
| ผู้จัดการมรดกมีสิทธิร้องทุกข์แทนผู้ตายได้หรือไม่ เมื่อความผิดเกิดก่อนตาย ศาลฎีกาวินิจฉัยอำนาจฟ้องในคดียักยอกทรัพย์อย่างไร
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับอำนาจของผู้เสียหายในการร้องทุกข์และผลกระทบต่ออำนาจฟ้องของโจทก์ในคดีอาญา โดยเฉพาะในกรณีที่ความผิดเกิดขึ้นขณะเจ้าของทรัพย์ยังมีชีวิตอยู่ แต่ภายหลังถึงแก่ความตายและมีผู้จัดการมรดกเข้ามาดำเนินคดีแทน ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่ว่า ผู้จัดการมรดกซึ่งมิใช่ผู้เสียหายโดยตรงจะมีอำนาจร้องทุกข์ในความผิดอันยอมความได้หรือไม่ และหากไม่มีคำร้องทุกข์ที่ชอบด้วยกฎหมาย จะส่งผลกระทบต่ออำนาจสอบสวนและอำนาจฟ้องอย่างไร คดีนี้จึงเป็นแนวคำพิพากษาสำคัญที่ยืนยันหลักการพื้นฐานเกี่ยวกับผู้เสียหาย อำนาจร้องทุกข์ และเงื่อนไขของการดำเนินคดีอาญาในความผิดส่วนตัวอย่างเคร่งครัด ข้อเท็จจริงของคดี ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้เสียหายเป็นเจ้าของทรัพย์สินซึ่งถูกจำเลยทั้งสี่นำไปจำหน่ายและนำเงินไปใช้ ต่อมาผู้เสียหายประสบอุบัติเหตุจนกลายเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและมีผู้พิทักษ์ดูแลทรัพย์สิน ต่อมาผู้พิทักษ์ได้ขายทรัพย์สินหลายรายการรวมถึงที่ดินและสิทธิการเช่า แล้วนำเงินไปใช้บางส่วนและเก็บบางส่วนไว้ แต่ปรากฏว่าเงินจำนวนหนึ่งหายไปจากบัญชี ต่อมาผู้เสียหายถึงแก่ความตาย และมีการแต่งตั้งผู้จัดการมรดก ซึ่งได้ตรวจพบความผิดปกติของทรัพย์สินและเข้าแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีฐานยักยอกต่อจำเลยทั้งสี่ ประเด็นข้อกฎหมายและคำวินิจฉัย ประเด็นสำคัญคือ ผู้จัดการมรดกมีอำนาจเป็นผู้เสียหายและร้องทุกข์ได้หรือไม่ในกรณีที่ความผิดเกิดขึ้นก่อนผู้ตายถึงแก่ความตาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำต่อเจ้าของทรัพย์ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้นเจ้าของทรัพย์จึงเป็นผู้เสียหายโดยตรงตามกฎหมาย และเป็นผู้มีสิทธิร้องทุกข์แต่เพียงผู้เดียว แม้ผู้เสียหายจะเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ ก็ยังมีสิทธิร้องทุกข์ได้เองโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ เนื่องจากกฎหมายมิได้ตัดสิทธิในการดำเนินคดีอาญา อีกทั้งผู้เสียหายไม่ได้อยู่ในสภาพที่ไม่สามารถดำเนินการได้โดยสิ้นเชิง จึงไม่เข้าเงื่อนไขที่บุคคลอื่นจะดำเนินคดีแทนได้ วิเคราะห์หลักกฎหมาย หลักสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การตีความคำว่า “ผู้เสียหาย” ซึ่งหมายถึงบุคคลที่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิด เมื่อความผิดฐานยักยอกเป็นความผิดอันยอมความได้ จึงต้องมีคำร้องทุกข์จากผู้เสียหายจึงจะเริ่มกระบวนการสอบสวนได้ หากไม่มีคำร้องทุกข์ที่ชอบด้วยกฎหมาย พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวน และส่งผลให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามไปด้วย นอกจากนี้ กฎหมายยังวางหลักไว้ว่าการที่บุคคลจะดำเนินคดีแทนผู้เสียหายได้ ต้องอยู่ในกรณีที่ผู้เสียหายไม่สามารถดำเนินการได้ เช่น ถึงแก่ความตายจากการกระทำความผิด หรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจัดการเองได้ ซึ่งในคดีนี้ไม่เข้าเงื่อนไขดังกล่าว เจตนารมณ์กฎหมายและแนวฎีกาที่เกี่ยวข้อง เจตนารมณ์ของกฎหมายเกี่ยวกับความผิดอันยอมความได้ มุ่งคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายในการตัดสินใจว่าจะดำเนินคดีหรือไม่ จึงกำหนดให้ต้องมีคำร้องทุกข์จากผู้เสียหายโดยตรง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในเรื่องนี้สอดคล้องกันมาโดยตลอดว่า หากผู้ร้องทุกข์มิใช่ผู้เสียหายหรือไม่มีอำนาจแทนโดยชอบ การร้องทุกข์ย่อมไม่ชอบ ส่งผลให้กระบวนการสอบสวนทั้งหมดเป็นโมฆะ และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง คดีนี้จึงตอกย้ำหลักการสำคัญเรื่อง “อำนาจร้องทุกข์เป็นเงื่อนไขแห่งอำนาจฟ้อง” อย่างเคร่งครัด สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1 ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง เห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากเป็นคดีความผิดอันยอมความได้ แต่ไม่มีคำร้องทุกข์โดยผู้เสียหายตามกฎหมาย การดำเนินคดีจึงไม่ชอบด้วยเงื่อนไขแห่งอำนาจฟ้อง 2 ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้ ให้จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ลงโทษจำคุกและปรับ โดยเห็นว่าพยานหลักฐานเพียงพอรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิด และให้คืนเงินบางส่วนแก่กองมรดกของผู้เสียหาย 3 ศาลฎีกา พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และให้ยกฟ้องโจทก์ โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ร่วมมิใช่ผู้เสียหาย และไม่มีอำนาจร้องทุกข์ในความผิดอันยอมความได้ จึงไม่มีการสอบสวนโดยชอบ ส่งผลให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง คดีจึงต้องยกฟ้องทั้งหมด สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการดำเนินคดีอาญาในความผิดอันยอมความได้ มิใช่เพียงการพิสูจน์ว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาเงื่อนไขเชิงกระบวนการอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะเรื่องอำนาจร้องทุกข์ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นของอำนาจสอบสวนและอำนาจฟ้อง หากผู้ร้องทุกข์มิใช่ผู้เสียหายโดยตรงหรือไม่มีอำนาจแทนโดยชอบ แม้จะมีพฤติการณ์เข้าข่ายความผิด ก็ไม่อาจนำไปสู่การลงโทษได้ หลักการนี้สะท้อนถึงการคุ้มครองสิทธิของบุคคลและความมั่นคงของกระบวนการยุติธรรม อีกทั้งยังเป็นการป้องกันมิให้บุคคลภายนอกใช้อำนาจดำเนินคดีแทนโดยปราศจากฐานสิทธิที่กฎหมายรองรับ จึงถือเป็นหลักกฎหมายที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในคดีความผิดส่วนตัว ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า ผู้จัดการมรดกสามารถเป็น “ผู้เสียหาย” และมีอำนาจร้องทุกข์แทนผู้ตายได้หรือไม่ ในกรณีที่การกระทำความผิดเกิดขึ้นก่อนผู้ตายถึงแก่ความตาย โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้เสียหายที่แท้จริงคือเจ้าของทรัพย์ในขณะเกิดเหตุ และเมื่อยังมีชีวิตอยู่ย่อมมีสิทธิร้องทุกข์เอง แม้จะเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถก็ตาม ผู้จัดการมรดกจึงไม่มีอำนาจร้องทุกข์แทนในกรณีนี้ ส่งผลให้ไม่มีการสอบสวนโดยชอบ และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1 ผู้เสียหายตามกฎหมาย หมายถึงบุคคลที่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิดเท่านั้น บุคคลอื่นจะอ้างตนเป็นผู้เสียหายแทนไม่ได้ เว้นแต่กฎหมายกำหนดให้มีอำนาจแทนโดยชัดแจ้ง 2 อำนาจร้องทุกข์ในความผิดอันยอมความได้ เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ต้องมีคำร้องทุกข์โดยผู้เสียหายก่อน พนักงานสอบสวนจึงจะมีอำนาจสอบสวน และหากไม่มีคำร้องทุกข์ที่ชอบด้วยกฎหมาย จะส่งผลให้ไม่มีอำนาจฟ้องในคดีนั้น คำถามที่พบบ่อย FAQ 1 คำถาม ผู้จัดการมรดกมีอำนาจร้องทุกข์แทนผู้ตายในคดีอาญาได้หรือไม่ คำตอบ ผู้จัดการมรดกจะมีอำนาจร้องทุกข์แทนผู้ตายได้หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากลักษณะของความผิดและช่วงเวลาที่ความผิดเกิดขึ้นเป็นสำคัญ หากความผิดเกิดขึ้นในขณะที่ผู้เสียหายยังมีชีวิตอยู่ ผู้เสียหายย่อมเป็นบุคคลที่มีสิทธิร้องทุกข์แต่เพียงผู้เดียวตามกฎหมาย แม้ต่อมาจะถึงแก่ความตาย ผู้จัดการมรดกก็ไม่อาจอ้างสิทธิย้อนหลังเพื่อร้องทุกข์แทนได้ เว้นแต่กรณีที่ผู้เสียหายถูกกระทำจนถึงแก่ความตายหรือไม่สามารถดำเนินการเองได้ตามที่กฎหมายกำหนด การตีความดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลของผู้เสียหายและจำกัดขอบเขตการใช้อำนาจของบุคคลภายนอกมิให้เกินเลยไปจากที่กฎหมายรับรอง อันเป็นหลักสำคัญของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา 2 คำถาม หากไม่มีคำร้องทุกข์โดยผู้เสียหาย พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนหรือไม่ คำตอบ ในคดีความผิดอันยอมความได้หรือความผิดต่อส่วนตัว การมีคำร้องทุกข์โดยผู้เสียหายถือเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดเจน หากไม่มีคำร้องทุกข์ดังกล่าว พนักงานสอบสวนย่อมไม่มีอำนาจเริ่มการสอบสวนได้ และการดำเนินการใด ๆ ที่เกิดขึ้นภายหลังย่อมถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย การขาดเงื่อนไขนี้ยังส่งผลโดยตรงต่ออำนาจฟ้องของพนักงานอัยการหรือโจทก์ เพราะกฎหมายกำหนดให้ต้องมีการสอบสวนโดยชอบก่อนจึงจะฟ้องคดีได้ หลักการนี้จึงเป็นกลไกสำคัญในการควบคุมการใช้อำนาจรัฐและป้องกันมิให้มีการดำเนินคดีโดยปราศจากความประสงค์ของผู้เสียหาย 3 คำถาม บุคคลเสมือนไร้ความสามารถยังมีสิทธิร้องทุกข์ด้วยตนเองหรือไม่ คำตอบ บุคคลเสมือนไร้ความสามารถแม้จะมีข้อจำกัดในการจัดการทรัพย์สินหรือการทำธุรกรรมบางประการ แต่กฎหมายมิได้ตัดสิทธิในการดำเนินคดีอาญาหรือการร้องทุกข์ด้วยตนเอง เว้นแต่จะมีข้อเท็จจริงปรากฏว่าบุคคลนั้นไม่สามารถแสดงเจตนาได้โดยสิ้นเชิง การมีผู้พิทักษ์จึงมิได้หมายความว่าผู้พิทักษ์จะมีอำนาจแทนในทุกกรณี โดยเฉพาะในเรื่องการร้องทุกข์ซึ่งเป็นสิทธิส่วนบุคคลโดยตรง ศาลจึงมักตีความโดยเคร่งครัดเพื่อคุ้มครองสิทธิของบุคคลดังกล่าว และป้องกันมิให้บุคคลอื่นใช้อำนาจแทนเกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนด 4 คำถาม ความผิดฐานยักยอกทรัพย์เป็นความผิดอันยอมความได้หรือไม่ คำตอบ ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามกฎหมายอาญาเป็นความผิดอันยอมความได้ ซึ่งหมายความว่าการดำเนินคดีจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด หากผู้เสียหายไม่ร้องทุกข์หรือถอนคำร้องทุกข์แล้ว คดีอาญาย่อมระงับไป หลักการนี้สะท้อนถึงลักษณะของความผิดที่กระทบต่อสิทธิส่วนบุคคลโดยตรง มากกว่าประโยชน์สาธารณะ จึงเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายตัดสินใจว่าจะดำเนินคดีหรือไม่ อย่างไรก็ตาม การตีความสถานะของผู้เสียหายต้องเป็นไปอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันการใช้สิทธิแทนโดยมิชอบ 5 คำถาม การไม่มีอำนาจร้องทุกข์มีผลต่อคดีอย่างไร คำตอบ การไม่มีอำนาจร้องทุกข์ในคดีความผิดอันยอมความได้มีผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากเป็นเงื่อนไขตั้งต้นของการสอบสวน หากผู้ร้องทุกข์มิใช่ผู้เสียหายหรือไม่มีอำนาจแทนโดยชอบ การร้องทุกข์ย่อมไม่ชอบ และถือเสมือนว่าไม่มีการร้องทุกข์เกิดขึ้น ส่งผลให้พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวน และเมื่อไม่มีการสอบสวนโดยชอบ โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องตามกฎหมาย แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่ามีการกระทำความผิดจริงก็ตาม หลักการนี้จึงเน้นความสำคัญของกระบวนการมากกว่าผลลัพธ์ 6 คำถาม ผู้พิทักษ์มีอำนาจร้องทุกข์แทนบุคคลเสมือนไร้ความสามารถหรือไม่ คำตอบ ผู้พิทักษ์มีหน้าที่ดูแลทรัพย์สินและผลประโยชน์ของบุคคลเสมือนไร้ความสามารถ แต่การใช้อำนาจแทนในทางคดีอาญาต้องพิจารณาเป็นกรณีไป โดยเฉพาะสิทธิในการร้องทุกข์ซึ่งเป็นสิทธิส่วนบุคคลโดยตรง กฎหมายมิได้ให้อำนาจผู้พิทักษ์ร้องทุกข์แทนโดยอัตโนมัติ เว้นแต่จะมีเหตุจำเป็น เช่น ผู้เสียหายไม่สามารถดำเนินการเองได้โดยสิ้นเชิง ดังนั้น หากบุคคลยังสามารถแสดงเจตนาได้ ผู้พิทักษ์ย่อมไม่มีอำนาจร้องทุกข์แทน และการกระทำดังกล่าวอาจถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย 7 คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงยกฟ้องแม้มีพฤติการณ์เข้าข่ายความผิด คำตอบ ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับเงื่อนไขทางกระบวนการยุติธรรมเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในคดีความผิดอันยอมความได้ ซึ่งต้องมีคำร้องทุกข์โดยผู้เสียหายก่อนจึงจะดำเนินคดีได้ แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าจำเลยมีพฤติการณ์เข้าข่ายความผิด แต่หากขาดเงื่อนไขดังกล่าว คดีจะไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ เนื่องจากพนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวน และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง หลักการนี้สะท้อนถึงความเคร่งครัดของกฎหมายในการคุ้มครองสิทธิของบุคคล และรักษาความถูกต้องของกระบวนการยุติธรรม 8 คำถาม หลักอำนาจฟ้องตามกฎหมายอาญามีความสำคัญอย่างไร คำตอบ อำนาจฟ้องเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการดำเนินคดีอาญา ซึ่งกำหนดว่าใครมีสิทธิเริ่มกระบวนการฟ้องร้องต่อศาล หากบุคคลที่ฟ้องไม่มีอำนาจตามกฎหมาย คดีนั้นย่อมไม่ชอบและต้องยกฟ้อง แม้จะมีพยานหลักฐานแสดงว่าจำเลยกระทำความผิดจริง หลักการนี้มีความสำคัญในการควบคุมการใช้อำนาจของรัฐ และป้องกันมิให้มีการดำเนินคดีโดยบุคคลที่ไม่มีสิทธิ นอกจากนี้ยังช่วยรักษาความเป็นธรรมให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาและสร้างความมั่นคงให้กับระบบกฎหมายโดยรวม หลักกฎหมาย ข้อ 1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) มาตรา 2 (7) มาตรา 5 (2) หลักกฎหมายในส่วนนี้เป็นแก่นสำคัญของคดีเกี่ยวกับสถานะของ “ผู้เสียหาย” และ “ผู้มีอำนาจร้องทุกข์” ซึ่งมีผลโดยตรงต่ออำนาจสอบสวนและอำนาจฟ้อง มาตรา 2 (4) กำหนดความหมายของผู้เสียหายว่าเป็นบุคคลซึ่งได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิด ไม่ใช่บุคคลที่ได้รับผลกระทบโดยอ้อมหรือภายหลัง เช่น ทายาทหรือผู้จัดการมรดก เว้นแต่จะเข้าหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะ ดังนั้น การตีความคำว่าผู้เสียหายจึงต้องพิจารณา ณ ขณะเกิดเหตุเป็นสำคัญ มิใช่ภายหลังจากที่ผู้เสียหายถึงแก่ความตาย มาตรา 2 (7) บัญญัติถึงอำนาจร้องทุกข์ ซึ่งเป็นสิทธิของผู้เสียหายในการเริ่มต้นกระบวนการทางอาญาในความผิดอันยอมความได้ โดยหลักการแล้ว สิทธิร้องทุกข์เป็นสิทธิส่วนบุคคลที่ผูกพันกับตัวผู้เสียหายโดยตรง