ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




สิทธิฟ้องของผู้ไร้ความสามารถและการแก้ไขข้อบกพร่องตามกฎหมายฟ้องคดีละเมิดแทนได้หรือไม่เมื่อยังไม่มีผู้อนุบาล

สิทธิฟ้องของผู้ไร้ความสามารถในคดีแพ่ง, การแก้ไขข้อบกพร่องในการฟ้องคดีตามมาตรา56, การแต่งตั้งผู้อนุบาลและผลทางกฎหมาย, บุคคลวิกลจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์, ความสามารถในการดำเนินคดีทางแพ่ง, ลูกจ้างทำละเมิดนายจ้างต้องรับผิด, การเรียกค่าสินไหมทดแทนจากการละเมิด, ค่าเสียหายจากการสูญเสียความสามารถในการทำงาน, ค่ารักษาพยาบาลที่จำเป็น, อำนาจศาลในการกำหนดค่าเสียหาย, หลักความรับผิดจากการกระทำละเมิด, การฟ้องคดีแทนผู้เสียหาย, คดีละเมิด, 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิในการฟ้องคดีของบุคคลซึ่งตกอยู่ในภาวะไร้ความสามารถทางกฎหมายและประเด็นสำคัญว่าการฟ้องคดีแทนบุคคลดังกล่าวโดยยังไม่มีคำสั่งแต่งตั้งผู้อนุบาลจะมีผลเป็นการไม่มีอำนาจฟ้องหรือเป็นเพียงข้อบกพร่องที่สามารถแก้ไขได้ภายหลัง คดีนี้ยังสะท้อนหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับความรับผิดจากการกระทำละเมิดของลูกจ้างในทางการที่จ้าง ตลอดจนหลักการกำหนดค่าสินไหมทดแทนในกรณีที่ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บร้ายแรงถึงขั้นสูญเสียความสามารถในการประกอบอาชีพทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยศาลได้วางแนววินิจฉัยที่มีความสำคัญต่อการตีความเรื่องอำนาจฟ้อง ความสามารถในการดำเนินคดี และดุลพินิจของศาลในการกำหนดค่าเสียหายอย่างเป็นธรรมตามพฤติการณ์แห่งคดี

ข้อเท็จจริงของคดี

   โจทก์ประสบอุบัติเหตุรถยนต์ชนกับรถบรรทุกของจำเลยซึ่งขับโดยลูกจ้างในทางการที่จ้างของจำเลย โดยลูกจ้างดังกล่าวขับรถโดยประมาทล้ำเข้ามาในช่องเดินรถของโจทก์จนเกิดการเฉี่ยวชน เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัส กายพิการ และสมองได้รับความกระทบกระเทือนจนไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้และไม่สามารถประกอบอาชีพได้อีกต่อไป ภริยาของโจทก์จึงดำเนินการฟ้องคดีแทน โดยก่อนฟ้องได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้โจทก์เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและแต่งตั้งตนเป็นผู้พิทักษ์ แต่ศาลยังไม่มีคำสั่งในขณะยื่นฟ้อง ต่อมาภายหลังศาลมีคำสั่งให้โจทก์เป็นคนไร้ความสามารถและให้อยู่ในความอนุบาลของภริยา

จำเลยต่อสู้ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะขณะฟ้องยังไม่มีผู้อนุบาล และโต้แย้งความรับผิดรวมทั้งจำนวนค่าเสียหาย โดยอ้างว่าโจทก์ยังมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญและค่าใช้จ่ายบางรายการไม่ใช่ค่าเสียหายที่จำเป็น

คำวินิจฉัยของศาล

   ศาลวินิจฉัยในประเด็นสำคัญว่า แม้ขณะยื่นฟ้องจะยังไม่มีคำสั่งแต่งตั้งผู้อนุบาล แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์เป็นบุคคลวิกลจริตอยู่ก่อนแล้ว จึงถือเป็นผู้ไร้ความสามารถตามกฎหมาย การฟ้องคดีโดยไม่มีผู้อนุบาลจึงเป็นเพียงข้อบกพร่องในเรื่องความสามารถ มิใช่การขาดอำนาจฟ้อง เมื่อภายหลังมีคำสั่งแต่งตั้งผู้อนุบาลแล้ว ผู้อนุบาลย่อมมีอำนาจทำการแทน และสามารถแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวให้สมบูรณ์ได้

ในส่วนความรับผิด ศาลเห็นว่าการกระทำของลูกจ้างในทางการที่จ้างทำให้จำเลยต้องร่วมรับผิดในฐานะนายจ้าง และในเรื่องค่าเสียหาย ศาลยืนยันว่าความเสียหายจากการสูญเสียความสามารถในการทำงานสามารถเรียกได้แม้ไม่อาจพิสูจน์จำนวนได้แน่นอน โดยศาลมีอำนาจกำหนดตามสมควร

วิเคราะห์หลักกฎหมาย

   ประเด็นสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การแยกแยะระหว่าง “อำนาจฟ้อง” กับ “ความสามารถในการดำเนินคดี” ซึ่งเป็นหลักกฎหมายที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง อำนาจฟ้องหมายถึงสิทธิในการนำคดีขึ้นสู่ศาลว่าบุคคลนั้นเป็นผู้เสียหายโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ส่วนความสามารถในการดำเนินคดีเป็นเรื่องสถานะของบุคคลว่ามีความสามารถตามกฎหมายในการกระทำการทางกระบวนพิจารณาหรือไม่ ในกรณีนี้โจทก์เป็นผู้เสียหายโดยตรงจากการกระทำละเมิด จึงมีอำนาจฟ้องอย่างสมบูรณ์ แต่เนื่องจากอยู่ในสภาพวิกลจริตจึงขาดความสามารถในการดำเนินคดี ต้องให้ผู้อนุบาลเป็นผู้กระทำการแทน

