ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




อำนาจฟ้องคดีแบ่งมรดกและการฟ้องผู้จัดการมรดกผิดตัว,ป.พ.พ. มาตรา 1364,(ฎีกา 4727/2566)

คำพิพากษาศาลฎีกา 4727/2566, อำนาจฟ้องคดีแบ่งทรัพย์มรดกของทายาท, การฟ้องผิดตัวผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล, หลักอำนาจฟ้องในคดีมรดก, การฟ้องบุคคลที่มิใช่ผู้จัดการมรดก, ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน, การยกประเด็นอำนาจฟ้องขึ้นวินิจฉัยเองของศาลฎีกา, ขอบเขตอำนาจศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), การสั่งให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา, เงื่อนไขตาม ป.พ.พ. มาตรา 213 วรรคสอง, การแบ่งทรัพย์มรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364,

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับอำนาจฟ้องคดีแบ่งทรัพย์มรดกและการฟ้องผิดตัวผู้จัดการมรดก โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การฟ้องบุคคลซึ่งมิได้เป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล ย่อมเป็นการฟ้องผิดตัวบุคคล อันเป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องซึ่งเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ นอกจากนี้ ศาลยังวางหลักสำคัญเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจของศาลในการสั่งให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา โดยจำกัดเฉพาะกรณีที่วัตถุแห่งหนี้เป็นการให้กระทำนิติกรรม มิใช่การบังคับให้แบ่งทรัพย์มรดกหรือขายทอดตลาดทรัพย์กองมรดก

คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

1. การฟ้องคดีแบ่งมรดกต่อบุคคลที่มิใช่ผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล ถือว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่

2. ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องในคดีมรดกเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยที่ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้เพียงใด

3. ศาลมีอำนาจสั่งให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาเพื่อบังคับแบ่งทรัพย์มรดกหรือขายทอดตลาดทรัพย์ได้หรือไม่

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า โจทก์มี “อำนาจฟ้อง” จำเลยที่ถูกระบุว่าเป็นผู้จัดการมรดกถูกต้องตามคำสั่งศาลหรือไม่ และศาลสามารถ “ยกประเด็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน” ขึ้นวินิจฉัยเองได้เพียงใด รวมทั้งขอบเขตอำนาจศาลในการสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาเพื่อบังคับการแบ่งทรัพย์มรดก

มาตรากฎหมายสำคัญที่สุดที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) และ ป.พ.พ. มาตรา 213 วรรคสอง ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 1364

key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. อำนาจฟ้อง 

แก่นของคดีคือการฟ้องต้องถูก “ตัวบุคคล” ที่มีหน้าที่ตามกฎหมาย หากฟ้องผู้ที่มิใช่ผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล ย่อมกระทบถึงอำนาจฟ้อง และศาลต้องวินิจฉัยให้ถูกต้องก่อนพิจารณาเนื้อหาอื่น

2. ฟ้องผิดตัวบุคคล

โจทก์ระบุจำเลยที่ 4 และ 5 เป็นผู้เยาว์โดยผู้แทนโดยชอบธรรม ทั้งที่ผู้เยาว์มิได้เป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล จึงเป็นการฟ้องผิดตัวบุคคล ทำให้โจทก์ “ไม่มีอำนาจฟ้อง” ในส่วนจำเลยดังกล่าว

3. ปัญหาความสงบเรียบร้อยของประชาชน (ป.วิ.พ. 142(5))

ศาลฎีกายืนยันว่า “อำนาจฟ้อง” เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ และแก้คำพิพากษาศาลล่างให้ชอบด้วยกฎหมายได้ทันที

4. คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา (ป.พ.พ. 213 วรรคสอง)

ศาลจะสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาได้ เฉพาะกรณีที่วัตถุแห่งหนี้เป็น “การให้กระทำนิติกรรม” เท่านั้น แต่คดีนี้เป็นการบังคับให้ “แบ่งทรัพย์มรดก” ไม่ใช่ให้ทำนิติกรรม จึงสั่งแทนการแสดงเจตนาแบบที่ศาลล่างทำไม่ได้

5. วิธีแบ่งทรัพย์มรดก (ป.พ.พ. 1364)

เมื่อมีข้อพิพาทเรื่องการแบ่งทรัพย์มรดก ต้องดำเนินการตามวิธีที่กฎหมายกำหนดไว้ในมาตรา 1364 ไม่ใช่ให้ศาลกำหนดกลไก “ขายทอดตลาดแล้วแบ่งเงิน” โดยอาศัยคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา เพราะเป็นการลัดขั้นตอนและไม่ตรงกับบทบัญญัติกฎหมาย

