าใจ หากมีข้อบกพร่องในขั้นตอนหรือผู้ทำพินัยกรรมไม่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ หรือถูกหลอกลวง พินัยกรรมอาจตกเป็นโมฆะได้ อย่างไรก็ตาม การจะวินิจฉัยว่าพินัยกรรมไม่สมบูรณ์ต้องอาศัยพยานหลักฐานที่ชัดเจนและเพียงพอ 6 คำถาม อายุและสภาพจิตใจของผู้ทำพินัยกรรมมีผลต่อความสมบูรณ์หรือไม่ คำตอบ อายุของผู้ทำพินัยกรรมโดยลำพังไม่เป็นเหตุให้พินัยกรรมเป็นโมฆะ แต่หากมีพยานหลักฐานแสดงว่าผู้ทำพินัยกรรมมีสภาพจิตใจไม่สมบูรณ์ เช่น ไม่สามารถเข้าใจการกระทำของตน หรือถูกชักจูงโดยกลฉ้อฉล ย่อมมีผลต่อความสมบูรณ์ของพินัยกรรมได้ อย่างไรก็ตาม การพิสูจน์ต้องมีหลักฐานที่ชัดเจน เช่น ประวัติการรักษา ความเห็นของแพทย์ หรือพฤติการณ์แวดล้อมในขณะทำพินัยกรรม ศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงโดยรวม ไม่ใช่เพียงข้อกล่าวอ้างของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง 7 คำถาม การอ้างว่าล่ามแปลพินัยกรรมไม่ถูกต้องมีผลอย่างไร คำตอบ หากพิสูจน์ได้ว่าล่ามแปลพินัยกรรมไม่ถูกต้องจนทำให้ผู้ทำพินัยกรรมเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับเนื้อหา อาจถือได้ว่าผู้ทำพินัยกรรมสำคัญผิดในสาระสำคัญ ซึ่งอาจเป็นเหตุให้พินัยกรรมเป็นโมฆะได้ อย่างไรก็ตาม ต้องพิสูจน์ว่าความคลาดเคลื่อนดังกล่าวมีผลกระทบต่อเจตนาอย่างแท้จริง มิใช่เพียงความผิดพลาดเล็กน้อย และต้องมีพยานหลักฐานสนับสนุน เช่น คำให้การของพยานหรือเอกสารที่เกี่ยวข้อง ศาลจะพิจารณาอย่างเคร่งครัดเนื่องจากพินัยกรรมเป็นนิติกรรมที่มีผลหลังความตาย 8 คำถาม เหตุใดศาลจึงให้ความสำคัญกับการไม่ให้มีคดีซ้ำซ้อน คำตอบ ศาลให้ความสำคัญกับการไม่ให้มีคดีซ้ำซ้อนเนื่องจากเป็นหลักการพื้นฐานของกระบวนการยุติธรรมที่มุ่งให้การพิจารณาคดีมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม การมีคดีหลายคดีในประเด็นเดียวกันอาจก่อให้เกิดความสับสน ความล่าช้า และคำพิพากษาที่ขัดแย้งกัน ซึ่งจะกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบกฎหมาย ดังนั้น กฎหมายจึงกำหนดข้อห้ามฟ้องซ้อนเพื่อบังคับให้คู่ความใช้สิทธิของตนในคดีเดียวให้ครบถ้วน และลดภาระของศาลในการพิจารณาคดีซ้ำซ้อน หลักการนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ อธิบายหลักกฎหมายแยกตามกฎหมายและมาตรา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง 1 มาตรา 173 วรรคสอง 1 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เป็นบทบัญญัติที่วางหลักสำคัญเกี่ยวกับ “ข้อห้ามฟ้องซ้อน” โดยกำหนดว่า ในระหว่างที่คดีหนึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล คู่ความจะยื่นฟ้องคดีใหม่ในประเด็นข้อพิพาทเดียวกันมิได้ หลักการนี้มีรากฐานมาจากแนวคิดเรื่องความมั่นคงของคำพิพากษาและประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม เพื่อป้องกันมิให้มีการดำเนินคดีซ้ำซ้อนในเรื่องเดียวกัน ซึ่งอาจก่อให้เกิดคำพิพากษาที่ขัดแย้งกัน และสร้างภาระแก่ศาลโดยไม่จำเป็น การพิจารณาว่าคดีใดเป็นฟ้องซ้อนตามมาตรานี้ มิได้พิจารณาเพียงรูปแบบของคำฟ้องหรือชื่อเรียกของคดี แต่ศาลจะพิจารณา “สาระของข้อพิพาท” เป็นสำคัญ กล่าวคือ หากคดีทั้งสองมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเป็นเรื่องเดียวกัน แม้จะอยู่ในรูปของคำร้องหรือคำฟ้องคนละประเภท