เมื่อขณะฟ้องยังไม่มีคำสั่งแต่งตั้งผู้อนุบาล การฟ้องคดีจึงเป็นการบกพร่องเฉพาะในเรื่องความสามารถ ไม่ใช่การไม่มีอำนาจฟ้อง ซึ่งมีผลทางกฎหมายแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ เพราะหากเป็นเรื่องไม่มีอำนาจฟ้องจะต้องยกฟ้องโดยเด็ดขาด แต่หากเป็นเพียงความบกพร่องในความสามารถ กฎหมายเปิดโอกาสให้แก้ไขได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 56 โดยเมื่อมีการแต่งตั้งผู้อนุบาลในภายหลังและเข้าดำเนินคดีแทน ข้อบกพร่องย่อมได้รับการแก้ไขย้อนหลัง ทำให้การฟ้องคดีตั้งแต่ต้นมีผลสมบูรณ์

ในส่วนของความรับผิดจากการละเมิด ศาลใช้หลักตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าการกระทำของลูกจ้างในทางการที่จ้างย่อมผูกพันให้นายจ้างต้องร่วมรับผิด โดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่านายจ้างมีความผิดโดยตรง และในเรื่องค่าสินไหมทดแทน ศาลได้ยึดหลักตามมาตรา 438 ว่าศาลมีดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายตามพฤติการณ์และความร้ายแรงของละเมิด แม้จำนวนความเสียหายจะไม่อาจพิสูจน์ได้แน่นอนก็ตาม

นอกจากนี้ มาตรา 443 และ 444 ยังรองรับการเรียกค่าเสียหายในกรณีได้รับบาดเจ็บทางร่างกาย โดยครอบคลุมทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าเสียหายจากการขาดรายได้ และค่าเสียหายจากการสูญเสียความสามารถในการประกอบการงานในอนาคต ซึ่งศาลตีความอย่างกว้างเพื่อคุ้มครองผู้เสียหายให้ได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรม

เจตนารมณ์ของกฎหมายและแนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง

   เจตนารมณ์ของกฎหมายในเรื่องผู้ไร้ความสามารถมุ่งคุ้มครองบุคคลที่ไม่สามารถใช้สิทธิของตนได้อย่างสมบูรณ์ โดยกำหนดให้มีผู้อนุบาลเป็นผู้แทน แต่ในขณะเดียวกันกฎหมายก็ไม่ประสงค์ให้ข้อบกพร่องทางรูปแบบดังกล่าวกลายเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงความยุติธรรมของผู้เสียหาย ดังนั้นจึงบัญญัติให้สามารถแก้ไขข้อบกพร่องได้ เพื่อให้สิทธิในเนื้อหาสาระไม่เสียไปเพราะเหตุทางกระบวนพิจารณา

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในลักษณะเดียวกันได้วางหลักอย่างสม่ำเสมอว่า หากบุคคลมีอำนาจฟ้องแต่ขาดความสามารถ การดำเนินคดีสามารถแก้ไขให้สมบูรณ์ภายหลังได้ และไม่ถือเป็นเหตุให้ต้องยกฟ้อง โดยเฉพาะในกรณีที่มีคำสั่งแต่งตั้งผู้อนุบาลย้อนหลังซึ่งมีผลยืนยันสถานะของบุคคลตั้งแต่ก่อนฟ้องคดี

ในส่วนของค่าเสียหาย แนวคำพิพากษาศาลฎีกายังยืนยันหลักว่าศาลสามารถกำหนดค่าเสียหายจากการสูญเสียโอกาสในการทำงานและรายได้ในอนาคตได้ แม้จะไม่สามารถพิสูจน์จำนวนที่แน่นอนได้ โดยพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดี ความรุนแรงของความเสียหาย และสภาพชีวิตของผู้เสียหายก่อนเกิดเหตุ

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

   พิพากษาให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 2,187,922 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยเห็นว่าจำเลยต้องรับผิดจากการกระทำละเมิดของลูกจ้างในทางการที่จ้าง และโจทก์ได้รับความเสียหายร้ายแรงจนสูญเสียความสามารถในการประกอบการงาน

2. ศาลอุทธรณ์

   พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยเห็นว่าการกำหนดค่าเสียหายเป็นไปตามพฤติการณ์แห่งคดีและเหมาะสมแล้ว ทั้งในส่วนของค่ารักษาพยาบาลและค่าขาดความสามารถในการทำงาน

3. ศาลฎีกา

   พิพากษายืน โดยวินิจฉัยว่าการฟ้องคดีในขณะยังไม่มีผู้อนุบาลเป็นเพียงข้อบกพร่องในเรื่องความสามารถ ไม่ใช่การไม่มีอำนาจฟ้อง และสามารถแก้ไขให้สมบูรณ์ได้ภายหลังเมื่อมีคำสั่งแต่งตั้งผู้อนุบาล อีกทั้งยืนยันว่าศาลมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายตามสมควรแม้ไม่สามารถพิสูจน์ได้แน่นอน และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่อการรักษาพยาบาลรวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกย่อมเรียกได้