ไม่สามารถโอนหรือสืบทอดได้โดยทั่วไป เว้นแต่กฎหมายจะบัญญัติให้บุคคลอื่นกระทำแทนได้ เช่น ในกรณีที่ผู้เสียหายถึงแก่ความตายเพราะการกระทำความผิด หรืออยู่ในสภาพที่ไม่สามารถร้องทุกข์ได้ การกำหนดลักษณะเช่นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เสียหายเป็นผู้ตัดสินใจด้วยตนเองว่าจะดำเนินคดีหรือไม่ และป้องกันมิให้บุคคลภายนอกนำคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยปราศจากความประสงค์ของผู้เสียหาย มาตรา 5 (2) เป็นบทบัญญัติที่เปิดโอกาสให้บุคคลอื่นสามารถดำเนินการแทนผู้เสียหายได้ในบางกรณี เช่น เมื่อผู้เสียหายถึงแก่ความตายหรือไม่สามารถดำเนินการเองได้ แต่การตีความมาตรานี้ต้องเป็นไปโดยเคร่งครัด กล่าวคือ ต้องปรากฏเหตุชัดเจนว่าผู้เสียหายไม่สามารถดำเนินการได้ด้วยตนเอง และการไม่สามารถนั้นต้องเกิดจากการกระทำความผิดหรือสภาพที่กฎหมายรับรอง มิใช่เพียงเหตุแห่งความไม่สะดวกหรือความบกพร่องทั่วไป ในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าผู้เสียหายแม้จะเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ แต่ยังสามารถใช้สิทธิร้องทุกข์ได้เอง และมิได้อยู่ในสภาพที่ไม่สามารถดำเนินการได้โดยสิ้นเชิง จึงไม่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 5 (2) ที่จะให้ผู้จัดการมรดกดำเนินการแทนได้ จากการวิเคราะห์ร่วมกันของทั้งสามมาตรา จะเห็นได้ว่า ระบบกฎหมายได้วางโครงสร้างไว้อย่างเป็นขั้นตอน เริ่มจากการกำหนดตัวบุคคลผู้เสียหาย ตามมาตรา 2 (4) จากนั้นกำหนดสิทธิในการร้องทุกข์ตามมาตรา 2 (7) และสุดท้ายกำหนดข้อยกเว้นให้บุคคลอื่นกระทำแทนได้ตามมาตรา 5 (2) เฉพาะในกรณีที่มีเหตุจำเป็นเท่านั้น หากขาดเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง กระบวนการทางอาญาทั้งหมดอาจตกเป็นโมฆะ และส่งผลให้ไม่มีอำนาจสอบสวนและไม่มีอำนาจฟ้อง ซึ่งเป็นหลักการที่ศาลฎีกานำมาใช้วินิจฉัยในคดีนี้อย่างเคร่งครัด ข้อ 2 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 มาตรา 354 มาตรา 356 บทบัญญัติในส่วนนี้เกี่ยวข้องกับความผิดฐานยักยอกและลักษณะของความผิดที่เป็นความผิดอันยอมความได้ มาตรา 352 กำหนดความผิดฐานยักยอกทรัพย์ โดยมีองค์ประกอบสำคัญคือ ผู้กระทำต้องมีการครอบครองทรัพย์ของผู้อื่นโดยชอบในเบื้องต้น แล้วภายหลังได้เบียดบังเอาทรัพย์นั้นไปเป็นของตนหรือของผู้อื่นโดยทุจริต ลักษณะสำคัญของความผิดนี้จึงแตกต่างจากความผิดฐานลักทรัพย์ เนื่องจากเริ่มต้นจากการครอบครองโดยชอบ แต่มีการเปลี่ยนแปลงเจตนาในภายหลัง มาตรา 354 เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการกระทำในลักษณะพิเศษของการยักยอก เช่น การจัดการทรัพย์ในฐานะตัวแทนหรือผู้มีหน้าที่ดูแลทรัพย์ ซึ่งมักพบในกรณีที่มีความสัมพันธ์ทางกฎหมายระหว่างคู่กรณี เช่น ผู้จัดการทรัพย์ ผู้ดูแลทรัพย์ หรือผู้มีหน้าที่ตามสัญญา โดยบทบัญญัตินี้มุ่งคุ้มครองความไว้วางใจในความสัมพันธ์ทางกฎหมายและลงโทษผู้ที่ใช้สถานะดังกล่าวไปในทางมิชอบ มาตรา 356 กำหนดให้ความผิดฐานยักยอกตามมาตรา 352 และ 354 เป็นความผิดอันยอมความได้ ซึ่งมีผลทางกระบวนการสำคัญ กล่าวคือ การดำเนินคดีจะเกิดขึ้นได้ต้องมีคำร้องทุกข์จากผู้เสียหายก่อน และผู้เสียหายมีสิทธิถอนคำร้องทุกข์ได้ ซึ่งจะทำให้คดีอาญาระงับไปโดยทันที การกำหนดลักษณะเช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายมองความผิดฐานยักยอกเป็นเรื่องที่กระทบสิทธิส่วนบุคคลมากกว่าประโยชน์สาธารณะ ในเชิงระบบ การที่มาตรา 356 กำหนดให้เป็นความผิดอันยอมความได้ ส่งผลให้บทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเกี่ยวกับผู้เสียหายและอำนาจร้องทุกข์เข้ามามีบทบาทโดยตรง กล่าวคือ หากไม่มีคำร้องทุกข์ที่ชอบด้วยกฎหมาย ความผิดแม้จะเกิดขึ้นจริงก็ไม่สามารถนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาได้ ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างบทบัญญัติทั้งสองกฎหมายจึงเป็นลักษณะพึ่งพาอาศัยกัน โดยกฎหมายอาญากำหนดลักษณะของความผิด ส่วนกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดเงื่อนไขในการนำคดีเข้าสู่ศาล คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการบูรณาการระหว่างกฎหมายสารบัญญัติและกฎหมายวิธีสบัญญัติ กล่าวคือ แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่ามีการกระทำเข้าข่ายความผิดฐานยักยอกตามมาตรา 352 และ 354 แต่เมื่อไม่มีคำร้องทุกข์ที่ชอบตามมาตรา 356 ประกอบหลักผู้เสียหายและอำนาจร้องทุกข์ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแล้ว ย่อมทำให้คดีไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ และต้องยกฟ้องในที่สุด ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6079/2555 โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันครอบครองเงินของ ฮ. และเบียดบังยักยอกเงินจำนวนดังกล่าวไป การกระทำที่โจทก์กล่าวหานี้เกิดขึ้นขณะที่ ฮ. ยังมีชีวิตอยู่ จึงเป็นการกระทำต่อ ฮ. เจ้าของทรัพย์ ฮ.จึงเป็นผู้เสียหายตามมาตรา 2 (4) และมีอำนาจร้องทุกข์ตามมาตรา 3 (1) ประกอบมาตรา 2 (7) แม้ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางจะมีคำสั่งให้ ฮ. เป็นผู้เสมือนคนไร้ความสามารถ แต่ ฮ. ยังสามารถดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เหมือนเช่นบุคคลทั่วไปได้ โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้พิทักษ์ ประกอบกับ ฮ. มิได้ถูกจำเลยทั้งสี่ทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจัดการเองได้ อันจะทำให้โจทก์ร่วมในฐานะผู้จัดการมรดกของ ฮ. มีอำนาจจัดการแทนได้ตามมาตรา 5 (2) เมื่อโจทก์ร่วมซึ่งไม่ได้เป็นผู้เสียหายเป็นผู้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสี่ในความผิดฐานยักยอกซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ จึงถือไม่ได้ว่าคดีนี้มีคำร้องทุกข์ตามระเบียบที่จะทำให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนในความผิดต่อส่วนตัวหรือความผิดอันยอมความได้และถือเท่ากับว่ายังไม่มีการสอบสวน ย่อมส่งผลให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามมาตรา 120 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 352, 354 และสั่งให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงิน 4,969,501 บาท แก่กองมรดกของนางฮวย จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นายฐิติวัจน์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางฮวย ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 354 ลงโทษจำคุก 2 ปี และปรับ 6,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน และปรับ 4,000 บาท เป็นความผิดอันยอมความได้และพฤติการณ์แห่งคดีไม่ร้ายแรง จำเลยที่ 2 เป็นหญิงอายุมากถึง 67 ปีแล้ว ไม่ปรากฏว่าเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยที่ 2 คืนเงิน 1,200,000 บาท แก่กองมรดกของนางฮวย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 