ก็อาจถือว่าเป็นฟ้องซ้อนได้ ตัวอย่างเช่น คดีหนึ่งเป็นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกซึ่งมีการโต้แย้งความสมบูรณ์ของพินัยกรรม และอีกคดีหนึ่งเป็นการฟ้องเพิกถอนพินัยกรรม หากทั้งสองคดีต้องวินิจฉัยว่าพินัยกรรมฉบับเดียวกันสมบูรณ์หรือไม่ ย่อมถือว่าเป็นประเด็นเดียวกันในทางกฎหมาย องค์ประกอบสำคัญของการเป็นฟ้องซ้อน ได้แก่ ประการแรก คู่ความในคดีต้องเป็นบุคคลเดียวกันหรือมีฐานะเกี่ยวเนื่องกันในทางสิทธิ ประการที่สอง ประเด็นข้อพิพาทต้องเป็นเรื่องเดียวกัน หรือมีลักษณะที่ศาลต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายชุดเดียวกัน และประการที่สาม ผลของคดีต้องมีความสัมพันธ์กันจนไม่อาจแยกพิจารณาโดยอิสระจากกันได้ หากครบองค์ประกอบดังกล่าว ศาลย่อมมีอำนาจยกฟ้องคดีหลังโดยไม่จำเป็นต้องพิจารณาเนื้อหาของคดีนั้นต่อไป ผลทางกฎหมายของการเป็นฟ้องซ้อนคือ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องในคดีหลัง ศาลจะพิพากษายกฟ้องโดยไม่วินิจฉัยข้อเท็จจริงในเนื้อหา ทั้งนี้เพื่อบังคับให้คู่ความใช้สิทธิของตนในคดีเดิมให้ครบถ้วน การยกฟ้องในกรณีนี้จึงเป็นการวินิจฉัยในประเด็นกระบวนพิจารณา มิใช่การวินิจฉัยสิทธิในเนื้อหาของคดีโดยแท้ เจตนารมณ์ของมาตรานี้มุ่งเน้นให้กระบวนการยุติธรรมเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และหลีกเลี่ยงความขัดแย้งของคำพิพากษา อีกทั้งยังป้องกันการใช้สิทธิฟ้องโดยไม่สุจริต เช่น การเลือกฟ้องหลายคดีเพื่อหวังผลทางคดีที่แตกต่างกัน หรือเพื่อกดดันคู่ความฝ่ายตรงข้าม ดังนั้น มาตรา 173 วรรคสอง 1 จึงถือเป็นกลไกสำคัญที่ควบคุมการใช้สิทธิฟ้องคดีในระบบกฎหมายแพ่ง และเป็นหลักที่ศาลฎีกานำมาปรับใช้อย่างเคร่งครัดในคดีเกี่ยวกับมรดกและพินัยกรรมดังเช่นคดีนี้ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9704/2558 คดีก่อนโจทก์ซึ่งเป็นผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องในฐานะทายาทโดยธรรมเป็นผู้จัดการมรดกของ ช. ผู้ตายโดยไม่มีพินัยกรรม จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่าผู้คัดค้านทั้งสองเป็นบุตรของ ช. ซึ่ง ช. ให้การรับรองว่าเป็นบุตร ช. ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองแต่งตั้งให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกและยกทรัพย์มรดกของ ช. ทั้งหมดให้ผู้คัดค้านทั้งสอง ขอให้ยกคำร้องขอ และมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของ ช. ผู้ตาย คดีดังกล่าวจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่าสมควรตั้งผู้ร้องหรือผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และมีประเด็นต้องวินิจฉัยถึงความสมบูรณ์ของพินัยกรรมตามคำคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสอง ขณะที่คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองที่ ช. ทำขึ้นที่สำนักงานเขตวัฒนา โดยอ้างว่า ช. สำคัญผิดหรือถูกจำเลยทั้งสองกับพวกใช้กลฉ้อฉล เนื่องจากขณะทำพินัยกรรมไม่มีแพทย์ตรวจสอบร่างกายและจิตใจของ ช. ซึ่งมีอายุ 92 ปี ระหว่างป่วยเป็นโรคหัวใจและโรคทางสมองผิดปกติ ช. มีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์และไม่เข้าใจภาษาไทย ล่ามไม่ได้แปลพินัยกรรมให้ถูกต้อง พินัยกรรมดังกล่าวเป็นโมฆะ จึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า มีเหตุจะต้องเพิกถอนพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองที่ ช. ทำไว้หรือไม่ ซึ่งต้องวินิจฉัยถึงความสมบูรณ์ของพินัยกรรมเช่นเดียวกัน ประเด็นของคดีทั้งสองจึงเป็นเรื่องเดียวกัน และเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า พินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองของนายเชนทร์ เป็นโมฆะ ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองของนายเชนทร์ ให้ไม่มีผลบังคับได้ตามกฎหมาย กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่านายเชนทร์ ผู้ตาย จดทะเบียนสมรสกับนางจุรีรัตน์ มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ โจทก์ นายเชนทร์ยังมีภริยาไม่ได้ทะเบียนสมรสอีก 1 คน ได้แก่ นางมยุรี มีบุตรด้วยกัน 5 คน ได้แก่ นางสาวลลิดา นางสาวอลิสา นายวสันต์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขณะนายเชนทร์ อายุ 92 ปี ได้ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองไว้ที่สำนักงานเขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ระบุให้จำเลยทั้งสองร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกและเป็นผู้รับทรัพย์มรดกทั้งหมดของนายเชนทร์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.580/2552 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีดังกล่าวโจทก์ซึ่งเป็นผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องในฐานะทายาทโดยธรรมเป็นผู้จัดการมรดกของนายเชนทร์ผู้ตายโดยไม่มีพินัยกรรม จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่าผู้คัดค้านทั้งสองเป็นบุตรของนายเชนทร์ซึ่งนายเชนทร์ให้การรับรองว่าเป็นบุตร นายเชนทร์ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองแต่งตั้งให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกและยกทรัพย์มรดกของนายเชนทร์ทั้งหมดให้ผู้คัดค้านทั้งสอง ขอให้ยกคำร้องขอ และมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของนายเชนทร์ผู้ตาย คดีดังกล่าวจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่าสมควรตั้งผู้ร้องหรือผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และมีประเด็นต้องวินิจฉัยถึงความสมบูรณ์ของพินัยกรรมตามคำคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสอง ขณะที่คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองที่นายเชนทร์ทำขึ้นที่สำนักงานเขตวัฒนา โดยอ้างว่านายเชนทร์สำคัญผิดหรือถูกจำเลยทั้งสองกับพวกใช้กลฉ้อฉล เนื่องจากขณะทำพินัยกรรมไม่มีแพทย์ตรวจสอบร่างกายและจิตใจของนายเชนทร์ซึ่งมีอายุ 92 ปี ระหว่างป่วยเป็นโรคหัวใจและโรคทางสมองผิดปกติ นายเชนทร์มีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์และไม่เข้าใจภาษาไทย ล่ามไม่ได้แปลพินัยกรรมให้ถูกต้อง พินัยกรรมดังกล่าวเป็นโมฆะ จึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า มีเหตุจะต้องเพิกถอนพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองที่นายเชนทร์ทำไว้หรือไม่ ซึ่งต้องวินิจฉัยถึงความสมบูรณ์ของพินัยกรรมเช่นเดียวกัน ประเด็นของคดีทั้งสองจึงเป็นเรื่องเดียวกัน และเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามให้เป็นพับ
|




.jpg)