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้ตอกย้ำหลักกฎหมายสำคัญว่าการมีอำนาจฟ้องและความสามารถในการดำเนินคดีเป็นคนละเรื่องกันโดยเด็ดขาด ผู้เสียหายยังคงมีสิทธิฟ้องแม้ขาดความสามารถ แต่ต้องดำเนินการผ่านผู้แทนตามกฎหมาย หากมีการดำเนินคดีไปโดยขาดผู้แทนดังกล่าว ย่อมเป็นเพียงข้อบกพร่องที่แก้ไขได้ ไม่ใช่เหตุให้คดีตกไปโดยสิ้นเชิง อีกทั้งศาลมีดุลพินิจอย่างกว้างในการกำหนดค่าสินไหมทดแทน โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมและสภาพความเสียหายจริงของผู้เสียหายเป็นสำคัญ ซึ่งสะท้อนหลักความยุติธรรมเชิงเนื้อหาที่ให้ความสำคัญเหนือรูปแบบทางกระบวนพิจารณา

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการแยกแยะว่า การฟ้องคดีโดยบุคคลไร้ความสามารถโดยยังไม่มีผู้อนุบาลเป็นการไม่มีอำนาจฟ้องหรือเป็นเพียงข้อบกพร่องในความสามารถในการดำเนินคดี ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นเพียงข้อบกพร่องที่สามารถแก้ไขให้สมบูรณ์ได้ภายหลัง

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

ความสามารถในการดำเนินคดีตามมาตรา 56

หมายถึงเงื่อนไขทางกฎหมายที่กำหนดให้บุคคลต้องมีสถานะสมบูรณ์จึงจะสามารถดำเนินคดีได้ หากขาดความสามารถต้องมีผู้แทนโดยชอบด้วยกฎหมาย และหากมีการดำเนินคดีโดยขาดผู้แทนสามารถแก้ไขภายหลังได้

ดุลพินิจกำหนดค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 438

ศาลมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายตามความเหมาะสมแม้ไม่สามารถพิสูจน์จำนวนได้แน่นอน โดยพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งละเมิดและความร้ายแรงของความเสียหายเป็นสำคัญ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1 คำถาม ผู้ไร้ความสามารถสามารถฟ้องคดีได้หรือไม่

คำตอบ ผู้ไร้ความสามารถตามกฎหมายยังคงมีสิทธิในเนื้อหาสาระในการฟ้องคดีเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป เนื่องจากสิทธิในการฟ้องคดีเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม อย่างไรก็ตาม การดำเนินคดีต้องกระทำผ่านผู้แทนโดยชอบด้วยกฎหมาย เช่น ผู้อนุบาลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อบุคคลนั้นถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถแล้ว หากมีการดำเนินคดีโดยตัวบุคคลเองโดยไม่มีผู้อนุบาล การกระทำดังกล่าวจะไม่เป็นโมฆะโดยสิ้นเชิง แต่เป็นเพียงข้อบกพร่องในด้านความสามารถในการดำเนินคดี ซึ่งกฎหมายเปิดโอกาสให้สามารถแก้ไขได้ในภายหลัง เมื่อมีการแต่งตั้งผู้อนุบาลอย่างถูกต้องและเข้าดำเนินคดีแทน ข้อบกพร่องดังกล่าวย่อมได้รับการแก้ไขและทำให้กระบวนพิจารณาสมบูรณ์ได้ในที่สุด ทั้งนี้ ศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ว่าบุคคลนั้นมีสภาพเป็นผู้ไร้ความสามารถตั้งแต่ก่อนฟ้องหรือไม่เป็นสำคัญ 

2 คำถาม การฟ้องคดีโดยยังไม่มีผู้อนุบาลถือว่าไม่มีอำนาจฟ้องหรือไม่

คำตอบ การฟ้องคดีโดยบุคคลที่ยังไม่มีผู้อนุบาลในขณะที่ควรมีตามกฎหมาย ไม่ถือว่าเป็นการไม่มีอำนาจฟ้อง หากบุคคลนั้นเป็นผู้เสียหายโดยตรงและมีสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย อำนาจฟ้องยังคงมีอยู่ครบถ้วน แต่การขาดผู้แทนตามกฎหมายเป็นเพียงข้อบกพร่องในด้านความสามารถในการดำเนินคดี ซึ่งแตกต่างจากการไม่มีอำนาจฟ้องโดยสิ้นเชิง ผลทางกฎหมายจึงไม่ถึงขั้นต้องยกฟ้อง แต่สามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ภายหลังตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เมื่อมีการแต่งตั้งผู้อนุบาลและเข้าดำเนินคดีแทนแล้ว การฟ้องคดีตั้งแต่ต้นจะถือว่าได้รับการแก้ไขให้สมบูรณ์ย้อนหลัง ทั้งนี้หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายไม่ให้สูญเสียไปเพียงเพราะข้อบกพร่องในทางรูปแบบของกระบวนพิจารณา 

3 คำถาม ศาลสามารถกำหนดค่าเสียหายได้หรือไม่หากพิสูจน์จำนวนไม่ได้แน่นอน

คำตอบ ในคดีละเมิดที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อร่างกายหรือจิตใจของผู้เสียหาย ศาลมีอำนาจกำหนดค่าสินไหมทดแทนได้แม้ผู้เสียหายจะไม่สามารถพิสูจน์จำนวนความเสียหายได้อย่างแน่นอน โดยอาศัยหลักตามกฎหมายที่ให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจพิจารณาตามพฤติการณ์แห่งคดีและความร้ายแรงของความเสียหาย ซึ่งรวมถึงความสูญเสียในอนาคต เช่น การสูญเสียความสามารถในการประกอบอาชีพ รายได้ที่พึงได้รับ และคุณภาพชีวิตที่ลดลง หลักการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้เสียหายได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรม มิใช่ถูกปฏิเสธสิทธิเนื่องจากความยากลำบากในการพิสูจน์ตัวเลขที่แน่นอน ศาลจะพิจารณาจากพยานหลักฐานประกอบ เช่น อาชีพเดิม อายุ สุขภาพ และลักษณะความบาดเจ็บ เพื่อกำหนดค่าเสียหายที่เหมาะสม 

4 คำถาม ค่าใช้จ่ายในโรงพยาบาลประเภทใดถือว่าเป็นค่าเสียหายที่เรียกได้

คำตอบ ค่าใช้จ่ายในโรงพยาบาลที่สามารถเรียกร้องได้ตามกฎหมายมิได้จำกัดเฉพาะค่ารักษาพยาบาลโดยตรง เช่น ค่ายา ค่าผ่าตัด หรือค่าห้องพักเท่านั้น แต่ยังรวมถึงค่าใช้จ่ายที่มีลักษณะเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นต่อการรักษาและการดำรงชีวิตของผู้ป่วยในระหว่างการพักรักษา เช่น ค่าอุปกรณ์ไฟฟ้าในห้องพักผู้ป่วยอย่างเครื่องรับโทรทัศน์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่โรงพยาบาลจัดไว้ ซึ่งมีบทบาทช่วยให้ผู้ป่วยและผู้ดูแลสามารถพักฟื้นได้อย่างเหมาะสม หากเป็นค่าใช้จ่ายที่โรงพยาบาลเรียกเก็บตามปกติและมีความจำเป็นตามสภาพการรักษา ย่อมถือเป็นค่าเสียหายที่จำเลยต้องรับผิด ทั้งนี้ต้องพิจารณาจากลักษณะการใช้งานและความจำเป็นเป็นสำคัญ มิใช่พิจารณาเพียงชื่อรายการค่าใช้จ่ายเท่านั้น

5 คำถาม นายจ้างต้องรับผิดจากการกระทำของลูกจ้างในกรณีใด

คำตอบ นายจ้างต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดที่เกิดจากการกระทำของลูกจ้างเมื่อการกระทำนั้นเกิดขึ้นในทางการที่จ้าง กล่าวคือ เป็นการกระทำที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่การงานหรืออยู่ในขอบเขตแห่งการมอบหมายงาน แม้ว่านายจ้างจะมิได้มีส่วนร่วมในการกระทำโดยตรงก็ตาม หลักกฎหมายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้เสียหายให้สามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากบุคคลที่มีความสามารถในการชดใช้ได้จริง โดยไม่ต้องจำกัดอยู่เฉพาะตัวผู้กระทำละเมิด ทั้งนี้ หากลูกจ้างกระทำการนอกเหนือจากหน้าที่โดยสิ้นเชิงหรือเป็นการกระทำส่วนตัว นายจ้างอาจไม่ต้องรับผิด อย่างไรก็ตาม การพิจารณาว่าอยู่ในทางการที่จ้างหรือไม่นั้น ศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงโดยรวมของคดีเป็นสำคัญ 

6 คำถาม การสูญเสียความสามารถในการทำงานสามารถเรียกค่าเสียหายได้อย่างไร

คำตอบ การสูญเสียความสามารถในการประกอบอาชีพถือเป็นความเสียหายที่สำคัญในคดีละเมิด โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บสาหัสจนไม่สามารถทำงานได้อีกหรือทำงานได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ กฎหมายรับรองให้สามารถเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้ได้ทั้งในปัจจุบันและอนาคต แม้จะไม่สามารถระบุจำนวนที่แน่นอนได้อย่างชัดเจน ศาลจะพิจารณาจากรายได้เดิม อาชีพ ระยะเวลาที่คาดว่าจะทำงานได้ และสภาพร่างกายหลังเกิดเหตุ เพื่อกำหนดค่าเสียหายอย่างเป็นธรรม หลักการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อชดเชยความสูญเสียในโอกาสทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของผู้เสียหายอย่างเหมาะสม 

7 คำถาม สิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญมีผลต่อการเรียกค่าเสียหายหรือไม่

คำตอบ สิทธิของผู้เสียหายในการได้รับบำเหน็จบำนาญจากหน่วยงานต้นสังกัดเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นตามกฎหมายหรือระเบียบของทางราชการ ซึ่งแยกต่างหากจากความรับผิดของผู้กระทำละเมิด ดังนั้น แม้ผู้เสียหายจะได้รับบำเหน็จบำนาญ ก็ไม่อาจถือเป็นเหตุให้ลดหรือยกเว้นความรับผิดของจำเลยได้ เนื่องจากเป็นสิทธิที่ผู้เสียหายพึงได้รับโดยชอบอยู่แล้ว มิใช่ผลประโยชน์ที่เกิดจากการกระทำของจำเลย การนำเหตุนี้มาอ้างเพื่อลดค่าเสียหายจึงไม่สอดคล้องกับหลักความเป็นธรรมและวัตถุประสงค์ของกฎหมายละเมิด ซึ่งมุ่งให้ผู้เสียหายได้รับการชดใช้ความเสียหายอย่างครบถ้วน 