ข้อเท็จจริงและลักษณะคดี

คดีนี้โจทก์เป็นทายาทผู้มีสิทธิในกองมรดกของนายสุจิตร ซึ่งถึงแก่ความตายและมีทายาทรวม 11 คน ภายหลังศาลมีคำสั่งแต่งตั้งผู้จัดการมรดกร่วมหลายคน โจทก์เห็นว่าผู้จัดการมรดกมิได้ดำเนินการแบ่งปันทรัพย์มรดกตามส่วน จึงยื่นฟ้องขอให้ศาลบังคับให้จำเลยทั้งหกในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ 1 ใน 11 ส่วน และหากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนานำทรัพย์กองมรดกออกขายทอดตลาด

อย่างไรก็ดี จากคำฟ้องปรากฏว่าโจทก์ระบุจำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นผู้เยาว์ โดยมีผู้แทนโดยชอบธรรม ทั้งที่บุคคลดังกล่าวมิได้เป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล

ประเด็นอำนาจฟ้องและการฟ้องผิดตัวบุคคล

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การฟ้องคดีแบ่งทรัพย์มรดกจะต้องฟ้องต่อผู้จัดการมรดกซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามคำสั่งศาลเท่านั้น บุคคลที่มิได้มีฐานะเป็นผู้จัดการมรดก ไม่มีหน้าที่และอำนาจในการจัดการกองมรดก จึงไม่อาจถือว่าได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์

การฟ้องบุคคลดังกล่าวย่อมเป็นการฟ้องผิดตัวบุคคล ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง และถือเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

ขอบเขตอำนาจศาลในการสั่งแทนการแสดงเจตนา

ศาลฎีกาวางหลักสำคัญเกี่ยวกับ ป.พ.พ. มาตรา 213 วรรคสอง ว่า ศาลจะสั่งให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาได้ เฉพาะกรณีที่วัตถุแห่งหนี้เป็นการให้กระทำนิติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น

คดีนี้เป็นการฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดก มิใช่การบังคับให้จำเลยต้องกระทำนิติกรรม การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้นำทรัพย์มรดกออกขายทอดตลาด จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่เป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 ซึ่งกำหนดวิธีการแบ่งทรัพย์มรดกไว้อย่างชัดเจน

แนวทางที่ศาลฎีกาวางไว้เป็นบรรทัดฐาน

คำพิพากษานี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญในหลายประเด็น ได้แก่

การกำหนดขอบเขตอำนาจฟ้องในคดีมรดกอย่างเคร่งครัด

การคุ้มครองหลักความถูกต้องของคู่ความในกระบวนพิจารณา

การจำกัดอำนาจศาลในการสั่งแทนการแสดงเจตนาไม่ให้เกินกว่าที่กฎหมายบัญญัติ

การยืนยันว่าการแบ่งทรัพย์มรดกต้องเป็นไปตามกระบวนการตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 เท่านั้น

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่า การดำเนินคดีมรดกต้องคำนึงถึงฐานะทางกฎหมายของคู่ความอย่างเคร่งครัด การฟ้องผิดตัวบุคคลย่อมทำให้คดีขาดอำนาจฟ้อง และศาลไม่อาจใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาเพื่อบังคับแบ่งทรัพย์หรือขายทอดตลาดได้โดยปราศจากฐานกฎหมายรองรับ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4727/2566 

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมกันแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ โดยระบุในคำฟ้องว่า จ. โดย ท. ผู้แทนโดยชอบธรรม จำเลยที่ 4 และ ด. โดย ส. ผู้แทนโดยชอบธรรม จำเลยที่ 5 จึงเป็นการฟ้อง จ. และ ด. เป็นจำเลย โดย จ. และ ด. มิได้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำสั่งศาล และไม่มีสิทธิหน้าที่ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามกฎหมายแต่อย่างใด จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้มีการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ อันเป็นการฟ้องผิดตัวบุคคล ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

ศาลจะสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาได้ก็เฉพาะกรณีที่วัตถุแห่งหนี้เป็นอันให้กระทำนิติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 213 วรรคสอง คดีนี้โจทก์ฟ้องบังคับให้แบ่งทรัพย์สิน มิใช่เป็นการบังคับให้กระทำนิติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย นำทรัพย์สินกองมรดกออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันให้แก่โจทก์หากจำเลยไม่ดำเนินการ เป็นการไม่ถูกต้อง ทั้งไม่เป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ผู้จัดการมรดกแบ่งทรัพย์มรดกแก่โจทก์ และหากไม่ดำเนินการให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา พร้อมให้นำทรัพย์ออกขายทอดตลาด

2. ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น

3. ศาลฎีกาพิพากษาแก้ โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4 และที่ 5 ยกฟ้องในส่วนนั้น และยกเลิกคำสั่งให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา โดยให้การแบ่งทรัพย์มรดกต้องดำเนินการตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364

เรื่อง

อำนาจฟ้องคดีมรดกต้องฟ้องให้ถูกตัวผู้จัดการมรดก เมื่อฟ้องผิดตัวบุคคลเป็นปัญหาความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองและแก้คำพิพากษาได้ทันที

1. คดีมรดกจำนวนมาก “แพ้คดีตั้งแต่ยังไม่ถึงเนื้อหา” มิใช่เพราะสิทธิในกองมรดกไม่มี หากแต่เพราะการฟ้องคดีไม่ถูก “ตัวบุคคล” ที่กฎหมายกำหนดให้เป็นคู่ความที่ต้องรับผิดในฐานะผู้จัดการมรดก กรณีเช่นนี้ย่อมกระทบถึง “อำนาจฟ้อง” ซึ่งเป็นประเด็นเบื้องต้นที่ศาลต้องวินิจฉัยก่อนพิจารณาสาระสำคัญ และเมื่ออำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้คู่ความมิได้ยกเป็นข้อฎีกา

2. ข้อเท็จจริงโดยสรุป

เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย มีทายาทหลายคนและมีทรัพย์มรดก ต่อมาศาลมีคำสั่งแต่งตั้ง “ผู้จัดการมรดก” เพื่อบริหารจัดการกองมรดก โจทก์ซึ่งอ้างตนมีส่วนรับมรดก ฟ้องขอให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกร่วม “แบ่งปันทรัพย์มรดก” ให้แก่ตนตามส่วน และขอให้ศาลมีคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากจำเลยไม่ดำเนินการ โดยโจทก์ระบุจำเลยบางรายเป็นผู้เยาว์โดยผู้แทนโดยชอบธรรม ทั้งที่บุคคลดังกล่าวมิได้เป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล (และไม่มีอำนาจหน้าที่ในฐานะผู้จัดการมรดก) ศาลล่างรับฟ้องและพิพากษาให้จำเลยแบ่งทรัพย์มรดก พร้อมกำหนดกลไกให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาและให้นำทรัพย์ออกขายทอดตลาดหากไม่แบ่ง ต่อมาศาลฎีกายกประเด็นอำนาจฟ้องขึ้นวินิจฉัยก่อน และพิพากษาแก้ไขในส่วนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย 

3. วิเคราะห์ประเด็นตามแก่นคดี

3.1 อำนาจฟ้อง: ฟ้องต้องถูก “ตัวบุคคล” ที่มีหน้าที่ตามกฎหมาย

อำนาจฟ้องมิใช่เรื่องถ้อยคำในคำฟ้องว่า “ฟ้องในฐานะผู้จัดการมรดก” แล้วจะผูกพันบุคคลใดก็ได้ แต่เป็นเรื่องสถานะทางกฎหมายที่พิสูจน์ได้จากคำสั่งแต่งตั้งผู้จัดการมรดกและบทบัญญัติว่าด้วยหน้าที่ผู้จัดการมรดก เมื่อกฎหมายกำหนดให้ผู้จัดการมรดกเป็นผู้แทนกองมรดกในการจัดการทรัพย์และหนี้สินของผู้ตาย การบังคับให้ “แบ่งทรัพย์มรดก” หรือการดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์กองมรดกจึงต้องมุ่งไปยังผู้ซึ่งมีอำนาจหน้าที่นั้นโดยแท้ หากโจทก์ฟ้องบุคคลที่มิใช่ผู้จัดการมรดก บุคคลดังกล่าวย่อมไม่มีหน้าที่ต้อง “รับผิด” ตามคำพิพากษา และไม่อาจนับว่าเป็นผู้โต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ในฐานะคู่ความที่แท้จริง ศาลจึงต้องวินิจฉัยอำนาจฟ้องให้ถูกต้องเสียก่อน มิฉะนั้นกระบวนพิจารณาทั้งหมดจะคลาดเคลื่อนตั้งแต่ต้น

3.2 ฟ้องผิดตัวบุคคล: ผลคือ “ไม่มีอำนาจฟ้อง” ในส่วนนั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยชัดแจ้งว่า การที่โจทก์ระบุจำเลยที่ 4 และ 5 เป็นผู้เยาว์โดยผู้แทนโดยชอบธรรม ทั้งที่ผู้เยาว์มิได้เป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยดังกล่าวได้โต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ เป็นการ “ฟ้องผิดตัวบุคคล” อันเป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง และโจทก์ “ไม่มีอำนาจฟ้อง” สำหรับจำเลยที่ 4 และ 5 