เป็นน้องของนางฮวย จำเลยที่ 3 และที่ 4 กับโจทก์ร่วมเป็นบุตรของนายไช่ฮวดกับนางฮวย เมื่อปี 2512 นายไช่ฮวดกับนางฮวยจดทะเบียนหย่ากัน ต่อมาปี 2523 นางฮวยจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 ประมาณปี 2539 นางฮวยประสบอุบัติเหตุตกรถจักรยานยนต์ต้องผ่าตัดสมองแล้วเป็นอัมพาต ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีคำสั่งให้นางฮวยเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและตั้งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้พิทักษ์ร่วมกัน ต่อมาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางอนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขายทรัพย์สินของนางฮวยแทนเพื่อนำเงินไปชำระหนี้และเป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาพยาบาล จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 33239 แขวงแสมดำ (บางขุนเทียน) บางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ให้แก่จำเลยที่ 4 ในราคา 500,000 บาท ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 6433, 6434 และ 6435 ให้แก่จำเลยที่ 4 ในราคา 2,500,000 บาท ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 6436, 6437 และ 6438 ให้แก่บริษัทเอมรา จำกัด ซึ่งมีจำเลยที่ 4 เป็นกรรมการในราคา 2,500,000 บาท และขายสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุให้แก่นายปรีชา ในราคา 5,000,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 10,500,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำเงินดังกล่าวไปชำระหนี้ของนางฮวยตามคำพิพากษาตามยอมคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2962/2539 ของศาลจังหวัดชลบุรี และคดีหมายเลขแดงที่ 5202/2539 ของศาลแพ่งธนบุรี เป็นเงินประมาณ 5,000,000 บาท แล้วนำเงินบางส่วนฝากเข้าบัญชีธนาคารออมสิน สาขาบางกรวย กับซื้อสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์จากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ รวมค่าตกแต่งภายในประมาณ 600,000 บาท ใช้เป็นที่อยู่อาศัยร่วมกับนางฮวย และจำเลยที่ 2 เบิกความรับว่า นำเงินส่วนหนึ่งไปซื้อสลากออมสินจำนวน 1,000,000 บาทเศษ ในนามของจำเลยที่ 2 คนเดียว โดยมีการเบิกเงินออกจากบัญชีจำนวนเงิน 1,200,000 บาท ต่อมานางฮวย ถึงแก่ความตาย ศาลแพ่งธนบุรีมีคำสั่งตั้งโจทก์ร่วมเป็นผู้จัดการมรดกของนางฮวย ปรากฏว่า เงินฝากในธนาคารออมสิน สาขาบางกรวย เหลือเพียง 200,000 บาทเศษ โจทก์ร่วมเห็นว่า เงินในบัญชีเงินฝากขาดหายไป 4,900,000 บาทเศษ จึงแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนหรือไม่ เห็นว่า ฟ้องโจทก์ที่กล่าวหาว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 กระทำผิดก่อนวันที่นางฮวยถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ประกอบมาตรา 2 (7) กำหนดให้ผู้เสียหายเท่านั้นที่จะมีอำนาจร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิดได้ เมื่อคดีความผิดตามที่โจทก์ฟ้องเป็นความผิดอันยอมความได้หรือความผิดต่อส่วนตัว พนักงานสอบสวนจะมีอำนาจสอบสวนก็ต่อเมื่อมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบตามมาตรา 121 วรรคสอง และโจทก์จะมีอำนาจฟ้องก็ต่อเมื่อมีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อนเช่นกันตามมาตรา 120 เมื่อคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 9 มิถุนายน 2540 