8 คำถาม การแก้ไขข้อบกพร่องในการฟ้องคดีมีผลย้อนหลังหรือไม่

คำตอบ การแก้ไขข้อบกพร่องในเรื่องความสามารถในการดำเนินคดีตามกฎหมายมีผลทำให้การดำเนินคดีที่บกพร่องตั้งแต่ต้นกลับมามีผลสมบูรณ์ได้ โดยเฉพาะกรณีที่มีการแต่งตั้งผู้อนุบาลภายหลังและเข้าดำเนินคดีแทน การแก้ไขดังกล่าวถือว่ามีผลย้อนหลังไปถึงเวลาที่เริ่มฟ้องคดี ทั้งนี้เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายและป้องกันไม่ให้ความยุติธรรมต้องล้มเหลวเพราะเหตุทางเทคนิคของกระบวนพิจารณา อย่างไรก็ตาม การแก้ไขต้องกระทำภายใต้เงื่อนไขของกฎหมายและต้องได้รับความเห็นชอบจากศาล จึงจะมีผลสมบูรณ์และผูกพันคู่ความได้ 

อธิบายหลักกฎหมาย

ข้อ 1 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 28 มาตรา 438 มาตรา 443 มาตรา 444

มาตรา 28 กำหนดหลักเกี่ยวกับบุคคลไร้ความสามารถโดยระบุว่าบุคคลวิกลจริตซึ่งไม่สามารถจัดการงานของตนได้อาจถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถและต้องอยู่ในความอนุบาลของผู้อนุบาล หลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองบุคคลที่ขาดความสามารถในการตัดสินใจไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ตนเองในทางกฎหมาย ส่วนมาตรา 438 เป็นบทบัญญัติสำคัญเกี่ยวกับการกำหนดค่าสินไหมทดแทน โดยให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจพิจารณาความเหมาะสมของค่าเสียหายตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ซึ่งเป็นหลักยืดหยุ่นเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในแต่ละกรณี มาตรา 443 และ 444 เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับความเสียหายจากการละเมิดต่อร่างกาย โดยครอบคลุมค่ารักษาพยาบาล ค่าเสียหายจากการขาดรายได้ และการสูญเสียความสามารถในการประกอบอาชีพทั้งในปัจจุบันและอนาคต หลักกฎหมายทั้งชุดนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญว่าการเยียวยาความเสียหายต้องครอบคลุมทั้งมิติทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของผู้เสียหายอย่างรอบด้าน 

ข้อ 2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 56

มาตรา 56 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดเรื่องความสามารถในการดำเนินคดีของบุคคล โดยระบุว่าบุคคลไร้ความสามารถต้องมีผู้อนุบาลเป็นผู้ดำเนินคดีแทน และหากมีการดำเนินคดีโดยบุคคลที่ขาดความสามารถดังกล่าว การดำเนินคดีจะถือว่าเป็นข้อบกพร่องในทางกระบวนพิจารณา มิใช่การกระทำที่เป็นโมฆะโดยเด็ดขาด กฎหมายจึงเปิดช่องให้สามารถแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวได้ โดยให้ผู้มีอำนาจตามกฎหมายเข้ามาดำเนินคดีแทนในภายหลัง และเมื่อมีการแก้ไขโดยชอบแล้ว การดำเนินคดีจะมีผลสมบูรณ์ย้อนหลัง หลักการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหาย โดยเฉพาะในกรณีที่บุคคลไม่สามารถดำเนินคดีได้ด้วยตนเอง เนื่องจากช่วยให้การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมไม่ถูกจำกัดด้วยข้อจำกัดทางสถานะของบุคคล ทั้งยังสะท้อนแนวคิดของกฎหมายวิธีพิจารณาที่ให้ความสำคัญกับเนื้อหาสาระมากกว่ารูปแบบ 

ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 516/2551  

อำนาจฟ้องในคดีนี้เป็นของโจทก์ซึ่งเกิดจากการกระทำละเมิดของลูกจ้างในทางการที่จ้างหรือตัวแทนของจำเลย แต่เนื่องจากโจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัสกายพิการและสมองได้รับการกระทบกระเทือนจนไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้จนถึงวันฟ้อง ว. ภริยาโจทก์จึงฟ้องคดีนี้แทนในนามของโจทก์ซึ่งก็ปรากฏตามคำฟ้องว่า ก่อนฟ้องคดีนี้ ว. ได้ยื่นคำร้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลางขอให้ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ และตั้ง ว. เป็นผู้พิทักษ์ แต่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางยังไม่ได้มีคำสั่ง และต่อมาหลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้วศาลเยาวชนและครอบครัวกลางได้มีคำสั่งว่า อาการของโจทก์ไม่ใช่เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ แต่เข้าลักษณะบุคคลวิกลจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 28 จึงมีคำสั่งว่า โจทก์เป็นคนไร้ความสามารถและให้อยู่ในความอนุบาลของ ว. ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์เป็นคนวิกลจริตมาตั้งแต่ ว. ยื่นคำร้องขอดังกล่าว ดังนั้น ขณะฟ้องคดีนี้โจทก์จึงเป็นบุคคลวิกลจริตซึ่งถือว่าเป็นผู้ไร้ความสามารถตาม ป.วิ.พ. มาตรา 56 โจทก์จะเสนอข้อหาต่อศาลได้ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวโดยต้องมีผู้อนุบาลเป็นผู้ทำการแทน แต่ตอนยื่นฟ้องยังไม่มีคำสั่งศาลตั้ง ว. เป็นผู้อนุบาลโจทก์ ว. จึงไม่มีสิทธิทำการแทนเท่ากับโจทก์เสนอข้อหาเอง อันเป็นการบกพร่องในเรื่องความสามารถเท่านั้น มิใช่ไม่มีอำนาจฟ้อง เมื่อต่อมาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีคำสั่งตั้ง ว. เป็นผู้อนุบาลโจทก์ ว. จึงมีอำนาจที่จะทำการแทนโจทก์ในการเสนอข้อหาของโจทก์ได้ การบกพร่องในเรื่องความสามารถนี้แก้ไขให้บริบูรณ์ได้ตามมาตรา 56 เมื่อได้แก้ไขโดยร้องขอต่อศาลและศาลมีคำสั่งตั้งให้ ว. เป็นผู้อนุบาลมีอำนาจทำการแทนโจทก์แล้ว เหตุบกพร่องในเรื่องความสามารถก็หมดไป ทำให้การฟ้องคดีแทนโจทก์ที่บกพร่องมาแต่ต้นเป็นอันสมบูรณ์ด้วยการแก้ไขนี้แล้ว

จำเลยทำละเมิดแก่โจทก์ทำให้โจทก์ได้รับอันตรายสาหัสกายพิการ สมองได้รับความกระทบกระเทือนจนศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ เสียความสามารถประกอบการงานอย่างสิ้นเชิงทั้งในปัจจุบันและในอนาคตต้องลาออกจากราชการ แม้โจทก์นำสืบความเสียหายไม่ได้แน่นอน ศาลก็มีอำนาจกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้ได้ตามสมควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ส่วนที่จำเลยอ้างว่าหากไม่เกิดเหตุละเมิดก็ไม่แน่ว่าโจทก์จะรับราชการจนเกษียณหรือไม่ และอาจได้รับเงินบำเหน็จบำนาญนั้น ก็เป็นสิทธิของโจทก์ที่จะได้รับโดยชอบอยู่แล้ว ไม่เกี่ยวกับความรับผิดของจำเลย

ค่าใช้จ่ายในโรงพยาบาลเป็นค่าเครื่องรับโทรทัศน์และตู้เย็นในห้องพักผู้ป่วยเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่อำนวยความสะดวกอันจำเป็นแก่ผู้ป่วยและคนเฝ้าไข้ ทั้งโรงพยาบาลได้จัดเตรียมไว้ให้ใช้ในห้องอยู่แล้ว ถือเป็นค่าใช้จ่ายอันจำเป็นที่โจทก์ต้องเสียไป จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2542 โจทก์ขับรถยนต์กระบะมาตามถนนสายสระบุรี - หล่มสัก เมื่อถึงบริเวณท้องที่หมู่ที่ 7 ตำบลสระประดู่ อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ มีรถยนต์บรรทุกของจำเลยขับโดยลูกจ้างในทางการที่จ้างหรือตัวแทนของจำเลยแล่นสวนกับรถยนต์กระบะของโจทก์ และผู้ขับรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวประมาทเลินเล่อปราศจากความระมัดระวังขับรถล้ำเข้ามาในช่องเดินรถของโจทก์และเกิดเฉี่ยวชนกันขึ้น เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัสและมีกายพิการจนถึงปัจจุบัน การกระทำดังกล่าวของลูกจ้างในทางการที่จ้างหรือตัวแทนของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ โดยให้จำเลยชดใช้ค่าขาดความสามารถในการประกอบการงานจำนวน 2,500,000 บาท ค่ารักษาพยาบาลที่ไม่สามารถเบิกได้จำนวน 691,729 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 3,191,729 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ขณะฟ้องคดีนี้โจทก์เป็นเพียงบุคคลซึ่งมีกายพิการ ศาลยังไม่ได้มีคำสั่งเป็นบุคคลเสมือนไร้ความสามารถ นางวิยดาจึงไม่ใช่ผู้พิทักษ์และไม่อาจดำเนินคดีแทนโจทก์ได้ จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยไม่ได้เป็นนายจ้างหรือตัวการ และไม่เคยใช้จ้างวานให้ผู้ใดขับรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าว เหตุรถยนต์ชนกันในคดีนี้เกิดจากความประมาทของโจทก์แต่ฝ่ายเดียว กล่าวคือ โจทก์ได้ขับรถยนต์ด้วยความเร็วสูงเกินกว่าอัตรากฎหมายกำหนดจนไม่สามารถควบคุมรถได้ เป็นเหตุให้รถแล่นล้ำเข้าไปในช่องเดินรถสวนและเกิดเฉี่ยวชนกับรถยนต์บรรทุกของจำเลยโจทก์ยังสามารถประกอบการงานได้ดังเดิม จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการสูญเสียความสามารถในการประกอบการงาน และหากโจทก์ออกจากราชการจริง โจทก์ก็มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญจากทางราชการ จึงได้รับความเสียหายไม่เกิน 50,000 บาท โจทก์สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลจากทางราชการได้ ส่วนค่ารักษาพยาบาลที่เบิกไม่ได้นั้นเป็นค่ารักษาพยาบาลและค่าใช่จ่ายที่ไม่จำเป็น ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลย และโจทก์เสียหายในส่วนนี้ไม่เกิน 50,000 บาท โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้เข้าใจถึงความเสียหายที่โจทก์ได้รับว่าได้บาดเจ็บส่วนไหนมากน้อยเพียงใด ฟ้องโจทก์จึงเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,187,922 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 มีนาคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันฟังเป็นยุติได้ว่ารถยนต์บรรทุกเป็นของจำเลย ตามปกติจำเลยใช้รถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวบรรทุกน้ำแข็งส่งในกิจการของจำเลย เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2542 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา ขณะที่โจทก์ขับรถยนต์กระบะมาตามถนนสายสระบุรี - หล่มสัก จากทางด้านจังหวัดเพชรบูรณ์โฉมหน้าไปทางกรุงเทพมหานครถึงบริเวณที่เกิดเหตุมีรถยนต์บรรทุกของจำเลยแล่นสวนทางมาแล้วเกิดเหตุรถยนต์ทั้งสองคันเฉี่ยวชนกัน เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัสกายพิการและได้รับความกระทบกระเทือนทางสมองจนไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ต่อมาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีคำสั่งให้โจทก์เป็นบุคคลไร้ความสามารถและให้อยู่ในความอนุบาลของนางวิยดา...

...ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สองว่า นางวิยดามีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ขณะยื่นฟ้องศาลยังมิได้มีคำสั่งให้โจทก์เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถหรือคนไร้ความสามารถ โจทก์จึงเป็นเพียงผู้มีกายพิการที่สามารถดำเนินคดีได้ด้วยตนเอง แม้นางวิยดาจะเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ก็ไม่มีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์ได้นั้น เห็นว่า อำนาจฟ้องในคดีนี้เป็นของโจทก์ซึ่งเกิดจากการกระทำละเมิดของลูกจ้างในทางการที่จ้างหรือตัวแทนของจำเลย แต่คดีได้ความจากทางนำสืบของโจทก์โดยจำเลยไม่ได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า โจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัสกายพิการและสมองได้รับการกระทบกระเทือนจนไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้จนถึงวันฟ้อง นายวิยดาภริยาโจทก์จึงฟ้องคดีนี้แทนในนามของโจทก์ซึ่งก็ปรากฏตามคำฟ้องว่า ก่อนฟ้องคดีนี้นางวิยดาได้ยื่นคำร้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลางขอให้ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและตั้งนางวิยดาเป็นผู้พิทักษ์ แต่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางยังไม่ได้มีคำสั่ง และต่อมาหลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้วศาลเยาวชนและครอบครัวกลางได้มีคำสั่งว่า อาการของโจทก์ไม่ใช่เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ แต่เข้าลักษณะบุคคลวิกลจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 28 จึงมีคำสั่งว่า โจทก์เป็นคนไร้ความสามารถและให้อยู่ในความอนุบาลของนางวิยดา ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุคคลวิกลจริตมาตั้งแต่นางวิยดายื่นคำร้องขอดังกล่าว ดังนั้น ขณะฟ้องคดีนี้โจทก์จึงเป็นบุคคลวิกลจริตซึ่งถือว่าเป็นผู้ไร้ความสามารถตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 56 โจทก์จะเสนอข้อหาต่อศาลได้ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวโดยต้องมีผู้อนุบาลเป็นผู้ทำการแทน แต่ตอนยื่นฟ้องยังไม่มีคำสั่งศาลตั้งนางวิยดาเป็นผู้อนุบาลโจทก์ นางวิยดาจึงไม่มีสิทธิทำการแทน เท่ากับโจทก์เสนอข้อหาเอง อันเป็นการบกพร่องในเรื่องความสามารถเท่านั้น มิใช่ไม่มีอำนาจฟ้องเมื่อต่อมาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีคำสั่งตั้งนางวิยดาเป็นผู้อนุบาลโจทก์นางวิยดาจึงมีอำนาจที่จะทำการแทนโจทก์ในการเสนอข้อหาของโจทก์ได้ การบกพร่องในเรื่องความสามารถนี้แก้ไขให้บริบูรณ์ได้ตามมาตรา 56 ที่กล่าวข้างต้น เมื่อได้แก้ไขโดยร้องขอต่อศาลและศาลมีคำสั่งตั้งให้นางวิยดาเป็นผู้อนุบาลมีอำนาจทำการแทนโจทก์แล้ว เหตุบกพร่องในเรื่องความสามารถก็หมดไป ทำให้การฟ้องคดีแทนโจทก์ที่บกพร่องมาแต่ต้นเป็นอันสมบูรณ์ด้วยการแก้ไขนี้แล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น...