นัยสำคัญทางปฏิบัติคือ ต่อให้ข้อเท็จจริงเรื่องสิทธิรับมรดกของโจทก์จะถูกต้องเพียงใด แต่เมื่อกำหนดตัวจำเลยผิด ผลคดีในส่วนดังกล่าวย่อมต้องยกฟ้อง เพราะศาลไม่อาจมีคำพิพากษาบังคับบุคคลที่ไม่มีสถานะต้องรับผิดตามกฎหมายให้กระทำการแทนกองมรดกได้

3.3 ปัญหาความสงบเรียบร้อยของประชาชน: ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. 142(5)

ศาลฎีกายืนยันหลักสำคัญว่า “อำนาจฟ้อง” เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้คู่ความมิได้ยกเป็นข้อฎีกา และเมื่อเห็นชัดจากสำนวนว่าโจทก์ฟ้องผิดตัวบุคคล ศาลฎีกาสามารถพิพากษาแก้ไขให้ถูกต้องได้โดยไม่จำต้องย้อนสำนวน 

อย่างไรก็ดี การใช้อำนาจตามมาตรา 142(5) ต้องตั้งอยู่บน “ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนโดยชอบ” มิใช่หยิบเอาข้อเท็จจริงนอกสำนวนมาวินิจฉัย ศาลฎีกาเคยวางหลักไว้ว่า ข้อกฎหมายที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ต้องเป็นข้อกฎหมายที่ได้มาจากข้อเท็จจริงในการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ หากข้อเท็จจริงไม่ปรากฏในสำนวน ศาลย่อมไม่อาจอาศัยมาตรา 142(5) มาวินิจฉัยได้ หลักนี้ทำหน้าที่เป็น “กลไกคุ้มครองความยุติธรรมเชิงกระบวนพิจารณา” ไม่ให้การยกปัญหาความสงบเรียบร้อยกลายเป็นการตัดสินบนฐานข้อมูลที่คู่ความไม่เคยมีโอกาสโต้แย้ง

4. ข้อสังเกตเสริม: ความผิดพลาดของศาลล่างและผลเชิงบรรทัดฐาน

คดีนี้ยังสะท้อนบทเรียนว่าศาลไม่อาจสั่งให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาได้ทุกกรณี ศาลฎีกาชี้ว่า ป.พ.พ. มาตรา 213 วรรคสอง ใช้ได้เฉพาะหนี้ที่วัตถุแห่งหนี้เป็นการให้กระทำนิติกรรม แต่การฟ้องให้แบ่งทรัพย์มรดกมิใช่การบังคับให้กระทำนิติกรรม และการสั่งให้นำทรัพย์กองมรดกออกขายทอดตลาดต้องดำเนินตามวิธีที่กฎหมายมรดกกำหนดไว้โดยเฉพาะ (ป.พ.พ. มาตรา 1364) จึงแก้คำพิพากษาศาลล่างให้ถูกต้อง 

บรรทัดฐานที่เด่นที่สุดจึงไม่ใช่เพียง “โจทก์ชนะหรือแพ้” แต่คือการย้ำว่า คดีมรดกต้องเริ่มจากการตั้งคู่ความให้ถูกตัวผู้จัดการมรดก และศาลต้องพิทักษ์ความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนพิจารณา โดยยกประเด็นอำนาจฟ้องขึ้นตรวจสอบได้เสมอ

5. สรุป

(1) คดีแบ่งทรัพย์มรดกต้องฟ้องให้ถูกตัวผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล มิฉะนั้นเป็นการฟ้องผิดตัวบุคคลและขาดอำนาจฟ้องในส่วนนั้น 

(2) อำนาจฟ้องเป็นปัญหาความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองและแก้คำพิพากษาให้ชอบด้วยกฎหมายได้ แม้คู่ความไม่ยกขึ้นฎีกา 

(3) การยกปัญหาความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.พ. 142(5) ต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนโดยชอบ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงนอกสำนวน 

แนวคำถาม - ธงคำตอบ

ข้อ 1.