เวลาใดไม่ปรากฏชัดถึงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2547 เวลาใดไม่ปรากฏชัดต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสี่ร่วมกันครอบครองเงินที่ได้จากการขายที่ดินและขายสิทธิการเช่าที่ราชพัสดุของนางฮวยและเบียดบังยักยอกเอาเงินจำนวนดังกล่าวไป เมื่อนางฮวยถึงแก่ความตายวันที่ 20 มีนาคม 2546 การกระทำที่โจทก์กล่าวหาในขณะที่นางฮวยยังมีชีวิตอยู่ จึงเป็นการกระทำความผิดต่อนางฮวยผู้เป็นเจ้าของทรัพย์ นางฮวยจึงเป็นผู้เสียหายตามมาตรา 2 (4) และมีอำนาจร้องทุกข์ได้ตามมาตรา 3 (1) ประกอบมาตรา 2 (7) แม้นางฮวยจะพิการเดินไม่ได้เพราะเป็นอัมพาตและศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีคำสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถก็ตาม แต่นางฮวยก็ยังสามารถดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เหมือนเช่นบุคคลทั่วไปได้โดยมิต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้พิทักษ์ก่อนดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 34 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประกอบกับนางฮวยมิได้ถูกจำเลยทั้งสี่ทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจัดการเองได้อันจะทำให้โจทก์ร่วมในฐานะผู้จัดการมรดกของนางฮวยมีอำนาจจัดการแทนนางฮวยได้ตามมาตรา 5 (2) เมื่อโจทก์ร่วมซึ่งไม่ได้เป็นผู้เสียหายเป็นผู้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสี่ในความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และ 354 ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้หรือความผิดต่อส่วนตัวตามมาตรา 356 จึงถือไม่ได้ว่า คดีนี้มีคำร้องทุกข์ตามระเบียบที่จะทำให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนในความผิดต่อส่วนตัวได้ และถือเท่ากับว่ายังไม่ได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน ย่อมส่งผลให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามมาตรา 120 ส่วนคำฟ้องที่กล่าวหาว่า จำเลยที่ 2 กระทำผิดหลังวันที่นางฮวยถึงแก่ความตาย ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 2 นำเงินส่วนหนึ่งไปซื้อสลากออมสินจำนวน 1,000,000 บาท เศษ ในนามของจำเลยที่ 2 คนเดียวโดยมีการเบิกเงินออกจากบัญชี จำนวนเงิน 1,200,000 บาท เห็นว่า การกระทำในส่วนนี้ของจำเลยที่ 2 ย่อมเป็นความผิดสำเร็จก่อนนางฮวยถึงแก่ความตายถึง 4 ปีเศษ การที่โจทก์ร่วมเป็นผู้จัดการมรดกของนางฮวยเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2546 ตามคำสั่งของศาลแพ่งธนบุรี โจทก์ร่วมอ้างว่าเพิ่งทราบและมาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2547 ก็ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำต่อเนื่องกันจนถึงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2547 โจทก์ร่วมจึงไม่เป็นผู้เสียหาย กรณีจึงถือไม่ได้ว่า คดีนี้มีคำร้องทุกข์ตามระเบียบที่จะทำให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนในความผิดต่อส่วนตัวได้ ถือเท่ากับว่ายังไม่ได้มีการสอบสวน ย่อมส่งผลให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามมาตรา 120 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์และศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมมา จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์ ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และให้ยกฟ้องโจทก์
|