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สี่ว่า ค่าเสียหายของโจทก์มีเพียงใด จำเลยฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดค่าเสียหายเนื่องจากเสียความสามารถในการประกอบการงานเป็นเงิน 1,500,000 บาท นั้นสูงเกินส่วน และค่าเสียหายที่จำเลยจะต้องรับผิดต้องเป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจริง แต่โจทก์เรียกค่าเสียหายส่วนนี้โดยการกะประมาณว่าโจทก์ยังสามารถรับราชการได้ไม่น้อยกว่า 10 ปี ซึ่งเป็นการไม่แน่นอนว่าโจทก์จะรับราชการถึงเวลานั้นหรือไม่ และแม้โจทก์จะต้องออกจากราชการก่อนกำหนด โจทก์ก็ยังคงได้รับเงินบำเหน็จ บำนาญ เหตุที่เกิดขึ้นทำให้โจทก์ขาดรายได้ลงเพียงบางส่วนเท่านั้น นั้น เห็นว่า กรณีละเมิดที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ร่างกายนั้น ค่าสินไหมทดแทนได้แก่ค่ารักษาพยาบาลรวมทั้งค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้ เพราะไม่สามารถประกอบการงานและค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถประกอบการงานสิ้นเชิงหรือแต่บางส่วน ทั้งในเวลาปัจจุบันและในอนาคตด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443 วรรคสอง และมาตรา 444 วรรคหนึ่ง และตามมาตรา 438 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติว่า ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้นให้ศาลวินิจฉัยตามสมควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัสกายพิการ สมองได้รับความกระทบกระเทือนจนศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ เสียความสามารถประกอบการงานอย่างสิ้นเชิงทั้งในปัจจุบันและในอนาคตต้องลาออกจากราชการนับว่าเป็นความร้ายแรงแห่งละเมิดที่เกิดขึ้นแก่โจทก์เป็นอย่างมาก ถึงแม้โจทก์นำสืบค่าเสียหายส่วนนี้ไม่ได้แน่นอน ศาลก็มีอำนาจกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้ได้ตามสมควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงินจำนวน 1,500,000 บาท จึงเหมาะสมแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ถ้าไม่เกิดเหตุคดีนี้ก็ไม่แน่ว่าโจทก์จะรับราชการจนเกษียณหรือไม่ และแม้โจทก์จะต้องออกจากราชการก่อนกำหนดโจทก์ก็ยังคงได้รับเงินบำเหน็จบำนาญนั้น ก็เป็นสิทธิของโจทก์ที่จะได้รับโดยชอบอยู่แล้ว ไม่เกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่จะต้องร่วมรับผิดกับลูกจ้างในทางการที่จ้างของจำเลยผู้ทำละเมิดแต่อย่างใด จำเลยยังคงต้องร่วมรับผิดชดใช้ให้แก่โจทก์ผู้ถูกทำละเมิดอยู่เช่นเดิม ที่จำเลยฎีกาว่า ค่ารักษาพยาบาลที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำนวน 687,922 บาท ยังสูงเกินกว่าค่ารักษาพยาบาลจริงเนื่องจากจำนวนเงินดังกล่าวได้รวมค่าอุปกรณ์ไฟฟ้า ได้แก่เครื่องรับโทรทัศน์และตู้เย็น ซึ่งทางโรงพยาบาลคิดสัปดาห์ละ 300 บาท เป็นค่าใช้จ่ายในส่วนที่ไม่เกี่ยวกับการรักษาพยาบาล โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินจำนวนนี้จากจำเลยนั้น เห็นว่า เครื่องรับโทรทัศน์และตู้เย็นในห้องพักผู้ป่วยเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่อำนวยความสะดวกอันจำเป็นแก่ผู้ป่วยและคนเฝ้าไข้ ทั้งโรงพยาบาลได้จัดเตรียมไว้ให้ในห้องอยู่แล้ว ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายอันจำเป็นที่โจทก์ต้องเสียไป จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายเนื่องจากการเสียความสามารถในการประกอบการงานและค่ารักษาพยาบาลในให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์เป็นเงิน 2,187,922 บาท นั้นเหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน

ฟ้องคดีแทนคนไร้ความสามารถโดยยังไม่มีคำสั่งศาล จะถือว่าไม่มีอำนาจฟ้องจริงหรือ คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ขณะฟ้องยังไม่มีคำสั่งตั้งผู้อนุบาล แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัสจนไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ และต่อมาศาลมีคำสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถอยู่ในความอนุบาลของภริยา  การฟ้องคดีโดยไม่มีผู้อนุบาลจึงเป็นเพียงข้อบกพร่องในเรื่องความสามารถ ไม่ใช่การไม่มีอำนาจฟ้อง และสามารถแก้ไขให้สมบูรณ์ได้ภายหลังเมื่อศาลมีคำสั่งแต่งตั้งผู้อนุบาล  นอกจากนี้ ศาลยังวินิจฉัยว่าจำเลยต้องรับผิดจากการกระทำละเมิดของลูกจ้าง และแม้ค่าเสียหายไม่อาจพิสูจน์ได้แน่นอน ศาลก็มีอำนาจกำหนดตามพฤติการณ์และความร้ายแรงของละเมิด




อธิบาย “อำนาจฟ้อง” ตามกฎหมาย – ความหมาย & กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ฟ้องเพิกถอนพินัยกรรมทำได้หรือไม่ หากมีคดีตั้งผู้จัดการมรดกอยู่ก่อน ศาลฎีกาวางหลักฟ้องซ้อนและอำนาจฟ้องไว้อย่างไร
ผู้จัดการมรดกมีสิทธิร้องทุกข์แทนผู้ตายได้หรือไม่ เมื่อความผิดเกิดก่อนตาย ศาลฎีกาวินิจฉัยอำนาจฟ้องในคดียักยอกทรัพย์อย่างไร
คนเสมือนไร้ความสามารถฟ้องคดีเองได้หรือไม่ ผู้พิทักษ์มีอำนาจเพียงใด และผลทางกฎหมายของการฟ้องโดยไม่มีอำนาจฟ้อง
ซื้อสลากกินแบ่งเกินราคาแล้วไม่ได้รับของ ฟ้องเอาเงินคืนได้หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยชัด ผู้ที่ร่วมกระทำผิดกฎหมายไม่ถือเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ไม่มีอำนาจฟ้อง
การฟ้องคดีผู้บริโภคและอำนาจฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจากการบรรยายฟ้องผิดสัญญา
อำนาจฟ้องคดีแบ่งมรดกและการฟ้องผู้จัดการมรดกผิดตัว,ป.พ.พ. มาตรา 1364,(ฎีกา 4727/2566)
อำนาจไต่สวน ป.ป.ช. หลังพ้นตำแหน่ง เกิน 2 ปี 5 ปี ยังฟ้องคดีทุจริตได้หรือไม่(ฎีกา 5076-5079/2566)
บริษัทประกันฟ้องเรียกค่าเสียหายซ้ำได้หรือไม่? ผู้ก่อเหตุชำระแล้วหนี้ระงับหรือยัง และเจ้าของรถต้องร่วมรับผิดหรือไม่ในคดีละเมิด
อำนาจฟ้อง & สอบสวนคดีอาญา,นับโทษ, มาตรา 120, (ฎีกา 659-661/2567)