โจทก์ซึ่งเป็นทายาทผู้มีสิทธิในกองมรดก ฟ้องขอให้จำเลยทั้งหกในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมกันแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ตามส่วน พร้อมขอให้ศาลมีคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากจำเลยไม่ดำเนินการแบ่งทรัพย์ โดยในคำฟ้องโจทก์ระบุจำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 5 เป็นผู้เยาว์ โดยมีผู้แทนโดยชอบธรรม ทั้งที่บุคคลทั้งสองมิได้เป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล และไม่มีหน้าที่หรืออำนาจในการจัดการกองมรดก ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์รับฟ้องและพิพากษาให้จำเลยทั้งหมดแบ่งทรัพย์มรดก หากไม่แบ่งให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

ให้วินิจฉัยว่า การฟ้องคดีของโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 5 เป็นการฟ้องโดยมีอำนาจฟ้องหรือไม่ และศาลฎีกามีอำนาจยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเองได้หรือไม่ เพียงใด

ธงคำตอบ

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ “อำนาจฟ้อง” ซึ่งเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นของการดำเนินคดีแพ่ง การฟ้องคดีแบ่งทรัพย์มรดกย่อมต้องฟ้องต่อบุคคลซึ่งมีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายในการจัดการกองมรดก กล่าวคือ ผู้จัดการมรดกที่ได้รับการแต่งตั้งโดยคำสั่งศาลเท่านั้น

ข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่า จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 5 เป็นเพียงผู้เยาว์ซึ่งมิได้เป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล และไม่มีสิทธิหรือหน้าที่ใดในฐานะผู้จัดการมรดก การที่โจทก์ระบุฟ้องบุคคลดังกล่าว แม้จะอ้างว่าฟ้องในฐานะผู้จัดการมรดก ก็ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการฟ้องถูกตัวบุคคล เพราะบุคคลดังกล่าวไม่อาจโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์เกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์มรดกได้

ดังนั้น การฟ้องในส่วนจำเลยที่ 4 และที่ 5 จึงเป็นการฟ้องผิดตัวบุคคล อันเป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง ซึ่งถือเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกประเด็นนี้ขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) และมีอำนาจพิพากษาแก้ไขคำพิพากษาศาลล่างโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนกลับไปให้ศาลล่างพิจารณาใหม่ เมื่อเห็นได้ชัดว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4 และที่ 5 ศาลฎีกาจึงต้องพิพากษายกฟ้องในส่วนจำเลยดังกล่าว

ข้อ 2.

ในคดีเดียวกัน ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันแบ่งทรัพย์มรดกแก่โจทก์ และหากจำเลยไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย เพื่อนำทรัพย์สินกองมรดกออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งปันให้แก่โจทก์

ให้วินิจฉัยว่า ศาลมีอำนาจสั่งให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาในลักษณะดังกล่าวหรือไม่ และการสั่งขายทอดตลาดทรัพย์มรดกดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพียงใด

ธงคำตอบ

การสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของคู่ความ เป็นอำนาจของศาลที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยจำกัดขอบเขตอย่างชัดเจน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 วรรคสอง ศาลจะสั่งให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาได้ เฉพาะกรณีที่วัตถุแห่งหนี้เป็นอันให้กระทำนิติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น

คดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้แบ่งทรัพย์มรดก มิใช่การฟ้องบังคับให้จำเลยต้องกระทำนิติกรรมใดเป็นการเฉพาะ การแบ่งทรัพย์มรดกเป็นกระบวนการทางกฎหมายที่ต้องดำเนินการตามบทบัญญัติว่าด้วยมรดก มิใช่การแสดงเจตนาในลักษณะของนิติกรรมฝ่ายเดียวหรือสองฝ่าย

นอกจากนี้ การนำทรัพย์สินกองมรดกออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาแบ่งปัน ก็เป็นวิธีการที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 ซึ่งต้องดำเนินการตามขั้นตอนและเงื่อนไขที่กฎหมายบัญญัติ ไม่อาจอาศัยคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาเพื่อบังคับให้ขายทอดตลาดได้โดยตรง

ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้นำทรัพย์มรดกออกขายทอดตลาด จึงเป็นการไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนเช่นเดียวกัน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) และต้องพิพากษาแก้ไขให้การแบ่งทรัพย์มรดกเป็นไปตามวิธีการที่กฎหมายกำหนดไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1364 โดยยกคำขอในส่วนที่ให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา




อธิบาย “อำนาจฟ้อง” ตามกฎหมาย – ความหมาย & กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

อำนาจไต่สวน ป.ป.ช. หลังพ้นตำแหน่ง เกิน 2 ปี 5 ปี ยังฟ้องคดีทุจริตได้หรือไม่(ฎีกา 5076-5079/2566)
ฟ้องซ้ำประกันภัยรถชน สิทธิรับช่วงในคดีละเมิด(ฎีกา 883/2567)
อำนาจฟ้อง & สอบสวนคดีอาญา,นับโทษ, มาตรา 120, (ฎีกา 659-661/2567)
ฎีกา 1760/2568 – คดีเช่าพื้นที่ห้าง & ฟ้องแย้ง (คดีผู้บริโภค)